จัมเปยยชาดก
ว่าด้วยบำเพ็ญตบะเพื่อต้องการเกิดเป็นมนุษย์
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๑๘๐ · บรรทัด ๘๗๐๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๓
เรื่องเล่า
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺเถนมฺหิ ความว่า หม่อมฉันอาศัยเหตุอย่างหนึ่ง จึงได้มาในพระนครนี้. บทว่า กุปิตินฺทฺริยา ได้แก่ เป็นผู้มีอินทรีย์เศร้าหมอง. บทว่า วาริคณา ได้แก่ หยาดน้ำตา. บทว่า อุรโคติจาหุ ความว่า ก็มหาชนเรียกขานสัตว์ใดว่า อุรคชาติ. บทว่า ตมคฺคหี ปุริโส ความว่า บุรุษผู้นี้จับพระยานาคนั้นมา เพื่อต้องการเลี้ยงชีวิต. บทว่า วนิพฺพกสฺส ความว่า พระราชาตรัสถามว่า นาคราชนี้เป็นผู้มีอานุภาพมากอย่างไรเล่า จึงตกมาอยู่ในเงื้อมมือของบุรุษวณิพกนี้ได้.
บทว่า ธมฺมญฺจ ความว่า นางสุมนาเทวีกราบทูลว่า นาคราชภัสดาของหม่อมฉันนี้ ทำความเคารพพระธรรมคือเบญจศีล และพระธรรมคือการอยู่รักษาอุโบสถ เพราะฉะนั้น แม้ถูกบุรุษนี้จับมา ถึงแม้พระยานาคจะคิดว่า หากเราจะพ่นลมหายใจลงเบื้องบนบุรุษนี้ไซร้ เขาก็จักแหลกละเอียดไปเหมือนกองเถ้า เมื่อเป็นเช่นนั้น ศีลของเราก็จักแตกทำลาย เพราะกลัวศีลจะแตกทำลาย จึงสู้อุตส่าห์บากบั่นอดกลั้นความทุกข์นั้นไว้ ตั้งใจทำตบะคือกระทำความเพียรอย่างเดียวเท่านั้น.
พระราชาตรัสถามต่อไปอีกว่า ไฉนนาคราชจึงยอมให้บุรุษนี้จับมาได้เล่า ลำดับนั้น นางสุมนาเทวีเมื่อจะกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ จึงกล่าวคาถาความว่า
ข้าแต่องค์ราชันย์ นาคราชนี้ มีปกติรักษา จาตุททสีอุโบสถ และปัณณรสีอุโบสถ นอนอยู่ใกล้ ทางสี่แพร่ง บุรุษหมองูจับนาคราชนั้นมาด้วยต้องการ หาเลี้ยงชีพ นาคราชนี้เป็นสามีของหม่อมฉัน ขอ พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดปล่อยนาคราชนั้นจาก ที่คุมขังเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุปฺปเถ ความว่า นาคราชนี้ตั้งจิตปรารถนาอธิษฐานธรรมอันประกอบด้วยองค์ ๔ ณ ที่จอมปลวกแห่งหนึ่งในสถานที่ใกล้ทางสี่แพร่ง. บทว่า ตํ พนฺธนา ความว่า ขอพระองค์โปรดพระราชทานทรัพย์แก่หมองูนี้ แล้วปลดปล่อยนาคราชผู้ตั้งอยู่ในธรรม มีคุณความดีอย่างนี้นั้น จากที่คุมขังคือกระโปรงเสียเถิด พระเจ้าข้า.
