มัณฑัพยชาดก
ว่าด้วยความรักที่มีต่อบุตร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๓๘๐ · บรรทัด ๕๖๔๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
ดูก่อนนางผู้มีร่างกายงาม เรานำเจ้าผู้ยัง เป็นสาวรุ่น มีปัญญายังไม่สามารถ มาแต่ ตระกูลญาติ แม้เจ้าก็ยังไม่เคยแสดงความไม่ รักใคร่เรา เจ้าไม่มีความรักใคร่ปฏิบัติเราอยู่ เออ ก็นางผู้เจริญการที่เจ้าอยู่ร่วมกับเราเห็น ปานนี้ได้ เพราะเหตุอะไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสมตฺถปญฺํ คือผู้ยังเป็นยาวน้อย ๆ มีปัญญายังไม่สามารถที่จะจับจ่าย. คำว่า ยนฺตานยึ ตัดบทเป็น ยํ ตํ อานยึ มีอธิบายว่า เรานำเจ้าผู้ยังเป็นยาวรุ่นมาจากตระกูลแห่งญาติ. บทว่า อญฺตฺร กามา ปริจารยนฺตา ความว่า เจ้าไม่มีความรักใคร่ แม้ปฏิบัติเราอยู่ด้วยความไม่เต็มใจก็ไม่ให้เรารู้ว่าตนไม่มีความรักตลอดกาลประมาณเท่านี้ คือแสดงความรักใคร่ปรนนิบัติเราแล้ว. บทว่า เกนวณฺเณน แปลว่า ด้วยเหตุอะไร นายมัณฑัพยะร้องเรียกภรรยาว่านางผู้เจริญ. บทว่า เอวรูโป ความว่า การที่เจ้าอยู่ร่วมกับเราผู้มีความปฏิกูลเสมอด้วยอสรพิษเห็นปานนี้อยู่ได้ คือเป็นดุจว่าอยู่ร่วมกับคนที่รักได้อย่างไร ?
ลำดับนั้น เมื่อภรรยาจะบอกแก่สามี จึงได้กล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :ตั้งแต่ไหนแต่ไรนานมาแล้ว อันภรรยา ที่มีสามีบ่อย ๆ มิได้มีในตระกูลนี้ ดิฉันอนุวัตร ตามธรรมเนียมของตระกูลนั้น กำหนดใจไว้ ว่า ขออย่าให้เป็นคนตัดธรรมเนียมของตระกูล ในภายหลังเลย ดิฉันเกลียดต่อถ้อยคำเช่นนี้ แม้จะไม่มีความพอใจก็ปฏิบัติท่านได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อารา ทูเร เป็นไวพจน์ของกันและกัน นางเมื่อจะแสดงธรรมเนียมนั้นว่า นานมาก จึงกล่าวอย่างนี้. ศัพท์ว่า อิธ เป็นเพียงนิบาต ความว่า ในกาลไหน ๆ ก็ไม่มีบทว่า ปรํปรา คือที่เปลี่ยนผู้ชายบ่อย ๆ.
ข้อนี้มีอรรถกถาธิบายว่า นาย ตั้งแต่ไหนแต่ไรนานมาแล้วจนกระทั่งถึง ๗ ชั่วตระกูล อันภรรยาที่มีสามีบ่อย ๆ มิได้มีในตระกูลแห่งญาติของดิฉันเลย แม้หญิงบางคนจะทั้งกะสามีแล้วก็ไม่เคยที่จะคว้าเอาชายอื่นมาเป็นสามีเลย. บทว่า ตํ กูลวตฺตํ ดิฉันเมื่อจะอนุวัตรตามธรรมเนียมของตระกูล คือตามประเพณีของตระกูลนั้น กำหนดใจไว้ว่า ขอเราอย่าพึงเป็นหญิงกลับกลอกคนสุดท้ายในตระกูลของตนเถิดเกลียดวาทะว่า เป็นหญิงตัดธรรมเนียมของตระกูลคนสุดท้ายในตระกูลนั้น แม้จะไม่มีความพอใจก็ปฏิบัติ ท่านได้ คือเป็นผู้ทำความขวนขวายเป็นผู้บำเรอใกล้เท้าท่านได้.
