มาตังคชาดก
ว่าด้วยอานุภาพของมาตังคฤาษี
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๐๓๓ · บรรทัด ๗๙๙๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๓ จาก ๓
เรื่องเล่า
นางทิฏฐมังคลิกา ฟังถ้อยคำของมหาสัตว์แล้ว จึงน้อมขันทองเข้าไปกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นสามี ท่านได้โปรดให้อมฤตโอสถเถิด. พระมหาสัตว์จึงเทข้าวสุกที่ฉันเหลือกับน้ำล้างมือลงในขันทองนั้น แล้วสั่งว่า ท่านจงหยอดน้ำครึ่งหนึ่งจากส่วนนี้ ใส่ในปากบุตรของท่านก่อนทีเดียว ส่วนที่เหลือจงเอาน้ำผสมใส่ไว้ในตุ่มให้หยอดลงในปากพราหมณ์ที่เหลือทั้งหลาย ชนเหล่านั้นทั้งหมด ก็จะเป็นผู้หายโรคภัยไข้เจ็บทันที ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ก็เหาะลอยกลับไปสู่หิมวันตประเทศในทันที. ฝ่ายนางทิฏฐมังคลิกา ก็เอาศีรษะทูนขันทองนั้น กล่าวว่า เราได้อมฤตโอสถแล้ว รีบไปยังนิเวศน์ของตน หยอดน้ำข้าวล้างมือใส่ในปากบุตรชายของตนก่อน. ยักษ์ผู้เป็นหัวหน้ารักษาพระนครก็หนีไป มัณฑัพยมาณพ ลุกขึ้นปัดฝุ่นที่เปื้อนกายแล้วถามว่า ข้าแต่คุณแม่นี่อะไรกัน นางจึงกล่าวกะบุตรชายว่า เจ้านั่นแหละจักรู้สิ่งที่ตนทำไว้ มาเถิดพ่อคุณ เจ้าจงไปดูความวิบัติแห่งทักขิเณยยชนของเจ้าบ้าง. มัณฑัพยมาณพเห็นพราหมณ์เหล่านั้น เสือกสนสลบอยู่. ก็ได้เป็นผู้มีวิปฏิสาร เดือดร้อนใจ ลําดับนั้น นางทิฏฐมังคลิกา ผู้มารดาจึงกล่าวกะมัณฑัพยมาณพว่า พ่อมังฑัพยกุมาร เจ้าเป็นคนโง่เขลา ไม่รู้จักสถานที่จะให้ทานมีผลมาก ขึ้นชื่อว่าทักขิเณยยบุคคลทั้งหลาย มิใช่ผู้มีสภาพเห็นปานนี้ ต้องเป็นเช่นกับมาตังคบัณฑิต นับแต่นี้ต่อไป เจ้าอย่าให้ทานแก่คนทุศีลจำพวกนี้เลย จงให้ทานแก่ผู้มีศีลทั้งหลายเถิด ดังนี้ แล้วกล่าวคาถาความว่า
พ่อมัณฑัพยะ เจ้ายังเป็นคนโง่เขลามีปัญญาน้อย เจ้าเป็นผู้ไม่ฉลาดในเขตบุญทั้งหลาย ได้ให้ทานใน หมู่ชนผู้ประกอบด้วยกิเลส ดุจน้ำฝาดใหญ่ มีกรรม เศร้าหมอง ไม่สำรวม บรรดาทักขิเณยยบุคคลของเจ้า บางพวกเกล้าผมเป็นเซิง นุ่งห่มหนังเสือ ปากรกรุงรัง ไปด้วยหนวดเครา ดังปากบ่อน้ำเก่ารกไปด้วยกอหญ้า เจ้าจงดูหมู่ชนที่มีรูปร่างน่าเกลียดนี้ การเกล้าผมผูก เป็นเซิง หาป้องกันผู้มีปัญญาน้อยได้ไม่ ท่านเหล่าใด สำรอก ราคะ โทสะ และอวิชชาแล้ว หรือเป็นพระอรหันตผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว ทานที่บุคคลถวายในท่าน เหล่านั้น ย่อมมีผลมาก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหกฺกสาเวสุ ความว่า ในบรรดาหมู่ชนผู้ประกอบด้วยกิเลส ดุจน้ำฝาดใหญ่ทั้งหลายได้ให้ทาน ในบุคคลผู้ประกอบด้วยกิเลสดุจน้ำฝาด มีราคะเป็นต้นใหญ่.