ก็แลครั้นนางนาคกัญญาสุมนาเทวีทูลอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทูลอ้อนวอนพระราชาซ้ำอีก ได้กล่าวคาถาสองคาถา ความว่า
สนมนารีถึงหมื่นหกพันนาง ล้วนสวมใส่กุณฑล แก้วมณี บันดาลห้วงวารีทำเป็นห้องไสยาสน์ แม้ สนมนารีเหล่านั้น ก็ยึดถือนาคราชนั้นเป็นที่พึ่ง. ขอพระองค์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดปล่อย นาคราชนั้นโดยธรรม ปราศจากกรรมอันสาหัส ด้วย บ้านส่วยร้อยบ้าน ทองร้อยแท่ง และโคร้อยตัว ขอ นาคราชผู้แสวงบุญ จงเหยียดกายได้ตรงเที่ยวไป จง พ้นจากที่คุมขังเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ ความว่า นางสุมนาเทวีแสดงความว่า ขอพระองค์อย่าทรงสำคัญว่า นาคราชนี้จะเป็นผู้ขัดสนยากจน เพราะสนมนารีทั้งหลายของนาคราชนี้ ล้วนประดับตกแต่งด้วยสรรพาลังการ ยังมีประมาณเท่านี้ สมบัติที่เหลือยากที่จะนับหาประมาณมิได้. บทว่า วาริเคเห สยา ความว่า ทรงบันดาลห้วงวารีทำเป็นห้องไสยาสน์บรรทมอยู่ ณ ห้วงวารีนั้น. บทว่า โอสฏฺกาโย ความว่า จงเป็นผู้มีกายเป็นอิสระ. บทว่า จราตุ แปลว่า จงเที่ยวไป.
ลำดับนั้น พระราชาได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถา ความว่า
เราจะปล่อยนาคราชนี้ไปโดยธรรม ปราศจาก กรรมอันสาหัส ด้วยบ้านส่วยร้อยบ้าน ทองคำร้อยแท่ง โคร้อยตัว นาคราชผู้ต้องการบุญ จงเหยียดกายตรง เที่ยวไป จงพ้นจากที่คุมขัง. ดูก่อนลุททกพราหมณ์ เราจะให้ทอง ๑๐๐ แท่ง กุณฑลแก้วมณีราคามาก บัลลังก์สี่เหลี่ยม สีดังดอกผักตบ ภรรยารูปงามสองคน และโคอุสุภะ ๑๐๐ ตัว แก่ท่าน ขอนาคราชผู้ต้องการบุญ จงเหยียดกายตรง เที่ยวไป จงพ้นจากที่คุมขังเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลุทฺท ความว่า เพื่อจะปลดปล่อยพระยานาคราช พระราชาจึงตรัสเรียกพราหมณ์หมองูมา เมื่อจะแสดงไทยธรรมที่จะพึงพระราชทานแก่เขา จึงตรัสอย่างนี้ ส่วนพระคาถาก็มีอรรถาธิบายดังกล่าวแล้วในหนหลังนั้นแล.
ลำดับนั้น ลุททกพราหมณ์กราบทูลพระราชาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน แม้จะมิทรง พระราชทานสิ่งไรเลย เพียงแต่ตรัสสั่งให้ปล่อยเท่านั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จะปล่อยนาคราชนั้นจากที่คุมขังทันที ขอนาคราชผู้ต้องการบุญจงเหยียดกายตรงเที่ยวไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตว วจนํ ความว่า ขอเดชะ ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ถึงแม้พระองค์จะมิได้ทรงพระราชทานสิ่งใดเลย เพียงแต่พระองค์ตรัสสั่งให้ปล่อยเท่านั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จักเคารพ รับเหนือเกล้า. บทว่า มุญฺเจมิ นํ ความว่า พราหมณ์หมองูกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าจักปล่อยพระยานาคนี้ทันที.
ก็แลครั้นลุททกพราหมณ์กราบทูลอย่างนี้แล้ว ก็นำพระมหาสัตว์ออกจากกระโปรง. นาคราชออกมาแล้ว เลื้อยเข้าไประหว่างกองดอกไม้ ละอัตภาพนั้นเสียแล้ว กลายเพศเป็นมาณพน้อย ตบแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับอันงดงาม คล้ายกับชำแรกดินออกมายืนอยู่ฉะนั้น. นางสุมนาเทวีลอยลงมาจากอากาศ ยืนเคียงข้างพระภัสดาของตน. นาคราชได้ยืนประคองอัญชลี นอบน้อมพระราชาอยู่.
พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถา๒ คาถา ความว่า
จัมเปยยนาคราช หลุดพ้นจากที่คุมขังแล้ว จึง กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระเจ้ากาสิกราช ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์ ข้าแต่พระองค์ ผู้ทรงผดุงกาสิกรัฐให้รุ่งเรือง ข้าพระพุทธเจ้าขอถวาย บังคมพระองค์ ข้าพระพุทธเจ้าขอประคองอัญชลี แด่ พระองค์ ขอเชิญเสด็จทอดพระเนตรนิเวศน์ ของ ข้าพระพุทธเจ้าเถิด พระเจ้าข้า. (พระราชาตรัสตอบว่า) ดูก่อนนาคราช แท้จริง คนทั้งหลายเขากล่าวถึงเหตุที่มนุษย์จะพึงคุ้นเคยกับ อมนุษย์ว่า พึงคุ้นเคยกันได้ยาก ถ้าท่านขอร้องเราถึง เรื่องนั้น เราก็อยากจะไปดูนิเวศน์ของท่าน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสฺเสยฺยํ เม นิเวสนํ ความว่าจัมเปยยนาคราชทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมนรชน จัมเปยยนาคพิภพอันเป็นนิเวศน์ของข้าพระพุทธเจ้าเป็นรมณียสถาน ควรที่จะดูจะเห็น ข้าพระพุทธเจ้าประสงค์จะแสดงพิภพนั้น เพื่อทรงทอดพระเนตร ขอเชิญพระองค์พร้อมทั้งพลพาหนะ เสด็จไปทอดพระเนตรเถิด. บทว่า ทุพฺพิสฺสาสํ ความว่าเป็นของคุ้นเคยได้โดยยาก. บทว่า สเจ จ ความว่า พระราชาตรัสตอบว่าถ้าหากเธอจะอ้อนวอนเธอเชิญเรา เราก็อยากจะเห็นนิเวศน์ของเธอ ก็แต่เรายังไม่วางใจเชื่อเธอได้
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะทำสัตย์สาบาน เพื่อให้พระราชาทรงเชื่อถือ ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถา ความว่า
ข้าแต่พระราชา แม้ถึงว่า ลมจะพึงพัดภูเขา ไปได้ก็ดี พระจันทร์และพระอาทิตย์ จะพึงเผาผลาญ แผ่นดินก็ดี แม่น้ำทุกสายพึงไหลทวนกระแสก็ดี ถึง กระนั้น ข้าพระพุทธเจ้า ก็จะไม่กล่าวคำเท็จเลย. ข้าแต่พระราชา ท้องฟ้าจะทำลายไป ทะเลจะ เหือดแห้งไป มหาปฐพีมีนามว่า ภูตธราและพสุนธรา จะพึงม้วนได้ เมรุบรรพตอันหนาแน่นด้วยศิลา จะ พึงถอนไปทั้งราก ถึงกระนั้น ข้าพระพุทธเจ้า ก็จะ ไม่กล่าวคำเท็จเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สํวตฺเตยฺย ภูตธรา พสุนฺธรา ความว่ามหาปฐพีอันถึงการนับว่า ภูตธรา ก็ดี วสุนธรา ก็ดีนี้ จะพึงม้วนได้ดังเสื่อลำแพน. บทว่า สมูลมุพฺพเห ความว่า มหาสิเนรุบรรพตจะพึงถอนรากปลิวไปในอากาศได้ ดังใบไม้แห้งอย่างนี้.
เมื่อพระมหาสัตว์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระราชาก็มิได้ทรงเชื่อ จึงตรัสพระคาถานั้นแหละซ้ำอีกว่า
ดูก่อนนาคราช แท้จริง คนทั้งหลายเขากล่าวถึง เหตุที่มนุษย์จะพึงคุ้นเคยกับอมนุษย์ว่า พึงคุ้นเคยกัน ได้ยาก ก็ถ้าเธอขอร้องเราถึงเรื่องนั้น เราก็อยากไปดู นิเวศน์ของเธอ ดังนี้.
เมื่อจะประกาศกำชับว่า เธอควรจะรู้จักคุณที่เราทำแล้วแก่เธอ ส่วนตัวเราเอง ย่อมรู้สิ่งที่ควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อได้ดังนี้ จึงตรัสพระคาถานอกนี้ความว่า
เธอเป็นผู้มีพิษร้ายแรงยิ่ง มีเดชมาก ทั้งโกรธง่าย เธอหลุดพ้นจากที่คุมขังไปได้ ก็เพราะเหตุที่เราช่วย เหลือ เธอควรจะรู้บุญคุณที่เราทำไว้แก่เธอ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุฬารา แปลว่า ร้ายแรงอย่างยิ่ง. บทว่าชานิตเว แปลว่า ควรจะรู้.
