เตสกุณชาดก
ว่าด้วยนกตอบปัญหาพระราชา
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๓๘ · บรรทัด ๑๐๐๗๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๓ จาก ๔
เรื่องเล่า
บทว่า มา เต อธิสเร มุจฺจ สุพาฬฺหมธิโกปิตํ ความว่าข้าแต่เสด็จพ่อ พระองค์อย่าทรงปล่อยพระหฤทัยให้ขุ่นเคืองโกรธกริ้วเกินไปในเพราะอกุศลกรรมของผู้อื่น อันล่วงเลยกุศลเป็นไป คืออย่าให้ดำรงอยู่ได้. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ เมื่อใด พวกราชบุรุษกราบทูลแสดงโจรต่อพระองค์ผู้สถิตอยู่ ณ ที่วินิจฉัยว่า เจ้านี่ฆ่าคน หรือว่าเจ้านี่ตัดที่ต่อเมื่อนั้น โปรดอย่าปล่อยพระทัย แม้ที่ทรงขุ่นเคืองเต็มที่ ด้วยถ้อยคำของผู้อื่นด้วยอำนาจทรงพระพิโรธ ยังมิได้ทรงสอบสวน แล้วอย่าได้ทรงลงพระอาญา. เพราะเหตุไร ? เพราะว่า เขาจับคนที่มิใช่โจร หาว่าเป็นโจรนำมาก็ได้ ฉะนั้นอย่าทรงพิโรธโปรดสดับถ้อยคำของผู้ที่เป็นโจทก์และจำเลยทั้งสองฝ่าย ทรงชำระด้วยดี รู้ว่าเขาเป็นโจรโดยประจักษ์ด้วยพระองค์แล้ว จึงโปรดกระทำสิ่งที่ควรกระทำ ด้วยสามารถแห่งอาชญา ที่ตราไว้ตามพระราชประเพณี ก็ถึงแม้เมื่อเกิดความโกรธขึ้นแล้ว พระราชายังมิได้กระทำพระทัยให้เย็นก่อน ไม่ควรทำการวินิจฉัย ต่อเมื่อใดพระหทัยเยือกเย็น ดับร้อน อ่อนโยน เมื่อนั้นจึงควรทำการวินิจฉัย เพราะเมื่อจิตหยาบคาย เหตุผลย่อมไม่ปรากฏ เหมือนเมื่อน้ำเดือดพล่าน เงาหน้าก็ไม่ปรากฏฉะนั้น. บทว่า โกธสา หิ ความว่าข้าแต่เสด็จพ่อ ราชตระกูลทังหลาย ที่มั่งคั่งมากมาย ถึงความไม่เป็นตระกูลคือถึงความมหาพินาศทีเดียว ก็เพราะความโกรธ เพราะเหตุนั้น ก็เพื่อจะแสดงเนื้อความนี้ ควรกล่าวถึงขันติวาทีชาดก เรื่องพระเจ้านาฬิกีรราช และเรื่องท้าวอรชุนผู้มีกรพันหนึ่งเป็นต้น.
บทว่า ปตารยิ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ พระองค์อย่าทรงยังมหาชนให้หมกมุ่น หยั่งลงสู่กายทุจริตเป็นต้น เพื่อความฉิบหาย โดยทรงนึกว่าเราเป็นใหญ่ในแผ่นดิน บุคคลถือเอาทุจริตอันเป็นความฉิบหาย ประพฤติฉันใดพระองค์อย่าได้ทรงกระทำฉันนั้น. บทว่า มา เต อาสิ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ในแว่นแคว้นของพระองค์ ขอการได้รับทุกข์ คือความถึงซึ่งทุกข์อย่าได้มีแก่หญิงชายเลย ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็ตามที. อธิบายว่า ประชาชนในแว่นแคว้นของพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม พากันกระทำกายทุจริตเป็นต้นย่อมเกิดในนรกฉันใด สำหรับชาวแว่นแคว้นของพระองค์อย่าได้มีฉันนั้นเลยคือความทุกข์เช่นนั้น จะไม่มีแก่ชาวแว่นแคว้นของพระองค์โดยวิธีใด โปรดทรงกระทำโดยวิธีนั้นเถิด.
