โสมนัสสชาดก
ว่าด้วยการใคร่ครวญก่อนแล้วทำ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๑๖๔ · บรรทัด ๘๖๑๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๒
เรื่องเล่า
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสเต ความว่า (ไม้ไผ่) แตกเป็นกอลำใหญ่. บทว่า ทุนฺนิกฺขโย ความว่า ยากที่จะถอนให้หมดสิ้น.
ต่อแต่นี้ไป เป็นคาถาประพันธ์ โต้ตอบระหว่างพระราชากับพระราชโอรส.
(พระราชาตรัสว่า) โสมนัสสกุมารเอ๋ย เจ้าจง เสวยสมบัติอันไพบูลย์เถิด อนึ่ง บิดาจะมอบอิสริยยศ ทั้งหมดให้แก่เจ้า เจ้าจงเป็นพระราชาของชาวกุรุรัฐ เสียในวันนี้ทีเดียวเถิด อย่าบวชเลย เพราะการบวช เป็นทุกข์. (พระโพธิสัตว์ทูลว่า) ขอเดชะ บรรดาโภคสมบัติของพระองค์ ซึ่งมีอยู่ในราชธานีนี้ สิ่งไรเล่าที่ ข้าพระพุทธเจ้าควรบริโภคมีอยู่หรือ เมื่อชาติก่อน ข้าพระพุทธเจ้าเคยรื่นรมย์ อยู่ในเทวโลกด้วยรูป เสียง กลิ่น รส และผัสสะทั้งหลายที่น่ารื่นรมย์ใจ ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า เคยบริโภคสมบัติมาแล้วในไตรทิพย์ เคยมีหมู่นางอัปสรแวดล้อมมาแล้ว ข้าพระพุทธเจ้า มารู้ว่า พระองค์เป็นพาล อันคนอื่นต้องนำไป แล้ว จะอยู่ในราชสกุลเช่นนั้น ไม่ได้เลย. (พระราชาตรัสว่า) ดูก่อนพ่อโสมนัสส์ ถ้าหากว่า บิดาเป็นพาล ต้องอาศัยผู้อื่นจูงไปไซร้ เจ้าจงอดโทษ ให้แก่บิดาสักครั้งหนึ่งเถิด ถ้าแม้ว่าโทษเช่นนี้จะพึงมี อีกไซร้ เจ้าจงกระทำตามมติของตนเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขา ความว่า พระราชาตรัสวิงวอนพระโอรสว่า ลูกรัก ขึ้นชื่อว่าการบรรพชาเป็นทุกข์ เพราะต้องมีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น เจ้าอย่าบวชเลย จงเป็นพระราชาเถิด.
บทว่า กินฺนูธ เทว ความว่า ขอเดชะ พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ โภคสมบัติของพระราชบิดาเหล่าใด มีอยู่ในราชธานีนี้ ในโภคสมบัติเหล่านั้น สิ่งใดเล่า สมควรที่ข้าพระพุทธเจ้าจะพึงบริโภคใช้สอยได้มีอยู่แลหรือ.
บทว่า ปริวารโต ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าอันนางเทพอัปสรเคยบำรุงบำเรอมาแล้ว. อีกนัยหนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน.
ได้ยินว่า พระญาณระลึกชาติได้เกิดขึ้นแก่พระโพธิสัตว์ เพราะเหตุนั้นพระโพธิสัตว์เจ้าจึงตรัสอย่างนี้.
บทว่า ปรเนยฺยํ ความว่า (พระองค์เป็นพาล) ต้องอาศัยคนอื่นนำไปด้วยไม้เท้า ดังคนตาบอด.
บทว่า ตาทิเส ความว่า พระโพธิสัตว์ตรัสอย่างนี้ เพื่อจะให้พระราชบิดาทรงทราบว่า บัณฑิตไม่พึงอยู่ในสำนักของพระราชาเช่นนั้น ข้าพระพุทธเจ้ารอดชีวิตมาได้วันนี้ ก็ด้วยกำลังญาณของตน ข้าพระพุทธเจ้าจักอยู่ในสำนักของพระราชบิดา หาได้ไม่.
