ภิสชาดก
ว่าด้วยผู้ลักเอาเหง้ามัน
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๙๒๑ · บรรทัด ๗๔๒๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
ในคาถาที่ทาสกล่าว บทว่า คามณี ความว่า เป็นผู้ใหญ่บ้านทาสแม้นี้ก็ติเตียนกามทั้งหลายเหมือนกัน จึงกล่าวอย่างนี้. ในคาถาที่กาญจนเทวีกล่าว บทว่า ยํ ได้แก่ หญิงใด. บทว่า เอกราชา คืออัครราชา. บทว่า อิตฺถีสหสฺสานํ ท่านกล่าวด้วยความสละสลวยแห่งคำอธิบายว่า ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าหญิง ๑๖,๐๐๐ นาง. บทว่า สีมนฺตินีนํ ความว่า แห่งหญิงผู้ประเสริฐกว่านางสนมทั้งหลาย. กาญจนเทวีนั้น แม้ดำรงอยู่ในความเป็นหญิงก็ติเตียนกามทั้งหลาย ดุจกองคูถที่มีกลิ่นเหม็นฉะนั้น จึงได้กล่าวอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้. ในคาถาที่ทาสีกล่าว บทว่า สพฺพสมาคตานํ ความว่าให้ผู้นั้นเป็นทาสีนั่งไม่หวั่นไหวไม่สะดุ้งสะเทือน บริโภคของมีรสดี ในท่ามกลางคนทั้งปวงที่ประชุมกันได้ยินว่า ขึ้นชื่อว่า การนั่งกินในสำนักของเจ้านายทั้งหลาย เป็นเรื่องอัปรีย์ของพวกทาสี เหตุนั้น นางทาสีนั้น จึงกล่าวอย่างนี้เพราะเป็นเรื่องอัปรีย์ของตน. บทว่า จราตุ แปลว่า จงประพฤติ บทว่าปรลาเภน วิกตถมานา ความว่า กระทำกรรมแห่งผู้ล่อลวงเพราะเหตุแห่งลาภ ยังลาภสักการะให้เกิดขึ้นเถิด. นางแม้ดำรงอยู่ในความเป็นทาสี ก็ยังติเตียนวัตถุแห่งกิเลสเหมือนกันด้วยคาถานี้.
ในคาถาที่เทวดากล่าว บทว่า อาวาสิโก ความว่า ผู้ปกกรองอาวาส. บทว่า กชงฺคลายํ ความว่า ในนครมีชื่ออย่างนั้น ได้ยินว่า ในนครนั้นมีทัพสัมภาระหาได้ง่าย. บทว่า อาโลกสนฺธึ ทิวสา ความว่า จงกระทำบานหน้าต่างตลอดวันเถิด ได้ยินว่า เทวบุตรนั้น ในกาลแห่งพระพุทธกัสสปได้เป็นพระเถระในสงฆ์ ในมหาวิหารเก่า มีบริเวณ ๑ โยชน์ ติดกับเมืองกชังคละ เมื่อกระทำนวกรรมในวิหารเก่านั่นแล ต้องเสวยทุกข์อย่างใหญ่หลวงเหตุนั้นจึงปรารภถึงทุกข์นั้นแล จึงได้กล่าวอย่างนี้.
ในคาถาที่ช้างกล่าว บทว่า ปาสสเตหิ ความว่า ด้วยบ่วงจำนวนมากบทว่า ฉพฺภิ ความว่า ในฐานะ ๖ คือ เท้า ๔ คอ ๑ ส่วนสะเอว ๑. บทว่า คุตฺเตหิ ความว่า ด้วยปลอกเหล็กยาว มีเงี่ยงสองทาง. บทว่า ปาจเนภิได้แก่ ด้วยปฏักคือด้วยขอสับ ได้ยินว่า ช้างนั้นปรารภถึงทุกข์ที่ตนเข็ดหลาบมาแล้วนั้นเอง จึงกล่าวอย่างนี้. ในคาถาที่วานรกล่าว บทว่า อลกฺกมาลิ ความว่า ประกอบด้วยมาลาสวมคอที่หมองูใส่คอวางไว้ บทว่า ติปุกณฺณวิทฺโธ ความว่า ถูกเจาะหูด้วยดีบุก. บทว่า ลฏฺิหโต ความว่า หมองูให้ศึกษากีฬางู ถูกเฆี่ยนด้วยไม้เรียว. แม้วานรนั้นได้กล่าวอย่างนี้ หมายถึงทุกข์ที่ตนได้เสวยในเงื้อมมือของหมองู.