พระมหาสัตว์ เมื่อจะทำสัตย์สาบาน เพื่อให้พระราชาทรงเชื่อต่อไปจึงกล่าวคาถา ความว่า
ข้าพระพุทธเจ้าถูกคุมขังอยู่ในกระโปรงเกือบจะ ถึงความตาย จักไม่รู้จักอุปการคุณที่พระองค์ทรงกระทำแล้วเช่นนั้น ก็ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าจงหมกไหม้อยู่ ในนรก อันแสนร้ายกาจ อย่าได้รับความสำราญกาย สักหน่อยหนึ่งเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปจฺจตํ แปลว่า จงหมกไหม้. บทว่า กมฺมกตํ ความว่า นาคราชกราบทูลว่า หากข้าพระพุทธเจ้าไม่รู้จักอุปการคุณที่บุคคลทำแล้ว เช่นพระองค์อย่างนี้ ขอข้าพระพุทธเจ้า จงมีอันเป็นเห็นปานนี้เถิด.
ลำดับนั้น พระราชาทรงเชื่อถ้อยคำของพระมหาสัตว์ เมื่อจะทรงชมเชยจึงตรัสพระคาถา ความว่า
คำปฏิญาณของเธอนั้น จงเป็นคำสัตย์จริง เธอ อย่าได้มีความโกรธ อย่าผูกโกรธไว้ อนึ่ง ขอสุบรรณ ทั้งหลายจงละเว้นนาคสกุลของท่านทั้งมวล เหมือน ผู้เว้นไฟในฤดูร้อนฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตวเมส โหตุ ความว่า สัจจปฏิญาณของเธอนั้น จงเป็นวาจาสัตย์เที่ยงตรงเถิด. บทว่า คิมฺหาสุ วิวชฺชยนฺตุ ความว่า มนุษย์ทั้งหลายเมื่อไม่ปรารถนาความร้อนในฤดูคิมหันต์ ย่อมเว้นห่างกองไฟอันลุกโพลงอยู่ฉันใด ขอสุบรรณทั้งหลาย จงเว้นว่างหลีกห่างไปเสียให้ไกลฉันนั้น.
แม้พระมหาสัตว์เจ้า เมื่อจะชมเชยพระราชา จึงกล่าวคาถานอกนี้ความว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน พระองค์ ทรงเอ็นดูนาคสกุล เหมือนมารดาผู้เอ็นดูบุตรคนเดียว ผู้เป็นสุดที่รักฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้ากับ นาคสกุลจะขอ กระทำเวยยาวฏิกกรรม อย่างโอฬารแด่พระองค์. พระราชาทรงสดับคำของนาคราชแล้ว มีพระประสงค์จะเสด็จไป นาคพิภพ เมื่อจะตรัสสั่งให้ทำการตระเตรียมพลเสนาที่จะเสด็จไป จึง ตรัสพระคาถา ความว่า เจ้าพนักงานรถ จงตระเตรียมราชรถอันงามวิจิตร จงเทียมอัสดรอันเกิดในกัมโพชกรัฐ ซึ่งฝึกหัดอย่างดี แล้ว และเจ้าพนักงานช้างจงผูกช้างตัวประเสริฐทั้งหลาย ให้งามไปด้วยสุวรรณหัตถากรณ์ เราจะไปดู นิเวศน์แห่งท้าวนาคราช.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺโพชเก อสฺสตเร สุทนฺเต ความว่า จงเทียมอัศวพาชี อันเกิดในกัมโพชกรัฐ ที่ได้รับการฝึกหัดอย่างดี.
คาถานอกนี้ต่อไป เป็นพระคาถาอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในกาลเมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้ว ความว่า
พนักงานเภรี ตะโพน บัณเฑาะว์ และแตรสังข์ ของพระเจ้าอุคคเสนราช มาพร้อมหน้ากัน พระราชา ทรงแวดล้อมด้วยสนมนารี เสด็จไปในท่ามกลางหมู่ สนมนารีงามสง่ายิ่งนัก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุ โสภมาโน ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเจ้าพาราณสี แวดล้อมด้วยเหล่าสนมนารีหมื่นหกพันนาง เป็นบริวาร เสด็จไปสู่นาคพิภพ แต่พระนครพาราณสีท่ามกลางหมู่สนมนารีนั้นเสด็จดำเนินไปงดงามยิ่งนัก.
