ชัยทิศชาดก
ว่าด้วยโปริสาทกับพระเจ้าชัยทิศ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๒๙๖ · บรรทัด ๙๓๐๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๓
เรื่องเล่า
พระเจ้าชัยทิส ได้ทรงสดับดังนั้น ก็ทรงทราบกำลังของพระโอรสจึงตรัสสั่งว่า ดีละลูกรัก เจ้าจงไปเถิด. อลีนสัตตุราชกุมาร ถวายบังคมลาพระราชมารดาและพระราชบิดาแล้วก็เสด็จออกจากพระนคร.
เมื่อพระบรมศาสดาจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถากึ่งคาถา ความว่า
ลำดับนั้นแล พระราชโอรสผู้ทรงพระปรีชา ถวายบังคมพระยุคบาท พระชนกชนนีแล้วเสด็จไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาเท ความว่า ถวายบังคมพระยุคลบาทพระชนกชนนีเสด็จไปแล้ว.
ลำดับนั้น พระชนกชนนีก็ดี พระภคินีก็ดี พระชายาก็ดี ของพระราชกุมารนั้น พร้อมด้วยหมู่อำมาตย์ และบริวารชนก็เสด็จออกไปด้วย. ครั้นพระราชกุมารนั้นออกจากพระนครแล้ว ก็ทูลถามหนทางกะพระราชบิดากำหนดไว้ด้วยดีแล้ว ถวายบังคมพระชนกชนนี ประทานโอวาทแก่ชนที่เหลือ แล้วมิได้สะด้งตกพระทัยกลัว เสด็จขึ้นสู่ทางดำเนินไปสู่ที่อยู่ของยักษ์ ประหนึ่งว่าไกรสรสีหราชฉะนั้น. พระมารดาทอดพระเนตรเห็นพระกุมารกำลังทรงดำเนินไป ไม่สามารถจะดำรงพระองค์อยู่ได้ ก็ล้มลง ณ พื้นปฐพี. พระราชบิดาก็ทรงประคองพระพาหา คร่ำครวญด้วยเสียงอันดัง.
เมื่อพระบรมศาสดาจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงทรงตรัสพระคาถากึ่งคาถา ความว่า
พระชนนีของพระราชกุมารนั้น ทรงมีทุกข์ โทมนัสล้มลงเหนือพื้นปฐพี พระชนกนาถเล่า ก็ทรง ประคองสองพระพาหา คร่ำครวญด้วยเสียงอันดัง.
ครั้นตรัสกึ่งพระคาถาดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงประกาศสัจจกิริยา อันพระราชบิดาของพระกุมารนั้นทรงประกอบ และอันพระราชมารดาพระภคินีและพระชายาทรงกระทำแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาต่อไปอีก ๔ คาถา ความว่า
พระราชบิดา ทรงทราบชัดว่า พระโอรสกำลัง มุ่งหน้าเสด็จไป ทรงเบือนพระพักตร์ประคองอัญชลี กราบไหว้เทวดาทั้งหลาย คือ พระโสมราชา พระวรุณราช พระปชาบดี พระจันทร์และพระอาทิตย์ ขอเทพยเจ้าเหล่านี้ ช่วยคุ้มครองโอรสของเรา จาก อำนาจแห่งยักษ์ อลีนสัตตุลูกรัก ขอยักษ์นั้นจงอนุญาต ให้เจ้ากลับมาโดยสวัสดี. มารดาของรามบุรุษ ผู้ไปสู่แคว้นของพระเจ้า ทัณฑกิราช ได้คุ้มครองทำความสวัสดี แก่รามะผู้เป็น บุตรอย่างใด แม่ขอทำความสวัสดีอย่างนั้นแก่เจ้า ด้วยคำสัตย์นั้น ขอทวยเทพจงช่วยคุ้มครอง ขอให้เจ้า ได้รับอนุญาต กลับมาโดยสวัสดีเถิด ลูกรัก. น้องนึกไม่ออกเลย ถึงความคิดประทุษร้าย ใน อลีนสัตตุผู้พระเชษฐา ทั้งในที่แจ้งหรือที่ลับ ด้วย ความสัตย์นี้ ขอเทพยเจ้าโปรดระลึกถึงพระเชษฐาที่ เคารพ ขอพระเชษฐาจงได้รับอนุญาตให้กลับมาโดย สวัสดี. ข้าแต่พระสวามี พระองค์ไม่เคยประพฤตินอกใจ หม่อมฉันเลย ฉะนั้น จงเป็นที่รักของหม่อมฉันด้วย ใจจริง ด้วยความสัตย์นี้ ขอเทพยเจ้าโปรดระลึกถึง พระสวามีที่เคารพ ข้าแต่พระสวามี ขอพระองค์ จง ได้รับอนุญาตให้กลับมาโดยสวัสดี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปรมฺมุโข ความว่า พระราชบิดาทรงทราบชัดว่า พระโอรสของเรานี้ กำลังมุ่งหน้าเสด็จไป. บทว่า ปญฺชลีโก ความว่า ทรงเบือนพระพักตร์ประดิษฐานอัญชลีเหนือเศียรเกล้า ในกาลนั้นทรงไหว้วิงวอน นอบน้อมเทพยเจ้าทั้งหลาย. บทว่า โปริสาทกมฺหา ความว่าขอเทพเจ้าจงช่วยคุ้มครองโอรสของเราจากอำนาจแห่งยักษ์ ดูก่อนอลีนสัตตุลูกรัก ยักษ์นั้นจงอนุญาตให้เจ้ากลับมาโดยความสวัสดี.
