ฉัททันตชาดก
ว่าด้วยพญาช้างฉัททันต์
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๓๒๗ · บรรทัด ๙๔๑๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๔
เรื่องเล่า
เมื่อพวกพรานทูลถามอย่างนี้แล้ว พระนางเจ้าสุภัททาราชเทวี จึงทรงพินิจดูพรานป่าทั้งหมดในจำนวนนั้น ทรงเห็นพรานป่าคนหนึ่ง ชื่อโสณุดรเคยเป็นคู่เวรของพระมหาสัตว์ ปรากฏเป็นเยี่ยมกว่าพรานทุกคน รูปทรงสัณฐานชั่วเห็นแจ้งชัด เช่นมีเท้าใหญ่ แข้งเป็นปมเช่นก้อนภัตต์ เข่าโต สีข้างใหญ่หนวดดก เคราแดง ตาเหลือง จึงทรงดำริว่า ผู้นี้จักสามารถทำตามคำของเราได้ แล้วกราบทูลขอพระบรมราชานุญาต ทรงพาพรานโสณุดรขึ้นไปยังพื้นปราสาทชั้นที่เจ็ด ทรงเปิดสีหบัญชรด้านทิศอุดร แล้วเหยียดพระหัตถ์ชี้ตรงไปยังป่าหิมพานต์ด้านทิศอุดร ได้ตรัสคาถา ๔ คาถา ความว่า
จากที่นี้ตรงไปทิศอุดร ข้ามภูเขาสูงใหญ่ ๗ ลูก เขาลูกสูงที่สุดชื่อ สุวรรณปัสสคิรี มีพรรณไม้ผลิดอก ออกบานสะพรั่ง มีฝูงกินนรเที่ยวสัญจรไปมาไม่ขาด. ท่านจงขึ้นไปบนภูเขาอันเป็นที่อยู่แห่งหมู่กินนร แล้วมองลงมาตามเชิงเขา ทันใดนั้น จะได้เห็นต้นไทร ใหญ่ สีเสมอเหมือนสีเมฆ มีย่านไทร ๘,๐๐๐ ห้อยย้อย. ใต้ต้นไทรนั้น พญาเศวตกุญชรตัวนี้งามีรัศมี ๖ ประการอยู่อาศัย ยากที่ใครอื่นจะข่มขี่จับได้ ช้าง ประมาณ ๘,๐๐๐ มีงาเท่างอนไถ วิ่งไล่เร็วปานลมพัด พากันแวดล้อมรักษาพญาเศวตกุญชรนั้นอยู่. ช้างเหล่านั้น ย่อมบันลือเสียงน่าหวาดกลัว โกรธแม้แต่ลมที่พัดถูกตัว ถ้าเห็นมนุษย์ ณ ที่นั้น เป็นต้องขยี้เสียให้เป็นภัสมธุลี แม้แต่ละอองก็ไม่ให้ถูก ต้องพญาช้างได้เลย.
บทว่า อิโต ความว่า ดูก่อนนายพรานผู้เจริญ เจ้าจากสถานที่นี้ไปแล้ว. บทว่า อุตฺตรายํ ความว่า ท่านจงไปตรงเบื้องทิศอุดร เดินข้ามภูเขาสูงใหญ่เจ็ดลูก เมื่อเจ้าข้ามไปพอเลยภูเขาหกลูก ชั้นแรกไปได้แล้วจะถึงภูเขาชื่อสุวรรณปัสสคิรี ล้วนแพรวพราวด้วยทอง. บทว่า อุฬาโร ความว่าสูงใหญ่กว่าภูเขาหกลูกนอกนั้น. บทว่า โอโลกย ความว่า ท่านจงก้มลงตรวจดู. บทว่า ตตฺถจฺฉติ ความว่า ในฤดูร้อน พญาเศวตกุญชรนั้นยืนรับน้ำและลมอยู่ ที่โคนต้นไทรนั้น.
บทว่า ทุปฺปสโห ความว่า คนเหล่าอื่นที่ชื่อว่าสามารถ เพื่อจะเข้าไปทำการข่มขี่ จับเอาพญาเศวตกุญชรนั้นไม่มีเลย ฉะนั้น จึงชื่อว่าใครอื่นข่มขี่ได้ยาก ถึงฤดูร้อนเศวตกุญชรเห็นปานนี้ ยืนรับน้ำและลมอยู่ที่โคนต้นไทรนั้น ดูก่อนนายพราน ช้าง ๘,๐๐๐เป็นเช่นไร ? บทว่า อีสาทนฺตา แปลว่า มีงาเท่างอนรถ. บทว่า วาตชวปฺปหาริโน ความว่า ช้างเหล่านั้นมีปกติวิ่งไปประหารปัจจามิตรได้เร็วปานลมพัด ช้าง ๘,๐๐๐เห็นปานนี้ เฝ้ารักษาพญาช้างนั้นอยู่.