บทว่า อเปตโลมหํสสฺส ความว่า ผู้ปราศจากภัย เพราะภัยมีการติเตียนตนเป็นต้น. ด้วยบทนี้ นางนกกุณฑลินีแสดงความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อพระราชาใด ทรงทำความหวังในอารมณ์อะไรแล้ว ทรงระลึกถึงแต่ความใคร่ของพระองค์อย่างเดียว ทรงปรารถนาสิ่งใด ก็ทำสิ่งนั้นด้วยอำนาจฉันทะความพอใจ เป็นเหมือนคนตาบอดทิ้งไม้เท้า และเหมือนช้างดุไม่มีขอสับ โภคสมบัติทั้งปวงของพระราชานั้น ผู้ปราศจากภัยเช่นการติเตียนเป็นต้น ย่อมฉิบหายไป ความฉิบหายของโภคะนั้น ท่านกล่าวว่า เป็นทุกข์ของพระราชาพระองค์นั้น. คำว่า ในปัญหานั้น เนื้อความที่กราบทูลมานั้นเป็นวัตรบทดังนี้ควรประกอบโดยนัยก่อนนั้นเถิด.
บทว่า ทุกฺขสฺสุทาทานิ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ พระองค์ทรงสดับอนุสาสนีนี้แล้ว บัดนี้ พึงเป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้าน ทรงสร้างบุญกุศล เหตุบำเพ็ญบุญกุศล อย่าเป็นนักเลงสุรา เหตุบริหารด้วยสุราเป็นต้น อย่ายังพระองค์ให้พินาศ เหตุยังประโยชน์ปัจจุบันและสัมปรายิกภพให้ฉิบหาย. บทว่า สีลวสฺสุ ความว่า พระองค์จงเป็นผู้ทรงศีลสมบูรณ์ด้วยอาจารมรรยาท ดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรมเสวยราชสมบัติ. บทว่า ทุสฺสีโล วินิปาติโก ความว่าข้าแต่พระมหาราชเจ้า เพราะคนทุศีล เมื่อยังตนให้ตกไปในนรกย่อมเป็นผู้ชื่อว่า ทำตนให้ตกไปในที่ชั่ว. แม้เจ้านกกุณฑลินี แสดงธรรมด้วยคาถา ๑๑ คาถาด้วยประการอย่างนี้พระราชาทรงดีพระทัย ตรัสเรียกอำมาตย์มารับสั่งถามว่า ดูก่อนท่านอำมาตย์ผู้เจริญทั้งหลาย เราควรทำกิจอันใดแก่เจ้ากุณฑลินี ราชธิดาของเราผู้กล่าวธรรมอยู่อย่างนี้ ?
พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ควรกระทำโดยการมอบตำแหน่งขุนคลังให้พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นเราจะให้หน้าที่การงานตำแหน่งขุนคลังแก่ธิดาของเรา แล้วทรงแต่งตั้งนางนกกุณฑลินีไว้ในฐานันดรศักดิ์. นับแต่นั้นมานางนกกุณฑลินี ก็ดำรงอยู่ในตำแหน่งขุนคลัง ได้ทำการสนองราชกิจของพระราชบิดา.
จบกุณฑลินีปัญหา
ล่วงมาอีกสองสามวัน พระราชาส่งทูตไปยังสำนักของเจ้าชัมพุกบัณฑิตโดยนัยก่อนนั้นเอง แล้วเสด็จไปในสำนักของนกชัมพุกบัณฑิตนั้น ในวันที่เจ็ดทรงเสวยสมบัติแล้วเสด็จกลับมา ประทับ ณ ที่ท่ามกลางมณฑปนั้นเอง. ครั้งนั้นอำมาตย์เชิญเจ้าชัมพุกบัณฑิต จับบนตั่งทอง แล้วเอาศีรษะทูลตั่งทองมาเฝ้าพระราชา. เจ้าชัมพุกบัณฑิตจับบนพระเพลาของพระราชบิดา เล่นหัวแล้วจับที่ตั่งทองดังเดิม.
ลำดับนั้น เมื่อพระราชาจะตรัสถามปัญหากะเจ้าชัมพุกบัณฑิต จึงตรัสพระคาถาความว่า
พ่อชัมพุกะ พ่อได้ถามปัญหากะเจ้าโกสิยโคตร และเจ้ากุณฑลินีมาเช่นเดียวกันแล้ว ชัมพุกลูกรัก คราวนี้ เจ้าจงบอกกำลัง อันสูงสุดกว่ากำลังทั้งหลาย
บ้างเถิด. พระคาถานั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ แน่ะพ่อชัมพุกะ พ่อได้ถามราชธรรมกะเจ้าเวสสันดรโกสิยโคตรผู้พี่ชายของเจ้า และนางกุณฑลินีผู้พี่สาวของเจ้าแล้ว ทั้งสองต่างก็ตอบตามกำลังปัญญาของตน ๆ อนึ่ง พ่อถามพี่ชายและพี่สาวของเจ้าอย่างใด ชัมพุกะลูกรัก บัดนี้พ่อจะถามเจ้าอย่างนั้นเหมือนกันเจ้าจงบอกราชธรรมนั้น กับกำลังอันสูงสุดกว่ากำลังทั้งหลายด้วยเถิด.