บทว่า ชฏา จ เกสา ความว่า ดูก่อนพ่อมัณฑัพยะ ในทักขิเณยยบุคคลทั้งหลายของเจ้า บางเหล่าก็เกล้าผมผูกเป็นเซิง. บทว่า อชินา นิวตฺถา ความว่า นุ่งผ้าหนังเสือระคายปลายขนแหลม. บทว่า ชรูทปานํ ว ความว่าปากรกรุงรัง เพราะมีหนวดเครายาว ราวกะปากบ่อน้ำเก่า รกรุงรังด้วยกอหญ้า.
บทว่า ปชํ อมํ ความว่า เจ้าจงพิจารณาดูหมู่ชน ผู้มีรูปร่างหน้าเกลียดยินดีประดับเพศตน ด้วยเครื่องอันเศร้าหมองนี้ คือเห็นปานฉะนี้. บทว่า ชฏาชินํ ความว่า การที่มุ่นเกล้าทำเป็นชฎาเห็นปานนี้ ไม่อาจเป็นที่พึ่งต้านทานบุคคลผู้มีปัญญาน้อยได้ กุศลกรรม คือ ศีล ญาณ แลตบะเท่านั้น จึงจะเป็นที่พึ่งของหมู่สัตว์เหล่านั้นได้. บทว่า เยสํ ความว่ากิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น อันมีความยินดียินร้าย และความหลงเป็นภาพและอวิชชามีวัตถุ ๘ ประการเหล่านี้ แห่งทักขิเณยยบุคคลทั้งหลายเหล่าใดไปปราศแล้ว หรือทักขิเณยยบุคคลเหล่าใด ได้นามว่าเป็นพระอรหันต์สิ้นอาสวะเพราะกิเลสเหล่านั้นไปปราศแล้ว ทานที่บุคคลให้แล้วในทักขิเณยยบุคคลเหล่านั้น มีผลมาก.
นางทิฏฐมังคลิกากล่าวต่อไปว่า ดูก่อนลูกรัก เพราะเหตุนั้น จำเดิมแต่นี้ไป เจ้าอย่าได้ให้ทานแก่บุคคลผู้ทุศีลเห็นปานนี้ จงให้ทานแก่สมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ผู้ได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ และแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายซึ่งมีอยู่ในโลกเหล่านั้น มาเถิดลูกรัก เราจักให้พวกพราหมณ์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้คุ้นเคยชอบพอของเจ้า ดื่มอมฤตโอสถแล้วทำให้หายโรคเสียให้หมด ดังนี้แล้ว จึงให้เอาข้าวสุกที่เป็นเดนเทใส่ลงในตุ่มน้ำ แล้วให้หยอดลงในปากของพราหมณ์ทั้งหลาย ทั้งหมื่นหกพันคน. พราหมณ์แต่ละคนได้สติลุกขึ้นปัดฝุ่นที่กายของตน ๆ. ลำดับนั้น พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าอื่นพากันติเตียนว่า พราหมณ์เหล่านี้พากันดื่มกินน้ำเดนเหลือของคนจัณฑาลแล้วยกโทษทำไม่ให้เป็นพราหมณ์ต่อไป. พราหมณ์เหล่านั้น มีความละอายจึงออกจากพระนครพาราณสี ไปสู่แคว้นเมชฌรัฐ แล้วพำนักอยู่ในสำนักของพระเจ้าเมชฌราช. ส่วนมัณฑัพยมาณพ ยังคงอยู่ในพระนครพาราณสีนั้นต่อไปตามเดิม.