บทว่า ตุมูลํ ความว่า ช้างเหล่านั้น ยืนพ่นลมหายใจเข้าออกน่ากลัวคือมีเสียงดังสนั่นติดต่อกันเป็นลำดับไป. บทว่า เอริตสฺส ความว่า ช้างเหล่านั้นย่อมโกรธ แม้แต่ลมที่มากระทบ ติดตามเสียงและต้านเสียงให้หวั่นไหวเห็นมนุษย์มาในที่นั้น ๆ แล้ว ร้ายกาจอย่างนี้. บทว่า นาสฺส ความว่าเมื่อมนุษย์ถูกลมหายใจนั้นแหละกำจัดทำให้เป็นภัสมธุลีแล้ว ก็ยังไม่ยอมแม้จะให้ละอองตกต้องพญาช้างนั้น.
นายพรานโสณุดร ฟังพระเสาวนีย์แล้ว หวาดกลัวต่อมรณภัย กราบทูลเป็นคาถา ความว่า
ข้าแต่พระราชเทวี เครื่องอาภรณ์ที่แล้วไปด้วย เงิน แก้วมุกดา แก้วมณี และแก้วไพฑูรย์ มีอยู่ใน ราชสกุลมากมาย เหตุไร พระแม่เจ้าจึงทรงประสงค์ เอางาช้างมาทำเป็นเครื่องประดับเล่า พระแม่เจ้าทรงปรารถนาจะให้ฆ่าพญาช้าง ซึ่งมีงามีรัศมี ๖ ประการ เสีย หรือว่าจะให้พญาช้างฆ่าพวกเชื้อแถวของนายพรานเสียกระมัง.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปิลนฺธนา ได้แก่ เครื่องอาภรณ์ทั้งหลาย. บทว่า เวฬุริยามยา ได้แก่ เครื่องแก้วไพฑูรย์. บทว่า ฆาเฏสฺสติ ความว่านายพรานโสณุดร ทูลถามว่า หรือว่า พระแม่เจ้ามีพระประสงค์จะให้พญาช้างฆ่าเทือกเถาเหล่านายพรานเสีย โดยยกเอาเครื่องประดับเป็นเลศอ้าง.
ลำดับนั้น พระนางเทวี ตรัสคาถา ความว่า
ดูก่อนนายพราน เรามีทั้งความริษยา ทั้งความ น้อยใจ เพราะนึกถึงความหลังเข้าก็ตรอมใจ ขอท่าน จงทำตามความประสงค์ของเรา เราจักให้บ้านส่วย แก่ท่าน ๕ ตำบล.
บทว่า สา ได้แก่ สา อหํ แปลว่า เรานั้น. บทว่า อนุสฺสรนฺตี ความว่า เราระลึกถึงเวรที่พญาช้างนันทำกับฉันไว้ในปางก่อนก็ตรอมใจ. บทว่า ทสฺสามิ เต ความว่า เมื่อความต้องการข้อนี้ของเราสำเร็จลง. ฉันจักยกบ้านส่วย ๕ ตำบล ซึ่งมีรายได้หนึ่งแสนทุก ๆ ปี เป็นรางวัลแก่เจ้า.
ก็แล ครั้นพระนางเทวีตรัสอย่างนี้แล้ว ตรัสปลอบโยนว่า สหายพรานเอ๋ย ในชาติก่อนเราได้ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ตั้งความปรารถนาไว้ว่า ขอให้เราเป็นคนสามารถที่จะให้ฆ่าพญาช้างฉัททันต์เชือกนี้เอางาทั้งคู่มาให้ได้ ใช่ว่าฉันจะฝันเห็นก็หามิได้ อนึ่ง ความปรารถนาที่ฉันตั้งไว้ต้องสำเร็จ เจ้าไปเถิด อย่ากลัวเลย. นายพรานโสณุดรรับปฏิบัติตามพระเสาวนีย์ ของพระนางเทวีว่า ตกลงพระแม่เจ้า แล้วทูลว่า ถ้าเช่นนั้น พระแม่เจ้าโปรดชี้แจงที่อยู่ของพญาช้างฉัททันต์นั้นให้แจ่มแจ้ง เมื่อจะทูลถามต่อไปจึงกล่าวคาถา ความว่า
พญาช้างนั้นอยู่ที่ตรงไหน เข้าไปยืนอยู่ที่ไหน ทางไหนเป็นทางที่พญาช้างไปอาบน้ำ อนึ่ง พญาช้าง นั้นอาบน้ำอย่างไร ทำไฉน ข้าพระพุทธเจ้าจึงจะรู้คติ ของพญาช้างได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กตฺถจฺฉติ ความว่า พญาช้างอยู่ที้ตรงไหน. บทว่า กตฺถ มุเปติ ความว่า เข้าไปในที่ไหน ? อธิบายว่ายืนที่ไหน. บทว่า วีถิสฺส กา ความว่า ทางไหนเป็นทางที่พญาช้างไปอาบน้ำคือพญาช้างไปอาบน้ำทางไหน. บทว่า กถํ วิชาเนมุ คตึ ความว่า เมื่อพระแม่เจ้าไม่ทรงชี้แจง ข้าพระพุทธเจ้าจักทราบถิ่นไปมาของพญาช้างนั้นได้อย่างไร ? เพราะเหตุนั้น ขอพระแม่เจ้าโปรดตรัสบอกข้าพระพุทธเจ้าเถิด.