ครั้นนางได้กล่าวอย่างนี้แล้ว จึงคิดว่าความลับที่ไม่ควรจะกล่าวต่อหน้าสามี เราได้กล่าวแล้วเขาคงโกรธเรา เราจะขอโทษเขา ต่อหน้าพระดาบสผู้เข้าถึงตระกูลของเรา เมื่อจะให้สามีอดโทษ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑๐ ว่า :-
ข้าแต่ท่านมัณฑัพยะ. วันนี้ดิฉันพูด ถ้อยคำที่ไม่ควรจะพูด ขอท่านจงอดโทษถ้อย คำนั้นให้แก่ดิฉัน เพราะเห็นแก่ลูกเถิด สิ่งอื่น อะไร ๆ ในโลกนี้ที่จะรักเท่าบุตรมิได้มี ยัญญ ทัตตบุตรของเรานี้ก็ได้รอดชีวิตแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ ขมตํ แปลว่า จงอดโทษถ้อยคำนั้น. บทว่า ปุตฺตเหตุ มมชฺช ความว่า ขอท่านจงอดโทษถ้อยคำที่ฉันพูดแล้วนั้น เพราะเหตุแห่งบุตรนี้ในวันนี้เถิด. บทว่าโส โน อยํ ความว่า ฉันพูดคำนั้นเพราะเหตุแห่งบุตรคนใด บุตรของเราคนนั้นก็ได้รอดชีวิตแล้ว เพราะบุตรคนนี้รอดชีวิตแล้วนั่นแหละขอท่านจงอดโทษแก่ดิฉัน ตั้งแต่วันนี้ไปดิฉันจักเป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจของท่าน.
ลำดับนั้น นายมัณฑัพยะได้กล่าวกะภรรยาว่า ลุกขึ้นเถิด ที่รักเราอดโทษให้เจ้า ตั้งแต่นี้ไปเจ้าอย่าได้มีจิตกระด้าง แม้เราก็จะไม่เกลียดเจ้า พระดาบสโพธิสัตว์กล่าวกะนายมัณฑัพยะว่า อาวุโส การที่ท่านหาทรัพย์ได้มาโดยลำบาก แล้วบริจาคทานโดยไม่เชื่อกรรมและผลแห่งกรรมนั้นเป็นการไม่สมควร แต่นี้ไปท่านจงเชื่อกรรมและผลแห่งกรรมให้ทานเถิด นายมัณฑัพยะรับคำว่า ดีแล้ว แล้วกล่าวกะพระดาบสโพธิสัตว์ว่า ท่านผู้เจริญ ท่านดำรงอยู่ในความเป็นทักขิไณยบุคคลของข้าพเจ้าไม่มีความยินดี ประพฤติพรหมจรรย์เป็นการไม่สมควร ตั้งแต่นี้ไปขอท่านจงทำจิตให้เลื่อมใส มีจิตบริสุทธิ์ ยินดีในฌาน ประพฤติพรหมจรรย์โดยลักษณะที่ข้าพเจ้าทำสักการะแก่ท่านในบัดนี้แล้ว จะได้รับผลมากเถิด แล้วสองสามีภรรยาก็นมัสการพระมหาสัตว์ แล้วลุกจากอาสนะไป ตั้งแต่นั้นมาภรรยาก็มีความเสน่หาในสามีเป็นอย่างดี นายมัณฑัพยะก็มีจิตเลื่อมใสถวายทานด้วยศรัทธา พระโพธิสัตว์ก็บรรเทาความเบื่อหน่ายเสียได้ ทำฌานและอภิญญา ให้เกิดแล้วเป็นสิ่งมีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประกาศสัจธรรมเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสัน ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า นายมัณฑัพยะในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ในบัดนี้ ภรรยาในครั้งนั้น ได้มาเป็นนางวิสาขาในบัดนี้ บุตรในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระราหุลในบัดนี้ อาณิมัณฑัพยะดาบส ได้มาเป็นพระสารีบุตรในบัดนี้ ส่วนกัณหทีปายนดาบสในครั้งนั้น คือเราตถาคต ฉะนั้นแล.
