สมุททวาณิชชาดก
ว่าด้วยพ่อค้าทางสมุทร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๖๒๕ · บรรทัด ๖๔๔๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
ก็แลครั้นกล่าวเช่นนี้แล้ว กล่าวต่อไปว่า พ่อเอย พวกเราต้องทำตามคำของเทพบุตรทั้งสอง พวกเราพึงเตรียมเรือไว้ แต่นั้นถ้าคำของเทพบุตรองค์ก่อนจักเป็นจริง พวกเราก็พากันขึ้นเรือหนีไป ครั้นคำของเทพบุตรอีกองค์หนึ่งจักเป็นจริง พวกเราก็จอดเรือไว้ข้างหนึ่ง คงอยู่ในเกาะนี้สืบไป ครั้นช่างไม้ผู้บัณฑิตกล่าวอย่างนี้ ช่างไม้ผู้พาลกล่าวว่า พ่อเอย ท่านเห็นจระเข้ในโอ่งน้ำ ช่างหลับตาเสียนานเหลือเกิน เทพบุตรองค์แรกพูดด้วยความเคียดแค้นในพวกเรา องค์หลังพูดด้วยความรัก พวกเราจักพากันทอดทิ้งเกาะอันประเสริฐปานฉะนี้นี่ไปไหนกันเล่า ก็ถ้าท่านอยากจะไป ก็จงควบคุมคนของท่านทำเรือเถิด พวกข้าพเจ้าไม่มีเรื่องที่จะใช้เรือ ช่างไม้บัณฑิตชวนบริษัทของตนเตรียมเรือ บรรทุกเครื่องอุปกรณ์พร้อมสรรพ พร้อมทั้งบริษัทพักอยู่ในเรือ ต่อจากวันนั้นถึงวันเพ็ญ พอเวลาดวงจันทร์ขึ้น คลื่นก็ซัดขึ้นจากท้องทะเล มีประมาณเพียงเข่า ซัดไปล้างเกาะ ผู้บัณฑิตทราบความคะนองแห่งท้องทะเล ก็ปล่อยเรือแต่ครอบครัวทั้ง ๕๐๐ ซึ่งเป็นพวกช่างไม้พาล ต่างนั่งพูดกันเรื่อยไปว่า คลื่นจากท้องทะเลซัดสาดมาเพื่อจะล้างเกาะ เพียงนี้เท่านั้น ต่อจากนั้นคลื่นในท้องทะเลก็ซัดสาดมาสู่เกาะน้อยเพียงเอว เพียงชั่วคน เพียงชั่วลำตาล บัณฑิตผู้ไม่ติดในรสเพราะเป็นผู้ฉลาดในอุบาย ไปได้โดยสวัสดี ช่างไม้ผู้พาลไม่มองดูภัยในภายหน้า เพราะหมกมุ่นในรสถึงความพินาศพร้อมกับครอบครัวทั้ง ๕๐๐ เเล.
อนุสาสนีต่อจากนี้ เป็นพระอภิสัมพุทธคาถา ๓ พระคาถาส่องความนั้นดังต่อไปนี้
กุลบุตรผู้มีปัญญากว้างขวาง แทงตลอดประโยชน์ในอนาคตแล้ว ย่อมไม่ให้ประโยชน์นั้นผ่านพ้น ไปแม้แต่น้อย เหมือนพวกพ่อค้าเหล่านั้น พากันไป ในท่ามกลางทะเลโดยสวัสดี ด้วยกรรมของตน. ส่วนพวกคนพาลมัวหมกมุ่นอยู่ในรสด้วยโมหะ ไม่แทงตลอดประโยชน์อันเป็นอนาคต เมื่อความต้อง การเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ย่อมพากันล่มจม เหมือนมนุษย์ เหล่านั้นพากันล่มจมในท่ามกลางทะเล ฉะนั้น. ชนผู้เป็นบัณฑิตพึงรีบทำกิจที่ควรทำก่อนเสีย ทีเดียว อย่าให้กิจที่ต้องทำเบียดเบียนตัวได้ ในเวลา ที่ต้องการ กิจนั้นไม่เบียดเบียนบุคคลผู้รีบทำกิจที่ควร ทำเช่นนั้น