บทว่า รามสฺสกา ความว่า มารดาของรามบุรุษได้กระทำความคุ้มครอง. เล่ากันมาว่า มีบุรุษคนหนึ่งเป็นชาวเมืองพาราณสี ชื่อรามะ เป็นผู้เลี้ยงดูมารดา ปฏิบัติมารดาบิดา คราวหนึ่งไปค้าขายถึงเมืองกุมภวดี ในแว่นแคว้นของพระเจ้าทัณฑกิราช เมื่อแคว้นทั้งสิ้นต้องพินาศลง ด้วยฝนเก้าประการ เขาได้ระลึกถึงคุณของมารดาบิดา. ครั้งนั้น ด้วยผลแห่งมาตาปิตุปัฏฐานธรรม เทพยเจ้าทั้งหลายได้นำเขามามอบให้แก่มารดาด้วยความสวัสดี. พระชนนีของอลีนสัตตุราชกุมาร ทรงนำเหตุการณ์นั้นมาตรัสอย่างนี้ ก็โดยที่ได้ยินได้ฟังมา.
บทว่า โสตฺถานํ ได้แก่ ความสวัสดี. ถึงเทพยเจ้าทั้งหลาย จะกระทำความสวัสดีได้ก็จริง แต่ท่านกล่าวว่า มารดาได้กระทำแล้ว เพราะเกิดแล้วโดยอาศัยมาตาปิตุอุปัฏฐานธรรม. บทว่า ตนฺเต อหํ ความว่า (มารดาของรามบุรุษทำความสวัสดี แก่รามะผู้บุตรฉันใด) แม้แม่ก็ทำความสวัสดีนั้นแก่เจ้าเหมือนกัน คือ เพราะอาศัยแม่ ขอความสวัสดีจงมีแก่ลูกของแม่ฉันนั้นเหมือนกัน. อีกนัยหนึ่ง บทว่า กโรมิ แปลว่า จะไป. บทว่า เอเตน สจฺจน ความว่า ถ้าว่ารามบุรุษนั้นเป็นผู้อันเทพยเจ้า นำมาแล้วโดยความสวัสดี เป็นความจริงไซร้ ด้วยอํานาจคำสัตย์นั้น ขอเทพยเจ้าทั้งหลายจงระลึกถึงเจ้า เพื่อชนกชนนี คือขอเทพยเจ้าจงนำเจ้ามาแสดงแก่แม่ เหมือนรามบุรุษฉะนั้น.
บทว่า อนุญฺาโต ความว่า ลูกรัก อันยักษ์อนุญาตว่าไปได้ คือ พระชนนีตรัสว่า ดูก่อนลูกรัก ขอเจ้าจงกลับมาโดยสวัสดี ด้วยเทวานุภาพเถิด.