ก็เมื่อชนทั้ง ๑๓ สบถกันอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์ดำริว่า บางทีพวกเหล่านี้พึงกินแหนงในเราว่า ผู้นี้กล่าวถึงสิ่งที่ไม่หายไปเลยว่าหายไป ดังนี้เราต้องสบถบ้าง เมื่อทำสบถ จึงกล่าวคาถานี้ว่า
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ผู้ใดแลแกล้งกล่าวถึงของ ที่ไม่หายว่าหายก็ดี หรือผู้สงสัยคนใดคนหนึ่งก็ดี ขอ ให้ผู้นั้นจงได้บริโภคกามทั้งหลาย จงเข้าถึงความตาย อยู่ในท่ามกลางเรือน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โภนฺโต เป็นอาลปนะ ท่านอธิบายไว้ว่าท่านผู้เจริญทั้งหลาย ผู้ใดเล่ากล่าวถึงส่วนที่มิได้หายไปว่าหายไปหมดแล้ว หรือผู้ใดสงสัยในพวกเธอคนใดคนหนึ่ง ให้ผู้นั้นจงได้และจงบริโภคเบญจกามคุณอย่าได้บรรพชาอันน่ารื่นรมย์เลยเทียวนะ จงตายเสียในท่ามกลางเรือนนั่นเทียว.
ก็แลเมื่อฤาษีทั้งหลายพากันสบถแล้ว ท้าวสักกะทรงกลัว คิดว่าเราหมายจะทดลองพวกนี้ดู จึงทำให้เหง้าบัวหายไป พวกเหล่านี้พากันติเตียนกามทั้งหลาย ประหนึ่งก้อนน้ำลายที่ถ่มทิ้ง ทำสบถกัน เราต้องถามพวกเหล่านั้นถึงเหตุที่ติเตียนกามคุณดู แล้วทรงสำแดงกายให้ปรากฏ ทรงไหว้พระโพธิสัตว์เมื่อตรัสถาม ตรัสคาถาสืบไปว่า
สัตว์ทั้งหลายในโลก ย่อมพากันเที่ยวแสวงหา กามใด เป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก น่าฟูใจ ของสัตว์เป็นอันมากในชีวโลกนี้ เพราะเหตุใด ฤาษี ทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญกามนั้นเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยเทสมานา มีอรรถาธิบายว่า ฝูงสัตว์ต่างเสาะหาวัตถุกามและกิเลสกามอันใด ด้วยกรรมทั้งสมควรและไม่สมควรมีกสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้น พากันท่องเที่ยวไปในโลก กามนั้นเป็นสิ่งน่าใคร่ น่าชอบใจ น่ารัก และน่าชื่นใจของสัตว์เป็นอันมาก คือของมวญเทพดาและมนุษย์ เหตุไรเล่า หมู่ฤาษีจึงมิได้สรรเสริญกามทั้งหลายเลย. ด้วยบทว่ากามทั้งหลายนี้ ท้าวสักกะทรงแสดงวัตถุนั้นโดยสรุป.
ครั้งนั้น เมื่อพระมหาสัตว์จะแก้ปัญหาของท้าวเธอ ได้กล่าวคาถา ๒คาถาว่า
ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมภูต เพราะกามนั่นแล สัตว์ทั้งหลายจึงถูกประหาร ถูกจองจำ เพราะกาม ทั้งหลาย ทุกข์และภัยจึงเกิด เพราะกามทั้งหลาย สัตว์ ทั้งหลายจึงประมาทลุ่มหลง กระทำกรรมอันเป็นบาป สัตว์เหล่านั้นมีบาป จึงประสบบาปกรรม เมื่อตายแล้ว ย่อมไปสู่นรก เพราะเห็นโทษในกามคุณดังนี้ ฤาษี ทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญกาม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเมสุ ความว่า คนทั้งหลายย่อมกระทำทุจริตทั้งหลายมีกายทุจริตเป็นต้น เพราะเหตุแห่งกาม คือ เพราะอาศัยกามทั้งหลาย. บทว่า หญฺเร ความว่า ย่อมเดือดร้อนเพราะอาชญาเป็นต้น. บทว่า พชฺฌเร ความว่า ย่อมถูกจองจำด้วยเครื่องจองจำคือเชือกเป็นต้น. บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์มิใช่ความสำราญอันเป็นไปทางกายและเป็นไปทางจิต. บทว่า ภยํ ได้แก่ ภัยทั้งปวง มีการติเตียนตนเป็นต้น. พระมหาสัตว์เรียกท้าวสักกะว่า ภูตาธิบดี. บทว่า อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา ความว่าเพราะเห็นโทษเห็นปานนี้ ก็โทษนี้นั้น พึงแสดงด้วยสูตรทั้งหลาย มีทุกขักขนธสูตรเป็นต้น.