จบ อรรถกถากัณหทีปายชาดกที่ ๖
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๙ หน้า ๘๓๔–๘๕๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทสกนิบาตชาดก ๑๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
สตฺตาหเมวาหํ ปสนฺนจิตฺโต ปุญฺญตฺถิโก อาจริ ๓ พฺรหฺมจริยํ อถาปรํ ยํ จริตํ มมยิทํ ๔ วสฺสานิ ปญฺญาส สมาธิกานิ อกามโก วาปิ อหํ จรามิ เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ หตํ วิสํ ชีวตุ ยญฺญทตฺโต ฯ
ยสฺมา ทานํ นาภินนฺทึ กทาจิ ทิสฺวานหํ อติถึ วาสกาเล น จาปิ เม อปฺปิยตํ อเวทุํ พหุสฺสุตา สมณพฺราหฺมณา จ อกามโก วาปิ อหํ ททามิ #๑ ม. อเนโธ ฯ ๒ สี. ม. กณฺหทีปายนชาตกํ ฯ ๓ ม. อาจรึ ฯ ๔ ม. มเมทํ ฯ #ยุ. มมายิทํ ฯ เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ หตํ วิสํ ชีวตุ ยญฺญทตฺโต ฯ
อาสีวิโส ตาต ปหูตเตโช โย ตํ อฑํสี พิฬารา อุทฺธจฺจ ๑ ตสฺมิญฺจ เม อปฺปิยตาย อชฺช ปิตริ จ เต นตฺถิ โกจิ วิเสโส เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ หตํ วิสํ ชีวตุ ยญฺญทตฺโต ฯ
สนฺตา ทนฺตา เย จ ๒ ปริพฺพชนฺติ อญฺญตฺร กณฺหา อนกามรูปา ๓ ทีปายน กิสฺส ชิคุจฺฉมาโน อกามโก จรสิ พฺรหฺมจริยํ ฯ
สทฺธาย นิกฺขมฺม ปุน นิวตฺโต โส เอฬมูโค จปโล ๔ วตายํ เอตสฺส วาทสฺส ชิคุจฺฉมาโน อกามโก จรามิ พฺรหฺมจริยํ วิญฺญูปสตฺถญฺจ สตญฺจ ฐานํ เอวมฺปหํ ปุญฺญกโร ภวามิ ฯ
สมเณ ตุวํ พฺราหฺมเณ อทฺธิเก จ #๑ ม. อทํสี สจรา อุทิจฺจ ฯ ๒ ม. ทนฺตาเยว ฯ ๓ ม. นตฺถากามรูปา ฯ #๔ ม. เอฬมูโคว พาโล ฯ สนฺตปฺปยาสิ อนฺนปาเนน ภิกฺขํ โอปานภูตํว ฆรํ ตวยิทํ อนฺเนน ปาเนน อุเปตรูปํ อถ กิสฺส วาทสฺส ชิคุจฺฉมาโน อกามโก ทานมิมํ ททาสิ ฯ
ปิตโร จ เม อาสุ ๑ ปิตามหา จ สทฺธา อหุ ๒ ทานปตี วทญฺญู ตํ กูลวตฺตํ ๓ อนุวตฺตมาโน มาหํ กุเล อนฺติมคนฺธิโน ๔ อหุํ เอตสฺส วาทสฺส ชิคุจฺฉมาโน อกามโก ทานมิมํ ททามิ ฯ
ทหรึ กุมารึ อสมตฺถปญฺญํ ยนฺตานยึ ญาติกุลา สุคตฺเต น จาปิ เม อปฺปิยตํ อเวทิ อญฺญตฺร กามา ปริจารยนฺตา ๕ อถ เกน วณฺเณน มยา หิ ๖ โภติ สํวาสธมฺโม อหุ เอวรูโป ฯ
อารา ทูเร นยิธ กทาจิ อตฺถิ ปรมฺปรา นาม กุเล อิมสฺมึ ตํ กูลวตฺตํ ๓ อนุวตฺตมานา #๑ ม. อาสุํ ฯ ๒ ม. อหุํ ฯ ๓ ม. กุลฺลวตฺตํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ #๔ ม. อนฺติมคนฺธโน ฯ สี. คนฺธินี ฯ ๕ สี. ยุ. ปริจารยนฺตี ฯ ๖ ม. เต ฯ มาหํ กุเล อนฺติมคนฺธินี อหุํ เอตสฺส วาทสฺส ชิคุจฺฉมานา อกามิกา ปฏฺฐจรามิ ๑ ตุยฺหํ ฯ
มณฺฑพฺย ภาสิสฺสํ อภาสเนยฺยํ ๒ ตํ ขมฺยตํ ปุตฺตเหตุ มมชฺช ๓ ปุตฺตเปมา นยิธ ปรตฺถิ กิญฺจิ โส โน อยํ ชีวติ ยญฺญทตฺโตติ ฯ มณฺฑพฺยชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๑๓๘๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