บทว่า ชาตุมลีนสตฺเต ความว่า พระกนิษฐภคินีของอลีนสัตตุราชกุมารนั้น ได้ตั้งสัตยาธิษฐานอย่างนี้ว่า น้องระลึกไม่ได้ ซึ่งความคิดประทุษร้ายทั้งต่อหน้าหรือลับหลัง ในอลีนสัตตุผู้พระเชษฐา โดยส่วนเดียวเป็นแน่แท้. บทว่า ยสฺมา จ เม อนธิมโนสิ สามิ ความว่า พระอัครมเหสีของอลีนสัตตุราชกุมารนั้น ได้ตั้งสัตยาธิษฐานอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระอลีนสัตตุผู้พระสวามี พระองค์มิได้ประพฤตินอกใจหม่อมฉันเลย คือพระองค์มิได้ข่มขี่ล่วงเกินหม่อมฉัน ถึงกับเอาพระทัยใฝ่ปรารถนาหญิงอื่นเลย. บทว่า น จาปิเม มนสา อปฺปิโยสิ ความว่า พระองค์จะไม่เป็นที่รัก ด้วยใจจริงของหม่อมฉันก็หามิได้ เราทั้งสองอยู่ร่วมกันมาด้วยความรักใคร่ทีเดียว.
พระราชกุมาร เสด็จดำเนินไปสู่ทางที่อยู่ของยักษ์ ตามคำแนะนำที่พระราชบิดาตรัสบอก. ฝ่ายยักษ์คิดว่า ธรรมดากษัตริย์มีมายามาก ใครจะรู้ว่าจักเกิดอะไรขึ้น จึงขึ้นต้นไม้นั่งแลดูทางที่พระเจ้าชัยทิสจะเสด็จมา เหลือบเห็นพระกุมารกำลังดำเนินมา คิดว่า ชะรอยพระโอรสจักให้พระราชบิดากลับแล้วตัวมาแทน ภัยคงไม่มีแก่เรา จึงลงจากต้นไม้นั่งผินหลังให้. พระราชกุมารเสด็จมาถึงแล้ว เข้าไปยืนอยู่ตรงหน้ายักษ์.
ลำดับนั้น ยักษ์กล่าวคาถา ความว่า
ท่านผู้มีร่างกายอันสูงใหญ่ มีหน้าอันงดงามมา จากไหน ท่านไม่รู้หรือว่า เราอยู่ในป่านี้ ชะรอยจะ ไม่รู้ว่า เราเป็นคนดุร้าย กินเนื้อมนุษย์กระมังจึงได้มา ที่ไม่รู้ความสวัสดีของตนดอกจึงได้มาในที่นี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก โสตฺถิมาชานมิธาวเชยฺย ความว่าดูก่อนกุมาร บุรุษไรเล่ารู้ความสวัสดีของตน เดินไปจะกล้ามาในที่นี้ ชะรอยท่านจะไม่รู้จึงได้มา.
พระราชกุมารทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถา ความว่า
เรารู้ว่าท่านเป็นคนหยาบช้า กินมนุษย์ แต่หารู้ว่า ท่านอยู่ในป่านี้ไม่ เราคือโอรสของพระเจ้าชัยทิส วันนี้ท่านจงกินเราแทนพระชนก เพื่อปลดเปลื้องให้ พระองค์พ้นไป.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปโมกฺขา ความว่า เพราะเหตุที่จะปลดเปลื้องภาระเสีย เราจึงยอมมอบชีวิตแทนพระราชบิดามาในที่นี้ เพราะฉะนั้น ท่านจงปล่อยพระชนกเราเถิด เชิญกินเราแทนพระองค์.
ลำดับนั้น ยักษ์กล่าวคาถา ความว่า
เรารู้ว่าท่านเป็นโอรสของพระเจ้าชัยทิส ดูพระพักตร์และผิวพรรณ ของท่านทั้งสองคล้ายคลึงกัน การที่บุคคลยอมตายแทน เพื่อเปลื้องบิดาให้พ้นไปนี้ เป็นกรรมที่ทำได้ยากทีเดียว แต่ท่านก็ทำได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาทิโส โว ความ ว่า พระพักตร์และผิวพรรณของท่านทั้งสองคล้าย ๆ กัน คือเหมือนกันแท้. บทว่า กตํ ตเวทํ ความว่า กรรมของท่านทั้งนี้ เป็นกรรมที่ทำได้โดยยากแท้.
ลำดับนั้น พระราชกุมารตรัสคาถา ความว่า
มิใช่ของทำยากเลยในเรื่องนี้ เราไม่เห็นสำคัญ อะไร ผู้ใดยอมตายแทนเพื่อเปลื้องบิดา หรือเพราะ เหตุแห่งมารดา ผู้นั้นไปสู่ปรโลกแล้ว ย่อมเป็นผู้ เพรียบพร้อมด้วยสุข และอารมณ์อันงามเลิศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิญฺจิมเหตฺถ มญฺเ ความว่า ในข้อนี้ เราไม่เห็นสำคัญอะไรเลย. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า บุคคลใดปรารถนาจะตาย เพื่อปลดเปลื้องบิดา หรือเพราะเหตุแห่งมารดา. บทว่า ปรโลกคมฺยา ความว่า เขาไปสู่ปรโลกแล้ว. บทว่า สุเขน สคฺเคน ความว่า ย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยสุขอันบังเกิดในสวรรค์. บทว่า มตฺตุมิจฺเฉ ความว่า เพราะฉะนั้น ในการสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่มารดาบิดานี้ เราไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ยากอะไรเลย.
ยักษ์ฟังดังนั้นแล้วจึงถามว่า พ่อกุมาร ธรรมดาว่าสัตว์บุคคลที่จะไม่กลัวตายไม่มีเลย เหตุไฉนท่านจึงไม่กลัวเล่า ? เมื่อพระราชกุมารจะบอกความแก่ยักษ์ ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
เราระลึกไม่ได้เลยว่า เราจะกระทำความชั่วเพื่อ ตนเอง ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ เพราะว่าเราเป็นผู้มี ชาติและมรณะ อันกำหนดไว้แล้วว่า ในโลกนี้ของเรา ฉันใด โลกหน้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน. เชิญท่านกินเนื้อเราในวันนี้ เสียบัดนี้เถิด เชิญ ท่านทำกิจเถิด สรีระนี้เราสละแล้ว เราจะทำเป็น พลัดตกมาจากยอดไม้ ท่านชอบใจเนื้อส่วนใด ๆ ก็เชิญท่านกินเนื้อส่วนนั้น ๆ ของเราเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเร น ชาตุ ความว่า เราระลึกไม่ได้เลย แม้เพียงส่วนเดียว. บทว่า สงฺขาตชาตี มรโณหมสฺมิ ความว่าเรารู้ว่าสัตว์ที่เกิดมาแล้ว มีความเกิดและความตาย อันญาณกำหนดไว้แล้วด้วยดี ที่จะชื่อว่ามีความไม่ตายเป็นธรรมดาไม่มี. บทว่า ยเถว เม อิธความว่า ข้อนี้ญาณของเรากำหนดไว้แล้วเป็นอย่างดีทีเดียวว่า โลกนี้ของเราฉันใด โลกหน้าก็ฉันนั้น โลกหน้าฉันใด แม้โลกนี้ก็ฉันนั้น ชื่อว่าการพ้นจากความตายไม่มี. บทว่า กรสฺสุ กิจฺจานิ ความว่า ท่านจงทำกิจที่ควรทำด้วยสรีระนี้ สรีระนี้เราสละแก่ท่านแล้ว. บทว่า ฉาทมาโน มยฺหํ ตฺวเม เทสิ มํสํ ความว่า เมื่อเราตกจากยอดไม้ตายแล้ว เมื่อท่านจะกิน ชอบใจปรารถนาเนื้อส่วนใดจากสรีระของเรา ก็ควรบริโภคเนื้อส่วนนั้น.
ยักษ์ฟังถ้อยคำของพระกุมารแล้ว ตกใจกลัว คิดว่า เราไม่อาจที่จะกินเนื้อพระกุมารนี้ได้ จักต้องหาอุบายไล่ให้เธอหนีไปเสีย จึงกล่าวคาถานี้ความว่า
ดูก่อนพระราชโอรส เรื่องนี้ท่านเต็มใจจริง จึง สละชีวิตเพื่อปลดเปลื้องพระชนกได้ เพราะเหตุนั้น แหละ ท่านจงรีบไปหักไม้มาก่อไฟเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชเลหิ ความว่า ท่านจงเข้าไปสู่ป่า หาฟืนไม้แก่น มาก่อไฟขึ้น ทำให้เป็นถ่าน ที่ปราศจากควัน เราจักปิ้งเนื้อของท่านในถ่านเพลิงนั้นกิน.