ท้าวสักกะทรงสดับถ้อยคำของพระมหาสัตว์มีพระมนัสสลด ตรัสคาถาต่อไปว่า
ข้าแต่ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ข้าพเจ้าจะ ทดลองดูว่าฤาษีเหล่านี้ยังน้อมไปในกามหรือไม่ จึงถือ เอาเหง้าบัวที่ฝั่งน้ำไปฝังไว้บนบก ฤาษีทั้งหลายเป็นผู้ บริสุทธิ์ ไม่มีบาป นี้เหง้าบัวของท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วีมํสมาโน ความว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญกระผมทดลองว่า ฤาษีเหล่านี้น้อมจิตไปในกามหรือไม่. บทว่า อิสิโน ความว่าถือเอาเหง้าบัวอันเป็นของท่านผู้แสวงหา. บทว่า ตีเร คเหตฺวาน ความว่าถือเอาเหง้าบัวที่ท่านเก็บไว้ที่ฝั่งแม่น้ำแล้วฝังไว้ ณ ส่วนหนึ่งบนบก. บทว่า สุทฺธา ความว่า บัดนี้เรารู้ถึงการกระทำสบถของท่าน ฤาษีเหล่านี้เป็นผู้บริสุทธิ์ไม่มีบาปอยู่.
พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้วกล่าวว่า
ดูก่อนท้าวสหัสนัยน์เทวราช ฤาษีเหล่านี้ มิใช่ นักฟ้อนของท่านและมิใช่ผู้ที่ทานจะพึงล้อเล่น ไม่ใช่ พวกพ้องและสหายของท่าน เพราะเหตุไร ท่านจึงมา ดูหมิ่นล้อเล่นกับฤาษีทั้งหลาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น เต นฏา ความว่า ดูก่อนท้าวเทวราชพวกกระผมไม่ใช่เป็นนักฟ้อนของท่านและเป็นผู้ไม่สมควรที่ใคร ๆ จะพึงล้อเล่นไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่สหายของท่าน เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะอะไร พระองค์จึงทำการดูหมิ่น เพราะอาศัยอะไร พระองค์จึงล้อเล่นกับฤาษีทั้งหลาย.
ครั้งนั้นท้าวสักกะ เมื่อจะขอขมาท่าน จึงกล่าวคาถาที่ ๒๐ ว่า
ข้าแต่ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้มีปัญญาดุจ แผ่นดิน ท่านเป็นอาจารย์และเป็นบิดาของข้าพเจ้า ขอเงาเท้าของท่าน จงเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าผู้พลั้งพลาด ขอได้โปรดอดโทษสักครั้งหนึ่งเถิด บัณฑิต ทั้งหลาย ย่อมไม่มีความโกรธเป็นกำลัง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอสา ปติฏฺา ความว่า เงาแห่งเท้าของท่านนี้ จงเป็นที่พึ่งแห่งความพลั้งพลาดของข้าพเจ้าในวันนี้. บทว่า โกปพลา ความว่า ขึ้นชื่อว่าบัณฑิตทั้งหลาย ย่อมมีขันติเป็นกำลัง มิใช่เป็นผู้มีความโกรธเป็นกำลัง.
พระมหาสัตว์อดโทษแก่ท้าวสักกเทวราชแล้ว เมื่อจะให้คณะฤาษีอดโทษด้วยตนเอง จึงกล่าวคาถาต่อไปว่า
การที่พวกเราได้เห็นท้าววาสวะผู้เป็นจอมภูต นับเป็นราตรีเอกของพวกเราเหล่าฤาษีซึ่งอยู่กันด้วยดี ท่านผู้เจริญทุกคนจงพากันดีใจเถิดเพราะท่านพราหมณ์ ได้เหง้าบัวคืนแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุวาสิตํ อิสีนํ เอกรตฺตึ มีอรรถาธิบายว่า เป็นราตรีเอกที่ผู้มีอายุทั้งหลายพากันอยู่ในป่านี้ เป็นอันอยู่ดีกันทั้งนั้นเพราะเหตุไร เหตุว่าพวกเราพากันเห็นท้าววาสวะผู้เป็นเจ้าแห่งภูต ถ้าพวกเราอยู่ในเมืองละก็คงไม่ได้เห็น. บทว่า โภนฺโต ความว่า พ่อมหาจำเริญเอ๋ยทุกคนจงดีใจเถิด จงปลื้มใจเถิด จงอดโทษแก่ท้าวสักกเทวราชเถิด เพราะเหตุไรเล่า เพราะท่านพราหมณ์ได้เหง้าบัวคืนแล้ว คือเหตุว่าอาจารย์ของพวกเธอได้คืนเหง้าบัว.
