กัณหชาดก
ว่าด้วยขอพร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๓๒๙ · บรรทัด ๕๔๘๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
บทว่า นิกติ วญฺจนานิ จ ความว่า การแสดงของปลอมเปลี่ยนเอาของของผู้อื่นไป ชื่อว่า การสับเปลี่ยน การสับเปลี่ยนนั้นพึงเห็นตัวอย่าง ในการให้ทองเก๊ว่าทองแท้ และกหาปณะปลอมว่ากหาปณะแท้ แล้วถือเอาสิ่งของของผู้อื่นไป ส่วนการถือเอาสิ่งของของผู้อื่นไป ด้วยสามารถแห่งปฏิภาณ เพราะความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย ชื่อว่าการล่อลวง พึงทราบเรื่องราวของการล่อลวงนั้นอย่างนี้ว่า บุรุษชาวบ้านผู้มีความซื่อตรงคนหนึ่ง นำกระต่ายมาจากป่าวางไว้ที่ฝั่งแม่น้ำแล้วลงอาบน้ำ ลำดับนั้น นักเลงคน ๑ เอากระต่ายนั้นวางไว้บนศีรษะแล้วลงอาบน้ำ บุรุษชาวบ้านขึ้นมาแล้ว เมื่อไม่เห็นกระต่าย จึงมองหาข้างโน้นข้างนี้ นักเลงเห็นดังนั้นจึงถามบุรุษนั้นว่า มองหาอะไรท่านผู้เจริญ. บุรุษชาวบ้านนั้นตอบว่า ข้าพเจ้าวางกระต่ายไว้ตรงนี้ แต่ไม่เห็นกระต่ายนั้น. นักเลงจึงกล่าวว่า แน่ะอันธพาล ท่านไม่รู้ดอกหรือว่า ชื่อว่ากระต่ายทั้งหลาย ที่บุคคลวางไว้ที่ฝั่งแม่น้ำย่อมหนีไปได้ ท่านดูซิ ฉันยังต้องเอากระต่ายของตนวางไว้บนศีรษะอาบน้ำด้วยเลย. บุรุษชาวบ้านเข้าใจว่า จักเป็นอย่างนั้น เพราะความที่ตนเป็นผู้ไม่มีปฏิภาณ. จึงหลีกไป ในข้อนี้ พึงเล่าเรื่องที่เขารับเอาลูกเนื้อด้วยเงิน ๑ กหาปณะให้ลูกเนื้อนั้นอีก แล้วจึงรับเอาเนื้อ ซึ่งมีราคา ๒ กหาปณะ.
บทว่า ทิสฺสติ โลภธมฺเมสุ ความว่า ข้าแต่ท้าวสักกะ บาปธรรมทั้งหลายมีโลภะเป็นต้นเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในสภาวะคือความโลภทั้งหลาย คือ ในสัตว์ทั้งหลายถูกความโลภครอบงำแล้ว เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายผู้ไม่โลภแล้ว. ย่อมไม่กระทำกรรมเห็นปานนี้ ความโลภมีโทษมากมายอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ชอบใจความโลภ.
บทว่า เสฺนหสงฺคนฺถิตา คนฺถา ความว่า กิเลสเครื่องร้อยรัดกายคืออภิชฌาทั้งหลาย ซึ่งเป็นไปอยู่ในอารมณ์ทั้งหลายมีประการต่าง ๆถูกสิเนหาอันมีความติดอยู่ในอารมณ์ทั้งหลายเป็นลักษณะร้อยรัดแล้วคือสืบต่อแล้วด้วยสามารถแห่งการเกิดขึ้นบ่อย ๆ ดุจดอกไม้ทั้งหลายที่เขาร้อยไว้ด้วยด้าย ฉะนั้น.
บทว่า เสนฺติ มโนมยา ปุถู ความว่า กิเลสเครื่องร้อยรัดกายคืออภิชฌาทั้งหลาย อันเกิดขึ้นแล้วในอารมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าเป็นเครื่องสำเร็จได้ด้วยใจ เพราะเป็นสภาพที่เกิดขึ้นทางใจ ดุจวัตถุทั้งหลายมีเครื่องประดับเป็นต้น อันเกิดแล้วจากรัตนะทั้งหลายมีทองเป็นต้นชื่อว่าอันสำเร็จแล้วด้วยรัตนะทั้งหลายมีทองเป็นอาทิ นอนเนื่องอยู่ในอารมณ์เหล่านั้น.