อลีนสัตตุราชกุมาร ได้กระทำตามที่ยักษ์บอกทุกประการ เสร็จแล้วไปยังสำนักของยักษ์ พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเหตุนั้น จึงตรัสพระคาถานอกนี้ ความว่า
ลำดับนั้นแล พระราชโอรสผู้มีปัญญา ได้นำ เอาฟืนมาก่อไฟกองใหญ่ขึ้นแล้ว แจ้งให้ยักษ์ทราบว่า บัดนี้ได้ก่อไฟเสร็จแล้ว.
ยักษ์มองดูพระราชกุมาร ซึ่งก่อไฟเสร็จแล้วเดินมาหา เกิดขนพองสยองเกล้าว่า บุรุษนี้เป็นดุจราชสีห์ ไม่กลัวความตายเลย ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ เราไม่เคยพบเห็นคนที่ไม่กลัวตายอย่างนี้เลย จึงนั่งชำเลืองดูพระกุมารบ่อย ๆ พระราชกุมารเห็นกิริยาของยักษ์แล้ว จึงตรัสคาถา ความว่า
เมื่อครู่นี้ ท่านทำการขู่เข็ญว่า จะกินเราในวันนี้ ทำไมจึงหวาดระแวงเกรงเรา มองดูอยู่บ่อย ๆ เราได้ ทำตามคำของท่านเสร็จแล้ว เมื่อพอใจจะกินก็เชิญ กินได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุหุํ แปลว่า บ่อย ๆ . บทว่า ตถาตถา ตุยฺหมหํ ความว่า ท่านพอใจปรารถนาจะบริโภคเคี้ยวกินเราโดยวิธีใดเราการทำตามคำของท่านโดยวิธีนั้นแล้ว คราวนี้จักให้เราทำอย่างไร เพราะฉะนั้น เชิญท่านกินเราเสียวันนี้เถิด.
ยักษ์ฟังคำของพระกุมารแล้ว กล่าวคาถา ความว่า
ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม มีวาจาสัตย์ รู้ความประสงค์ ของผู้ขอเช่นท่าน ใครจะนำมากินเป็นภักษาหารได้ ผู้ใดกินผู้มีวาจาสัตย์เช่นท่าน ศีรษะของผู้นั้น จะพึง แตกออกเป็นเจ็ดเสี่ยง.
พระราชกุมารได้สดับดังนั้น จึงพูดว่า ถ้าท่านไม่ประสงค์จะกินเราเหตุไรจึงบอกให้เราหักฟืนมาก่อไฟ เมื่อยักษ์บอกว่า เพื่อต้องการลองดูว่าท่านจะหนีหรือไม่ จึงตรัสว่า ท่านจักเข้าใจเราในบัดนี้ได้อย่างไร ครั้งเราบังเกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน ยังไม่ยอมให้ท้าวสักกเทวราชดูหมิ่นตนได้ จึงตรัสคาถา ความว่า
แท้จริง สสบัณฑิตนั้น สำคัญท้าวสักกเทวราชนี้ ว่าเป็นพราหมณ์ จึงได้ให้อยู่ เพื่อให้สรีระของตน เป็นทาน ด้วยเหตุนั้นแล จันทิมเทพบุตร จึงมีรูปกระต่ายปรากฏ สมประสงค์ของโลกอยู่จนทุกวันนี้.
คาถานั้น มีอธิบายว่า สสบัณฑิตนั้น สำคัญสักกพราหมณ์ แม้นี้ว่า ผู้นี้เป็นพราหมณ์ จึงพูดว่า วันนี้เชิญท่านเคี้ยวกินสรีระของเราในที่นี้แห่งเดียวเถิด แล้วให้อาศัย คือให้อยู่พักเพื่อให้สรีระของตนเป็นทานอย่างนี้และแล้วได้ให้สรีระเพื่อเป็นอาหารแก่สักกพราหมณ์นั้น ท้าวสักกเทวราชจึงบีบเอารสอันเกิดแต่บรรพต มาเขียนเป็นภาพกระต่ายไว้ในมณฑลพระจันทร์นับแต่นั้นมา เพราะภาพกระต่ายนั้นเอง จันทิมเทพบุตรนั้น ชาวโลกจึงรู้กันทั่วว่า กระต่าย กระต่าย ดังนี้ จันทิมเทพบุตรมีรูปกระต่ายปรากฏ แจ่มกระจ่างอย่างนี้ สมประสงค์ คือยังความพอใจของโลกให้เจริญ รุ่งโรจน์อยู่จนทุกวันนี้ และเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์ อยู่ตลอดกัป.
