ภัททสาลชาดก
ว่าด้วยการบำเพ็ญประโยชน์แก่ญาติ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๖๑๓ · บรรทัด ๖๔๑๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๓ จาก ๓
เรื่องเล่า
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หตฺถปาทํ แปลว่า ซึ่งมือแลเท้า. บทว่า ตํ ทุกฺขํ ความว่า เมื่อโจรถูกตัดโดยลำดับอย่างนี้ พึงมีความทุกข์แทบประดาตาย. บทว่า สุขํ นุ ความว่า ดูก่อนไม้รังผู้สหาย โจรที่ต้องโทษประหาร ปรารถนาจะตายโดยความสุขย่อมขอร้องให้ตัดศีรษะ ไม่ขอร้องให้ตัดทีละท่อนกันเลย แต่ท่านขอร้องอย่างนี้ เหตุนั้น ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า จะมีสุขไฉนที่ถูกตัดทีละท่อน. บทว่า กึ เหตุ ความว่า ขึ้นชื่อว่า การตัดทีละท่อน ไม่มีความสุขเลย แต่ในเรื่องนี้คงมีเหตุ พระราชาเมื่อตรัสถามดังนี้กะเทวราชานั้น จึงได้ตรัสอย่างนี้.
ลำดับนั้น เทพดาไม้รังงามเมื่อจะบอกแก่พระองค์ จึงกล่าวคาถา ๒คาถาว่า
ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันยึดมั่นเหตุอันใด อัน เป็นเหตุประกอบด้วยธรรม ปรารถนาให้ตัดเป็นท่อน ๆ ขอพระองค์จงทรงสดับเหตุนั้น. หมู่ญาติของหม่อมฉัน เจริญอยู่ด้วยความสุข เกิดแล้วใกล้ต้นรังข้างหม่อมฉัน พึงเข้าไปเบียดเบียน หมู่ญาติเหล่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ หม่อมฉันชื่อว่าเข้าไป สั่งสมสิ่งที่มิใช่ความสุขให้แก่คนเหล่าอื่น เหตุนั้น หม่อมฉันจึงปรารถนาให้ตัดเป็นท่อนๆ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เหตุธมฺมูปสญฺหิตํ ความว่า ข้าแต่พระมหาราช หม่อมฉันยึดมั่น ปรารถนาคือมุ่งหมายเหตุอันสมควรแก่ความจริงทีเดียว มิใช่เพียงเหตุอันเหมาะ ทูลว่า หม่อมฉันปรารถนาจะให้ตัดทีละท่อนเชิญพระองค์ทรงเงี่ยพระโสตสดับต้นเหตุนั้นเถิด พระเจ้าข้า. บทว่า าติ เมความว่า หมู่เทพยดาผู้เป็นญาติของหม่อมฉัน พากันเติบโตอย่างเป็นสุขในร่มเงาแห่งสาลพฤกษ์อันงามของหม่อมฉัน. บทว่า มม ปสฺเส ความว่า บังเกิดณ สาลพฤกษ์หนุ่ม ๆ ได้ชื่อว่าเกิด ณ ที่อับลม เพราะหม่อมฉันช่วยต้านทานลมไว้มีอยู่ เมื่อหม่อมฉันมีกิ่งและคาคบกว้างขวางถูกตัดที่โคนโค่นลงอยู่ พึงรังแกพวกญาติได้ คือกระทำให้วิมานหักลู่แหลกลาญได้. บทว่า ปเรสํ อสุโขจิตํ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ความไม่สุขคือความทุกข์ เป็นอันหม่อมฉันกอบโกยให้ เพิ่มพูนให้แก่คนอื่น คือหมู่เทพยดาผู้เป็นญาติเหล่านั้น ก็แลหม่อมฉันมิได้ปรารถนาความทุกข์แก่พวกนั้นเลย เหตุนั้น หม่อมฉันจึงขอปรารถนาให้ตัดต้นรังงามทีละท่อน พระเจ้าข้า.
