หังสชาดก
ว่าด้วยหงส์สุมุขะผู้ภักดี
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๑๒๔ · บรรทัด ๘๔๐๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วินเยน วา ได้แก่อาจาระ. มรรยาท. บทว่า ปจฺฉา กุรุเต โยคํ ความว่า หากว่ากุลบุตรใดไม่ทำการประกอบคือความเพียรในการศึกษาศิลปวิทยาที่ควรศึกษา ในเวลาที่ยังเป็นเด็ก ทำการศึกษาต่อภายหลังคือเมื่อเวลาแก่ กุลบุตรเห็นปานนี้นั้น ย่อมจมลงในทุกข์หรืออันตรายเห็นปานนั้นในภายหลัง คือไม่สามารถเพื่อจะช่วยเหลือตนเองได้. บทว่า ตสฺส สํหีรปญฺสฺส ความว่า เพราะกุลบุตรนั้นไม่ได้รับการศึกษาแต่นั้น (ความเสื่อมโภคสมบัติจึงเกิด) แก่เขาผู้มีปัญญาไม่แน่นอน มีความรู้ไม่มั่นคง. บทว่า วิวโร ได้แก่ ช่องคือความเสื่อมแห่งโภคสมบัติเป็นต้น. บทว่า รตฺติมนฺโธ ได้แก่ ความมืดบอดในราตรี. ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ความมืดในราตรี คือความมืดบอดในราตรี ย่อมเห็นได้แต่รูปหยาบ ๆ อย่างเดียว โดยแสงพระจันทร์เป็นต้นในราตรี ไม่สามารถจะเห็นรูปละเอียด ๆ ได้ฉันใด กุลบุตรผู้ไม่ได้รับการศึกษา มีปัญญาง่อนแง่นฉันนั้น เมื่อภัยอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่สามารถจะเห็นกิจการอันละเอียดสุขุมได้ เห็นได้เฉพาะกิจการที่หยาบๆ ฉะนั้น เพราะฉะนั้นควรที่จะโปรดให้พระโอรสทั้งหลายของพระองค์ เล่าเรียนศึกษา ในเวลาที่พระโอรสยังทรงพระเยาว์ทีเดียว.
บทว่า อสาเร ได้แก่ ในเวทสมัยอันติดต่อในโลก อันไร้สาระ. บทว่า สารโยคฺญู ความว่า สำคัญว่า ลัทธิสมัยนี้ประกอบด้วยสาระ. บทว่า มตึ นเตฺวว วินฺทติ ความว่า แม้จะศึกษามากมาย ย่อมไม่ได้ปัญญาความรอบรู้เลย. บทว่า คิริทุคฺคสฺมึ ความว่า เปรียบเหมือนกวางเดินทางมาสู่สถานที่อยู่ของตน สำคัญที่อันไม่ราบเรียบว่าราบเรียบ วิ่งโลดโผนไปในซอกผาโดยกำลังเร็ว ย่อมตกห้วงเหวจมลงไปในระหว่าง หาถึงที่อยู่ไม่ ฉันใดกุลบุตรผู้เห็นปานนี้นั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน เล่าเรียนลัทธิพระเวทย์อันเนื่องในโลกอันไร้สาระด้วยความสำคัญว่าเป็นสาระ ย่อมจะถึงความพินาศใหญ่ เพราะฉะนั้น พระองค์โปรดให้พระโอรสทั้งหลายของพระองค์ศึกษาประกอบในกิจทั้งหลายอันเนื่องด้วยประโยชน์ นำความเจริญมาให้.
บทว่า นิเส อคฺคีว ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า คนเราแม้จะเกิดในกำเนิดต่ำทราม แต่เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติ มีความขยันหมั่นเพียรเป็นต้นย่อมสว่างไสวได้เหมือนกองไฟ ในราตรีฉะนั้น. บทว่า เอตํ เว ความว่าพระองค์โปรดทำการเปรียบเทียบความมืดในราตรี กับกองไฟที่ข้าพเจ้ากราบทูลมา แล้วให้โอรสทั้งหลายของพระองค์ดำรงอยู่ในวิชาความรู้ คือ โปรดให้ประกอบในสิกขาทั้งหลาย อันควรแก่การศึกษาเถิด เพราะกุลบุตรผู้ประกอบด้วยวิชาอย่างนี้แล้ว เป็นผู้มีปัญญาเครื่องทรงจำ ย่อมงอกงาม คือเจริญด้วยเกียรติยศและโภคสมบัติ เหมือนพืชย่อมงอกงามขึ้นในนาอันดีทั้งหลาย เพราะน้ำฝนฉะนั้น.