ท้าวสักกเทวราชบังคมคณะฤาษีแล้วเสด็จไปสู่เทวโลก. ฝ่ายคณะฤาษีพากันยังฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว ต่างได้เข้าถึงพรหมโลก.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โปราณกบัณฑิตพากันทำสบถละกิเลสอย่างนี้ แล้วทรงประกาศสัจจะเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันดำรงในพระโสดาปัตติผล. เมื่อพระศาสดาจะทรงประชุมชาดก ได้ตรัสพระคาถาสุดท้ายอีก ๓ คาถาว่า
เราตถาคต สารีบุตร โมคคัลลานะ กัสสปะ อนุรุทธะ ปุณณะและอานนท์เป็น ๗ พี่น้อง ในครั้งนั้น อุบลวรรณาเป็นน้องสาว ขุชชุตตราเป็นทาสี จิตตคฤหบดีเป็นทาส สาตาคีระเป็นเทวดา ปาลิเลยยกะ เป็นช้าง มธุระผู้ประเสริฐ เป็นวานร กาฬุทายีเป็น ท้าวสักกะ ท่านทั้งหลายจงทรงจำชาดก ไว้ด้วยประการ ฉะนี้แล. จบอรรถกถาภึสกชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๔๐๗–๔๒๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปกิณณกนิบาตชาดก ๒๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
อสฺสํ ควํ รชตํ ชาตรูปํ ภริยญฺจ โส อิธ ลภตํ มนาปํ ปุตฺเตหิ ทาเรหิ สมงฺคิ โหตุ ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ
มาลญฺจ โส กาสิกจนฺทนญฺจ ธาเรตุ ปุตฺตสฺส พหู ภวนฺตุ กาเมสุ ติพฺพํ กุรุตํ อเปกฺขํ ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ
ปหูตธญฺโญ กสิมา ยสสฺสี ปุตฺเต คิหี ธนิมา สพฺพกาเม วยํ อปสฺสํ ฆรมาวสาตุ ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ
โส ขตฺติโย โหตุ ปสยฺหการี ราชาธิราชา พลวา ยสสฺสี #๑ เต สชาตึ ปมุญฺจนฺตีติปิ ฯ ส จาตุรนฺตํ มหิมาวสาตุ ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ
โส พฺราหฺมโณ โหตุ อวีตราโค มุหุตฺตนกฺขตฺตปเถสุ ยุตฺโต ปูเชตุ นํ รฏฺฐปตี ยสสฺสี ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ
อชฺฌายกํ สพฺพสมนฺตเวทํ ๑ ตปสฺสินํ มญฺญตุ สพฺพโลโก ปูเชนฺตุ นํ ชานปทา สเมจฺจ ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ
จตุสฺสทํ คามวรํ สมิทฺธํ ทินฺนญฺหิ โส ภุญฺชตุ วาสเวน อวีตราโค มรณํ อุเปตุ ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ
โส คามณิ โหตุ สหายมชฺเฌ นจฺเจหิ คีเตหิ ปโมทมาโน มา ราชโต พฺยสนมลตฺถ ๒ กิญฺจิ ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ
ยํ เอกราชา ปฐวึ วิชิตฺวา อิตฺถีสหสฺสาน ๓ ฐเปตุ อคฺคํ #๑ สี. สพฺพสมตฺตเวทํ ฯ ยุ. สพฺพสมตฺตเวทนํ ฯ ๒ ม. โส ราชโต พฺยสนมาลตฺถ ฯ #๓ สี. ยุ. อิตฺถีสหสฺสสฺส ฯ สีมนฺตินีนํ ปวรา ภวาตุ ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย ๑ อหาสิ ฯ