ในครั้งนั้น มีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อ ชาติมันต์ บวชเป็นดาบสอยู่ที่ริมฝั่งน้ำเวตตวตีนที อาศัยเวตตวตีนครเป็นแหล่งโคจร อาศัยชาติเป็นเหตุก่อเกิดมานะยิ่งใหญ่. พระมหาสัตว์มาตังคบัณฑิต คิดว่า เราจักทำลายมานะของพราหมณ์นี้ จึงไปยังสถานที่นั้น อาศัยอยู่ด้านเหนือน้ำ ใกล้สำนักของชาติมันตดาบส. อยู่มาวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์เคี้ยวไม้สีฟันแล้วอธิษฐานว่าไม้สีฟันนี้จงลอยไปติดอยู่ที่ชฎาของดาบสชาติมันต์ ดังนี้แล้วทิ้งไม้สีฟันนั้นลงไปในแม่น้ำ. ไม้สีฟันก็ลอยไปติดอยู่ที่ชฎาของชาติมันตดาบส ผู้กำลังอาบน้ำชำระกายอยู่. ชาติมันตดาบสเห็นดังนั้น ก็กล่าวบริภาษว่า คนฉิบหาย คนวายร้าย แล้วคิดว่า ไอ้คนกาลกรรณีนี้ มันมาจากไหน เราต้องไปตรวจดูจึงเดินไปตามฝั่งเหนือน้ำ พบพระมหาสัตว์แล้วถามว่า ท่านเป็นชาติอะไร ? พระมหาสัตว์ตอบว่า เราเป็นชาติจัณฑาล. ชาติมันตดาบสถานมา ท่านทิ้งไม้สีฟันลงไปในแม่น้ำใช่ไหม ? พระมหาสัตว์ตอบว่าใช่ ข้าพเจ้าทิ้งไปเอง. ชาติมันตดาบสจึงบริภาษว่า คนฉิบหาย คนวายร้าย คนจัณฑาล คนกาลกรรณีเจ้าอย่าอยู่ในสถานที่นี้เลย จงไปอยู่เสียที่ฝั่งใต้น้ำทางโน้น เมื่อพระมหาสัตว์ไปอยู่ฝั่งใต้นที ทิ้งไม้สีฟันลงไปในแม่น้ำ ไม้สีฟันนั้น กลับลอยทวนน้ำขึ้นไปติดอยู่ในชฎาของดาบสนั้นอีก ชาติมันตดาบสโกรธ กล่าวว่าไอ้คนฉิบหายไอ้คนถ่อย ถ้าเจ้ายังอยู่ในที่นี้ ศีรษะของเจ้าจักแตกเป็นเจ็ดเสี่ยง ภายในเจ็ดวัน. พระมหาสัตว์ดำริว่า ถ้าเราจักโกรธดาบสผู้นี้ ศีลของเราจักขาดไม่เป็นอันรักษา เราจะทำลายมานะของดาบสด้วยอุบายวิธี ครั้นถึงวันที่ ๗ จึงบันดาลฤทธิ์ ห้ามมิให้พระอาทิตย์ขึ้น. มนุษย์ทั้งหลายพากันวุ่นวาย เข้าไปหาชาติมันตดาบส ถามว่า ท่านขอรับ ท่านห้ามมิให้พระอาทิตย์ขึ้นหรือ ? ดาบสตอบว่า กรรมนั้นไม่ใช่ของเรา แต่มีดาบสจัณฑาลผู้หนึ่งอาศัยอยู่ที่ริมฝั่งนที ชะรอยกรรมนี้จักเป็นของดาบสจัณฑาลผู้นั้น . มนุษย์ทั้งหลายพากันเข้าไปหาพระมหาสัตว์เจ้าถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านไม่ให้พระอาทิตย์อุทัยขึ้นหรือ ? พระมหาสัตว์รับว่า ใช่ เราห้ามไม่ให้ขึ้นไปเอง. พวกมนุษย์จึงถามว่า เพราะเหตุอะไร ? พระมหาสัตว์จึงกล่าวว่า พระดาบสผู้คุ้นเคยในตระกูลของท่านทั้งหลายได้สาปแช่งข้าพเจ้า ผู้หาความผิดมิได้ เมื่อดาบสผู้นั้นมาหมอบลงแทบเท้าของข้าพเจ้าเพื่อขอขมาโทษ ข้าพเจ้าจึงจักปล่อยพระอาทิตย์ให้อุทัยขึ้น. มนุษย์เหล่านั้นพากันไปฉุดลากชาติมันตดาบสนำมา บังคับให้หมอบลงแทบเท้าของพระมหาสัตว์ให้ขอขมาโทษ แล้วจึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านโปรดปล่อยพระอาทิตย์ให้อุทัยขึ้นเถิด. พระมหาสัตว์จึงกล่าวว่าเรายังไม่อาจที่จะปล่อยได้ ถ้าหากว่า เราจักปล่อยพระอาทิตย์ขึ้นไซร้ ศีรษะของดาบสผู้นี้จักแตกออกเป็นเจ็ดเสี่ยง. ลำดับนั้น มนุษย์ทั้งหลายจึงถามว่าข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนั้นข้าพเจ้าทั้งหลายจะทำอย่างไร? พระมหาสัตว์จึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงนำเอาก้อนดินเหนียวมา ครั้นให้นำมาแล้ว สั่งว่าจงเอาดินเหนียววางไว้บนศีรษะของดาบสนี้ แล้วบังคับให้ลงไปยืนในน้ำแล้วจึงปล่อยพระอาทิตย์ให้อุทัยขึ้น. ก็เมื่อพระอาทิตย์อุทัยขึ้นไปกระทบเข้าเท่านั้น ก้อนดินเหนียวก็แตกออกเป็นเจ็ดเสี่ยง. ดาบสก็ดำลงไปในน้ำ. ครั้นพระมหาสัตว์เจ้าทรมานดาบสนั้นแล้ว จึงใคร่ครวญว่า พราหมณ์หมื่นหกพันเหล่านั้นไปอยู่ ณ ที่แห่งใดหนอ? ทราบว่า ไปอยู่ในสำนักของพระเจ้าเมชฌราชคิดว่า เราจักไปทรมานพราหมณ์เหล่านั้น แล้วเหาะไปด้วยฤทธิ์ลงที่ใกล้พระนคร ถือบาตรสัญจรไปเพื่อบิณฑบาตในเวตตวตีนคร.
พราหมณ์ทั้งหลายเห็นพระมหาสัตว์แล้ว คิดว่า แม้เมื่อพระดาบสนี้มาอยู่ในที่นี้ เพียงวันสองวัน ก็จักทำให้เราทั้งหลายไม่มีทีพึ่ง จึงพากันไปยังราชสำนักโดยเร็ว กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า มีวิชาธรนักเล่นกล ตนหนึ่งเป็นโจร มาอาศัยอยู่ในพระนครนี้ ขอพระองค์โปรดตรัสสั่งให้จับมันเถิด. พระราชาก็ตรัสรับรองว่า ดีละ เราจะจัดการ. พระมหาสัตว์ได้มิสสกภัตแล้ว จึงนำมานั่งบนตั่ง พิงฝาแห่งหนึ่งฉันอยู่. ลำดับนั้น ราชบุรุษที่พระราชาส่งมา ติดตามมา เอาดาบฟันคอพระมหาสัตว์ ซึ่งกำลังบริโภคอาหารอยู่ มิได้ระมัดระวังตัว ให้ถึงชีพิตักษัย. พระมหาสัตว์นั้นทำกาลกิริยาแล้วไปเกิดในพรหมโลก. ได้ยินว่า ในชาดกนี้พระโพธิสัตว์ได้เป็นผู้ทรมานโกณฑพราหมณ์แล้ว และถึงซึ่งชีพิตักษัย เพราะเป็นผู้ขวนขวายที่จะทรมานผู้อื่นเท่านั้น. เทพยดาทั้งหลายพากัน โกรธเคือง จึงบันดาลให้ฝนเถ้ารึงอันร้อนตกลงในเมชฌรัฐทั้งสิ้น ทำให้แว่นแคว้นพินาศไปสิ้น. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ว่า
เมื่อพระเจ้า เมชณราช เข้าไปทำลายชีวิต ท่าน มาตังคบัณฑิต ผู้ยงยศ วงศ์กษัตริย์ เมชฌราช พร้อมด้วยราชบริษัท ก็ได้ขาดสูญในกาลครั้งนั้น.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระเจ้าอุเทนราช ก็ทรงเบียดเบียนบรรพชิตเหมือนกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า มัณฑัพยกุมาร ในครั้งนั้นได้มาเป็นพระเจ้าอุเทน ส่วนมาตังคบัณฑิต ได้มาเป็นเราผู้สัมมาสัมพุทธเจ้า นี้แล.
จบอรรถกถามาตังคชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๗–๓๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
วิสตินิบาตชาดก ๒๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
กุโต นุ อาคจฺฉสิ ทุมฺมวาสี ๑ โอตลฺลโก ปํสุปิสาจโกว สงฺการโจฬํ ปฏิมุญฺจ กณฺเฐ โก เร ตุวํ โหสิ ๒ อทกฺขิเณยฺโย ฯ
อนฺนํ ตวยิทํ ปกตํ ยสสฺสินํ ๓ ตํ ขชฺชเร ภุญฺชเร ปิยฺยเร จ ชานาสิ มํ ตฺวํ ปรทตฺตูปชีวี ๔ อุตฺติฏฺฐปิณฺฑํ ลภตํ สปาโก ฯ
อนฺนํ มมยิทํ ๕ กปตํ พฺราหฺมณานํ อตฺตตฺถาย สทฺทหโต มมยิทํ ๕ อเปหิ เอตฺโต กิมิธฏฺฐิโตสิ น มาทิสา ตุยฺหํ ททนฺติ ชมฺม ฯ
ถเล จ นินฺเน จ วปนฺติ พีชํ อนูปเขตฺเต ผลมาสึสมานา ๖ เอตาย สทฺธาย ททาหิ ทานํ อปฺเปว อาราธเย ทกฺขิเณยฺเย ฯ
เขตฺตานิ มยฺหํ วิทิตานิ โลเก #๑ สี. ยุ. รุมฺมวาสี ฯ ๒ สี. ยุ. โหหิสิ ฯ ๓ ม. - ตเวทํ ปกตํ ยสสฺสิ ฯ #๔ ม. -ปชีวึ ฯ ๕ ม. มเมทํ ฯ ๖ ม. ผลมาสมานา ฯ สี. ยุ. ผลมาสสานา ฯ เยสาหํ พีชานิ ปติฏฺฐเปมิ เย พฺราหฺมณา ชาติมนฺตูปปนฺนา ตานีธ เขตฺตานิ สุเปสลานิ ฯ
ชาติมโท จ อติมานตา จ โลโภ จ โทโส จ มโท จ โมโห เอเต อคุณา เยสุ จ สนฺติ ๑ สพฺเพ ตานีธ เขตฺตานิ อเปสลานิ ฯ ชาติมโท จ อติมานิตา จ โลโภ จ โทโส จ มโท จ โมโห เอเต อคุณา เยสุ น สนฺติ สพฺเพ ตานีธ เขตฺตานิ สุเปสลานิ ฯ
กฺวตฺถ ๒ คตา อุปโชติโย จ อุปชฺฌาโย ๓ อถวา ภณฺฑกุจฺฉิ ๔ อิมสฺส ทณฺฑญฺจ วธญฺจ ทตฺวา คเล คเหตฺวา คลยาถ ๕ ชมฺมํ ฯ
คิรึ นเขน ขณสิ อโย ทนฺเตภิ ขาทสิ ชาตเวทํ ปทหสิ โย อิสึ ปริภาสสิ ฯ
อิทํ วตฺวาน มาตงฺโค อิสิ สจฺจปรกฺกโม #๑ สี. ยุ. เยสุ วสนฺติ ฯ ๒ ม. เกฺวตฺถ ฯ ๓ สพฺพตฺถ อุปชฺฌาโยติ ทิสฺสติ ฯ #อฏฺฐกถายมฺปน อุปวชฺโฌติ ขายติ ฯ ม. อุปชฺฌาโย จ ฯ ๔ คณฺฑกุจฺฉิ อิติปิ ฯ #๕ ม. ขลยาถ ฯ อนฺตลิกฺขสฺมึ ปกฺกามิ พฺราหฺมณานํ อุทิกฺขตํ ฯ
อาเวลฺลิตํ ๑ ปิฏฺฐิโต อุตฺตมงฺคํ พาหุํ ปสาเรติ อกมฺมเนยฺยํ เสตานิ อกฺขีนิ ยถา มตสฺส โก เม อิมํ ปุตฺตมกาสิ เอวํ ฯ