พระราชา เมื่อตรัสถามปัญหากะพระมหาสัตว์อย่างนี้ หาได้ตรัสถามโดยทำนองที่ตรัสถามนกอื่น ๆ ไม่ ดำรัสถามให้พิเศษขึ้นไป. ลำดับนั้น นกชัมพุกบัณฑิตทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ถ้ากระนั้น ขอพระองค์จงเงี่ยพระโสตลงสดับ ข้าพระพุทธเจ้าจักกล่าวปัญหาทั้งปวงถวายแด่พระองค์ ดังนี้แล้วเป็นประดุจว่า บอกถุงทรัพย์พันหนึ่ง กะฝูงชนที่เหยียดมือออกรับฉะนั้นเริ่มแสดงธรรมเป็นคาถา ความว่า
กำลังในบุรุษผู้มีอัธยาศัยใหญ่ในโลกนี้ มี ๕ ประการ ในกำลัง ๕ ประการนั้น กำลังแขน บัณฑิต กล่าวว่า เป็นกำลังต่ำทราม ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเจริญ พระชนม์ กำลังโภคทรัพย์ บัณฑิตกล่าวว่า เป็นกำลัง ที่สอง. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญชนม์ กำลังอำมาตย์บัณฑิต กล่าวว่า เป็นกำลังที่สาม กำลังคือมีชาติยิ่งใหญ่ เป็น กำลังที่สี่โดยแท้ บัณฑิตย่อมยึดเอากำลังทั้งหมดนี้ไว้ได้. กำลังปัญา บัณฑิตกล่าวว่าเป็นกำลังประเสริฐ ยอดเยี่ยมกว่ากำลังทั้งหลาย เพราะว่าบัณฑิตอันกำลัง ปัญญาสนับสนุนแล้ว ย่อมได้ซึ่งประโยชน์. ถ้าบุคคลมีปัญญาทราม แม้ได้แผ่นดินอัน สมบูรณ์ เมื่อไม่ประสงค์ คนอื่นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ก็ข่มแข่งเอาแผ่นดินนั้นเสีย. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมชนชาวกาสี ถ้าบุคคล แม้เป็นผู้มีชาติสูง ได้ราชสมบัติแล้วเป็นกษัตริย์ แต่ มีปัญญาทราม หาเป็นอยู่ด้วยราชสมบัติทุกอย่างได้ไม่. ปัญญาเป็นเครื่องวินิจฉัยเรื่องที่ได้สดับ ปัญญาเป็น เครื่องยังเกียรติยศ และลาภสักการะให้เจริญ คนใน โลกนี้ประกอบด้วยปัญญาแล้ว แม้เมื่อทุกข์เกิดขึ้น ก็ย่อมได้รับความสุข. ก็คนบางคนไม่ตั้งใจฟังด้วยดี ไม่อาศัยผู้เป็น พหูสูต ซึ่งตั้งอยู่ในธรรม ไม่พิจารณาเหตุผล ย่อม ไม่ได้บรรลุปัญญา. อนึ่ง ผู้ใดรู้จักจำแนกธรรม ลุกขึ้นในเวลาเช้า ไม่เกียจคร้าน ย่อมบากบั่นตามกาล ผลแห่งการงาน ของบุคคลนั้น ย่อมสำเร็จ. ประโยชน์แห่งการงานของบุคคลผู้มีศีลมิใช่บ่อ เกิด ผู้คบหาบุคคลที่มิใช่บ่อเกิด ผู้มีปกติเบื่อหน่าย ทำการงาน ย่อมไม่เผล็ดผลโดยชอบ. ส่วนประโยชน์แห่งการงานของบุคคล ผู้ประกอบธรรมอันเป็นภายใน คบหาบุคคลที่เป็นบ่อเกิด อย่างนั้น ไม่มีปกติเบื่อหน่ายทำการงาน ย่อมเผล็ดผล โดยชอบ. ข้าแต่เสด็จพ่อ ขอพระองค์จงทรงเสวนปัญญา อันเป็นส่วนแห่งการประกอบความเพียร เป็นเครื่อง ตามรักษาทรัพย์ที่รวบรวมไว้ และเหตุสองประการ ข้างต้น ที่ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลแล้วนั้นเถิด อย่าได้ ทรงทำลายทรัพย์สินเสีย ด้วยการงานอันไม่สมควร เพราะคนมีปัญญาทราม ย่อมล่มจมด้วยการงานอันไม่ สมควร ดังเรือนไม้อ้อฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหคฺคเต ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้ากำลังในบุรุษผู้มีอัธยาศัยใหญ่ ในสัตว์โลกนี้ มี ๕ อย่าง. บทว่า พาหุพลํ ได้แก่ กำลังกาย. บทว่า จริมํ ความว่า กำลังกายนั้น แม้เป็นของยิ่งใหญ่ก็เป็นของเลวทรามอยู่นั่นเอง. เพราะเหตุไร ? เพราะเป็นกำลังของอันธพาล. อธิบายว่า ถ้าหากกำลังกายจะชื่อว่าเป็นใหญ่จริง กำลังของนางนกไส้ก็ย่อมเยากว่ากำลังของช้าง แต่กำลังของช้างเป็นปัจจัยแห่งความตาย เพราะเป็นกำลังอันธพาล นางนกไส้ยังช้างให้ถึงความสิ้นชีวิตได้ เพราะมันเป็นสัตว์ฉลาดในความรู้. แต่ในความข้อนี้ กิจด้วยกำลังในที่ทุกสถานไม่มีเลย. ควรนำพระสูตรที่ว่า พลํ หิ พาลสฺส วธาย โหติ แปลว่า แท้จริงกำลังย่อมมีไว้เพื่อฆ่าคนโง่ ดังนี้เป็นต้นมาแสดง.
บทว่า โภคพลํ ความว่า กำลังอันเกิดแต่เครื่องอุปโภคเช่นเงินทองเป็นต้นทั้งหมด ชื่อว่ากำลังคือโภคสมบัติ กำลังโภคสมบัตินั้น ใหญ่กว่ากำลังกาย ด้วยอำนาจเป็นเครื่องค้ำจุน. ความมีชมรมอำมาตย์ อันมีมนต์ไม่ทำลายมีความแกล้วกล้า มีหทัยดี ชื่อว่ากำลังคืออำมาตย์. กำลังคืออำมาตย์นั้นเป็นกำลังใหญ่กว่ากำลังสองอย่างข้างต้น เพราะความที่อำมาตย์เป็นผู้แกล้วกล้าในสงคราม. ความถึงพร้อมแห่งชาติ ด้วยสามารถแห่งตระกูลกษัตริย์ ก้าวล่วงเสียซึ่งตระกูลทั้งสาม ชื่อว่า กำลังคือความเป็นผู้มีชาติสูง. กำลังคือความเป็นผู้มีชาติสูงนั้นใหญ่กว่ากำลังนอกนี้ เพราะว่า ชนผู้ถึงพร้อมด้วยชาติเท่านั้นย่อมบริสุทธิ์ ชนนอกนี้หาบริสุทธิ์ไม่.
บทว่า ยานิ เจตานิ ความว่า บัณฑิตย่อมยึดคือย่อมครอบงำกำลังแม้ทั้ง ๔ อย่างเหล่านี้ ได้ด้วยอานุภาพแห่งกำลังใด กำลังนั้นได้แก่กำลังปัญญา ท่านกล่าวว่าเป็นของประเสริฐ ว่าเป็นยอดแห่งกำลังทั้งปวง. เพราะเหตุไร เพราะบัณฑิตอันกำลังชนิดนั้นค้ำจุน ย่อมได้ซึ่งประโยชน์ คือย่อมถึงซึ่งความเจริญ. เพื่อจะยังเนื้อความนั้นให้สว่างแจ่มแจ้ง ควรแสดงปุณณนทีชาดก ที่ว่า ปุณฺณนทึ เยน จ เปยฺยนาหุ แปลว่า ก็ชนทั้งหลายกล่าวถึงแม่น้ำที่เต็มฝั่งว่า อันสัตว์ใดพึงดื่มได้ดังนี้เป็นต้น และพึงแสดงสิริกาฬกัณณปัญหา ปัญจบัณฑิตปัญหา สัตตุภัสตชาดก สัมภวชาดก และสรภังคชาดกเป็นต้น.
