หัตถิปาลชาดก
ว่าด้วยกาลเวลาไม่คอยใคร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๒๔๕ · บรรทัด ๘๙๘๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๔ จาก ๔
เรื่องเล่า
หัตถิปาลกุมาร เข้าไปสู่อาศรมที่ท้าวสักกะประทาน โดยทางจรไปเฉพาะตนผู้เดียวก่อน เห็นอักษรที่จารึกไว้แล้วดำริว่า ท้าวสักกเทวราชคงจักทรงทราบความที่เราออกสู่มหาภิเนษกรมณ์ ดังนี้แล้ว จึงเปิดประตูเข้าไปยังบรรณศาลา บรรพชาเป็นฤาษีแล้วออกสู่ที่จงกรม เดินจงกรมไปมาอยู่สองสามวาระแล้ว ยังหมู่ชนที่เหลือให้บรรพชา ตรวจตราดูอาศรมทั่วไป ให้บรรณศาลาแก่สตรีแม่ลูกอ่อนอยู่ในท่ามกลาง. ถัดจากนั้นมาให้แก่สตรีชราถัดออกมาให้แก่สตรีที่มีวัยปานกลาง ส่วนชั้นนอกสุด ให้บุรุษทั้งหลายอยู่รายรอบ. ครั้งนั้นมีพระราชาองค์หนึ่งทรงทราบว่า ในพระนครพาราณสีไม่มีพระราชาประทับอยู่ จึงเสด็จมาตรวจดูพระนคร อันประดับประดาตกแต่งไว้ดีแล้ว เสด็จขึ้นสู่พระราชนิเวศน์ ทอดพระเนตรเห็นกองรัตนะในที่นั้น ๆทรงดำริว่า จำเดิมแต่เวลาที่พระเจ้ากรุงพาราณสี ทรงสละพระนครเห็นปานนี้ออกทรงผนวช ชะรอยบรรพชาเพศนี้ จักเป็นของมีคุณค่าโอฬารยิ่ง แล้วตรัสถามหนทางกะพวกนักเลงสุรา เสด็จไปยังสำนักของหัตถิปาลดาบส. หัตถิปาลดาบสทราบว่า พระราชาพระองค์นั้นเสด็จมาถึงแนวป่า จึงเดินสวนทางไปรับเสด็จ นั่งในอากาศแสดงธรรมแก่บริษัท แล้วนำไปสู่อาศรมบท ให้บริษัททั้งหมดบรรพชา. พระราชาแม้เหล่าอื่นทรงออกบรรพชา โดยอุบายนี้ถึง ๖พระองค์. รวมพระราชาสละโภคัยมไหศวริยสมบัติ ออกบรรพชาเป็น ๗พระองค์. อาศรมมีปริมณฑล ๓๖ โยชน์ เต็มบริบูรณ์หาที่ว่างมิได้. ดาบสองค์ใดตรึกวิตกอย่างใดอย่างหนึ่งมีกามวิตกเป็นต้น หัตถิปาลดาบสผู้มหาบุรุษก็แสดงธรรมแก่ดาบสนั้น บอกให้เจริญพรหมวิหารภาวนาบ้าง กสิณภาวนาบ้าง. ดาบสเหล่านั้นยังฌานและอภิญญาให้เกิดแล้วโดยมาก ในสามส่วนไปบังเกิดในพรหมโลกสองส่วน. แบ่งส่วนที่ ๓ ออกเป็น ๓ ประเภท ส่วนหนึ่งบังเกิดในพรหมโลก ส่วนหนึ่ง บังเกิดในฉกามาพจรสวรรค์ ส่วนหนึ่งทำการบำรุงบำเรอแก่ฤาษีทั้งหลาย แล้วบังเกิดในกุลสมบัติ ๓ (คือ กษัตริย์ พราหมณ์และคฤหบดี) ในมนุษยโลก. คำสั่งสอนของหัตถิปาลดาบส ทำให้มหาชนปราศจากทุคติคือนรก กำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน ปิตติวิสัย และอสุรกายด้วยประการฉะนี้.
สมาคมของกุททาลบัณฑิต สมาคมของมุคคผักกมหาบุรุษ สมาคมของจุลลสุตตโสมมหาบุรุษ สมาคมของอโยฆรบัณฑิต และสมาคมของหัตถิปาลดาบส ได้เป็นเช่นเดียวกับท่านที่ออกบรรพชาในภายหลังเขาทั้งหมดในลังกาทวีปนี้ คือ พระปฐวีจาลกธัมมคุตตเถระ พระผุสสเทวเถระผู้อยู่ในกตกัณฑการวิหาร พระมหาสังฆรักขิตเถระผู้อยู่ในภัคคิรีวิหาร พระมหาสิวเถระผู้อยู่ในคามันตปัพภารวิหาร พระมหานาคเถระผู้อยู่ในกาฬวัลลิมหามณฑปวิหาร. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
บุคคลพึงขวนขวายในกรรมที่ดี พึงห้ามจิตเสีย จากความชั่ว เพราะเมื่อทำความดีช้า ใจย่อมยินดีใน ความชั่ว คนเราจึงควรกระทำความดี โดยเร็วพลัน ทีเดียว.
พระบรมศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในปางก่อน ตถาคตก็ออกสู่มหาภิเนษกรมณ์อย่างนี้เหมือนกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระเจ้าเอสุการีในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเจ้าสุทโธทนมหาราชในบัดนี้ พระเทวีได้มาเป็นพระนางมหามายา ปุโรหิตได้มาเป็นพระกัสสป นางพราหมณีได้มาเป็นนางภัททกาปิลานี อชปาลกุมารได้มาเป็นพระอนุรุทธะ โคปาลกุมารได้มาเป็นพระโมคคัลลานะ อัสสปาลกุมารได้มาเป็นพระสารีบุตร บริษัทที่เหลือได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนหัตถิปาลกุมาร ได้แก่เราผู้ตถาคตนั่นเอง ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาหัตถิปาลชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๒๔๕–๒๗๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
วิสตินิบาตชาดก ๑๖ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๖ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
จิรสฺสํ วต ปสฺสาม พฺราหฺมณํ เทววณฺณินํ มหาชฏํ ขาริธรํ ๑ ปงฺกทนฺตํ รชสฺสิรํ ฯ จิรสฺสํ วต ปสฺสาม อิสึ ธมฺมคุเณ รตํ กาสายวตฺถวสนํ วากจีรํ ปริจฺฉทํ ๒ ฯ อาสนํ อุทกํ ปชฺชํ ปฏิคฺคณฺหาตุ โน ภวํ อคฺเฆ ภวนฺตํ ปุจฺฉาม อคฺฆํ กุรุตุ โน ภวํ ฯ
อธิจฺจ เวเท ปริเยส วิตฺตํ ปุตฺเต เคเห ตาต ปติฏฺฐเปตฺวา คนฺเธ รเส ปจฺจนุโภตฺว ๓ สพฺพํ อรญฺญํ สาธุ มุนิ โส ปสตฺโถ ฯ
เวทา น สจฺจา น จ วิตฺตลาโภ น ปุตฺตลาเภน ชรํ วิหนฺติ #๑ ยุ. ภารธรํ ฯ ๒ ม. ปฏิจฺฉทํ ฯ ๓ ม. ปจฺจนุภุยฺย ฯ คนฺเธ รเส มุจฺจนมาหุ สนฺโต สกมฺมุนา ๑ โหติ ผลูปปตฺติ ฯ
อทฺธา หิ สจฺจํ วจนํ ตเวตํ สกมฺมุนา ๒ โหติ ผลูปปตฺติ ชิณฺณา จ มาตาปิตโร ตวยิเม ๓ ปสฺเสยฺยุ ตํ วสฺสสตํ อโรคฺยํ ๔ ฯ
ยสฺสสฺสุ สกฺขี มรเณน ราช ชราย มิตฺตี ๕ นรวีร เสฏฺฐ โย จาปิ ชญฺญา น มริสฺสํ กทาจิ ปสฺเสยฺยุ ตํ วสฺสสตํ อโรคฺยํ ๖ ฯ ยถาปิ นาวํ ปุริโสทกมฺหิ เอเรติ เจนํ อุปเนติ ตีรํ เอวํปิ พฺยาธิ สตตํ ชรา จ อุปเนติ มจฺจุวสมนฺตกสฺส ๗ ฯ
ปงฺโก จ กามา ปลิโป จ กามา มโนหรา ทุตฺตรา มจฺจุเธยฺยา เอตสฺมึ ปงฺเก ปลิเป วิสนฺนา ๘ หีนตฺตรูปา น ตรนฺติ ปารํ ฯ อยํ ปุเร ลุทฺทมกาสิ กมฺมํ สฺวายํ คหีโต น หิ โมกฺขิโต เม #๑-๒ สี. ยุ. สกมฺมนา ฯ ๓ ม. ตวิเม ฯ สี. ตเวเม ฯ ๔-๖ ม. ปสฺเสยฺยุํ ตํ วสฺสสตํ #อโรคํ ฯ ๕ ม. เมตฺตี ฯ ๗ ม. มจฺจํ ฯ ๘ ม. พฺยสนฺนา ฯ โอรุนฺธิยา นํ ปริรกฺขิสฺสามิ มายํ ปุน ลุทฺทมกาสิ กมฺมํ ฯ
