มหาโมรชาดก
ว่าด้วยพญานกยูงพ้นจากบ่วง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๙๖๑ · บรรทัด ๗๖๐๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
คำของท่านนี้เป็นคำจริงแท้ทีเดียว ไฉนทานจะ ไม่พึงมีผลเล่า ผลของกรรมดีกรรมชั่วก็เหมือนกัน ไฉนจะไม่มีผล อนึ่ง ทานนี้จะว่าคนโง่บัญญัติขึ้น อย่างไรได้ ดูก่อนพญายูง ข้าพเจ้าจะทำอย่างไร จะทำ อะไร ประพฤติอะไร เสพสมาคมอะไร ด้วยตบะคุณ อะไร อย่างไรจึงจะต้องไม่ไปตกนรก ขอท่านจงบอก เนื้อความนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทตฺตุปญฺตฺตญฺจความว่า ทานชื่อว่าอันคนเซอะบัญญัติแล้ว พึงมีผลอย่างไร. บทว่า กถงฺกโร ความว่า กระทำกรรมไฉน. บทว่า กินฺติกโร ความว่า เพราะเหตุไร เมื่อเราทำกรรม จึงไม่ไปสู่นรก. คำนอกนี้ เป็นไวพจน์ของคำนั้นนั่นแล.
พระมหาสัตว์ฟังคำนั้นแล้ว ดำริว่า ถ้าเราจักไม่กล่าวแก้ปัญหานี้โลกมนุษย์จักเกิดเป็นดุจว่างเปล่า เราจักกล่าวความที่สมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรมมีอยู่ในโลกมนุษย์นั่นเองแก่เขา ได้ภาษิตสองคาถาว่า
มีสมณะเหล่าใดเหล่าหนึ่ง นุ่งห่มผ้าย้อมด้วย น้ำฝาด ประพฤติเป็นผู้ไม่มีเรือน เที่ยวไปบิณฑบาต ในเวลาเช้าในกาล เว้นจากการเที่ยวไปในเวลาวิกาล ผู้สงบระงับอยู่ในแผ่นดินนี้แน่ ท่านจงเข้าไปหาสมณะ เหล่านั้นในเวลาอันควร ณ ที่นั้น แล้วจงถามข้อความ ตามความพอใจของท่าน สมณะเหล่านั้นก็ชี้แจง ประโยชน์ในโลกนี้ และโลกหน้าให้แก่ท่าน ตาม ความรู้ความเห็น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺโต คือท่านบัณฑิตผู้มีบาปอันระงับแล้ว ได้แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า. บทว่า ยถาปชานํ ความว่า สมณะเหล่านั้นจักบอกแก่ท่านตามทำนองที่ตนทราบ คือจักกล่าวคำกำจัดความสงสัยของท่านเสียได้. บทว่า ปรสฺส จตฺถํ ความว่า สมณะเหล่านั้นจักชี้แจงประโยชน์โลกนี้และโลกอื่นอย่างนี้ว่า ด้วยกรรมชื่อนี้ จะบังเกิดในโลกมนุษย์ ด้วยกรรมนี้จะบังเกิดในเทวโลก ด้วยกรรมนี้ จะบังเกิดในนรกเป็นต้น เชิญถามสมณะเหล่านั้นเถิด.
ก็แลครั้นพญายูงกล่าวอย่างนี้แล้ว ขู่ให้กลัวภัยในนรก. ก็เขาเป็นพระปัจเจกโพธิสัตว์ผู้มีบารมีบำเพ็ญเต็มแล้ว มีญาณอันแก่กล้าแล้วเป็นเหมือนดอกปทุมที่แก่แล้วชูก้านรอการถูกต้องของแสงอาทิตย์ฉะนั้น เมื่อฟังธรรมกถาของพญายูง ยืนอยู่ด้วยท่าเดิมนั้นแหละ กำหนดสังขารทั้งหลาย พิจารณาไตรลักษณ์ บรรลุปัจเจกโพธิญาณแล้ว. การบรรลุของท่านและการพ้นจากบ่วงของพระมหาสัตว์ ได้มีในขณะเดียวกันแล. พระปัจเจกพุทธเจ้าทำลายกิเลสทั้งหลายแล้ว ดำรงอยู่ ณ สุดแดนของภพทีเดียว เมื่อจะเปล่งอุทานจึงกล่าวคาถาว่า
ความเป็นพรานนี้ เราละได้แล้ว เหมือนงูลอก คราบเก่าของตน หรือเหมือนต้นไม้อันเขียวชอุ่ม ผลัดใบเหลิองทิ้ง ฉะนั้น วันนี้เราละความเป็นพรานได้.