ยักษ์ได้ฟังดังนั้น เมื่อจะปล่อยพระราชกุมาร จึงกล่าวคาถา ความว่า
พระจันทร์ พระอาทิตย์ พ้นจากปากแห่งราหู แล้ว ย่อมไพโรจน์ในวันเพ็ญฉันใด ดูก่อนท่านผู้มี อานุภาพมาก ท่านก็ฉันนั้นหลุดพ้นจากเรา ผู้กินเนื้อ มนุษย์เป็นอาหารแล้ว ยังพระชนกชนนีให้ปลื้มพระทัย จงรุ่งโรจน์ในกบิลรัฐ อนึ่ง พระประยูรญาติของ ท่านจงยินดีกันทั่วหน้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภาณุมา ได้แก่พระอาทิตย์ ท่านอธิบายว่า พระจันทร์หรือพระอาทิตย์ พ้นจากปากราหูแล้วย่อมสว่างไสว ในดิถี๑๕ ค่ำฉันใด ดูก่อนท่านผู้มีอานุภาพมาก แม้ท่านพ้นไปจากสำนักของเราแล้ว ก็รุ่งโรจน์ในกบิลรัฐฉันนั้นเถิด. บทว่า นนฺทตุ ความว่า ขอพระประยูรญาติทั้งหลาย จงทรงยินดี ร่าเริง.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๓๔๘–๓๖๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติงสตินิบาตชาดก ๓๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
จิรสฺสํ วต เม อุทปาทิ อชฺช ภกฺโข มหา สตฺตมิภตฺตกาเล กุโตสิ โก วาสิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ อาจิกฺข ชาตึ วิทิโต ยถาสิ ฯ
ปญฺจาลราชา มิควํ ปวิฏฺโฐ ชยทฺทิโส นาม ยทิ สุโต เต จรามิ กจฺฉานิ วนานิ จาหํ ปสทํ อิมํ ขาท มมชฺช มุญฺจ ฯ
เสเนว ตฺวํ ปณสิ สยฺหมาโน ๑ มเมส ภกฺโข ปสโท ยํ วเทสิ ตํ ขาทิยาน ปสทํ ชิฆญฺญํ ขาทิสฺสํ ปจฺฉา น วิลาปกาโล ฯ
น จตฺถิ โมกฺโข มม นิกฺกเยน ๒ คนฺตฺวาน ปจฺจาคมนาย ปเญฺห #๑ สี. ม. สสฺสมาโน ฯ ๒ สี. วิกฺกเยน ฯ ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสปฺปทาย สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชิสฺสํ ฯ
กึ กมฺมชาตํ อนุตปฺปเต ตํ ปตฺตํ สมีปํ มรณสฺส ราช อาจิกฺข เม ตํ อปิ สกฺกุเณมุ อนุชายิตุํ อาคมนาย ปเญฺห ฯ
กตา มยา พฺราหฺมณสฺส ธนาสา ตํ สงฺครํ ปฏิโมกฺกํ น มุตฺตํ ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสปฺปทาย สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชิสฺสํ ฯ
ยา เต กตา พฺราหฺมณสฺส ธนาสา ตํ สงฺครํ ปฏิโมกฺกํ น มุตฺตํ ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสปฺปทาย สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชสฺสุ ฯ