ควํว นฏฺฐํ ปุริโส ยถา วเน อเนฺวสติ ราช อปสฺสมาโน เอวํ นฏฺโฐ เอสุการิ มมตฺโถ โสหํ กถํ น คเวเสยฺยํ ราช ฯ
หิยฺโยติ หิยฺยติ โปโส ปเรติ ปริหายติ อนาคตํ เนตมตฺถีติ ญตฺวา อุปฺปนฺนจฺฉนฺทํ โก ปนุเทยฺย ธีโร ฯ
ปสฺสามิ โวหํ ทหรึ กุมารึ มตฺตูปมํ เกตกปุปฺผเนตฺตํ อภุตฺวา ๑ โภเค ปฐเม วยสฺมึ อาทาย มจฺจุ วชเต กุมารึ ฯ ยุวา สุชาโต สุมุโข สุทสฺสโน สาโม กุสุมฺภปริกิณฺณมสฺสุ หิตฺวาน กาเม ปฏิคจฺฉ ๒ เคหํ อนุชาน มํ ปพฺพชิสฺสามิ เทว ฯ
สาขาหิ รุกฺโข ลภเต สมญฺญํ ปหีนสาขํ ปน ขาณุมาหุ ปหีนปุตฺตสฺส มมชฺช โภติ #๑ ม. อภุตฺตโภเค ฯ ๒ ม. ปฏิกจฺจ ฯ สี. ปฏิคจฺจ ฯ วาเสฏฺฐิ ภิกฺขาจริยาย กาโล ฯ
อฆสฺมึ โกญฺจาว ยถา หิมจฺจเย กตานิ ๑ ชาลานิ ปทาเลยฺยุ ๒ หํสา คจฺฉนฺติ ปุตฺตา จ ปตี จ มยฺหํ สาหํ กถํ นานุวเช ปชานํ ฯ
เอเต ภุตฺวา วมิตฺวา จ ปกฺกมนฺติ วิหงฺคมา เย จ ภุตฺวา น วมึสุ เต เม หตฺถตฺถมาคตา ฯ อวมิ พฺราหฺมโณ กาเม โส ตฺวํ ปจฺจาวมิสฺสสิ วนฺตาโท ปุริโส ราช น โส ๓ โหติ ปสํสิโย ฯ
ปงฺเก จ โปสํ ปลิเป พฺยสนฺนํ พลี ยถา ทุพฺพลมุทฺธเรยฺย เอวมฺปิ มํ ตฺวํ อุทตาริ โภติ ปญฺจาลิ คาถาหิ สุภาสิตาหิ ฯ
อิทํ วตฺวา มหาราชา เอสุการี ทิสมฺปติ รฏฺฐํ หิตฺวาน ปพฺพชฺชิ นาโค เฉตฺวาว พนฺธนํ ฯ
ราชา จ ปพฺพชฺชมโรจยิตฺถ รฏฺฐํ ปหาย นรวีรเสฏฺโฐ ตุวํปิ โน โหหิ ยเถว ราชา อเมฺหหิ คุตฺตา อนุสาส รชฺชํ ฯ
ราชา จ ปพฺพชฺชมโรจยิตฺถ #๑ สี. ยุ. กนฺตานิ ฯ ๒ ม. ปทาลิย ฯ ๓ สี. ยุ. เต ฯ รฏฺฐํ ปหาย นรวีรเสฏฺโฐ อหํปิ เอกา ๑ จริสฺสามิ โลเก หิตฺวาน กามานิ มโนรมานิ ฯ ราชา จ ปพฺพชฺชมโรจยิตฺถ รฏฺฐํ ปหาย นรวีรเสฏฺโฐ อหํปิ เอกา จริสฺสามิ โลเก หิตฺวาน กามานิ ยโถธิกานิ ฯ อจฺเจนฺติ กาลา ตรยนฺติ รตฺติโย วโยคุณา อนุปุพฺพํ ชหนฺติ อหํปิ เอกา จริสฺสามิ โลเก หิตฺวาน กามานิ มโนรมานิ ฯ อจฺเจนฺติ กาลา ตรยนฺติ รตฺติโย วโยคุณา อนุปุพฺพํ ชหนฺติ อหํปิ เอกา จริสฺสามิ โลเก หิตฺวาน กามานิ ยโถธิกานิ ฯ อจฺเจนฺติ กาลา ตรยนฺติ รตฺติโย วโยคุณา อนุปุพฺพํ ชหนฺติ อหํปิ เอกา จริสฺสามิ โลเก สีติภูตา สพฺพมติจฺจ สงฺคนฺติ ฯ หตฺถิปาลชาตกํ เตรสมํ ________________ #๑ สี. เอกาว ฯ เอวมุปริปิ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๒๔๕
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