บทว่า ยถามตึ ความว่า พระเจ้าเรณุราชทรงขอให้พระราชโอรสงดโทษให้ว่า ถ้าหากว่าโทษผิดเห็นปานนี้ของบิดาจะพึงมีอีกไซร้ เมื่อนั้นเจ้าจงทำตามอัธยาศัยเถิด. พระมหาสัตว์ เมื่อจะถวายโอวาทพระราชบิดา จึงตรัสคาถา ๘ คาถาความว่า
กรรมที่บุคคลใดไม่พิจารณา ให้ถี่ถ้วนเสียก่อน แล้วทำลงไป ผลชั่วร้ายย่อมมีแก่บุคคลนั้น เหมือน ความวิบัติแห่งยาแก้โรคฉะนั้น. ส่วนกรรมที่บุคคลใดพิจารณาถี่ถ้วนก่อนแล้วทำ ลงไป ผลอันเจริญย่อมมีแก่บุคคลนั้น เหมือนความ ถึงพร้อมแห่งยาแก้โรคฉะนั้น. คฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม เป็นคนเกียจคร้านไม่ดี บรรพชิตไม่สำรวม ไม่งาม พระราชาไม่ทรงใคร่ครวญ เสียก่อนแล้วทำลงไป ไม่ดี บัณฑิตมีความโกรธเป็น เจ้าเรือน ก็ไม่ดี. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอธิบดีแห่งทิศ กษัตริย์ทรง ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงค่อยทำ ยังไม่ได้พิจารณา ใคร่ครวญก่อน แล้วไม่ควรทำกิจการอะไร พระเกียรติยศของพระราชาผู้ทรงใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึง ทำลงไป ย่อมเจริญยิ่ง ๆ ขึ้น. ข้าแต่พระจอมภูมิบาล อิสรชนควรพิจารณา เสียก่อนแล้วจึงลงอาชญา กรรมที่ทำด้วยความรีบร้อน ย่อมเดือดร้อน อนึ่ง ความตั้งตนไว้โดยชอบ และ ประโยชน์ของนรชนย่อมไม่ตามเดือดร้อนในภายหลัง. อนึ่ง ชนเหล่าใดจำแนกแจกแจง ด้วยปัญญา แล้วกระทำกรรมทั้งหลาย ที่ไม่ตามเดือดร้อนในภาย หลังในโลก กรรมของชนเหล่านั้นท่านผู้รู้สรรเสริญ มีความสุขเป็นกำไร พุทธาทิบัณฑิต อนุมัติแล้ว. ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน นายประตู ตำรวจดาบ และพวกเพชฌฆาต พากันไป จะฆ่าข้าพระพุทธเจ้า พวกนั้นพากันฉุดคร่า ข้าพระพุทธเจ้า ผู้กำลังนั่งอยู่บนพระเพลาแห่งพระราชมารดา มาโดยพลัน. ข้าแต่พระราชบิดา แท้จริง ข้าพระพุทธเจ้าถึง ความหวั่นกลัวต่อมรณภัย คับแคบ ฝืดเคืองเหลือเกิน วันนี้ข้าพระพุทธเจ้าได้มีชีวิตอันเป็นที่รัก หวานซาบซึ้งใจ รอดพ้นจากการถูกประหารมาได้แสนยาก จึง น้อมใจต่อบรรพชาอย่างเดียว.
บรรดาบทเหล่านั้นว่า อนิสมฺม ความว่า ไม่ตรวจตราพิจารณาคือใคร่ครวญ (ก่อนทำ). บทว่า อนวตฺถาย จินฺติตํ ความว่า ไม่กำหนดคือไม่พิจารณาดำริตริตรองให้รอบคอบ. บทว่า วิปาโก โหติ ปาปโกความว่า จริงอยู่พิษสงคือความวิบัติแห่งยาแก้โรคเป็นฉันใด ผลลามกชั่วร้ายย่อมมีแก่บุคคลนั้นฉันนั้น.
บทว่า อสญฺโต ความว่า บรรพชิตผู้ไม่สำรวมด้วยกายทวารเป็นต้น เป็นผู้ทุศีล. บทว่า ตํ น สาธุ ความว่า ความโกรธของบัณฑิตนั้นเองไม่ดี. บทว่า นานิสมฺม ความว่า ยังไม่ได้พิจารณาใคร่ครวญก่อนแล้วไม่ควรกระทำกิจการอะไร. บทว่า ปณเยยฺย ความว่า พึงเริ่มตั้งคือพึงยังอาชญาให้เป็นไป. บทว่า เวคา ความว่า โดยเร็ว คือ โดยฉับพลันทันที.