ความแห่งคาถานั้น มีอธิบายว่า งูลอกทิ้งหนังเก่าที่คร่ำคร่าฉันใดและต้นไม้ที่ยังเขียวชอุ่มอยู่ ผลัดใบเหลือง ๆ ที่ติดอยู่แห่งใดแห่งหนึ่งทิ้งเสียได้ฉันใด แม้เราก็ฉันนั้น สละเสียได้ ซึ่งความเป็นพรานในวันนี้ ทีนี้ความเป็นพรานนั่นนั้นเป็นอันเราละทิ้งได้แล้ว เราสละความเป็นพรานแล้วในวันนี้. บทว่า ชหามหํ ความว่า เราละเสียแล้ว.
ครั้นท่านเปล่งอุทานนี้แล้ว ดำริว่า เราพ้นจากเครื่องพัวพันคือกิเลสทั้งปวงได้แน่นอน แต่ในที่อยู่ของเรายังมีนกถูกกักขังอยู่มาก เราจักปลดปล่อยนกเหล่านั้นได้อย่างไร จึงถามพระมหาสัตว์ว่า พญายูงเอ๋ยในที่อยู่ของข้าพเจ้า มีนกถูกกักขังอยู่เป็นอันมาก ข้าพเจ้าจักปลดปล่อยนกเหล่านั้นได้อย่างไรละ. อันที่จริง ญาณในการกำหนดอุบาย ของพระสัพพัญญูโพธิสัตว์ทั้งหลาย ย่อมใหญ่โตกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า. เหตุนั้น พญายูงจึงกล่าวกะท่านว่า ปัจเจกโพธิญาณที่ท่านทำลายกิเลสทั้งปวงเสีย แล้วบรรลุด้วยโพธิมรรคใด โปรดปรารภโพธิมรรคนั้น กระทำสัจจกิริยาเถิดธรรมดาสัตว์อันต้องจองจำในชมพูทวีปทั้งสิ้นก็จักไม่มี. ท่านดำรงในฐานะที่พระโพธิสัตว์กล่าวแล้ว เมื่อจะทำสัจจกิริยา จึงกล่าวคาถาว่า
อนึ่ง มีนกเหล่าใดที่เรากักขังไว้ในนิเวศน์ ประมาณหลายร้อย วันนี้เราให้ชีวิตแก่นกเหล่านั้น ขอนกเหล่านั้นจงพ้นจากการกักขัง ไปสู่สถานที่อยู่เดิม ของตนเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โมกฺขญฺจ เต ปตฺโต ความว่า ถ้าเราบรรลุโมกขธรรมแล้ว คือบรรลุปัจเจกโพธิญาณแล้ว ขอสงเคราะห์สัตว์เหล่านั้น ในอันให้ชีวิตเป็นทาน ด้วยสัจจะนี้. บทว่า สกํ นิเกตํ ความว่าขอสัตว์แม้ทั้งปวงจงพากันไปสู่ที่อยู่ของตนเถิด.