ในกาลเมื่อพระเจ้าพาราณสี เสด็จออกจากพระนครไป พระมหาสัตว์เจ้า ทรงบันดาลนาคพิภพให้ปรากฏมีกำแพงแก้ว ๗ ประการ และประตูป้อมคู หอรบ แล้วนิรมิตบรรดาที่จะเสด็จไปยังนาคพิภพ ให้ประดับตกแต่งด้วยเครื่องประดับงดงาม ด้วยอานุภาพของตน. พระราชาพร้อมด้วยราชบริพารเสด็จเข้าไปยังนาคพิภพโดยมรรคานั้น ได้ทอดพระเนตรเห็นภูมิภาคและปราสาทราชวัง น่ารื่นเริง บันเทิงพระทัย.
พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเจ้ากรุงกาสีวัฒนราช ได้ทอดพระเนตรเห็น ภูมิภาคอันงาม วิจิตรลาดแล้วด้วยทรายทอง ทั้งสุวรรณ ปราสาทก็ปูลาดไปด้วยแผ่นกระดานแก้วไพฑูรย์ พระองค์เสด็จเข้าไปสู่นิเวศน์ ของจัมเปยยนาคราชมีรัศมี โอภาสดังแสงอาทิตย์แรกอุทัย รุ่งเรืองไปด้วยรัศมี ประหนึ่งสายฟ้าในกลุ่มเมฆ. พระเจ้ากาสิกราช ทรงทอดพระเนตรจนทั่ว นิเวศน์ ของจัมเปยยนาคราช อันดารดาษไปด้วย พฤกษชาตินานาชนิด หอมฟุ้งขจรไป ด้วยทิพยสุคนธ์ อบอวลล้วนวิเศษ. เมื่อพระเจ้ากาสิกราช เสด็จเข้าไปในนิเวศน์ของ ท้าวจัมเปยยนาคราช เหล่าทิพยดนตรี ก็ประโคมขับ บรรเลง ทั้งนางนาคกัญญาทั้งหลายก็ฟ้อนรำ ขับร้อง. พระเจ้ากาสิกราช เสด็จขึ้นนิเวศน์ ซึ่งมีหมู่ นางนาคกัญญาตามเสด็จ ทรงพอพระทัย ประทับนั่ง ณ พระสุวรรณแท่นทอง อันมีพนักไล้ทาด้วยแก่นจันทน์ทิพย์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุวณฺณจิตฺตกํ ความว่า ลาดแล้วด้วยทรายทอง. บทว่า พฺยมฺหํ ความว่า สู่นาคพิภพอันประดับตกแต่งแล้ว. บทว่า จมฺเปยฺยสฺส ความว่า เสด็จไปยังนาคพิภพอันประดับแล้ว ทรงพระราชดำเนินเข้าสู่นิเวศน์ ของจัมเปยยนาคราช. บทว่า กํสวิชฺชูปภสฺสรํ ความว่า รุ่งเรืองไปด้วยรัศมีประหนึ่งสายฟ้าในกลุ่มเมฆ. บทว่า นานาคนฺธสมีริตํ ความว่า หอมฟุ้งขจรไปด้วยทิพยสุคนธ์มีอย่างต่าง ๆ. บทว่า จริตํ คเณน ความว่า สู่นิเวศน์นั้นอันนางนาคกัญญา ตามเสด็จไปพร้อมหน้า. บทว่า จนฺทนสารลิตฺเต ความว่า ไล้ทาแล้วด้วยแก่นจันทน์อันเป็นทิพย์.
เมื่อพระเจ้ากาสิกราช ประทับนั่งบนบัลลังก์แล้ว พนักงานชาวเครื่องวิเศษ ก็เชิญเครื่องทิพย์อันสมบูรณ์ด้วยรสโอชานานาประการ น้อมเข้าไปถวาย และเชิญไปเลี้ยงดู เหล่าสนมนารีหมื่นหกพันนาง พร้อมทั้งราชบริษัทที่เหลือ. พระเจ้าพาราณสี พร้อมด้วยราชบริษัท ทรงเสวยข้าวน้ำอันเป็นทิพย์เป็นต้น เพลิดเพลินเจริญใจด้วยทิพยกามคุณ และประทับ ณ สุขไสยาสน์ประมาณได้เจ็ดวัน ทรงสรรเสริญอิสริยยศของพระมหาสัตว์ แล้วตรัสถามว่าดูก่อนท่านนาคราช ก็เพราะเหตุไรหรือ ท่านจึงละสมบัติเห็นปานนี้ ไปนอนอยู่รักษาอุโบสถศีล ณ จอมปลวกในมนุษยโลก ฝ่ายพระมหาสัตว์เจ้าก็ทูลเล่าถวายให้ทรงทราบ.
พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๑๙๕–๒๑๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
วิสตินิบาตชาดก ๒๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
กา นุ วิชฺชุริวาภาสิ โอสธี วิย ตารกา เทวตา นุสิ คนฺธพฺพี น ตํ มญฺญามิ มานุสี ๑ ฯ
นมฺหิ เทวี น คนฺธพฺพี น มหาราช มานุสี นาคกญฺญาสฺมิ ภทฺทนฺเต อตฺเถนมฺหิ อิธาคตา ฯ
วิพฺภนฺตจิตฺตา กุปิตินฺทฺริยาสิ เนตฺเตหิ เต วาริคณา สวนฺติ #๑ ม. มานุสึ ฯ กินฺเต นฏฺฐํ กึ ปน ปตฺถยานา อิธาคตา นาริ ตทิงฺฆ พฺรูหิ ฯ
ยมุคฺคเตโช อุรโคติ จาหุ นาโคติ นํ อาหุ ชโน ๑ ชนินฺท ตมคฺคหี ปุริโส ชีวิกตฺโถ ตํ พนฺธนา มุญฺจ ปตี มเมโส ฯ
กถนฺวยํ พลวิริยูปปนฺโน หตฺถตฺถมาคจฺฉิ วนิพฺพกสฺส อกฺขาหิ เม นาคกญฺเญ ตมตฺถํ กตํ วิชาเนมุ คหีตนาคํ ฯ
นครํปิ นาโค ภสฺมํ กเรยฺย ตถาหิ โส พลวิริยูปปนฺโน ธมฺมญฺจ นาโค อปจายมาโน ตสฺมา ปรกฺกมฺม ตโป กโรติ ฯ
จาตุทฺทสึ ปณฺณรสึ ๒ จ ราช จตุปฺปเถ สมฺมติ นาคราชา ตมคฺคหี ปุริโส ชีวิกตฺโถ ตํ พนฺธนา มุญฺจ ปตี มเมโส ฯ
โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ อามุตฺตมณิกุณฺฑลา วาริเคหสยา นารี ตาปิ ตํ สรณํ คตา ฯ #๑ ม. ชนา ฯ ๒ ม. ปญฺจทสึ ฯ ธมฺเมน โมเจหิ อสาหเสน คาเมน นิกฺเขน ควํ สเตน โอสฺสฏฺฐกาโย อุรโค จราตุ ปุญฺญตฺถิโก มุญฺจตุ พนฺธนสฺมา ฯ
ธมฺเมน โมเจมิ อสาหเสน คาเมน นิกฺเขน ควํ สเตน โอสฺสฏฺฐกาโย อุรโค จราตุ ปุญฺญตฺถิโก มุญฺจตุ พนฺธนสฺมา ฯ ทมฺมิ นิกฺขสตํ ลุทฺท ถูลญฺจ มณิกุณฺฑลํ จตุรสฺสญฺจ ปลฺลงฺกํ อุมฺมารปุปฺผสนฺนิภํ ฯ เทฺว จ สาทิสิโย ภริยา อุสภญฺจ ควํ สตํ โอสฺสฏฺฐกาโย อุรโค จราตุ ปุญฺญตฺถิโก มุญฺจตุ พนฺธนสฺมา ฯ
วินาปิ ทานา ตว วจนํ ชนินฺท มุญฺเจมุ นํ อุรคํ พนฺธนสฺมา โอสฺสฏฺฐกาโย อุรโค จราตุ ปุญฺญตฺถิโก มุญฺจตุ พนฺธนสฺมา ฯ
มุตฺโต จมฺเปยฺยโก นาโค ราชานํ เอตทพฺรวิ นโม เต กาสิราชตฺถุ นโม เต กาสิวฑฺฒน อญฺชลึ เต ปคฺคณฺหามิ ปสฺเสยฺยํ เม นิเวสนํ ฯ
อทฺธา หิ ทุพฺพิสฺสสเมตมาหุ ยํ มานุโส วิสฺสเส อมานุสมฺหิ สเจ จ มํ ยาจสิ เอตมตฺถํ ทกฺเขมุ เต นาค นิเวสนานิ ฯ