พระราชาทรงสดับเทวาธิบายนั้นแล้ว ทรงยินดีว่า เทวบุตรนี้เป็นผู้ดำรงธรรมจริงเทียว มิได้ปรารถนาจะทำลายวิมานของหมู่ญาติ แม้เพราะความพินาศแห่งวิมานของตน ประพฤติประโยชน์แก่หมู่ญาติ เราต้องให้อภัยแก่เธอ ตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า
ดูก่อนต้นรังผู้เป็นเจ้าแห่งป่า ท่านย่อมคิดสิ่งที่ ควรคิด ท่านเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์แก่หมู่ญาติ ดูก่อนสหาย ข้าพเจ้าให้อภัยแก่ท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เจตยรูปํ เจเตสิ ความว่า ดูก่อนภัททสาลผู้สหาย ท่านคิดเรื่องที่ชื่อว่าควรคิด เพราะมีจิตอ่อนในหมู่ญาติทีเดียว. บาลีว่า เจตยรูปํ เฉเทสิ ดังนี้ก็มี. คำนั้นมีอธิบายว่า เมื่อท่านปรารถนาให้ตัดทีละท่อนเป็นอันให้ตัดถูกต้องตามที่ควรตัดทีเดียว. บทว่า อภยํ ความว่า พระราชาตรัสว่าดูก่อนสหาย ข้าพเจ้าเลื่อมใสในคุณของท่านนี้ ขอให้อภัยแก่ท่าน ข้าพเจ้าไม่ต้องการปราสาทละ ข้าพเจ้าจักไม่ให้เขาโค่นต้นไม้นั้นละ เชิญท่านไปเถิดขอท่านผู้มีหมู่ญาติแวดล้อม ได้รับสักการะ ได้รับเคารพ ดำรงชีพเป็นสุข ๆเถิด.
เทวราชแสดงธรรมถวายพระราชา แล้วได้กลับไป พระราชาดำรงพระองค์ในโอวาทของท่าน ทรงกระทำบุญมีถวายทานเป็นต้น ทรงทำทางสวรรค์เต็มที่.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา ตรัสย้ำว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายแม้ในกาลก่อน ตถาคตก็ได้ประพฤติญาตัตถจริยาแล้วดุจกันอย่างนี้ ทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็นอานนท์ ฝูงเทวดาผู้เกิด ณไม้รังหนุ่ม ๆ ได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนภัททสาลเทวราช ได้มาเป็นเราผู้ตถาคตแล.
จบอรรถกถาภัททชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๑๑๑–๑๓๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทวาทสนิบาตชาดก ๑๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
กา ตฺวํ สุทฺเธหิ วตฺเถหิ อเฆ เวหายสณฺฐิตา ๑ เกน ตฺยสฺสูนิ วตฺตนฺติ กุโต ตํ ภยมาคตํ ฯ
ตเวว เทว วิชิเต ภทฺทสาโลติ มํ วิทู สฏฺฐิวสฺสสหสฺสานิ ติฏฺฐโต ปูชิตสฺส เม ฯ
การยนฺตา นครานิ อคาเร จ ทิสมฺปติ วิวิเธ จาปิ ปาสาเท น มนฺเต อจฺจมญฺญิสุํ ยเถว มนฺเต ปูเชสุํ ตเถว ตฺวํปิ ปูชย ฯ
ตญฺจ อหํ ๒ น ปสฺสามิ ถูลํ กาเยน เต ทุมํ อาโรหปรินาเหน อภิรูโปสิ ชาติยา ฯ
ปาสาทํ การยิสฺสามิ เอกถมฺภํ มโนรมํ ตตฺถ ตํ อุปเนสฺสามิ จิรนฺเต ยกฺข ชีวิตํ ฯ
เอวํ จิตฺตํ อุทปาทิ สรีเรน วินาภาโว ปุถุโส มํ วิกนฺเตตฺวา ขณฺฑโส อวกนฺตถ ฯ #๑ สี. ยุ. เวหาสยํ ฯ ๒ ม. ตํ อิวาหํ ฯ
อคฺเค จ เฉตฺวา มชฺเฌ จ ปจฺฉา มูลมฺหิ ฉินฺทถ ๑ เอวํ เม ฉิชฺชมานสฺส น ทุกฺขํ มรณํ สิยา ฯ
หตฺถปาทํ ยถา ฉินฺเท กณฺณนาสญฺจ ชีวโต ตโต ปจฺฉา สิโร ฉินฺเท ตํ ทุกฺขํ มรณํ สิยา ฯ
สุขํ นุ ขณฺฑโส ฉินฺทํ ๒ ภทฺทสาล วนปฺปติ กึ เหตุ กึ อุปาทาย ขณฺฑโส ฉินฺทมิจฺฉสิ ฯ
ยญฺจ เหตุํ อุปาทาย เหตุธมฺมูปสญฺหิตํ ขณฺฑโส ฉินฺทมิจฺฉามิ มหาราช สุโณหิ เม ฯ
ญาติ เม สุขสํวฑฺฒา มม ปสฺเส นิวาตชา เตปิหํ อุปหึเสยฺยํ ปเรสํ อสุโขจิตํ ฯ
เจเตยฺยรูปํ ๓ เจเตสิ ภทฺทสาล วนปฺปติ หิตกาโมสิ ญาตีนํ อภยํ สมฺม ทมฺมิ เตติ ฯ ภทฺทสาลชาตกํ ทุติยํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๑๖๑๓
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