บทว่า มนฺโท ได้แก่ คนมีปัญญาทรามคือคนโง่. บทว่า ผีตํ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ บุคคลผู้มีปัญญาทราม แม้หากได้ธรณีอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยรัตนะ ๗ ไซร้ เมื่อไม่ปรารถนาเลยทีเดียว บุคคลอื่นผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา กระทำการข่มขู่แล้วครอบครองธรณีนั้นได้ เพราะคนมีปัญญาทรามย่อมไม่สามารถเพื่อจะรักษายศที่ได้แล้ว หรือว่าไม่สามารถเพื่อจะได้ราชสมบัติอันเป็นมรดกของตระกูล หรือที่มาถึงแล้วโดยประเพณี อันมั่งคั่งสมบูรณ์. เพื่อจะขยายความนั้นให้แจ่มแจ้ง บัณฑิตควรแสดงปาทัญชลิชาดก ที่ว่า อทฺธา ปาทญฺชลี สพฺเพ ปญฺาย อติโรจติ แปลว่า ปาทัญชลีราชกุมารย่อมไพโรจน์ล่วงเราทั้งปวง ด้วยปัญญาแน่นอน ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า ลทฺธาน ความว่า บุคคลอาศัยชาติสมบัติแล้ว แม้จะได้ราชสมบัติอันเป็นของตระกูล. บทว่า สพฺเพนปิ ความว่า คนมีปัญญาทรามย่อมเป็นอยู่ด้วยราชสมบัติทั้งสิ้นไม่ได้ คือย่อมเป็นผู้ถึงความลำบาก เพราะความเป็นผู้ไม่ฉลาดในอุบาย. พระมหาสัตว์กล่าวโทษของชนผู้มีใช่บัณฑิตโดยฐานะเท่านี้อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะสรรเสริญปัญญา จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปญฺา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุตํ ได้แก่ สุตปริยัติ การเล่าเรียนด้วยการฟัง. แท้จริงปัญญานั่นเอง ย่อมวินิจฉัยสิ่งที่ได้ยินได้ฟังนั้น. บทว่า กิตฺติสิโลกวฑฺฒนี ได้แก่ เป็นเครื่องเจริญแห่งเกียรติยศชื่อเสียง และลาภสักการะ. บทว่า ทุกฺเข สุขานิ วินฺทติ ความว่า บุคคลผู้ประกอบด้วยปัญญาแม้เมื่อทุกข์เกิดขึ้น ย่อมเป็นผู้ปลอดภัยกลับได้ความสุข เพราะเป็นผู้ฉลาดในอุบาย. เพื่อจะแสดงความนั้น ควรแสดงชาดก ซึ่งเป็นคาถามีใจความมีอาทิว่า
ดูก่อนพญาวานร ธรรม ๔ ประการเหล่านี้ ของ บุคคลใด เหมือนของท่านเพียงพอ ด้วยมะม่วง ชมพู่ และขนุนเหล่านี้.
บทว่า อสุสฺสาสํ ความว่า ไม่เข้าไปใกล้ ไม่ฟังบุคคลผู้เป็นบัณฑิต. บทว่า พหุสฺสุตํ อนาคมฺม ความว่า ไม่เชื่อถ้อยคำของเขา. บทว่า ธมฺมฏฺํ ความว่า ตั้งอยู่ในสภาพเหตุผล. บทว่า อวินิพฺภชํ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อใคร ๆ ไม่หยั่งดู คือไม่พิจารณาดูว่า เป็นประโยชน์หรือไม่เป็น มีเหตุผลหรือไม่มี ย่อมไม่ได้ซึ่งปัญญา.
บทว่า ธมฺมวิภงฺคญฺญู ความว่า เป็นผู้ฉลาดในกุศลกรรมบถ ๑๐. บทว่า กาลุฏฺายี ความว่า กระทำความเพียรในกาลอันควรกระทำความเพียร. บทว่า อนุฏฺหติ ความว่า ย่อมกระทำซึ่งกิจนั้น ๆ ในกาลนั้น ๆ. บทว่า ตสฺส ความว่า ผลแห่งกรรมของบุคคลนั้นย่อมสำเร็จ คือย่อมเผล็ดผล.
บทว่า อนายตนสีลสฺส ความว่า กรรมคือความเป็นผู้ทุศีล มิใช่บ่อเกิดแห่งลาภยศและความสุข ท่านเรียกว่ากรรมมิใช่บ่อเกิด เมื่อบุคคลผู้มีปกติอย่างนั้น คือบุคคลผู้ประกอบด้วยกรรม คือความเป็นผู้ทุศีลนั้น คบหาอยู่ซึ่งบุคคลผู้ทุศีล ซึ่งเป็นผู้มิใช่บ่อเกิดอย่างเดียว ในกาลเป็นที่กระทำกุศลกรรม. บทว่า นิพฺพินฺทิยการิสฺส ความว่า ผู้เบื่อหน่าย เอือมระอาใจกระทำการ. อธิบายว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ประโยชน์แห่งการงานของบุคคลเห็นปานนี้ ย่อมไม่เผล็ดผล คือไม่สำเร็จโดยชอบ ได้แก่ไม่นำไปสู่ฉกามาพจรสวรรค์ อันเป็นยอดแห่งสกุลทั้งสาม.