บทว่า เต ภุสํ อุปตาเปนฺติ ความว่า กิเลสเหล่านั้น ถ้านอนเนื่องอยู่แล้วเป็นอันมาก คือมีกำลังรู้ชัดอยู่ มักทำบุคคลให้เดือดร้อน คือให้ลำบากโดยยิ่ง ก็ในการที่กิเลสเหล่านั้นมักทำให้บุคคลเดือดร้อนโดยยิ่ง พึงนำเรื่องของคาถาว่า สลฺลวิทฺโธว รุปฺปติ เป็นต้น และพระสูตรทั้งหลายมีความว่า ดูก่อนคฤหบดี ความเศร้าโศก ความร่ำไรความทุกข์กาย ความทุกข์ใจและความคับแค้นทั้งหลายล้วนเกิดแต่ความรัก ล้วนมีความรักเป็นแดนเกิดทั้งนั้น ความโศกย่อมเกิดแต่สิ่งที่รักความโศกย่อมเกิดแต่ความรัก. ดังนี้เป็นต้น มาเป็นอุทาหรณ์อีกอย่างหนึ่ง หัวใจของสุมังคลโพธิสัตว์แตกแล้ว เพราะความโศกอันมีกำลังเหตุให้เด็กทั้งหลายเป็นทาน โทมนัสเป็นอันมากก็ได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระเวสสันดรโพธิสัตว์ ความรักย่อมทำให้พระมหาสัตว์ทั้งหลายผู้บำเพ็ญบารมีแล้วเดือดร้อนได้ด้วยประการฉะนี้ เพราะโทษนี้มีอยู่ในความสิเนหาฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ชอบใจ แม้ซึ่งความสิเนหา.
ท้าวสักกเทวราชได้ทรงสดับคำวิสัชนาปัญหาแล้ว จึงตรัสว่าข้าแต่ท่านกัณหบัณฑิต ปัญหานี้ท่านกล่าวดี เปรียบดังพุทธลีลา ข้าพเจ้ายินดีเหลือเกิน ฉะนั้น ขอท่านจงรับพรอย่างอื่นอีก แล้วตรัสพระคาถาที่ ๑๐ ว่า :-
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ คำนั้นท่านกล่าวดี แล้ว เป็นสุภาษิตอันสมควร ข้าพเจ้าจะให้ พรแก่ท่าน ตามแต่ใจท่านปรารถนาเถิด. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถาต่อไปว่า :ข้าแต่ท้าวสักกผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง ถ้าจะโปรดประทานพรแก่ข้าพระองค์ ขออาพาธทั้งหลายอันเป็นของร้ายแรง ซึ่งจะทำ อันตรายแก่ตบะกรรมได้ อย่าพึงเกิดขึ้นแก่ ข้าพระองค์ผู้อยู่ในป่า ซึ่งอยู่แต่ผู้เดียวเป็น นิตย์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺตรายกรา ภุสา คือ อันจำทำอันตรายแก่ตบะกรรมของข้าพระองค์นี้.
ท้าวสักกะได้ทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงดำริว่า กัณหบัณฑิตเมื่อจะรับพร ก็ไม่รับพรที่อาศัยอามิส รับแต่พรที่อาศัยตบะกรรมเท่านั้นท้าวเธอยิ่งทรงเลื่อมใสมากขึ้น เมื่อจะประทานพรอื่นอีก จึงตรัสพระคาถานอกนี้ว่า :-
ดูก่อนท่านพราหมณ์ คำนั้นท่านกล่าว ดีแล้ว เป็นสุภาษิตอันสมควร ข้าพเจ้าจะให้ พรแก่ท่าน ตามแต่ใจท่านปรารถนาเถิด.
แม้พระโพธิสัตว์ เมื่อจะแสดงธรรมแก่ท้าวสักกะโดยอ้างการรับพร จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า :-
ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง ถ้าจะโปรดประทานพรแก่ข้าพระองค์ ขอใจ หรือร่างกายของข้าพระองค์ อย่าเข้าไปกระทบ กระทั่งใคร ๆ ในกาลไหน ๆ เลย ขอได้ทรง โปรดประทานพรนี้เถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มโน วา ได้แก่ มโนทวาร. บทว่า สรีรํ วา ได้แก่ กายทวาร. แม้วจีทวาร ก็พึงทราบว่า ท่านถือเอาแล้วด้วยการถือเอาทวารเหล่านั้นเหมือนกัน. บทว่า มงฺกุเต คือ เพราะเหตุแห่งข้าพระองค์. บทว่า อุปหญฺเถ ได้แก่ อย่าเข้าไปกระทบกระทั่ง คือ พึงเป็นทวารอันบริสุทธิ์แล้ว.
ข้อนี้มีอธิบายว่า ข้าแต่ท้าวสักกเทวราช ขออย่าให้กรรมที่เป็นไปในทวาร แม้ทั้ง ๓ นี้เข้าไปกระทบแก่ใคร ๆ คือแก่ท้าวสักกะในกาลไหน ๆ เพราะเหตุแห่งข้าพระองค์ คือเพราะอาศัยข้าพระองค์ ได้แก่เพราะความที่แห่งข้าพระองค์เป็นผู้ใคร่ต่อความพินาศ คือ ขอกรรมที่เป็นไปในทวารทั้ง ๓ นี้พึงเป็นธรรมชาติอันหลุดพ้นแล้ว คือ บริสุทธิ์แล้ว จากอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ประการ มีปาณาติบาตเป็นต้นนั้นเทียว.