เมื่อพระนางเทวี จะตรัสบอกสถานที่ อันเล็งเห็นโดยประจักษ์ด้วยญาณเครื่องระลึกชาติได้ แก่นายพรานโสณุดร ได้ตรัสคาถา ๒ คาถา ความว่า
ในที่ ๆ พญาช้างอยู่นั้น มีสระอยู่ใกล้ ๆ น่ารื่นรมย์ มีท่าราบเรียบ ทั้งน้ำก็มาก สะพรั่งไปด้วยพรรณ ไม้ดอก มีหมู่ภมรมาคลึงเคล้า พญาช้างลงอาบน้ำ ในสระนี้แหละ. พญาช้างชำระศีรษะแล้ว ทัดทรงมาลัยอุบล มีร่างเผือกผ่องขาวราวกะดอกบุณฑริก บันเทิงใจ ให้ มเหสีชื่อว่า สัพพภัททา เดินหน้า ดำเนินไปยังที่อยู่ ของตน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตฺตเถว ความว่า ในสถานที่อยู่ของพญาช้างนั้นเอง. บทว่า โปกฺขรณี นี้ พระนางเทวีตรัสหมายถึงสระฉัททันต์. บทว่า สํปุปฺผิตา ความว่า มีดอกโกมุทสองชนิด ดอกอุบลสามชนิด ดอกปทุมห้าชนิด ผลิบานอยู่โดยรอบ. บทว่า เอตฺถ หิ โส ความว่า พญาช้างนั้นลงอาบน้ำในสระฉัททันต์นี้. บทว่า อุปฺปลมาลธารี ความว่า ทัดทรงมาลัยปุปผชาติ อันเกิดในน้ำและบนบก มีอุบลเป็นต้น. บทว่า ปุณฺฑรีกตจงฺคี ความว่า ประกอบด้วยอวัยวะขาวเผือก มีผิวหนังราวกะดอกบุณฑริก.
บทว่า อาโมทนาโน ความว่า ทั้งยินดีร่าเริง. บทว่า สนิเกตํ ความว่า ไปสู่ที่อยู่ของตน. บทว่า ปุรกฺขตฺวา ความว่า พระนางเทวีตรัสว่าพญาช้าง ทำมเหสีชื่อ สัพพภัททาไว้เบื้องหน้า แวดล้อมด้วยช้าง ๘,๐๐๐เป็นบริวาร ไปสู่ที่อยู่ของตน.
นายพราน โสณุดร ฟังพระเสาวนีย์แล้ว ทูลรับสนองว่า ดีละพระแม่เจ้า ข้าพระพุทธเจ้า จักฆ่าช้างนั้นนำเอางามาถวาย ครั้งนั้นพระเทวีทรงชื่นชมยินดี ประทานทรัพย์แก่เขาพันหนึ่ง รับสั่งว่า เจ้ากลับไปเรือนก่อนเถิดอีกเจ็ดวัน จึงค่อยไปที่นั้น ครั้นส่งเขาไปแล้ว รับสั่งให้ช่างเหล็กมาเฝ้า ทรงบัญชาว่า พ่อคุณ ฉันต้องการ มีดพับ ขวาน จอบ สิ่ว ค้อน มีดตัดพุ่มไผ่ เคียวเกี่ยวหญ้า มีดดาบ ท่อนโลหะแหลม เลื่อย และหลักเหล็กสามง่าม พ่อจงรีบทำของทั้งหมดมาให้ฉัน แล้วรับสั่งให้ช่างหนังมาเฝ้า ทรงบัญชาว่า พ่อคุณ พ่อควรจะจัดทำกระสอบหนัง สำหรับใส่สัมภาระหนักประมาณ หนึ่งกุมภะ ให้เรา เราต้องการเชือกหนัง สายรัด ถุงมือ รองเท้า และร่มหนัง พ่อจงช่วยทำของทั้งหมดนี้ มาให้เราด่วนด้วย นับแต่นั้นช่างทั้งสองก็รีบทำของทั้งหมด นำมาถวายแด่พระเทวี พระนางจึงทรงตระเตรียมเสบียงให้นายพรานโสณุดรนั้น ตั้งแต่ไม้สีไฟเป็นต้นไป บรรจุเครื่องอุปกรณ์ทุกอย่าง และเสบียงมีสัตตุก้อนเป็นต้น ใส่ลงในกระสอบหนัง เครื่องอุปกรณ์และเสบียงทั้งหมดนั้น หนักประมาณ กุมภะหนึ่ง ฝ่ายนายพรานโสณุดรนั้น เตรียมตัวเสร็จแล้วถึงวันที่ เจ็ด ก็มาเฝ้าถวายบังคมพระราชเทวีลำดับนั้น พระนางเทวี รับสั่งกะเขาว่า เครื่องอุปกรณ์ทุกอย่างของเจ้าสำเร็จแล้วเจ้าจงลองยกกระสอบนี้ดูก่อน ก็นายพรานโสณุดรนั้น เป็นคนมีกำลังมาก ทรงกําลังประมาณห้าช้างสาร เพราะฉะนั้น จึงยกกระสอบขึ้นคล้ายกระสอบพลูแล้วสะพายบ่า ยืนเฉย ดุจยืนมือเปล่า พระนางสุภัททา จึงประทานเข้าของแก่พวกลูก ๆ ของนายพราน แล้วกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ จัดส่งนายพรานโสณุดรไป.
ฝ่ายนายพรานโสณุดรนั้น ครั้นถวายบังคมลาพระราชาและพระราชเทวีแล้ว ก็ลงจากพระราชนิเวศน์ ขึ้นรถออกจากพระนคร ด้วยบริวารเป็นอันมาก ผ่านคามนิคมและชนบทมาตามลำดับ ถึงปลายพระราชอาณาเขตแล้วจึงให้ชาวชนบทกลับ เดินทางเข้าป่าไปกับชาวบ้านชายแดน จนเลยถิ่นของมนุษย์ จึงให้ชาวบ้านชายแดนกลับทั้งหมด แล้วเดินไปเพียงคนเดียว สิ้นระยะทาง ๓๐ โยชน์ ถึงป่าชัฏ ๑๘ แห่งโดยลำดับ คือตอนแรกป่าหญ้าแพรกป่าเลา ป่าหญ้า ป่าแขม ป่าไม้มีแก่น ป่าไม้มีเปลือก ชัฏ ๖ แห่ง เป็นชัฏพุ่มหนาม ป่าหวาย ป่าไม้ต่างพรรณระคนคละกัน ป่าไม้อ้อ ป่าทึบ แม้งูก็เลื้อยไปได้ยาก คล้ายป่าแขม ป่าไม้สามัญ ป่าไผ่ ป่าที่มีเปลือกตมแล้วมีน้ำล้วน มีภูเขาล้วน ครั้นเข้าไปแล้ว ก็เอาเคียวเกี่ยวหญ้าแพรกเป็นต้นเอามีดสำหรับตัดพุ่มไม้ไผ่ ฟันป่าแขมเป็นต้น เอาขวานโคนต้นไม้ ใช้สิ่วใหญ่เจาะทำทางเดิน ที่ป่าไผ่ก็ทำพะองพาดขึ้นไปตัดไม้ไผ่ให้ตกบนพุ่มไผ่อื่น แล้วเดินไปบนยอดพุ่มไม้ไผ่ ถึงที่ซึ่งมีเปลือกตมล้วน ก็ทอดไม้เลียบแห้งเดินไปตามนั้น แล้วทอดท่อนอื่นต่อไปอีก ยกท่อนนอกนี้ขึ้น ทอดต่อไปข้างหน้าอีกข้ามชัฏที่มีเปลือกตมไปได้ ถึงชัฏที่มีน้ำล้วน ก็ต่อเรือโกลนข้ามไปยืนอยู่ที่เชิงเขา เอาเชือกผูกเหล็กสามง่าม ขว้างขึ้นไปให้ติดอยู่ที่ภูเขา แล้วโหนขึ้นไปตามเชือกหนังจนยืนอยู่บนภูเขาได้ แล้วหย่อนเชือกหนังลงไป ยึดเชือกหนังลงมาผูกที่หลักข้างล่าง แล้วไต่ขึ้นทางเชือก เอาท่อนโลหะซึ่งมีปลายแหลมดุจเพชร เจาะภูเขาแล้วตอกเหล็ก เสร็จแล้วยืนอยู่ที่นั้น แล้วกระตุกเหล็กสามง่ามออก แล้วขว้างไปติดอยู่ข้างบนอีก ยืนอยู่บนนั้น แล้วหย่อนเชือกหนังลงไปผูกไว้ที่หลักข้างล่าง ไต่ขึ้นไปตามเชือก มือซ้ายถือเชือก มือขวาถือค้อน แก้เชือกแล้ว ถอนหลักขึ้นต่อไปอีก โดยทำนองนี้ จนขึ้นไปถึงยอดเขา เมื่อจะลงด้านโน้น ก็ตอกเหล็กลงที่ยอดเขาลูกแรก โดยทำนองเดิมนั่นเอง เอาเชือกผูกกระสอบหนังพันเข้าที่หลักแล้ว ตนเองนั่งภายในกระสอบโรยเชือกลงคล้ายอาการที่แมลงมุมชักใย บางอาจารย์กล่าวว่า นายพรานโสณุดรลงจากเขาโดยร่มหนัง เหมือนนกถาปีกโฉบลงฉะนั้น.
พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงทำให้แจ่มแจ้ง ซึ่งข้อที่นายพรานโสณุดรรับเอาพระเสาวนีย์ ของพระนางสุภัททาอย่างนั้นแล้ว ออกจากพระนคร ล่วงเลยป่าชัฏ ๑๗ แห่ง จนถึงชัฏแห่งภูเขา ข้ามเขาหกลูกในที่นั้นได้ แล้วขึ้นสู่ยอดเขาสุวรรณปัสสบรรพต จึงตรัสพระคาถา ความว่า
นายพรานนั้น ยึดเอาพระเสาวนีย์ ของพระนาง สุภัททาราชเทวี ซึ่งประทับยืนอยู่ ณ ที่นั่นเอง แล้ว เอาแล่งลูกธนู ข้ามภูเขาใหญ่ทั้ง ๗ ลูกไป จน ถึงลูกที่ชื่อว่า สุวรรณปัสสบรรพต อันสูงโดด. เขาขึ้นไปสู่บรรพต อันเป็นที่อยู่ของกินนรแล้ว มองลงมายังเชิงเขา ได้เห็นต้นไทรใหญ่ สีเขียวดังสี เมฆมีย่านไทรแปดพันห้อยย้อย ที่เชิงเขานั้น. ทันใดนั้นเอง ก็ได้เห็นพญาช้างเผือกขาวผ่อง งามรัศมี ๖ ประการ ยากที่คนเหล่าอื่นจะจับได้ มีช้าง ประมาณ ๘,๐๐๐ เชือก ล้วนแต่มีงางามงอน ขนาด งอนไถวิ่งไล่เร็วดุจลมพัด แวดล้อมรักษาพญาช้างนั้น อยู่. และได้เห็นสระโบกขรณี อันน่ารื่นรมย์อยู่ใกล้ๆ ที่อยู่ของพญาช้างนั้น ทั้งท่าน้ำก็ราบเรียบ น้ำมากมาย มีพรรณไม้ดอกบานสะพรั่ง มีหมู่ภมรเที่ยวเคล้าคลึงอยู่. ครั้นเห็นที่ที่พญาช้างลงอาบน้ำ จนกระทั่งที่ ซึ่งพญาช้างเดินยืนอยู่ และทางที่พญาช้างลงอาบน้ำ ก็แลนายพรานผู้มีใจลามก ถูกพระนางสุภัททา ผู้ตก อยู่ในอำนาจจิต ทรงใช้มา ก็มาจัดแจงตระเตรียมหลุม.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นายพรานนั้น ยึดเอาพระดำรัสของพระเทวี ซึ่งประทับยืน ณ พื้นปราสาทชั้นที๗ นั้น แล้ว ถือเอาแล่งศร และธนใหญ่ไปยังชัฏแห่งบรรพต คิดว่า ภูเขาลูกไหนหนอ ชื่อ สุวรรณปัสสบรรพต (ข้าม) มหาบรรพตใหญ่ทั้งเจ็ด. บทว่า วิตุริยา ความว่า ไตร่ตรอง คือพิจารณาดูในครั้งนั้น. เมื่อกำลังพิจารณาทบทวนอยู่นั้น เขาเห็นภูเขาที่ชื่อว่า สุวรรณปัสสคิรี อันสูงใหญ่จึงคิดว่า ชะรอยจักเป็นภูเขาลูกนี้.
บทว่า โอโลกยิ ความว่า เขาขึ้นไปยังบรรพตอันเป็นที่อยู่ของพวกกินนรแล้ว ก้มมองดูข้างล่าง ตามข้อกำหนดหมายที่พระนางสุภัททาประทานมา. บทว่า ตตฺถ ความว่า เขาจึงเห็นต้นนิโครธนั้นอยู่ใกล้ ๆ เชิงเขานั้นเอง. บทว่า ตตฺถ ความว่า ยืนอยู่ที่โคนต้นไทรนั้น. บทว่า ตตฺถ ความว่า ภายในภูเขา ไม่ห่างต้นไทรนั้นเอง พญาช้างอาบน้ำ ณ สระฉัททันต์ใด เขาได้เห็นสระฉัททันต์นั้น. บทว่า ทิสฺวาน ความว่า ในเวลาที่ช้างทั้งหลายไปแล้ว นายพรานนั้นก็ลงจากสุวรรณปัสสบรรพต สวมถุงมือและรองเท้า แล้วตรวจตราดูที่ ๆ พญาช้างนั้นไป และที่ ๆ พญาช้างอยู่ประจำ เห็นตลอดไปหมดว่า พญาช้างเดินทางนี้ อาบน้ำตรงนี้ ครั้นอาบแล้วขึ้นไปยืนตรงนี้ เพราะเป็นผู้ไม่มีหิริ คือ มีใจลามก ถูกพระนางสุภัททาผู้ตกอยู่ในอำนาจจิตใช้มา เพราะฉะนั้น จึงมาตระเตรียมหลุม คือเดินไปขุดหลุมไว้.