บทว่า สมฺมาปณิธี จ ความว่า ความตั้งตนไว้โดยชอบและประโยชน์ของนรชน ที่ทำด้วยจิตอันตั้งไว้โดยแยบคาย ย่อมเป็นของไม่ตามเดือดร้อนในภายหลัง. บทว่า วิภชฺช ความว่า ชนเหล่าใด จัดแจงด้วยปัญญาอย่างนี้ว่ากิจการเหล่านี้ควรทำ เหล่านี้ไม่ควรทำ. บทว่า กมฺมายตนานิ ได้แก่การงานทั้งหลาย. บทว่า พุทฺธานุมตานิ ความว่า การงานอันบัณฑิตอนุมัติแล้ว ย่อมเป็นของหาโทษมิได้. บทว่า กฏุกํ ความว่า ขอเดชะข้าแต่พระราชบิดา ข้าพระพุทธเจ้า ถึงความหวั่นกลัวต่อมรณภัย อันเผ็ดร้อนคับแคบ ฝืดเคืองเหลือเกิน. บทว่า ลทฺธา ความว่า ได้ชีวิตคืนมาด้วยกำลังแห่งญาณของตน. บทว่า ปพฺพชฺชเมวาภิมโนหมสฺมิ ความว่าข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้มีจิตน้อมเฉพาะต่อบรรพชาอย่างเดียว.
เมื่อพระมหาสัตว์เจ้าแสดงธรรมอย่างนี้แล้ว พระเจ้าเรณุราชตรัสเรียกพระราชเทวี มาเฝ้าแล้วตรัสพระคาถาความว่า
ดูก่อนสุธรรมาเทวี โสมนัสสกุมารโอรสของเธอ นี้ ยังรุ่นหนุ่ม น่าเอ็นดู วันนี้เราอ้อนวอนเขาไว้ ก็ ไม่ได้สมปรารถนา แม้เธอก็ควรจะอ้อนวอนโอรสของ เธอ ดูบ้าง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาจิตเว ความว่า เพื่อช่วยอ้อนวอน.
พระนางสุธรรมาเทวี กลับส่งเสริมพระโอรส เพื่อบรรพชาอย่างเดียวตรัสคาถาความว่า
ดูก่อนพระลูกรัก เจ้าจงยินดีด้วยภิกขาจาริยวัตร เถิด จงใคร่ครวญในธรรมทั้งหลาย แล้วละเว้นบรรพชา ของคนมิจฉาทิฏฐิเสียเถิด เจ้าจงวางอาชญาในสรรพสัตว์ นักบวชละวางอาชญาในสรรพสัตว์ทั้งหลายแล้ว เป็นผู้ไม่ถูกติเตียนแล้ว ย่อมเข้าถึงพรหมสถาน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิสมฺม ความว่า เมื่อเจ้าจะบวชแน่จงใคร่ครวญดูแล้วละการบรรพชาของมิจฉาทิฏฐิกชนเสีย จงบรรพชาลัทธิอันเป็นธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์ ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิเถิด.
ลำดับนั้น พระเจ้าเรณุราชตรัสพระคาถา ความว่า
ดูก่อนสุธรรมาเทวี เธอพูดคำเช่นใด คำเช่นนั้น น่าอัศจรรย์จริงหนอ เราได้รับทุกข์อยู่แล้ว เธอยังกลับ เพิ่มทุกข์ให้อีก ฉันขอร้องเธอให้ช่วยอ้อนวอนลูก เธอ กลับสนับสนุนให้โสมนัสสกุมารเกิดอุตสาหะยิ่งขึ้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาทิสญฺจ ความว่า เธอพูดคำนี้เช่นใดคำนั้นน่าประหลาดอัศจรรย์จริงหนอ. บทว่า ทุกฺขิตํ ความว่า เธอเพิ่มทุกข์ให้ฉันซึ่งมีทุกข์อยู่แล้วโดยปกติ ให้ทุกข์หนักขึ้น.
พระนางเทวี ตรัสคาถาอีกความว่า
พระอริยเจ้าเหล่าใด พ้นวิเศษแล้วบริโภคปัจจัย อันหาโทษมิได้ ดับรอบแล้วเที่ยวไปในโลกนี้ หม่อมฉัน ไม่อาจจะห้ามโอรสผู้ดำเนินไปตามมรรคาของพระอริยเจ้าเหล่านั้นได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปฺปมุตฺตา ความว่า หลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งหลาย มีราคะเป็นต้น. บทว่า ปรินิพฺพุตา ความว่า ผู้ดับแล้วด้วยกิเลสปรินิพพานธาตุ. บทว่า ตมริยมคฺคํ ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ หม่อมฉันไม่อาจจะห้ามพระโอรสของหม่อมฉันผู้เจริญรอยมรรคาอันเป็นของแห่งพระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นเหล่านั้นได้.