ในเวลาที่ต้องการ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกมฺเมน ความว่า ด้วยกรรมของตนที่กระทำเสร็จไว้ก่อน เพราะเห็นภัยในอนาคต. บทว่า โสตฺถิ วหึสุ ความว่าพากันไปโดยความเกษม. บทว่า วาณิชา ได้แก่ กล่าวถึงพ่อค้าโดยภาวะที่ท่องเที่ยวไปในท่ามกลางสมุทร. บทว่า ปฏิวิชฺฌิยานํ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรผู้มีปัญญากว้างขวางในโลกนี้ ยังทราบปรุโปร่งถึงประโยชน์ภายหน้าอันจะพึงทำไว้ก่อน ย่อมไม่ทำประโยชน์ของตน แม้มีประมาณน้อยให้คลาดไป ผ่านไป คือเสื่อมไป. บทว่า อปฺปฏิวิชฺฌิตฺวา ความว่าคนพาลไม่หยั่งทราบปรุโปร่งถึงประโยชน์ คือไม่กระทำกิจที่ควรทำที่เสร็จก่อนทีเดียว. บทว่า ปจฺจุปฺปนฺนํ ความว่า เมื่อใดกิจอนาคตนั้น บังเกิดเป็นความต้องการขึ้น เมื่อนั้นย่อมพากันล่มจม ในเมื่อเกิดความต้องการขึ้นในปัจจุบัน คือย่อมไม่ได้ที่พึ่งแก่ตน พากันถึงความพินาศ เหมือนพวกคนอันช่างไม้พาลเหล่านั้น ที่พากันล่มจมในสมุทรฉะนั้น. บทว่า อนาคตํ ความว่าภิกษุทั้งหลาย บุรุษบัณฑิต พึงเตรียมกระทำ คือพึงทำก่อนทีเดียว ซึ่งกิจอนาคตที่ต้องทำก่อน จะเป็นกิจอำนวยผลภายหน้า หรือกิจอำนวยผลปัจจุบันก็ตามที เพราะเหตุไรเล่า เพราะอย่าให้กิจเบียดเบียนเราได้ในคราวต้องการด้วยว่ากิจที่ต้องกระทำให้เสร็จก่อน เมื่อไม่ทำไว้ก่อน ตอนที่ถึงความเป็นปัจจุบันในภายหลัง ย่อมเบียดเบียน ด้วยการเบียดเบียนกายจิต ในเวลาที่ตนต้องการได้เหตุนั้น บัณฑิตพึงกระทำกิจนั้นก่อนทีเดียว. บทว่า ตํ ตาทิสํ คือ ที่ทำไว้เสร็จถึงความเป็นปัจจุบันในภายหลัง ย่อมไม่เบียดเบียนบีบคั้นบุรุษผู้ดำรงอยู่อย่างนั้น. บทว่า ปฏิกตกิจฺจการึ คือผู้รีบรัดทำกิจที่ควรทำทันที. บทว่า ตํ กิจฺจํ กิจฺจกาเล ความว่า กิจอนาคตที่จะต้องทำ ถึงความเป็นปัจจุบันในภายหลัง ในเวลาที่กายและจิตอาพาธ ย่อมไม่เบียดเบียนบุรุษเช่นนั้น. เพราะเหตุไร ? เพราะกระทำกิจเสร็จไว้ก่อนนั่นแล.
พระศาสดา ทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน เทวทัตมัวเกี่ยวเกาะสุขปัจจุบันไม่มองดูภัยในอนาคต ถึงความพินาศพร้อมทั้งบริษัท ทรงประชุมชาดกว่าช่างไม้ผู้พาลในครั้งนั้น ได้มาเป็นเทวัตผู้ติดสุขในปัจจุบัน เทพบุตรผู้ไม่ดำรงธรรมที่สถิต ณ ภาคใต้ ได้มาเป็นโกกาลิกะ เทพบุตรผู้ทรงธรรมที่สถิตทางทิศเหนือ ได้มาเป็นพระสารีบุตร ส่วนช่างผู้เป็นบัณฑิตได้มาเป็นเราตถาคตแล.
จบอรรถกถาสมุททวาณิชชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๑๓๓–๑๔๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ทวาทสนิบาตชาดก ๑๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
กสนฺติ วปนฺติ เต ชนา มนุชา กมฺมผลูปชีวิโน นยิมสฺส ทีปกสฺส ภาคิโน ชมฺพูทีปา อิทเมว โน วรํ ฯ
ติปญฺจรตฺตูปคตมฺหิ จนฺเท๓ #๑ สิ. มูลญฺจ ฉินฺทถ ฯ ยุ. มูลํ วิฉินฺทถ ฯ ๒ ม. ฉินฺนํ ฯ #๓ สี. ยุ. เจตพฺพรูปํ ฯ เวโค มหา เหหิติ สาครสฺส อุปฺลาวสฺสํ ๑ ทีปมิมํ อุฬารํ มา โว วธิ คจฺฉถ เลณมญฺญํ ฯ
น ชาตยํ ๒ สาครวาริเวโค อุปฺลาวสฺสํ ๓ ทีปมิมํ อุฬารํ ตํ เม นิมิตฺเตหิ พหูหิ ทิฏฺฐํ มา เภถ กึ โสจถ โมทถโวฺห ฯ
ปหูตภกฺขํ พหุอนฺนปานํ ปตฺตตฺถ อาวาสมิมํ อุฬารํ น โว ภยํ ปฏิปสฺสามิ กิญฺจิ อาปุตฺตปุตฺเตหิ ปโมทถโวฺห ฯ
โยเทวายํ ๔ ทกฺขิณายํ ทิสายํ เขมํ ปฏิกฺโกสติ ๕ ตสฺส สจฺจํ น อุตฺตโร เวทิ ภยาภยสฺส มา เภถ กึ โสจถ โมทถโวฺห ฯ
ยถา อิเม วิปฺปวทนฺติ ยกฺขา เอโก ภยํ สํสติ เขมเมโก ตทิงฺฆ มยฺหํ วจนํ สุณาถ #๑ อุปาวสนฺติปิ ฯ สี. อุปลาปยํ ฯ ม. อุปฺลวิสฺสํ ฯ ๒ ม. ชาตุยํ ฯ ๓ สี. #อุปฺปาฏเย ฯ ม. อุปฺลวิสฺสํ ฯ ๔ โย เต อยนฺติปิ ฯ ๕ ม. เขมนฺติ ปกฺโกสติ ฯ ขิปฺปํ ลหุํ มา วินสิมฺห ๑ สพฺเพ ฯ
สพฺเพ สมาคมฺม กโรม นาวํ โทณึ ทฬฺหํ สพฺพยนฺตูปปนฺนํ สเจ อยํ ทกฺขิโณ สจฺจมาห โมฆํ ปฏิกฺโกสติ อุตฺตโรยํ ฯ
สา เจว โน โหหิติ อาปทตฺถา อิมญฺจ ทีปํ น ปริจฺจเชม สเจ จ โข อุตฺตโร สจฺจมาห โมฆํ ปฏิกฺโกสติ ทกฺขิโณยํ ฯ
ตเมว นาวํ อภิรุยฺห สพฺเพ เอวํ มยํ โสตฺถิ ตเรมุ ปารํ น เว สุคณฺหํ ปฐเมน เสฏฺฐํ กนิฏฺฐมาปาถคตํ คเหตฺวา โย จีธ มชฺฌํ ๒ ปวิเจยฺย คณฺหติ สเว นโร เสฏฺฐมุเปติ ฐานํ ฯ
ยถาปิ เต สาครวาริมชฺเฌ สกมฺมุนา โสตฺถิ วหึสุ วาณิชา อนาคตตฺถํ ปฏิวิชฺฌิยาน อปฺปมฺปิ นาจฺเจติ จ ๓ ภูริปญฺโญ ฯ #๑ ม. วินสฺสิมฺห ฯ ๒ ม. ตจฺฉํ ฯ ๓ ม. ส. ฯ
พาลา จ โมเหน รสานุคิทฺธา อนาคตํ อปฺปฏิวิชฺฌิยตฺถํ ปจฺจุปฺปนฺเน สีทนฺติ อตฺถชาเต สมุทฺทมชฺเฌ ยถา เต มนุสฺสา ฯ
อนาคตํ ปฏิกยิราถ กิจฺจํ มา มํ กิจฺจํ กิจฺจกาเล พฺยเธสิ ตํ ตาทิสํ ปฏิกตกิจฺจการึ น ตํ กิจฺจํ กิจฺจกาเล พฺยเธสีติ ฯ สมุทฺทวาณิชชาตกํ ตติยํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๑๖๒๕
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