ในเรื่องนั้น มีข้อความเรียงลำดับ ดังต่อไปนี้ เล่ากันมาว่า นายพรานโสณุดรนั้น มาถึงที่อยู่ของพระมหาสัตว์กำหนดได้ เจ็ดปี เจ็ดเดือนเจ็ดวัน กำหนดดูสถานที่อยู่ของพระมหาสัตว์ โดยนัยที่กล่าวแล้วนั้นเองกำหนดหมายใจไว้ว่า เราจะต้องขุดหลุมที่ตรงนี้ ยืนแอบในหลุมนั้นยิงพญาช้างให้ถึงความตาย ดังนี้แล้ว เข้าป่าตัดต้นไม้เพื่อทำเสาเป็นต้น ตระเตรียมทัพสัมภาระไว้ เมื่อช้างทั้งหลายไปอาบน้ำกันแล้ว จึงเอาจอบใหญ่ขุดหลุมสี่เหลี่ยมจตุรัส ตรงที่อยู่ของพญาช้าง แล้วเอาน้ำราด เหมือนจะปลูกพืชที่คุ้ยฝุ่นขึ้น ปักเสาลงบนหินซึ่งมีสัณฐานคล้ายครก ใส่ขื่อ ปูกระดานเลียบไว้ เจาะช่องขนาดคอลอดได้ แล้วโรยฝุ่น และเกลี่ยขยะมูลฝอยพลางข้างบนด้านหนึ่ง ทำเป็นที่เข้าออกของตน เมื่อหลุมเสร็จแล้วอย่างนี้ ในเวลาใกล้รุ่ง จึงคลุมศีรษะ นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ถือธนูพร้อมด้วยลูกศรอันอาบยาพิษ ลงไปยืนอยู่ในหลุม.
พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ตรัสพระคาถาความว่า
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๓๗๗–๔๐๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ติงสตินิบาตชาดก ๒๕ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๒๕ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
กินฺนุ โสจสินุจฺจงฺคี ปณฺฑุสี ๑ วรวณฺณินี มิลายสิ วิสาลกฺขี มาลาว ปริมทฺทิตา ฯ
โทหโฬ เม มหาราช สุปินนฺเตนุปจฺจคา ๒ น โส สุลภรูโปว ยาทิโส มม โทหโฬ ฯ
เยเกจิ มานุสา กามา อิธ โลกสฺมิ นนฺทเน สพฺเพ เต ปจุรา มยฺหํ อหนฺเต ทมฺมิ โทหฬํ ฯ
ลุทฺทา เทว สมายนฺตุ เยเกจิ วิชิเต ตว เอเตสํ อหมกฺขิสฺสํ ยาทิโส มม โทหโฬ ฯ
อิเม เต ลุทฺทกา เทวิ กตหตฺถา วิสารทา วนญฺญู จ มิคญฺญู จ มมตฺเถ ๓ จตฺตชีวิตา ฯ
ลุทฺทปุตฺตา นิสาเมถ ยาวนฺเตตฺถ สมาคคา ฉพฺพิสาณํ คชํ เสตํ อทฺทสํ สุปิเน อหํ ฯ ตสฺส ทนฺเตหิ เม อตฺโถ อลาเภ นตฺถิ ชีวิตํ ฯ #๑ ม. ปณฺฑูสิ ฯ ๒ ม. -ปชฺฌคา ฯ ๓ ยุ. มม เต ฯ
น โน ปิตูนํ น ปิตามหานํ ทิฏฺโฐ สุโต กุญฺชโร ฉพฺพิสาโณ ยมทฺทส ๑ สุปิเน ราชปุตฺตี อกฺขาหิ โน ยาทิโส หตฺถินาโค ฯ
ทิสา จตสฺโส วิทิสา จตสฺโส อุทฺธํ อโธ ทส ทิสา อิมาโย กตมํ ทิสํ ติฏฺฐติ นาคราชา ยมทฺทส ๒ สุปิเน ฉพฺพิสาณํ ฯ