พระราชาทรงสดับพระเสาวนีย์ ของพระนางเทวีแล้วตรัสคาถาสุดท้ายความว่า
ชนเหล่าใดมีปัญญา เป็นพหูสูต ตรึกตรองเหตุการณ์ถี่ถ้วนมาก พระนางสุธรรมาเทวีนี้ เป็นผู้มี ความขวนขวายน้อย ปราศจากความโศกเศร้า ได้สดับ คำสุภาษิตของชนเหล่าใด ชนเหล่านั้นควรจะสมาคม คบหาทีเดียว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุานจินฺติโน ความว่า เป็นผู้คิดเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นอันมาก. บทว่า เยสายํ ตัดบทเป็น เยสํ อยํ. แท้จริงพระนางสุธรรมาราชเทวีนั้น ได้ทรงสดับคำสุภาษิตของโสมนัสสกุมารนั่นเองจึงเกิดเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย แม้พระราชาก็ตรัสหมายถึงพระราชโอรสนั้นเหมือนกัน.
พระมหาสัตว์เจ้า ถวายบังคมพระราชมารดาบิดาแล้วกราบทูลว่าถ้าหากว่าโทษผิดของข้าพระพุทธเจ้ามีอยู่ไซร้ ขอพระชนกชนนี ได้โปรดทรงพระกรุณาอดโทษด้วยเถิด แล้วประคองอัญชลีต่อมหาชน บ่ายพระพักตร์ต่อหิมวันตประเทศเสด็จดำเนินไป เมื่อมหาชนส่งเสด็จกลับแล้ว เทพยดาทั้งหลายพากันมาด้วยเพศมนุษย์ พาข้ามขุนเขา ๗ ลูก นำไปสู่ป่าหิมพานต์ทรงบรรพชาเพศเป็นดาบส อยู่ในบรรณศาลา อันวิสสุกรรมเทพบุตรนิรมิตไว้ให้. เทพยดาทั้งหลายต่างอภิบาลบำรุงพระมหาสัตว์เจ้า ด้วยเพศมนุษย์ผู้อภิบาลบำรุงในราชสกุล จนกระทั่งจวบกาลพระมหาสัตว์เจ้ามีพระชนมายุได้ ๑๖ ปี. ฝ่ายมหาชนพากันโบยตีชฎิลโกงจนถึงสิ้นชีวิต. พระมหาสัตว์เจ้า ยังฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่าภิกษุทั้งหลาย แม้ในชาติก่อน พระเทวทัตนี้ ก็พยายามฆ่าเราตถาคตอย่างนี้เหมือนกัน ดังนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ชฎิลโกหกในครั้งนั้นได้มาเป็นพระเทวทัต พระมารดา ได้มาเป็นพระนางสิริมหามายา พระมหารักขิตดาบส ได้มาเป็นพระสารีบุตร ส่วนโสมนัสสกุมาร ได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาโสมนัสสชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๑๖๘–๑๘๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
วิสตินิบาตชาดก ๑๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Ko taṃ hiṃsati heṭheti kiṃ dummano socasi appatīto kassajja mātāpitaro rudantu kvajja setu nihato paṭhabyā.
Tuṭṭhosmi deva tava dassanena cirassaṃ passāmi taṃ bhūmipāla ahiṃsako reṇumanupavissa puttena te heṭhayitosmi deva.
Āyantu dovārikā khaggabandhā kāsāviyā yantu antepurantaṃ hantvāna taṃ somanassaṃ kumāraṃ chetvāna sīsaṃ varamāharantu. Pesitā rājino dūtā kumāraṃ etadabravuṃ issarena vitiṇṇosi vadhaṃ pattosi khattiya. Sa rājaputto paridevayanto dasaṅguliṃ añjaliṃ paggahetvā Ahaṃpi icchāmi janinda daṭṭhuṃ jīvaṃ maṃ netvā 1- paṭidassayetha. Tassa taṃ vacanaṃ sutvā rañño puttaṃ adassayuṃ putto ca pitaraṃ disvā dūratovajjhabhāsatha. Āgacchuṃ dovārikā khaggabandhā kāsāviyā hantuṃ mamaṃ janinda akkhāhi me pucchito etamatthaṃ aparādho konīdha mamajja atthi.
Sāyañca pāto udakaṃ sajāti aggiṃ sadā paricaratappamatto taṃ tādisaṃ saṃyataṃ brahmacāriṃ tasmā tuvaṃ brūsi gahappatīti.