พระมหาสัตว์ เมื่อจะรับพรในฐานะทั้ง ๖ ได้รับเอาพรอันอาศัยเนกขัมมะเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้ จริงอยู่ พระโพธิสัตว์นั้น ย่อมทราบว่า ขึ้นชื่อว่าสรีระ ย่อมมีความเจ็บเป็นธรรมดา ท้าวสักกะไม่อาจเพื่อจะกระทำสรีระนั้นให้มีความไม่เจ็บเป็นธรรมดาได้ อนึ่ง ความที่แห่งสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีตนอันบริสุทธิ์แล้วในทวารทั้ง ๓ อันท้าวสักกะก็ไม่อาจทำให้เป็นนิสัยของตนได้เลย แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น พระมหาสัตว์ก็ได้รับพรเหล่านี้แล้ว เพื่อแสดงธรรมแก่ท้าวสักกะนั้น แม้ท้าวสักกเทวราชก็ได้ทรงบันดาลต้นไม้นั้นให้มีผลหวานอร่อย นมัสการพระมหาสัตว์ประคองอัญชลีเหนือพระเศียร ตรัสว่า ขอท่านจงอยู่ที่นี้โดยปราศจากโรคเถิด. แล้วได้เสด็จไปยังพิมานของพระองค์ แม้พระโพธิสัตว์ก็มิได้เสื่อมจากฌาน ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่าดูก่อนอานนท์ ที่นี้เป็นภูมิประเทศที่เราเคยอยู่มาแล้ว ดังนี้แล้วทรงประชุมชาดกว่า ท้าวสักกะในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอนุรุทธะในบัดนี้ส่วนกัณหบัณฑิต ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถากัณหชาดกที่ ๒
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๗๗๔–๗๙๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทสกนิบาตชาดก ๑๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
กโณฺห วตายํ ปุริโส กณฺหํ ภุญฺชติ โภชนํ กเณฺห ภูมิปฺปเทสสฺมึ น มยฺหํ มนโส ปิโย ฯ
น กโณฺห ตจสา โหติ อนฺโตสาโร หิ พฺราหฺมโณ ยสฺมึ ปาปานิ กมฺมานิ สเว กโณฺห สุชมฺปติ ฯ
เอตสฺมึ เต สุลปิเต ปฏิรูเป สุภาสิเต วรํ พฺราหฺมณ เต ทมฺมิ ยงฺกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ ฯ
วรญฺจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร สุนิกฺโกธํ สุนิทฺโทสํ นิลฺโลภํ วุตฺติมตฺตโน นิเสฺนหมภิกงฺขามิ เอเต เม จตุโร วเร ฯ
กินฺนุ โกเธ วา โทเส วา โลเภ เสฺนเหว พฺราหฺมณ #๑ ม. ปจฺจสโร ฯ ๒ ม. สิรสิ มาวิทฺธํ ฯ อาทีนวํ [๑] สมฺมสสิ ๒ ตมฺเม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
อปฺโป หุตฺวา พหุ โหติ วฑฺฒเต โส อขนฺติโช อาสงฺคิ พหุปายาโส ตสฺมา โกธํ น โรจเย ฯ
ทุฏฺฐสฺส ผรุสา ๓ วาจา ปรามาโส อนนฺตรา ตโต ปาณิ ตโต ทณฺโฑ สตฺถสฺส ปรมา คติ โทโส โกธสมุฏฺฐาโน ตสฺมา โทสํ น โรจเย ฯ
อาโลปสาหสาการา นิกติ วญฺจนานิ จ ทิสฺสนฺติ โลภธมฺเมสุ ตสฺมา โลภํ น โรจเย ฯ
เสฺนหสงฺคนฺถิตา ๔ คนฺถา เสนฺติ มโนมยา ปุถู เต ภุสํ อุปตาเปนฺติ ตสฺมา เสฺนหํ น โรจเย ฯ
เอตสฺมึ เต สุลปิเต ปฏิรูเป สุภาสิเต วรํ พฺราหฺมณ เต ทมฺมิ ยงฺกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ ฯ
วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร อรญฺเญ เม วิหรโต นิจฺจํ เอกวิหาริโน อาพาธา น ๕ อุปฺปชฺเชยฺยุํ อนฺตรายกรา ภุสา ฯ
เอตสฺมึ เต สุลปิเต ปฏิรูเป สุภาสิเต วรํ พฺราหฺมณ เต ทมฺมิ ยงฺกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ ฯ
วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร น มโน วา สรีรํ วา มงฺกุเต ๖ สกฺก กสฺสจิ #๑ ม. ตฺวํ ฯ ๒ สมฺปสฺสสีติปิ ฯ ๓ สี. ยุ. ปฐมา ฯ ๔ ม. สงฺคถิตา ฯ #๕ ม. มา ฯ ๖ ม. มํ กเต ฯ กทาจิ อุปหญฺเญถ เอตํ สกฺก วรํ วเรติ ฯ กณฺหชาตกํ ทุติยํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๑๓๒๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