พระมหาสัตว์แสดงธรรมถวายพระราชาอยู่อย่างนี้จนตลอดคืนยังรุ่งความแพ้พระครรภ์ของพระเทวีก็สงบระงับ. ในเวลารุ่งอรุณนั้นเอง พระมหาสัตว์ ให้พระราชาดำรงอยู่ในศีล ถวายโอวาทด้วยอัปปมาทกถา แล้วทูลลาออกไปสู่จิตตกูฏบรรพตนั่นแหละ โดยสีหบัญชรด้านทิศอุดร พร้อมกับหงส์สุมุขเสนาบดี.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายแม้ในกาลก่อน อานนท์นี้ ก็ได้สละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่เราอย่างนี้เหมือนกันแล้วทรงประชุมชาดกว่า นายพรานในครั้งนั้นได้มาเป็นพระฉันนะ พระราชาได้มาเป็นพระสารีบุตร พระเทวี ได้มาเป็นนางเขมาภิกษุณี หมู่หงส์ได้มาเป็นหมู่ศากยราช หงส์สุมุขเสนาบดี ได้มาเป็นพระอานนท์ส่วนพญาหงส์ ได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาหังสชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๑๑๔–๑๒๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
วิสตินิบาตชาดก ๑๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Ete haṃsā pakkamanti vaṅkaṅgā bhayameritā harittaca hemavaṇṇa kāmaṃ sumukha pakkama. Ohāya maṃ ñātigaṇā ekaṃ pāsavasaṃ gataṃ anapekkhamānā gacchanti kiṃ eko avahiyyasi. Pateva patataṃ seṭṭha natthi bandhe sahāyakā mā anīghāya hāpesi kāmaṃ sumukha pakkama.
Nāhaṃ dukkhaparetoti dhataraṭṭha tuvaṃ jahe jīvitaṃ maraṇaṃ vā me tayā saddhiṃ bhavissati.
Etadariyassa kalyāṇaṃ yaṃ tvaṃ sumukha bhāsasi tañca vīmaṃsamānāhaṃ 4- patate taṃ avassajiṃ.
Apadena padaṃ yāti antalikkhacaro dijo ārā pāsaṃ na bujjhi tvaṃ haṃsānaṃ pavaruttama 5- .
Yadā parābhavo hoti poso jīvitasaṅkhaye @Footnote: 1 Ma. kasivāṇijjā . 2 Sī. Yu. akarā punanti . 3 Ma. cūḷahaṃsajātakaṃ. @ 4 Ma. vimaṃsamānohaṃ . 5 Sī. Yu. pavaruttamo. Atha jālañca pāsañca āsajjāpi na bujjhati.
Ete haṃsā pakkamanti vaṅkaṅgā bhayameritā harittaca hemavaṇṇa tvaññeva avahiyyasi. Ete bhutvā ca pitvā ca pakkamanti vihaṅgamā anapekkhamānā vaṅkaṅgā tvañceveko 1- upāsasi. Kiṃ nu tāyaṃ 2- dijo hoti mutto bandhaṃ upāsasi ohāya sakuṇā yanti kiṃ eko avahiyyasi.
Rājā me so dijo mitto sakhā pāṇasamo ca me neva naṃ vijahissāmi yāva kālassa pariyāyaṃ.
Yo ca tvaṃ sakhino hetu pāṇaṃ cajitumicchasi so te sahāyaṃ muñcāmi hotu rājā tavānugo.
Evaṃ luddaka nandassu saha sabbehi ñātibhi yathāhamajja nandāmi disvā muttaṃ dijādhipaṃ.
Kacci nu bhoto kusalaṃ kacci bhoto anāmayaṃ kacci raṭṭhamidaṃ phītaṃ dhammena anusāsasi.
Kusalañceva me haṃsa atho haṃsa anāmayaṃ atho raṭṭhamidaṃ phītaṃ dhammena anusāsahaṃ.
Kacci bhoto amaccesu doso koci na vijjati kacci ārā amittā te chāyā dakkhiṇatoriva.
Athopi me amaccesu doso koci na vijjati @Footnote: 1 Ma. tvaññeveko . 2 Ma. tyāyaṃ. Atho ārā amittā me chāyā dakkhiṇatoriva.
Kacci te sādisī bhariyā assavā piyabhāṇinī puttarūpayasūpetā tava chandavasānugā.
Atho me sādisī bhariyā assavā piyabhāṇinī puttarūpayasūpetā mama chandavasānugā.
Kacci te bahavo puttā sujātā raṭṭhavaḍḍhana paññājavena sampannā sammodanti tato tato.
Sataṃ eko ca me puttā dhataraṭṭha mayā sutā tesaṃ tvaṃ kiccamakkhāhi nāvarujjhanti 1- te vaco.
Upapannopi ce hoti jātiyā vinayena vā atha pacchā kurute yogaṃ kicce āvāsu 2- sīdati. Tassa saṃhīrapaññassa vivaro jāyate mahā rattimandhova rūpāni thūlāni manupassati. Asāre sārayogaññū matiṃ natveva vindati sarabhova giriduggasmiṃ antarāyeva sīdati. Hīnajaccopi ce hoti uṭṭhātā dhitimā naro ācārasīlasampanno nise aggīva bhāsati. Etaṃ ve 3- upamaṃ katvā putte vijjāsu ṭhāpaya 4- saṃvirūḷhetha medhāvī khette bījaṃva vuṭṭhiyāti. Haṃsajātakaṃ chaṭṭhaṃ @Footnote: 1 Sī. Yu. nāvarajjhanti . 2 Ma. kicche āpāsu . 3 Ma. me . 4 Ma. vācaya.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๑๒๔
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