ทาสีนํ ๒ หิ สา สพฺพสมาคตานํ ภุญฺเชยฺย สาทุํ อวิกมฺปมานา จราตุ ลาเภน วิกตฺถมานา ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย ๓ อหาสิ ฯ
อาวาสิโก โหตุ มหาวิหาเร นวกมฺมิโก โหตุ กชงฺคลายํ ๔ อาโลกสนฺธึ ทิวสา ๕ กโรตุ ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ
โส พชฺฌตุ ปาสสเตหิ ฉพฺภิ ๖ รมฺมา วนา นิยฺยตุ ราชธานึ คุตฺเตหิ โส หญฺญตุ ปาจเนหิ ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ
อลกฺกมาลี ติปุกณฺณวิทฺโธ ลฏฺฐิหโต สปฺปมุขํ อุเปตุ สกญฺจ พทฺโธ ๗ วิสิขํ จราตุ ภิสานิ เต พฺราหฺมณ โย อหาสิ ฯ
โย เว อนฏฺฐํ ๘ นฏฺฐนฺติ อาห ๙ #๑-๓ ม. ยา ฯ ๒ ม. อิสีนํ ฯ ๔ ม. คชงฺคลายํ ฯ ๕ ม. ทิวสํ ฯ #๖ สี. ยุ. ฉมฺหิ ฯ ๗ ม. สกฺกจฺฉพนฺโธ ฯ สี. ยุ. สกฺกจฺจพทฺโธ ฯ #๘ ม. อนฏฺฐํว ฯ ๙ ม. จาห ฯ กาเมว โส ลภตุ ภุญฺชตุ จ ๑ อคารมชฺเฌ มรณํ อุเปตุ โย วา โภนฺโต สงฺกติ กญฺจิเทว ฯ
ยเทสมานา วิจรนฺติ โลเก อิฏฺฐญฺจ กนฺตญฺจ พหูนเมตํ ปิยํ มนุญฺญํ อิธ ๒ ชีวโลเก กสฺมา อิสโย นปฺปสํสนฺติ กาเม ฯ
กาเมสุ เว หญฺญเร พชฺฌเร จ กาเมสุ ทุกฺขญฺจ ภยญฺจ ชาตํ กาเมสุ ภูตาธิปตี ปมตฺตา ปาปานิ กมฺมานิ กโรนฺติ โมหา ฯ เต ปาปธมฺมา ปสเวตฺว ปาปํ กายสฺส เภทา นิรยํ วชนฺติ อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา ตสฺมา อิสโย นปฺปสํสนฺติ กาเม ฯ
วีมํสมาโน อิสิโน ภิสานิ ตีเร คเหตฺวาน ถเล นิเธสึ สุทฺธา อปาปา อิสโย วสนฺติ เอตานิ เต พฺรหฺมจารี ภิสานิ ฯ
น เต นฏา โน ปน กีฬเนยฺยา #๑ ม. ลภตํ ภุญฺชตํ จ ฯ ๒ ม. จิธ ฯ น พนฺธวา โน ปน เต สหายา กิสฺมึ ปรวมฺภํ ๑ สหสฺสเนตฺต อิสีหิ ตุวํ กีฬสิ เทวราช ฯ
อาจริโย เมสิ ปิตา จ มยฺหํ เอสา ปติฏฺฐา ขลิตสฺส พฺรหฺเม เอกาปราธํ ขม ภูริปญฺญ น ปณฺฑิตา โกธพลา ภวนฺติ ฯ
สุวาสิตํ อิสินํ เอกรตฺตํ ยํ วาสวํ ภูตปติทฺทสาม สพฺเพว โภนฺโต สุมนา ภวนฺตุ ยํ พฺราหฺมโณ ปจฺจุปาทิ ภิสานิ ฯ
อหญฺจ สารีปุตฺโต จ โมคฺคลฺลาโน จ กสฺสโป อนุรุทฺโธ ปุณฺณานนฺโท ตทาสุํ สตฺต ภาตโร ฯ ภคินี อุปฺปลวณฺณา [๒] ทาสี ขุชฺชุตฺตรา ตทา จิตฺโต คหปติ ทาโส ยกฺโข สาตาคิโร ตทา ฯ ปาลิเลยฺโย ๓ ตทา นาโค มธุโท ๔ เสฏฺฐวานโร กาฬุทายี ตทา สกฺโก เอวํ ธาเรถ ชาตกนฺติ ฯ ภิสชาตกํ ปญฺจมํ ฯ ____________ #๑ สี. ปรตฺถมฺภ ฯ ม. วุปตฺถมฺภ ฯ ๒ ม. จ ฯ ๓ สี. ยุ. ปาริเลยฺโย ฯ #๔ สี. ยุ. มธุโว ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๑๙๒๑
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