มุตฺโต จ โส โปริสาทสฺส หตฺถา คนฺตฺวา สกํ มนฺทิรํ กามกามี ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสปฺปทาย อามนฺตยี ปุตฺตมลีนสตฺตุํ ๑ ฯ อชฺเชว รชฺชํ อภิเสจยสฺสุ ๒ ธมฺมญฺจ รฏฺเฐสุ ชเนสุ ๓ จาปิ #๑ ม. -สตตํ ฯ ๒ ม. อภิสิญฺจยสฺสุ ฯ ๓ ม. ธมฺมํ จร เสสุ ปเรสุ - ฯ อธมฺมกาโร จ เต มาหุ รฏฺเฐ คจฺฉามหํ โปริสาทสฺส ญนฺเต ๑ ฯ
กึ กมฺม กุพฺพํ ตว เทว ปาเท ๒ นาราธยึ ตํ ตทิจฺฉามิ โสตุํ ยมชฺช รชฺชมฺหิ อุทสฺสเย ตุวํ รชฺชํปิ นิจฺเฉยฺย ๓ ตยา วินาหํ ฯ
น กมฺมุนา วา วจสา จ ๔ ตาต อปราธิโตหํ ตุวิยํ สรามิ สทฺธิญฺจ ๕ กตฺวา ปุริสาทเกน สจฺจานุรกฺขี ปุนหํ คมิสฺสํ ฯ
อหํ คมิสฺสามิ อิเธว โหหิ นตฺถิ ตโต ชีวโต วิปฺปโมกฺโข สเจ ตุวํ คจฺฉสิเยว ราช อหํปิ คจฺฉามิ อุโภ น โหม ฯ
อทฺธา หิ ตาต สตาเนส ธมฺโม มรณา จ เม ทุกฺขตรํ ตทสฺส กมฺมาสปาโท ตํ ยทา ปจิตฺวา ปสยฺห ขาเท ภิทารุกฺขมูเล ฯ
ปาเณน เต ปาณมหํ นิมิสฺสํ มา ตฺวํ อคา โปริสาทสฺส ญนฺเต ๖ #๑-๖ ม. ญตฺเต ฯ ๒ ม. ปาว ฯ ๓ ม. นิจฺเฉยฺยํ ฯ ๔ ม. ว ฯ ๕ ม. สนฺธิญฺจ ฯ เอตญฺจ เต ปาณมหํ นิมิสฺสํ ตสฺมา มตํ ชีวิตสฺส วณฺเณมิ ๑ ฯ
ตโต หเว ธีติมา ราชปุตฺโต วนฺทิตฺวา มาตุญฺจ ปิตุญฺจ ๒ ปาเท ฯ ทุกฺขินิสฺส มาตา นิปตี ๓ ปฐพฺยา ปิตสฺส ปคฺคยฺห ภุชานิ กนฺทติ ฯ
ตํ คจฺฉนฺตํ ตาว ปิตา วิทิตฺวา ปรมฺมุโข วนฺทติ ปญฺชลีโก โสโม จ ราชา วรุโณ จ ราชา ปชาปตี จนฺทิมา สูริโย จ เอเตหิ คุตฺโต ปุริสาทกมฺหา อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ ตาต ฯ
ยํ ทณฺฑกิรญฺโญ คตสฺส ๔ มาตา รามสฺสกาสิ โสตฺถานํ สุคุตฺตา ตนฺเต อหํ โสตฺถานํ กโรมิ เอเตน สจฺเจน สรนฺตุ เทวา อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ ปุตฺต ฯ
อาวี รโหวาปิ มโนปโทสํ นาหํ สเร ชาตุมลีนสตฺเต เอเตน สจฺเจน สรนฺตุ เทวา #๑ สี. วเรมิ ฯ ๒ สี. ยุ. วนฺทิตฺถ มาตุจฺจ ปิตุจฺจ ฯ ม. - มาตุ จ ปิตุ จ ฯ #๓ ม. นิปตา ฯ ๔ ยุ. - ทณฺฑการญฺญคตสฺส ฯ อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ ภาตา ๑ ฯ
ยสฺมา จ เม อนธิมโนสิ สามิ น จาปิ เม มนสา อปฺปิโยสิ เอเตน สจฺเจน สรนฺตุ เทวา อนุญฺญาโต โสตฺถิ ปจฺเจหิ สามิ ฯ
พฺรหา อุชู จารุมุโข กุโตสิ น มํ ปชานาสิ วเน วสนฺตํ ลุทฺทํ มํ ญตฺวา ปุริสาทโกติ โก โสตฺถิมาชานมิธาวเชยฺย ฯ