อิโต อุชุํ อุตฺตรายํ ทิสายํ อติกฺกมฺม โส สตฺต คิรี พฺรหนฺเต สุวณฺณปสฺโส นาม คิริ อุฬาโร สํปุปฺผิโต ๓ กึปุริสานุจิณฺโณ ฯ อารุยฺห เสลํ ภวนํ กินฺนรานํ โอโลกย ปพฺพตปาทมูลํ อถ ทกฺขสี เมฆสมานวณฺณํ นิโคฺรธราชํ อฏฺฐสหสฺสปาทํ ๔ ฯ ตตฺถจฺฉติ กุญฺชโร ฉพฺพิสาโณ สพฺพเสโต ทุปฺปสโห ปเรภิ รกฺขนฺติ นํ อฏฺฐสหสฺสนาคา อีสาทนฺตา วาตชวปฺปหาริโน ฯ #๑-๒ ม. ยมทฺทสา ฯ ๓ ม. สุปุปฺผิโต ฯ ๔ ม. อถ สหสฺสปาทํ ฯ ติฏฺฐนฺติ เต ตุมูลมสฺสสนฺตา ๑ กุปฺปนฺติ วาตสฺสปิ เอริตสฺส มนุสฺสภูตํ ปน ตตฺถ ทิสฺวา ภสฺมํ กเรยฺยุํ นาสฺส รโชปิ ตสฺส ฯ
พหู หิ เม ราชกุลมฺหิ สนฺติ ปิลนฺธนา ชาตรูปสฺส เทวิ มุตฺตา มณี เวฬุริยามยา จ กึ กาหสิ ทนฺตปิลนฺธเนน มาเรตุกามา กุญฺชรํ ฉพฺพิสาณํ อุทาหุ ฆาเตสฺสสิ ลุทฺทปุตฺเต ฯ
สา อิสฺสิตา ทุกฺขิตา จสฺมิ ลุทฺท อุทฺธญฺจ สุสฺสามิ อนุสฺสรนฺตี กโรหิ เม ลุทฺทก เอตมตฺถํ ทสฺสามิ เต คามวรานิ ปญฺจ ฯ
กตฺถจฺฉติ กตฺถมุเปติ ฐานํ วีถิสฺส กา นฺหานคตสฺส โหติ กถญฺหิ โส นฺหายติ นาคราชา กถํ วิชาเนมุ คตึ คชสฺส ฯ
ตตฺเถว สา โปกฺขรณี อวิทูเร ๒ รมฺมา สุติตฺถา จ มโหทกา ๓ จ #๑ ม. ตุมูลํ ปสฺสสนฺตา ฯ ๒ ม. อทูเร ฯ ๓ ม. มโหทิกา ฯ สํปุปฺผิตา ภมรคณานุจิณฺณา เอตฺถ หิ โส นฺหายติ นาคราชา ฯ สีสํ นหาโต อุปฺปลมาลธารี ๑ สพฺพเสโต ปุณฺฑริกตจงฺคี อาโมทมาโน คจฺฉติ สนฺนิเกตํ ปุรกฺขตฺวา มเหสึ สพฺพภทฺทํ ฯ
ตตฺเถว โส อุคฺคเหตฺวาน วากฺยํ อาทาย ตูณิญฺจ ธนุญฺจ ลุทฺโท วิตุริยติ สตฺต คีรี พฺรหนฺเต สุวณฺณปสฺสนฺนาม คิรึ อุฬารํ ฯ อารุยฺห เสลํ ภวนํ กินฺนรานํ โอโลกยิ ปพฺพตปาทมูลํ ตตฺถทฺทสา เมฆสมานวณฺณํ นิโคฺรธราชํ อฏฺฐสหสฺสปาทํ ฯ ตตฺถทฺทสา กุญฺชรํ ฉพฺพิสาณํ สพฺพเสตํ ทุปฺปสหํ ปเรภิ รกฺขนฺติ นํ อฏฺฐสหสฺสนาคา อีสาทนฺตา วาตชวปฺปหาริโน ฯ ตตฺถทฺทสา โปกฺขรณึ อวิทูเร ๒ รมฺมํ สุติตฺถญฺจ มโหทกญฺจ ๓ #๑ ม. นหาตุปฺปลมาลภารี ฯ ๒ ม. อทูเร ฯ ๓ ม. มโหทิกญฺจ ฯ สํปุปฺผิตํ ภมรคณานุจิณฺณํ ยตฺถ หิ โส นฺหายติ นาคราชา ฯ ทิสฺวาน นาคสฺส คตึ ฐิตญฺจ วีถิสฺส ยา นฺหานคตสฺส โหติ โอปาตมาคจฺฉิ อนริยรูโป ปโยชิโต จิตฺตวสานุคาย ฯ
ขณิตฺวาน กาสุํ ผลเกหิ ฉาทยิ อตฺตานโมธาย ธนุญฺจ ลุทฺโท ปสฺสาคตํ ปุถุสลฺเลน นาคํ สมปฺปยิ ทุกฺกฏกมฺมการี ฯ วิทฺโธ จ นาโค โกญฺจมนาทิ โฆรํ สพฺเพว ๑ นาคา นินฺนาทุ ๒ โฆรรูปํ ติณญฺจ กฏฺฐญฺจ รณํ ๓ กโรนฺตา ธาวึสุ เต อฏฺฐ ทิสา สมนฺตโต ฯ วธิสฺสเมนนฺติ ๔ ปรามสนฺโต กาสาวมทฺทกฺขิ ธชํ อิสีนํ ทุกฺเขน ผุฏฺฐสฺสุทปาทิ สญฺญา อรหทฺธโช สพฺภิ อวชฺฌรูโป ฯ