บทว่า อชฺฌตฺตญฺจ ความว่า เมื่อบุคคลประกอบซึ่งนิยกัชฌตธรรมของตน ด้วยสามารถแห่งความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. บทว่า ตถายตนเสวิโน ความว่า คบหาบุคคลผู้มีปกติเช่นนั้นอย่างเดียว. บทว่า วิปจฺจติ ความว่า ประโยชน์ของเขาย่อมสำเร็จโดยชอบ คือย่อมให้ซึ่งยศอันยิ่งใหญ่.
บทว่า โยคปฺปโยคสงฺขาตํ ได้แก่ ปัญญาอันเป็นส่วนแห่งการประกอบ ในเหตุการณ์อันสมควรประกอบ ในเพราะความเพียร. บทว่า สมฺภุตสฺส ความว่า จงเสพการตามรักษาทรัพย์ ที่ทำการรวบรวมไว้. บทว่าตานิ ตฺวํ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ขอพระองค์จงเสพการตามรักษาทรัพย์ที่ทำการรวบรวมไว้ โปรดเสพคำสอนสองข้อข้างต้นนี้ และเหตุผลทั้งหมดดังที่ข้าพระพุทธเจ้าได้ทูลแล้ว จงกระทำโอวาทที่ทูลมาแล้วไว้ในพระหฤทัยแล้วทรงรักษาพระราชทรัพย์ ในพระคลังของพระองค์เถิด. บทว่า มา อกฺมฺมาย รนฺธยิ ความว่า พระองค์อย่าทรงทำลาย โดยทางอันไม่สมควรไม่มีเหตุผล คืออย่าเผาผลาญพระราชทรัพย์นั้น ได้แก่ อย่าทรงยังพระราชทรัพย์นั้นให้พินาศ. เพราะเหตุไร ? บทว่า อกมฺมุนา ความว่า เพราะกระทำกรรมอันไม่สมควร บุคคลผู้มีปัญญาทราม ผลาญทรัพย์ของตนพินาศแล้ว ภายหลังตกทุกข์ได้ยาก. บทว่า นฬาคารํว สีทติ ความว่า เรือนไม้อ้ออันเก่าคร่ำคร่า ตั้งอยู่ไม่ได้ ย่อมล้มทลายไปตั้งแต่โคน ฉันใด คนมีปัญญาทราม ผลาญทรัพย์ให้พินาศโดยไม่มีเหตุผล ย่อมบังเกิดในอบายฉันนั้น.
พระโพธิสัตว์ พรรณนากำลัง ๕ อย่าง โดยฐานะมีประมาณเท่านี้อย่างนี้แล้ว ยกกำลังคือปัญญาขึ้นกล่าว เหมือนบุคคลนำมณฑลแห่งพระจันทร์ไป เมื่อจะถวายโอวาทแก่พระราชา ด้วยคาถาทั้ง ๑๐ ในบัดนี้ จึงกล่าวคาถาความว่า
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๕๔๕–๕๗๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จัตตาฬีสนิบาตชาดก ๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
เวสฺสนฺตรนฺตํ ปุจฺฉามิ สกุณ ภทฺทมตฺถุ เต รชฺชํ กาเรตุกาเมน กึสุ กิจฺจํ กตํ วรํ ฯ
จิรสฺสํ วต มํ ตาโต กํโส พาราณสิคฺคโห ปมตฺโต อปฺปมตฺตํ มํ ปิตา ปุตฺตํ อโจทยิ ๑ ฯ