ชานามิ ลุทฺท ปุริสาทโก ตฺวํ น ตํ น ชานามิ วเน วสนฺตํ อหญฺจ ปุตฺโตสฺมิ ชยทฺทิสสฺส มมชฺช ขาท ปิตุโน ปโมกฺขา ฯ
ชานามิ ปุตฺโตสิ ๒ ชยทฺทิสสฺส ตถาหิ โว มุขวณฺโณ อุภินฺนํ สุทุกฺกรญฺเจว ๓ กตํ ตเวทํ โย มตฺตุมิจฺเฉ ปิตุโน ปโมกฺขา ฯ
น ทุกฺกรํ กิญฺจิมเหตฺถ มญฺเญ โย มตฺตุมิจฺเฉ ปิตุโน ปโมกฺขา มาตู จ เหตู ปรโลกคมฺยา ๔ #๑ ม. ภาติก ฯ ๒ ม. ปุตฺโตติ ฯ ๓ ม. สุทุกฺกรญฺเญว ฯ ๔ ม. มาตุ จ #เหตุ ปรโลกคนฺตฺวา ฯ สุเขน สคฺเคน จ สมฺปยุตฺโต ฯ
อหญฺจ โข อตฺตโน ปาปกฺริยํ อาวี รโห วาปิ สเร น ชาตุ สงฺขาตชาตีมรโณหมสฺมิ ยเถว เม อิธ ตถา ปรตฺถ ฯ ขาทชฺช มํทานิ มหานุภาว กรสฺสุ กิจฺจานิ อิมํ สรีรํ รุกฺขสฺส วา เต ปปตามิ อคฺคา ฉาทมาโน ๑ มยฺหํ ตวมเทสิ มํสํ ฯ
อิทญฺจ เต รุจฺจติ ราชปุตฺต จเชสิ ๒ ปาณํ ปิตุ ปโมกฺขา ตสฺมาติห ๓ ตฺวํ ตรมานรูโป สมฺภญฺช กฏฺฐานิ ชเลหิ อคฺคึ ฯ
ตโต หเว ธีติมา ราชปุตฺโต ทารุํ สมาหตฺว มหนฺตมคฺคึ สนฺทีปยิตฺวา ปฏิเวทยิตฺถ อาทีปิโตทานิ มหายมคฺคิ ฯ
ขาทชฺช มํทานิ ปสยฺหการี กึ มํ มุหุํ เปกฺขสิ หฏฺฐโลโม ตถา ตถา ตุยฺหมหํ กโรมิ #๑ ม. ฉาทยมาโน ฯ ๒ สี. ยุ. จชาสิ ฯ ๓ ม. ตสฺมา หิ โส ฯ ยถา ยถา มํ ฉาทมาโน ๑ อเทสิ ฯ
โก ตาทิสํ อาหรติ ขาทิตาเย ธมฺเม ฐิตํ สจฺจวาทึ วทญฺญญ มุทฺธาปิ ตสฺส วิผเลยฺย สตฺตธา โย ตาทิสํ สจฺจวาทึ อเทยฺย ฯ
อิทํ หิ โส พฺราหฺมณํ มญฺญมาโน สโส อวาเสสิ สเก สรีเร เตเนว โส จนฺทิมา เทวปุตฺโต สสฏฺฐโก ๒ กามทุหชฺช ยกฺข ฯ
จนฺโท ยถา ราหุมุขา ปมุตฺโต วิโรจเต ปณฺณรเสว ภาณุมา ๓ เอวํ ตุวํ โปริสาทา ปมุตฺโต วิโรจ กปิลฺเล ๔ มหานุภาว อาโมทยํ ปิตรํ มาตรญฺจ สพฺโพ จ เต นนฺทตุ ญาติปกฺโข ฯ
ตโต หเว ธีติมา ราชปุตฺโต กตญฺชลี ปคฺคยฺห ๕ โปริสาทํ อนุญฺญาโต โสตฺถิ สุขี อโรโค ปจฺจาคมา กปิลฺลมลีนสตฺโต ฯ #๑ ม. ฉาทยมาโน ฯ ๒ สี. สตตฺถุโต ฯ ปสตฺถุโตติปิ ฯ ม. สสตฺถุโต ฯ #๓ สี. ยุ. ภานุมา ฯ ๔ ม. กปิเล ฯ สี. ยุ. กมฺปิลฺล ฯ ๕ ม. ปริยาย ฯ
ตํ เนคมา ชานปทา จ สพฺเพ หตฺถาโรหา รถิกา ปตฺติกา จ นมสฺสมานา ปญฺชลิกา อุปาคมม นมตฺถุ เต ทุกฺกรการโกสีติ ฯ ชยทฺทิสชาตกํ ตติยํ ฯ __________๓
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๒๙๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