อนิกฺกสาโว กาสาวํ โย วตฺถํ ปริทหิสฺสติ ๕ อเปโต ทมสจฺเจน น โส กาสาวมรหติ ฯ #๑ ม. สพฺเพ จ ฯ ๒ ม. นินฺนทุํ ฯ ๓ สี. ยุ. จุณฺณํ ฯ ๔ ม. วธิสฺสเมตนฺติ ฯ #๕ สี. ยุ. ปริทเหสฺสติ ฯ โย จ วนฺตกสาวสฺส สีเลสุ สุสมาหิโต อุเปโต ทมสจฺเจน สเว กาสาวมรหติ ฯ
สมปฺปิโต ปุถุสลฺเลน นาโค อทุฏฺฐจิตฺโต ลุทฺทกํ อชฺฌภาสิ กิมตฺถิยํ ๑ กิสฺส วา สมฺม เหตุ มมํ วธี กสฺส วายํ ปโยโค ฯ
กาสิสฺส รญฺโญ มเหสี ภทนฺเต สา ปูชิตา ราชกุเล สุภทฺทา สา ๒ ตํ อทฺทส ๓ สา จ มมํ อสํสิ ทนฺเตหิ อตฺโถติ มมํ ๔ อโวจ ฯ
พหู หิ เม ทนฺตยุคา อุฬารา เย เม ปิตูนญฺจ ปิตามหานํ ชานาติ สา โกธนา ราชปุตฺตี วธตฺถิกา เวรมกาสิ พาลา ฯ อุฏฺเฐหิ ตฺวํ ลุทฺท ขรํ คเหตฺวา ทนฺเต อิเม ฉินฺท ปุรา มรามิ วชฺชาสิ ตํ โกธนํ ราชปุตฺตึ นาโค หโต หนฺท อิมสฺส ทนฺตา ฯ
อุฏฺฐาย โส ลุทฺโท ขรํ คเหตฺวา #๑ ม. กิมตฺถยํ ฯ ๒ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๓ ม. อทฺทสา ฯ ๔ ม. - จ มํ ฯ เฉตฺวาน ทนฺตานิ คชุตฺตมสฺส วคฺคู สุเภ อปฺปฏิเม ปฐพฺยา อาทาย ปกฺกามิ ตโต หิ ขิปฺปํ ฯ
ภยฏฺฏิตา ๑ นาควเธน อฏฺฏา เย เต นาคา อฏฺฐ ทิสา วิธาวว อทิสฺวาน ๒ โปสํ คชปจฺจมิตฺตํ ปจฺจาคมม เยน โส นาคราชา ฯ
เต ตตฺถ กนฺทิตฺวา โรทิตฺวาน ๓ นาคา สีเส สเก ปํสุกํ โอกิริตฺวา อาคมึสุ เต สพฺเพ สกํ นิเกตํ ปุรกฺขตฺวา มเหสึ สพฺพภทฺทํ ฯ
อาทาย ทนฺตานิ คชุตฺตมสฺส วคฺคู สุเภ อปฺปฏิเม ปฐพฺยา สุวณฺณราชีหิ สมนฺตโมทเร โส ลุทฺทโก กาสิปุรํ อุปาคมิ อุปเนสิ โส ราชกญฺญาย ทนฺเต นาโค หโต หนฺท อิมสฺส ทนฺตา ฯ
ทิสฺวาน ทนฺตานิ คชุตฺตมสฺส ภตฺตุ ปิยสฺส ๔ ปุริมาย ชาติยา ตตฺเถว ตสฺสา หทยํ อผาลิ #๑ สี. ยุ. ภยทฺทิตา ฯ ๒ สี. ยุ. อทิสฺวา ฯ ๓ สี. ยุ. โรทิตฺวา ฯ ๔ ม. #ภตฺตุปฺปิยสฺส ฯ เตเนว สา กาลมกาสิ พาลา ฯ
สมฺโพธิปตฺโต จ ๑ มหานุภาโว สีตํ อกาสี ๒ ปริสาย มชฺเฌ ปุจฺฉึสุ ภิกฺขู สุวิมุตฺตจิตฺตา นาการเณ ปาตุกโรนฺติ พุทฺธา ฯ ยมทฺทสาถ ทหรึ กุมารึ กาสาววตฺถํ อนคาริยํ จรนฺตึ สา โข ตทา ราชกญฺญา อโหสิ อหํ ตทา นาคราชา อโหสึ ฯ อาทาย ทนฺตานิ คชุตฺตมสฺส วคฺคู สุเภ อปฺปฏิเม ปฐพฺยา โย ลุทฺทโก กาสิปุรํ อุปาคมิ โส โข ตทา เทวทตฺโต อโหสิ ฯ อนาวสูรํ จิรรตฺตสํสิตํ อุจฺจาวจํ จริตมิทํ ปุราณํ วีตทฺทโร วีตโสโก วิสลฺโล สยํ อภิญฺญาย อภาสิ พุทฺโธ ฯ อหํ โว เตน กาเลน อโหสึ ตตฺถ ภิกฺขโว นาคราชา ตทาโหสึ ๓ เอวํ ธาเรถ ชาตกนฺติ ฯ ฉทฺทนฺตชาตกํ จตุตฺถํ ฯ #๑ ม. ส ฯ ๒ ม. สิตํ อกาสิ ฯ ๓ ม. ตทา โหมิ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๓๒๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