Tālā ca mūlā ca phalā ca deva pariggahā vividhā santimassa te rakkhati gopayatappamatto tasmā ahaṃ brūmi gahappatīti 2- .
Saccaṃ kho etaṃ vadasi kumāra pariggahā vividhā santimassa te rakkhati gopayatappamatto @Footnote: 1 Sī. Yu. jīvaṃ panetvā . 2 Sī. Yu. brāhmaṇo gahapati tena hoti. [1]- Brāhmaṇo gahapati tena hoti.
Suṇantu mayhaṃ parisā samāgatā sanegamā jānapadā ca sabbe bālāyaṃ bālassa vaco nisamma ahetunā ghātayate maṃ janindo.
Daḷhasmi mūle visate virūḷhe dunnikkhayo veḷu pasākhajāto vandāmi pādāni tava janinda anujāna maṃ pabbajissāmi deva.
Bhuñjassu bhoge vipule kumāra sabbañca te issariyaṃ dadāmi ajjeva tvaṃ kurūnaṃ hohi rājā mā pabbaji pabbajjā hi dukkhā.
Kinnūdha deva tavamatthi bhogā pubbevahaṃ devaloke ramissaṃ rūpehi saddehi atho rasehi gandhehi phassehi manoramehi. Bhuttā ca me bhogā tidivasmiṃ deva parivārito accharāsaṃ 2- gaṇena tuvañca bālaṃ paraneyyaṃ viditvā @Footnote: 1 Ma. sa . 2 Ma. parivāritā accharānaṃ. Na tādise rājakule vaseyyaṃ.
Sacāhaṃ bālo paraneyyo asmi ekāparādhaṃ khama putta mayhaṃ punapi ce edisakaṃ bhaveyya yathāmatiṃ somanassa karohi.
Anisamma kataṃ kammaṃ anavatthāya cintitaṃ bhesajjasseva vebhaṅgo vipāko hoti pāpako. Nisamma ca kataṃ kammaṃ sammāvatthāya cintitaṃ bhesajjasseva sampatti vipāko hoti bhadrako. Alaso gihī kāmabhogī na sādhu asaññato pabbajito na sādhu rājā na sādhu anisammakārī yo paṇḍito kodhano taṃ na sādhu. Nisamma khattiyo kayirā nānisamma disampati nisammakārino rāja yaso kitti ca vaḍḍhati. Nisamma daṇḍaṃ paṇayeyya issaro vegā kataṃ tappati bhūmipāla sammāpaṇidhī ca narassa atthā anānutappā te bhavanti pacchā. Anānutappāni hi ye karonti Vibhajja kammāyatanāni loke viññūpasatthāni sukhudrayāni bhavanti buddhānumatāni 1- tāni. Āgacchuṃ dovārikā khaggabandhā kāsāviyā hantuṃ 2- mamaṃ janinda mātu ca aṅkasmimahaṃ nisinno ākaḍḍhito sahasā tehi deva. Kaṭukaṃ hi sambādhaṃ sukicchaṃ patto madhuraṃ piyaṃ 3- jīvitaṃ laddhaṃ rāja kicchenāhaṃ ajja vadhāya mutto pabbajjamevābhimanohamasmi.
Putto tavāyaṃ taruṇo sudhamme anukampako somanasso kumāro taṃ yācamāno na labhāmi svajja 4- arahasi naṃ yācitave tuvampi.
Ramassu bhikkhācariyāya putta nisamma dhammesu paribbajassu sabbesu bhūtesu nidhāya daṇḍaṃ anindito brahmamupehi ṭhānaṃ. Acchariyarūpaṃ 5- vata yādisañca @Footnote: 1 Sī. Yu. vaddhānumatāni . 2 Ma. hantu . 3 Ma. madhurampi yaṃ . 4 Sī. Yu. sajuja. @ 5 Ma. accherarūpaṃ. Dukkhitaṃ maṃ dukkhāpayase sudhamme yācassu puttaṃ iti vuccamānā bhiyyova ussāhayase kumāraṃ.
Ye vippamuttā anavajjabhojino parinibbutā lokamimaṃ caranti tamariyamaggaṃ paṭipajjamānaṃ na ussahe vārayituṃ kumāraṃ.
Addhā have sevitabbā sapaññā bahussutā ye bahuṭhānacintino yesāyaṃ sutvāna subhāsitāni appossukkā vītasokā sudhammāti. Somanassajātakaṃ navamaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๑๖๔
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