อิธาคมา สมโณ ทุมฺมวาสี โอตลฺลโก ปํสุปิสาจโกว สงฺการโจฬํ ปฏิมุญฺจ กณฺเฐ โส เต อิมํ ปุตฺตมกาสิ เอวํ ฯ
กตมํ ทิสํ อคมา ภูริปญฺโญ อกฺขาถ เม มาณวา เอตมตฺถํ คนฺตฺวาน ตํ ปฏิกเรมุ อจฺจยํ อปฺเปว นํ ปุตฺตํ ๒ ลเภมุ ชีวิตํ ฯ
เวหายสํ อคมา ภูริปญฺโญ ปถทฺธุโน ปณฺณรเสว จนฺโท อปิจาปิ โส ปุริมํ ทิสํ อคจฺฉิ สจฺจปฺปฏิญฺโญ อิสิ สาธุรูโป ฯ
อาเวลฺลิตํ ปิฏฺฐิโต อุตฺตมงฺคํ พาหุํ ปสาเรติ อกมฺมเนยฺยํ เสตานิ อกฺขีนิ ยถา มตสฺส #๑ สี. ยุ. อเวฐิตํ ฯ ๒ ม. ปุตฺต ฯ โก เม อิมํ ปุตฺตมกาสิ เอวํ ฯ
ยกฺขา หเว สนฺติ มหานุภาวา อนฺวาคตา อิสโย สาธุรูปา เต ทุฏฺฐจิตฺตํ กุปิตํ วิทิตฺวา ยกฺขา หิ เต ปุตฺตมกํสุ เอวํ ฯ
ยกฺขา จ เม ปุตฺตมกํสุ เอวํ ตฺวญฺเญว เม มา กุทฺโธ พฺรหฺมจารี ตุเมฺหว ปาเท สรณํ คตาสฺมิ อนฺวาคตา ปุตฺตโสเกน ภิกฺขุ ฯ
ตเทว หิ เอตรหิ จ มยฺหํ มโนปโทโส น มมตฺถิ โกจิ ปุตฺโต จ เต เวทมเทน มตฺโต อตฺถํ น ชานาติ อธิจฺจ เวเท ฯ
อทฺธา หเว ภิกฺขุ มุหุตฺตเกน สมฺมุยฺหเตว ปุริสสฺส สญฺญา เอกาปราธํ ขม ภูริปญฺญ น ปณฺฑิตา โกธพลา ภวนฺติ ฯ
อิทญฺจ มยฺหํ อุตฺติฏฺฐปิณฺฑํ ตว มณฺฑโพฺย ภุญฺชตุ อปฺปปญฺโญ ยกฺขา จ เต ปุตฺตํ ๑ น วิเหฐเยยฺยุํ #๑ ม. เต นํ ฯ ปุตฺโต จ เต เหสฺสติ ๑ โส อโรโค ฯ
มณฺฑพฺย พาโลสิ ปริตฺตปญฺโญ โย ปุญฺญเขตฺตานมโกวิโทสิ มหกฺกสาเวสุ ททาสิ ทานํ กิลิฏฺฐกมฺเมสุ อสญฺญเตสุ ฯ ชฏา จ เกสา อชินา นิวตฺถา ชรูทปานํว มุขํ ปรุฬฺหํ ปชํ อิมํ ปสฺสถ ทุมฺมรูปํ ๒ น ชฏาชินํ ตายเต อปฺปปญฺญํ ฯ เยสํ ราโค จ โทโส จ อวิชฺชา จ วิราชิตา ขีณาสวา อรหนฺโต เตสุ ทินฺนํ มหปฺผลนฺติ ฯ
อุปหจฺจ มนํ เมชฺโฌ มาตงฺคสฺมึ ยสสฺสิเน สปาริสชฺโช อุจฺฉินฺโน เมชฺฌรญฺญํ ตทา อหูติ ๓ ฯ มาตงฺคชาตกํ ปฐมํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๐๓๓
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