ปฐเมเนว วิตถํ โกธํ หาสํ นิวารเย ตโต กิจฺจานิ กาเรยฺย ตํ วตํ อาหุ ขตฺติย ฯ ยํ ตฺวํ ตาต ตเป กมฺมํ ปุพฺเพ กตมสํสยํ รตฺโต ทุฏฺโฐ จ ยํ กยิรา น ตํ กยิรา ตโต ปุน ฯ ขตฺติยสฺส ปมตฺตสฺส รฏฺฐสฺมึ รฏฺฐวฑฺฒน สพฺเพ โภคา วินสฺสนฺติ รญฺโญ ตํ วุจฺจเต อฆํ ฯ สิรี จ ๒ ตาต ลกฺขี จ ปุจฺฉิตา เอตทพฺรวว อุฏฺฐาเน วีริเย โปเส รมามหํ อนุสุยฺยเก ฯ อุสฺสุยฺยเก ทุหทเย ปุริเส กมฺมทุสฺสเก กาฬกณฺณี มหาราช รมติ จกฺกภญฺชนี ฯ โส ตฺวํ สพฺเพสํ ๓ สุหทโย สพฺเพสํ รกฺขิโต ภว อลกฺขึ นูท มหาราช ลกฺขฺยา ภว นิเวสนํ ฯ #๑ อโพธยีติปิ ปาโฐ ฯ ๒ จสทฺโท นตฺถิ ฯ ๓ สพฺเพสุ ฯ สลกฺขี ธีติสมฺปนฺโน ปุริโส หิ มหคฺคโต อมิตฺตานํ กาสิปติ มูลํ อคฺคญฺจ ฉินฺทติ ฯ สกฺโกปิ หิ ภูตปติ อุฏฺฐาเน นปฺปมชฺชติ ส กลฺยาเณ ธิตึ กตฺวา อุฏฺฐาเน กุรุเต มโน ฯ คนฺธพฺพา ปิตโร เทวา สาชีวา ๑ โหนฺติ ตาทิโน อุฏฺฐหโต อปฺปมชฺชโต อนุติฏฺฐนฺติ เทวตา ฯ โส อปฺปมตฺโต อกุทฺโธ ๒ ตาต กิจฺจานิ การย วายมสฺสุ สกิจฺเจสุ ๓ นาลโส วินฺทเต สุขํ ฯ ตตฺเถว เต วตฺตปทา เอสาว อนุสาสนี อลํ มิตฺเต สุขาเปตุํ อมิตฺตานํ ทุขาย จ ฯ
สกฺขิ ตุวํ กุณฺฑลินิ มญฺญสิ ขตฺตพนฺธุนิ ๔ รชฺชํ กาเรตุกาเมน กึสุ กิจฺจํ กตํ วรํ ฯ
เทฺวว ตาต ปทกานิ ยตฺถ สพฺพํ ปติฏฺฐิตํ อลทฺธสฺส จ โย ลาโภ ลทฺธสฺส จานุรกฺขนา ฯ อมจฺเจ ตาต ชานาหิ ธีเร อตฺถสฺส โกวิเท อนกฺขากิตเว ตาต อโสณฺเฑ อวินาสเก ฯ โย จ ตํ ตาต รกฺเขยฺย ธนํ ยญฺเจว เต สิยา สูโตว รถํ สงฺคเณฺห โส เต กิจฺจานิ การเย สุสงฺคหีตนฺตชโน สยํ วิตฺตํ อเวกฺขิย นิธิญฺจ อิณทานญฺจ น กเร ปรปตฺติยา ฯ #๑ ยุ. สญฺชีวา ฯ ๒ ยุ. อกฺกุฏฺโฐ ฯ ๓ ม. จ กิจฺเจสุ ฯ ๔ ยุ. ขตฺติยพนฺธุนี ฯ สยํ อายํ วยํ ชญฺญา สยํ ชญฺญา กตากตํ นิคฺคเณฺห นิคฺคหารหํ ปคฺคเณฺห ปคฺคหารหํ ฯ๔ สยํ ชานปทํ อตฺถํ อนุสาส รเถสภ มา เต อธมฺมิกา ยุตฺตา ธนํ รฏฺฐญฺจ นาสยุํ ฯ มา จ เวเคน กิจฺจานิ กาเรสิ ๑ การเยสิ วา เวคสา หิ กตํ กมฺมํ มนฺโท ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ มา เต อธิสเร มุจฺจ สุพาฬฺหมธิโกปิตํ ๒ โกธสา หิ พหู ผีตา กุลา อกุลตํ คตา ฯ มา ตาต อิสฺสโรมฺหีติ อนตฺถาย ปตารยิ อิตฺถีนํ ปุริสานญฺจ มา เต อาสิ ทุกฺขุทฺรโย ฯ อเปตโลมหํสสฺส รญฺโญ กามานุสาริโน สพฺเพ โภคา วินสฺสนฺติ รญฺโญ ตํ วุจฺจเต อฆํ ฯ ตตฺเถว เต วตฺตปทา เอสาว อนุสาสนี ทกฺขสฺสุทานิ ปุญฺญกโร อโสณฺโฑ อวินาสโก สีลวสฺสุ มหาราช ทุสฺสีโล วินิปาติโก ฯถ
อปุจฺฉิมฺหา โกสิยโคตฺตํ กุณฺฑลินึ ตเถว จ ชมฺพุก ตฺวํทานิ วเทหิ พลานํ พลมุตฺตมํ ฯ
