สัตติคุมพชาดก
ว่าด้วยพี่น้องก็ยังต่างใจกัน
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๑๔๒ · บรรทัด ๘๔๖๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
ข้าแต่พระราชา บุคคลคบคนใด ๆ เป็นสัตบุรุษ อสัตบุรุษ มีศีล หรือไม่มีศีล บุคคลนั้นย่อมไปสู่อำนาจ ของบุคคลนั้นนั่นแล บุคคลคบคนเช่นใดเป็นมิตร หรือ เข้าไปซ่องเสพคนเช่นใด ก็ย่อมเป็นเช่นคนนั้น เพราะ การอยู่ร่วมกันเป็นเช่นนั้น อาจารย์คบอันเตวาสิกย่อม ทำอันเตวาสิกผู้ยังไม่แปดเปื้อนให้แปดเปื้อนได้ อาจารย์ ถูกอันเตวาสิกพาแปดเปื้อนแล้ว ย่อมพาอาจารย์อื่น ให้เปื้อนอีก เหมือนลูกศรที่เปื้อนยาพิษแล้ว ย่อมทำ แล่งลูกศรให้เปื้อน ฉะนั้น นักปราชญ์ไม่พึงมีสหาย ลามกเลยทีเดียว เพราะกลัวแต่การแปดเปื้อนด้วย บาปธรรม นรชนใดห่อปลาเน่าด้วยใบหญ้าคา แม้ ใบหญ้าคาของนรชนนั้น ก็ย่อมมีกลิ่นเน่าฟุ้งไป ฉันใด การเข้าไปเสพคนพาลก็ฉันนั้นเหมือนกัน นรชนใด ห่อกฤษณาด้วยใบไม้ แม้ใบไม้ของนรชนนั้น ก็ย่อม หอมฟุ้งไปฉันใด การเข้าไปเสพนักปราชญ์ก็ฉันนั้น เหมือนกัน เพราะเหตุนั้น บัณฑิตรู้ความเปลี่ยนแปลง ของตน ดุจห่อใบไม้แล้ว ไม่ควรเข้าไปเสพอสัตบุรุษ ควรเสพแต่สัตบุรุษ ด้วยว่า อสัตบุรุษย่อมนำไปสู่นรก สัตบุรุษย่อมพาให้ถึงสุคติ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺตํ วา ยทิ วา อสํ ความว่าจะเป็นสัตบุรุษ หรืออสัตบุรุษก็ตาม. บทว่า เสวมาโน เสวมานํ ความว่าเมื่ออาจารย์คบหาอันเตวาสิก ย่อมทำอันเตวาสิกผู้ที่ตนคบ. บทว่า สมฺผุฏฺโ ความว่า อาจารย์ถูกอันเตวาสิกพาแปดเปื้อนแล้ว. บทว่า สมฺผุสํ ปรํ ความว่า อันเตวาสิกไปแตะต้องอาจารย์คนอื่นเข้า. บทว่า อลิตฺตํ ความว่าอาจารย์นั้นย่อมทำอันเตวาสิกนั้น ผู้ยังไม่แปดเปื้อนด้วยบาปธรรมให้แปดเปื้อนได้ เหมือนลูกศรที่เปื้อนยาพิษแล้ว ย่อมทำแล่งลูกศรที่เหลือให้แปดเปื้อนฉะนั้น. บทว่า เอวํ พาลูปเสวนา ความว่า แท้จริง ผู้ชอบคบหาคนพาลแม้จะไม่ได้กระทำความชั่วเลย ย่อมได้รับคำติเตียน และความเสื่อมเสียชื่อเสียงเหมือนห่อปลาเน่าไว้ด้วยใบหญ้าคา (ย่อมมีกลิ่นเน่าฟุ้งไป) ฉะนั้น.