สเจปิ วาโต คิริมาวเหยฺย จนฺโท จ สุริโย จ ฉมา ปเตยฺยุํ สพฺพา จ นชฺโช ปฏิโสตํ วเชยฺยุํ น เตฺววหํ ราช มุสา ภเณยฺยํ ฯ นภํ ผเลยฺย อุทธิ วิสุสฺเส ๑ สํวตฺเตยฺย ภูตธรา วสุนฺธรา สิลุจฺจโย เมรุ สมูลมุพฺพเห น เตฺววหํ ราช มุสา ภเณยฺยํ ฯ
อทฺธา หิ ทุพฺพิสฺสสเมตมาหุ ยํ มานุโส วิสฺสเส อมานุสมฺหิ สเจ จ มํ ยาจสิ เอตมตฺถํ ทกฺเขมุ เต นาค นิเวสนานิ ฯ
ตุเมฺห โขตฺถ โฆรวิสา อุฬารา มหาเตชา ขิปฺปโกปี จ โหถ มม การณา พนฺธนสฺมา ปมุตฺโต อรหสิ โน ชานิตเว ๒ กตานิ ฯ #๑ ม. อุทธีปิ สุสฺเส ฯ ๒ สี. ชานิตาเย ฯ ม. ชานิตุเย ฯ ยุ. ชานิตเย ฯ
โส ปจฺจตํ นิรเย โฆรรูเป มา กายิกํ สาตมลตฺถ กิญฺจิ เปฬาย พนฺโธ มรณํ อุเปตุ โย ตาทิสํ กมฺมกตํ น ชาเน ฯ
สจฺจปฺปฏิญฺญา ตวเมส โหตุ อกฺโกธโน โหหิ อนูปนาหี สพฺพญฺจ เต นาคกุลํ สุปณฺณา อคฺคึว คิมฺหาสุ ๑ วิวชฺชยนฺตุ ฯ
อนุกมฺปสิ นาคกุลํ ชนินฺท มาตา ยถา สุปฺปิยเมกปุตฺตํ อหญฺจ เต นาคกุเลน สทฺธึ กาหามิ เวยฺยาวฏิกํ อุฬารํ ฯ
โยเชนฺตุ เว ราชรเถ สุจิตฺเต กมฺโพชเก อสฺสตเร สุทนฺเต นาเค จ โยเชนฺตุ สุวณฺณกปฺปเน ทกฺเขมุ นาคสฺส นิเวสนานิ ฯ
เภรี มุทิงฺคา ปณวา จ สงฺขา อาวชฺชยึสุ อุคฺคเสนรญฺโญ ปายาสิ ราชา พหุ โสภมาโน ปุรกฺขโต นาริคณสฺส มชฺเฌ ฯ #๑ ม. คิเมฺหสุ ฯ
สุวณฺณจิตฺตกํ ภูมึ อทฺทกฺขิ กาสิวฑฺฒโน โสวณฺณมเย จ ปาสาเท เวฬุริยผลกตฺถเต ฯ ส ราชา ปาวิสิ พฺยมฺหํ จมฺเปยฺยสฺส นิเวสนํ อาทิจฺจวณฺณสนฺนิภํ กํสวิชฺชุปภสฺสรํ ฯ นานารุกฺเขหิ สญฺฉนฺนํ นานาคนฺธสมีริตํ โส ปาเวกฺขิ กาสิราชา จมฺเปยฺยสฺส นิเวสนํ ฯ ปวิฏฺฐสฺมึ กาสิรญฺเญ จมฺเปยฺยสฺส นิเวสเน ทิพฺพา ตุริยา ปวชฺชึสุ นาคกญฺญา จ นจฺจิสุํ ๑ ฯ ตํ นาคกญฺญา จริตํ คเณน อนฺวารุหิ กาสิราชา ปสนฺโน นิสีทิ โสวณฺณมยมฺหิ ปีเฐ สาปสฺสเย จนฺทนสารลิตฺเต ฯ