พลํ ปญฺจวิธํ โลเก ปุริสสฺมึ มหคฺคเต ตตฺถ พาหุพลํ นาม จริมํ วุจฺจเต พลํ โภคพลญฺจ ทีฆาวุ ทุติยํ วุจฺจเต พลํ ฯ #๑ ม. กโรสิ ฯ ๒ ม. โกธิตํ ฯ อมจฺจพลญฺจ ทีฆาวุ ตติยํ วุจฺจเต พลํ อภิชจฺจพลญฺเจว ตํ จตุตฺถํ อสํสยํ ยานิ เจตานิ สพฺพานิ อธิคฺคณฺหาติ ปณฺฑิโต ฯ ตํ พลานํ พลํ เสฏฺฐํ อคฺคํ ปญฺญาพลํ วรํ ปญฺญาพเลนุปตฺถทฺโธ อตฺถํ วินฺทติ ปณฺฑิโต ฯ อปิ เจ ลภติ มนฺโท ผีตํ ธรณิมุตฺตมํ อกามสฺส ปสยฺหํ วา อญฺโญ ตํ ปฏิปชฺชติ ฯ อภิชาโตปิ เจ โหติ รชฺชํ ลทฺธาน ขตฺติโย ทุปฺปญฺโญ หิ กาสิปติ สพฺเพนปิ น ชีวติ ฯ ปญฺญา สุตวินิจฺฉินี ปญฺญา (กิตฺติ) สิโลกวฑฺฒนี ปญฺญาสหิโต นโร อิธ (อปิ) ทุกฺเข สุขานิ วินฺทติ ฯ ปญฺญญฺจ โข อสุสฺสูสํ น โกจิ อธิคจฺฉติ พหุสฺสุตํ อนาคมฺม ธมฺมฏฺฐํ อวินิพฺภชํ ๑ ฯ โย จ ธมฺมวิภงฺคญฺญู ๒ กาลุฏฺฐายี อตนฺทิโต อนุฏฺฐหติ กาเลน กมฺมผลํ ตสฺส อิชฺฌติ ฯ อนายตนสีลสฺส อนายตนเสวิโน น นิพฺพินฺทิยการิสฺส สมฺมทตฺโถ วิปจฺจติ ฯ อชฺฌตฺตญฺจ ปยุตฺตสฺส ตถายตนเสวิโน อนิพฺพินฺทิยการิสฺส สมฺมทตฺโถ วิปจฺจติ ฯ โยคปฺปโยคสงฺขาตํ สมฺภตสฺสานุรกฺขนํ #๑ ม. อวินิพฺภุชํ ฯ ๒ ยุ. โย ธมฺมญฺจ วิภาคญฺญู ฯ ตานิ ตฺวํ ตาต เสวสฺสุ มา อกมฺมาย รนฺธยิ อกมฺมุนา หิ ทุมฺเมโธ นฬาคารํว สีทติ ฯ
ธมฺมญฺจร มหาราช มาตาปิตูสุ ขตฺติย อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ ธมฺมญฺจร มหาราช ปุตฺตทาเรสุ ขตฺติย อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ ธมฺมญฺจร มหาราช มิตฺตามจฺเจสุ ขตฺติย อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯย ธมฺมญฺจ มหาราช วาหเนสุ พเลสุ จ อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ ธมฺมญฺจร มหาราช คาเมสุ นิคเมสุ จ อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ ธมฺมญฺจร มหาราช รฏฺเฐสุ ชนปเทสุ จ อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ ธมฺมญฺจร มหาราช สมเณ พฺราหฺมเณสุ จ อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ ธมฺมญฺจร มหาราช มิคปกฺขีสุ ขตฺติย อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ ธมฺมญฺจร มหาราช ธมฺโม จิณฺโณ สุขาวโห อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ ธมฺมญฺจร มหาราช อินฺทา ๑ เทวา สพฺรหฺมกา สุจิณฺเณน ทิวํ ปตฺตา มา ธมฺมํ ราช ปามโท ๒ ฯ ตตฺเถว เต วตฺตปทา เอสาว อนุสาสนี สปฺปญฺญเสวิ กลฺยาณี สมตฺตํ สาม ตํ วิทูติ ฯ เตสกุณชาตกํ ปฐมํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๔๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