บทว่า ธีรูปเสวนา ความว่า บุคคลผู้คบหาธีรชนก็ย่อมเป็นเหมือนใบไม้อันห่อคันธชาติ มีกฤษณาเป็นต้นฉะนั้น ถึงยังไม่อาจเป็นบัณฑิตได้ก็ยังได้รับเกียรติคุณว่า คบกัลยาณมิตร. บทว่า ปตฺตปูฏสฺเสว ความว่าเหมือนดังใบไม้ที่ห่อของมีกลิ่นเหม็นและกลิ่นหอมฉะนั้น. บทว่า สมฺปากมตฺตโน ความว่า บัณฑิตรู้ความที่ญาณของตนแก่กล้า คือสุกงอมแล้วด้วยอำนาจการเกี่ยวข้องกับกัลยาณมิตร. บทว่า ปาเปนฺติ สุคตึ ความว่าปุปผกสุวโปดกนั้น ยังเทศนาให้ถึงอนุสนธิตามลำดับว่า สัตบุรุษคือสัมมาทิฏฐิบุคคลทั้งหลาย ย่อมยังหมู่สัตว์ที่อาศัยตน ให้ถึงสวรรค์อย่างเดียว ด้วยประการฉะนี้.
พระเจ้าปัญจาลราชทรงเลื่อมใส ในธรรมกถาของปุปผกสุวโปดกนั้น. ฝ่ายหมู่พระฤาษีกลับมาจากป่า. พระราชาทรงนมัสการพระฤาษีทั้งหลายแล้วตรัสว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ เมื่อพระคุณเจ้าทั้งหลายจะอนุเคราะห์ข้าพเจ้าโปรดพากันไปอยู่ในสถานที่อยู่ของข้าพเจ้าเถิด ทรงรับปฏิญญาของฤาษีทั้งหลายเหล่านั้นแล้ว เสด็จไปพระนคร ได้พระราชทานอภัยแก่สุวโปดกทั้งหลาย. ฝ่ายพวกฤาษี ก็ได้พากันไปในพระนครนั้น พระราชาทรงนิมนต์หมู่พระฤาษีให้อยู่ในพระราชอุทยาน ทรงอุปัฏฐากบำรุงตลอดพระชนมายุแล้วเสด็จสู่สวรรคาลัย. ฝ่ายพระราชโอรสของท้าวเธอ โปรดให้ยกเศวตฉัตรเสวยราชสมบัติสืบต่อมา ทรงปฏิบัติหมู่พระฤาษี เสมือนพระราชบิดา. ในราชสกุลต่อมานั้น ได้ยังทานให้เป็นไปแก่หมู่พระฤาษี ชั่วพระราชาเจ็ดพระองค์พระมหาสัตว์เมื่ออยู่ในอรัญประเทศตามสมควร ก็ไปตามยถากรรมของตน.
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในชาติก่อนพระเทวทัตก็เป็นคนลามก มีบริวารลามกเหมือนกันอย่างนี้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า สัตติคุมพสุวโปดก ในครั้งนั้นได้มาเป็นพระเทวทัตนี้ โจรทั้งหลายได้มาเป็นบริษัทบริวารของพระเทวทัตพระราชาได้มาเป็นพระอานนท์ หมู่แห่งฤาษีได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนปุปผกสุวโปดกได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาสัตติคุมพชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๑๓๑–๑๔๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
วิสตินิบาตชาดก ๑๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Migaluddo mahārājā pañcālānaṃ rathesako nikkhanto saha senāya ogaṇo vanamāgamā. Tatthaddasa 1- araññasmiṃ takkarānaṃ kuṭiṃ kataṃ tasmā 2- kuṭiyā nikkhamma suvo luddāni bhāsati. Sampannavāhano poso yuvā sammaṭṭhakuṇḍalī 3- sobhati lohituṇhīso divā suriyova bhāsati. Majjhantike sampatike sutto rājā sasārathi handassābharaṇaṃ sabbaṃ gaṇhāma sahasā 4- mayaṃ. Nissivepi 5- rahodāni sutto rājā sasārathi ādāya vatthaṃ maṇikuṇḍalañca hantvāna sākhāhi avattharāma.