ลำดับนั้น นกทั้งปวงก็พ้นจากที่กักขัง พอดีกันกับเวลาที่พระปัจเจกโพธินั้นกระทำสัจจกิริยานั่นเอง ต่างร้องร่าเริงบินไปที่อยู่ของตนทั่วกัน. ก็แลในขณะนั้น บรรดาสัตว์ในเหย้าเรือนทุกหนแห่ง ตั้งต้นแต่แมวเป็นต้น ในชมพูทวีปทั้งสิ้น ที่จักได้ชื่อว่าสัตว์ต้องกักขังมิได้มีเลย. พระปัจเจกพุทธเจ้ายกมือลูบศีรษะ. ทันใดนั่นเอง เพศคฤหัสถ์ก็หายไป เพศบรรพชิตปรากฏแทน. ท่านเป็นเหมือนพระเถระมีพรรษา ๖๐ สมบูรณ์ด้วยมรรยาททรงอัฏฐบริขาร กล่าวว่า ท่านนั้นเทียวได้เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าประคองอัญชลีแก่พญายูงกระทำประทักษิณ เหาะขึ้นอากาศไปสู่เงื้อมผาชื่อนันทมูล. ฝ่ายพญายูงก็โดดจากปลายคันแร้ว หาอาหาร ไปสู่ที่อยู่ของตนดังเดิม.
บัดนี้ พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความที่นายพราน แม้จะถือบ่วงเที่ยวไปตั้ง ๗ ปี อาศัยพญายูงพ้นจากทุกข์ได้ จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า
นายพรานถือบ่วงเที่ยวไปในราวป่า เพื่อดักพญานกยูงตัวเรืองยศ ครั้นดักพญานกยูงตัวเรืองยศได้แล้ว ก็ได้พ้นจากทุกข์ เหมือนเราพ้นแล้วฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาเธตุ แปลว่า เพื่อจะดัก บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน อธิบายว่า ครั้นดักพญายูงได้แล้ว ยืนฟังธรรมกถาของพญายูงนั้นก็ได้ความสลดใจ. บทว่า ยถาหํ ความว่า นายพรานนั้นหลุดพ้นจากทุกข์ได้เหมือนเราหลุดพ้นได้ด้วยสยัมภูญาณ ฉะนั้นแล.
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจธรรมเวลาจบสัจจธรรม ภิกษุผู้กระสัน ดำรงในพระอรหัต แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าในครั้งนั้นปรินิพพาน ส่วนพญายูงได้มาเป็นเราตถาคตแล.
จบอรรถกถามหาโมรชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๐ หน้า ๔๕๖–๔๖๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปกิณณกนิบาตชาดก ๑๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
สเจ หิ ตฺยาหํ ธนเหตุ คหิโต ๑ มา มํ อวธิ ชีวคาหํ คเหตฺวา รญฺโญ จ ๒ มํ สมฺม อุปนฺติ ๓ เนหิ มญฺเญ ธนํ ลจฺฉสินปฺปรูปํ ฯถ
น เม อยํ ตุยฺห วธาย อชฺช สมาหิโต จาปวโร ๔ ขุรปฺโป ปาสญฺจ ตฺยาหํ อธิปาตยิสฺสํ ยถาสุขํ คจฺฉตุ โมรราชา ฯ