โส ตตฺถ ภุตฺวา จ อโถ รมิตฺวา จมฺเปยฺยกํ กาสิราชา อโวจ วิมานเสฏฺฐานิ อิมานิ ตุยฺหํ อาทิจฺจวณฺณานิ ปภสฺสรานิ เนตาทิสํ อตฺถิ มนุสฺสโลเก กิมตฺถิยํ ๒ นาค ตโป กโรสิ ฯ ตา กมฺพุกายูรธรา สุวตฺถา วฏฺฏงฺคุลี ตมฺพตลูปปนฺนา #๑ สี. ยุ. นจฺจยุํ ฯ ๒ ม. กึ ปตฺถยํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ปคฺคยฺห ปาเยนฺติ อโนมวณฺณา เนตาทิสํ อตฺถิ มนุสฺสโลเก กิมตฺถิยํ นาค ตโป กโรสิ ฯ นชฺโช จ เตมา ปุถุโลมมจฺฉา อาทาสกุนฺตาภิรุทา สุติตฺถา เนตาทิสํ อตฺถิ มนุสฺสโลเก กิมตฺถิยํ นาค ตโป กโรสิ ฯ โกญฺจา มยูรา ทิวิยา จ หํสา วคฺคุสฺสรา โกกิลา สมฺปตนฺติ เนตาทิสํ อตฺถิ มนุสฺสโลเก กิมตฺถิยํ นาค ตโป กโรสิ ฯ อมฺพา จ สาลา ติลกา จ ชมฺพุโย อุทฺทาลกา ปาฏลิโย จ ผุลฺลา เนตาทิสํ อตฺถิ มนุสฺสโลเก กิมตฺถิยํ นาค ตโป กโรสิ ฯ อิมา จ เต โปกฺขรญฺญา สมนฺตโต ทิพฺยา จ คนฺธา สตตํ สมฺปวายนฺติ เนตาทิสํ อตฺถิ มนุสฺสโลเก กิมตฺถิยํ นาค ตโป กโรสิ ฯ
น ปุตฺตเหตุ น ธนสฺส เหตุ น อายุโน จาปิ ชนินฺท เหตุ มนุสฺสโยนึ อภิปตฺถยาโน ตสฺมา ปรกฺกมฺม ตโป กโรมิ ฯ
ตฺวํ โลหิตกฺโข วิหตนฺตรํโส อลงฺกโต กปฺปิตเกสมสฺสุ สุโรสิโต โลหิตจนฺทเนน คนฺธพฺพราชาว ทิสา ปภาสสิ ฯ เทวิทฺธิปตฺโตสิ มหานุภาโว สพฺเพหิ กาเมหิ สมงฺคิภูโต ปุจฺฉามิ ตํ นาคราเชตมตฺถํ เสยฺโย อิโต เกน มนุสฺสโลโก ฯ
ชนินฺท นาญฺญตฺร มนุสฺสโลกา สุทฺธี ว สํวิชฺชติ สํยโม วา อหญฺจ ลทฺธาน มนุสฺสโยนึ กามามิ ชาติมรณสฺส อนฺตํ ฯ
อทฺธา หเว เสวิตพฺพา สปญฺญา พหุสฺสุตา เย พหุฐานจินฺติโน นาริโย จ ทิสฺวาน ตุวญฺจ นาค กาหามิ ปุญฺญานิ อนปฺปกานิ ฯ
อทฺธา หเว เสวิตพฺพา สปญฺญา พหุสฺสุตา เย พหุฐานจินฺติโน นาริโย จ ทิสฺวาน มมญฺจ ราช กโรหิ ปุญฺญานิ อนปฺปกานิ ฯ
อิทญฺจ เม ชาตรูปํ ปหูตํ ราสิ สุวณฺณสฺส จ ตาลมตฺตา อิโต ๑ หริตฺวา โสวณฺณฆรานิ การย รูปิยสฺส จ ปาการํ กโรนฺตุ ๑ ฯ มุตฺตานญฺจ วาหสหสฺสานิ ปญฺจ เวฬุริยมิสฺสานิ อิโต หริตฺวา อนฺเตปุเร ภูมิยํ สนฺถรนฺตุ นิกฺกทฺทมา เหหิติ นีรชา จ ฯ เอตาทิสํ อาวส ราชเสฏฺฐ วิมานเสฏฺฐํ พหุ โสภมานํ พาราณสึ นครํ อิทฺธํ ผีตํ รชฺชญฺจ กาเรหิ อโนมปญฺญาติ ฯ จมฺเปยฺยชาตกํ ทสมํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๑๘๐
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