Kinnu ummattarūpova sattigumba pabhāsasi durāsadā hi rājāno aggi pajjalito yathā.
Atha tvaṃ patikolumba matto thullāni gajjasi mātari mayha naggāya kiṃ nu tvaṃ vijigucchase.
Uṭṭhehi samma taramāno rathaṃ yojehi sārathi sakuṇo me na ruccati aññaṃ gacchāma assamaṃ.
Yutto ratho mahārāja yutto ca balavāhano adhitiṭṭha mahārāja aññaṃ gacchāma assamaṃ. @Footnote: 1 Ma. tatthaddasā . 2 Ma. tassā . 3 Ma. - kuṇḍalo . 4 Ma. sāhasā. @ 5 Ma. nisīthepi.
Konumeva gatā sabbe ye asmiṃ paricārakā esa gacchati pañcālo mutto tesaṃ adassanā. Kodaṇḍakāni gaṇhatha sattiyo tomarāni ca esa gacchati pañcālo mā vo muñcittha jīvitaṃ.
Athāparo paṭinandittha suvo lohitatuṇḍiko 1- svāgatante mahārāja atho te adurāgataṃ issarosi anuppatto yaṃ idhatthi pavedaya. Tiṇḍukāni piyālāni madhuke kāsumāriyo phalāni khuddakappāni bhuñja rāja varaṃ varaṃ. Idaṃpi pāniyaṃ sītaṃ ābhataṃ girigabbharā tato piva mahārāja sace tvaṃ abhikaṅkhasi. Araññaṃ uñchāya gatā ye asmiṃ paricārakā sayaṃ uṭṭhāya gaṇhavho hatthā me natthi dātave.
Bhaddako vatāyaṃ pakkhī dijo paramadhammiko atheso itaro pakkhī suvo luddāni bhāsati. Etaṃ hanatha bandhatha mā vo muñcittha jīvitaṃ iccevaṃ vilapantassa sotthī 2- pattosmi assamaṃ.
Bhātarosma mahārāja sodariyā ekamātukā ekarukkhasmi saṃvaḍḍhā nānākhettagatā ubho. Sattigumbo ca corānaṃ ahañca isinaṃ idha @Footnote: 1 Ma. - tuṇḍako . 2 Ma. sotthiṃ. Asataṃ so sataṃ ahaṃ tena dhammena no vinā.
Yattha vadho ca bandho ca nikati vañcanāni ca ālopā sahasākārā tāni so tattha sikkhati. Idha saccañca dhammo ca ahiṃsā saṃyamo damo āsanūdakadāyīnaṃ aṅke vaḍḍhosmi bhārata.
Yaṃ yaṃ hi rāja bhajati santaṃ vā yadi vā asaṃ sīlavantaṃ visīlaṃ vā vasaṃ tasseva gacchati. Yādisaṃ kurute mittaṃ yādisañcūpasevata sopi tādisako hoti sahavāsopi 1- tādiso. Sevamāno sevamānaṃ samphuṭṭho samphusaṃ paraṃ saro duṭṭho 2- kalāpaṃva alittamupalimpati. Upalimpabhayā 3- dhīro neva pāpasakhā siyā pūtimacchaṃ kusaggena yo naro upanayhati kusāpi pūti 4- vāyanti evaṃ bālūpasevanā. Tagaraṃva 5- palāsena yo naro upanayhati pattāpi surabhī 6- vāyanti evaṃ dhīrūpasevanā tasmā palāsapuṭasseva 7- ñatvā sampākamattano asante nūpaseveyya 8- sante seveyya paṇḍito asanto nirayaṃ nenti santo pāpenti suggatinti. Sattigumbajātakaṃ sattamaṃ. @Footnote: 1 Ma. sahavāso hi . 2 Ma. diddho . 3 Ma. upalepabhayā . 4 Sī. Yu. pūtī. @ 5 Ma. tagarañca . 6 Ma. surabhi . 7 Ma. pattapuṭasseva . 8 Ma. nopaseveyya.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๑๔๒
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