ยํ สตฺต วสฺสานิ มมานุพนฺธิ รตฺตินฺทิวํ ขุปฺปิปาสํ สหนฺโต อถ กิสฺส มํ ปาสวสูปนีตํ ปมุตฺตเว อิจฺฉสิ พนฺธนสฺมา ฯ ปาณาติปาตา วิรโต นุสชฺช อภยนฺนุ เต สพฺพภูเตสุ ทินฺนํ ยํ มํ ตุวํ ปาสวสูปนีตํ #๑ ม. คาหิโต ฯ ๒ สี. ยุ. ว ฯ ๓ ม. อุปนฺติกํ ฯ ๔ ถามธนูติปิ ปาโฐ ฯ สี. #จาปวเร ฯ ม. จาปธุเร ฯ ปมุตฺตเว อิจฺฉสิ พนฺธนสฺมา ฯ
ปาณาติปาตา วิรตสฺส พฺรูหิ๛ อภยญฺจ โย สพฺพภูเตสุ เทติ ปุจฺฉามิ ตํ โมรราเชตมตฺถํ อิติ ๑ จุโต กึ ลภเต สุขํ โส ฯ
ปาณาติปาตา วิรตสฺส พฺรูมิ อภยญฺจ โย สพฺพภูเตสุ เทติ ทิฏฺเฐว ธมฺเม ลภเต ปสํสํ สคฺคญฺจ โส ยาติ สรีรเภทา ฯ
น สนฺติ เทวา อิติ อาหุ ๒ เอเก อิเธว ชีโว วิภวํ อุเปติ ตถา ผลํ สุกตทุกฺกฏานํ ทตฺตุปญฺญตฺตญฺจ วทนฺติ ทานํ เตสํ วโจ อรหตํ สทฺทหาโน ตสฺมา อหํ สกุเณ พาธยามิ ฯ
จนฺโท จ สุริโย จ อุโภ สุทสฺสนา คจฺฉนฺติ โอภาสยมนฺตลิกฺเข อิมสฺส โลกสฺส ปรสฺส วา เต กถนฺนุ เต อาหุ มนุสฺสโลเก ฯ
จนฺโท จ สุริโย จ อุโภ สุทสฺสนา #๑ ม. อิโต ฯ ๒ สี. ยุ. อิจฺจาหุ ฯ คจฺฉนฺติ โอภาสยมนฺตลิกฺเข ปรสฺส โลกสฺส น เต อิมสฺส เทวาติ เต อาหุ มนุสฺสโลเก ฯ
เอตฺเถว เต นีหตา หีนวาทา อเหตุกา เย น วทนฺติ กมฺมํ ตถา ผลํ สุกตทุกฺกฏานํ ทตฺตุปญฺญตฺตํ เย จ วทนฺติ ทานํ ฯ
อทฺธา หิ สจฺจํ วจนํ ตเวตํ ๑ กถญฺหิ ทานํ อผลํ ภเวยฺย ๒ ตถา ผลํ สุกตทุกฺกฏานํ ทตฺตุปญฺญตฺตญฺจ กถํ ภเวยฺย ฯ กถงฺกโร กินฺติกโร กิมาจรํ กึ เสวมาโน เกน ตโปคุเณน อกฺขาหิ เม โมรราเชตมตฺถํ ยถา อหํ โน นิรยํ ปเตยฺยํ ฯ
เยเกจิ อตฺถิ สมณา ปฐพฺยา กาสายวตฺถา อนคาริยํ จรนฺติ ๓ ปาโตว ปิณฺฑาย จรนฺติ กาเล วิกาลจริยา วิรตา หิ สนฺโต ฯ เต ตตฺถ กาเลนุปสงฺกมิตฺวา #๑ ม. ตเวทํ ฯ ๒ สี. ยุ. วเทยฺย ฯ ๓ ม. อนคาริยา เต ฯ ปุจฺฉาหิ ยํ เต มนโส ปิยํ สิยา เต ตํ ๑ ปวกฺขนฺติ ยถาปชานํ อิมสฺส โลกสฺส ปรสฺส จตฺถํ ฯ
ตจํว ชิณฺณํ อุรโค ปุราณํ ปณฺฑุปลาสํ หริโต ทุโมว เอสปฺปหีโน มม ลุทฺทภาโว ชหามหํ ลุทฺทกภาวมชฺช ฯ
เย จาปิ เม สกุณา อตฺถิ พนฺธา สตานิเนกานิ นิเวสนสฺมึ เตสํ อหํ ๒ ชีวิตมชฺช ทมฺมิ โมกฺขญฺจ เต อจฺฉ ๓ สกํ นิเกตํ ฯ
ลุทฺโทจรี ปาสหตฺโถ อรญฺเญ พาเธตุ โมราธิปตึ ยสสฺสึ พนฺธิตฺวา โมราธิปตึ ยสสฺสึ ทุกฺขา ปมุญฺจิ ๔ ยถาหํ ปมุตฺโตติ ฯ มหาโมรชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๑๙๖๑
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