เตสกุณชาดก
ว่าด้วยนกตอบปัญหาพระราชา
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๓๘ · บรรทัด ๑๐๐๗๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๔ จาก ๔
เรื่องเล่า
ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม ในพระราชมารดา พระราชบิดา ครั้นทรง ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม ในพระราชโอรสและพระอัครมเหสี ครั้นทรง ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม ในมิตรและอำมาตย์ ครั้นทรงประพฤติธรรม ในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม ในพาหนะและพลนิกาย ครั้นทรงประพฤติ ธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม ในชาวบ้านและชาวนิคม ครั้นทรงประพฤติ ธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม ในสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย ครั้นทรง ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม ในเนื้อและนก ครั้นทรงประพฤติธรรมใน โลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรม เพราะธรรมที่บุคคลประพฤติแล้ว ย่อม นำความสุขมาให้ ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมใน โลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม เพราะว่า พระอินทร์ ทวยเทพพร้อมทั้งพรหม ถึงทิพยสถานได้ด้วยธรรมอันตนประพฤติดีแล้ว ข้าแต่ บรมกษัตริย์ ขอพระองค์อย่าทรงประมาทธรรมเลย.
ในคาถาทั้ง ๑๐ นั้น พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑ ก่อน. บทว่า อิธ ธมฺมํ ความว่า ขอพระองค์จงทรงประพฤติมาตาปิตุอุปัฏฐานธรรม. พระมหาสัตว์กล่าวว่า พระองค์โปรดเสด็จลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ แล้วจัดแจงน้ำบ้วนปากและไม้สีฟันเป็นต้น กระทำการบริหารสรีรกิจทุกอย่าง ยังมาตาปิตุอุปัฏฐานธรรมให้เต็มบริบูรณ์.
บทว่า ปุตฺตทาเรสุ ความว่า บิดาห้ามบุตรธิดาจากความชั่วก่อนให้ตั้งอยู่ในกรรมอันงาม ให้เล่าเรียนศิลปวิทยา ในเวลาเจริญวัย จัดการทำอาวาหมงคล และวิวาหมงคล ด้วยตระกูลและวัยอันคู่ควรกัน มอบทรัพย์ให้ในสมัย ชื่อว่าประพฤติธรรมในบุตรธิดา. สามียกย่องนับถือภรรยา ไม่ประพฤตินอกใจ มอบความเป็นใหญ่ให้ ให้เครื่องประดับ ชื่อว่าประพฤติธรรมในภรรยา.
บทว่า มิตฺตามจฺเจสุ ความว่า พระราชาสงเคราะห์มิตรและอำมาตย์ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ไม่แกล้งกล่าวให้คลาดจากความจริง ชื่อว่าประพฤติธรรมในมิตรและอำมาตย์เหล่านั้น.
บทว่า พาหเนสุ พเลสุ จ ความว่า พระราชาพระราชทานสิ่งที่ควรพระราชทาน แก่พาหนะเช่นช้างม้าเป็นต้น และแก่พลนิกาย ทำการเชิดชูไม่ใช้ช้างม้าเป็นต้น ในการงาน ในเวลาแก่ ชื่อว่าประพฤติธรรมในพาหนะและพลนิกายเหล่านั้น.
บทว่า คาเมสุ นิคเมสุ จ ความว่า พระราชาเมื่อไม่เบียดเบียนบีบคั้นชาวบ้านและชาวนิคม ด้วยอาชญาและส่วยสาอากร ชื่อว่าประพฤติธรรมในชาวบ้านและชาวนิคมเหล่านั้น.
บทว่า รฏฺเสุ ชนปเทสุ จ ความว่า พระราชาเบียดเบียนชาวแว่นแคว้น และชาวชนบทให้ลำบาก โดยใช่เหตุ ไม่เข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเกื้อกูลชื่อว่าประพฤติอธรรมในแว่นแคว้นและชนบทนั้น ถ้าไม่เบียดเบียนบีบคั้นแผ่ (เมตตา) ไปด้วยจิตเกื้อกูล ชื่อว่าประพฤติธรรมในแว่นแคว้นและชนบทนั้น.
บทว่า สมเณ พฺราหฺมเณสุ จ ความว่า พระราชาเมื่อพระราชทานจตุปัจจัยแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ชื่อว่าประพฤติธรรมในสมณะและพราหมณ์.
บทว่า มิคปกฺเขสุ จ ความว่า พระราชาเมื่อพระราชทานอภัยแก่สัตว์สี่เท้าและนกทั้งปวง ชื่อว่าประพฤติธรรมในมฤคชาติและหมู่ปักษีเหล่านั้น.
บทว่า ธมฺโม สุจิณฺโณ ความว่า ธรรมที่ประพฤติสม่ำเสมออันพระราชาประพฤติแล้ว คือ นิสัมมจริยธรรมอันพระราชาทรงประพฤติแล้ว. บทว่า สุขาวโห ความว่า ย่อมนำมาซึ่งความสุขในกุลสมบัติ ๓ และฉกามาพจรสวรรค์.
บทว่า สุจิณฺเณน ความว่า เพราะกายสุจริตเป็นต้น ที่พระองค์ทรงประพฤติแล้วในโลกนี้ อันพระองค์ทรงประพฤติดีแล้ว. บทว่า ทิวํ ปตฺตา ความว่า พระอินทร์ เทพยดาพร้อมทั้งพรหม ไปสู่ทิพยสถาน กล่าวคือ เทวโลกและพรหมโลก ได้แก่เกิดเป็นผู้ได้ทิพยสมบัติ ในทิพยสถานนั้น. บทว่ามา ธมฺมํ ราช ปมาโท ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เพราะฉะนั้นพระองค์แม้ถึงจะต้องสละพระชนมชีพ ก็อย่าทรงประมาทซึ่งธรรม.
พระมหาสัตว์กล่าวคาถา แสดงธรรมจรรยาสิบอย่างดังนี้แล้ว เมื่อจะโอวาทให้ยิ่งขึ้นไป จึงกล่าวคาถาสุดท้ายความว่า
ข้อความที่ข้าพระองค์กราบทูลแล้วในปัญหาของ พระองค์นั้น เป็นวัตรบท ข้อนี้แลเป็นอนุสาสนี ขอ พระองค์จงทรงคบหาสมาคม กับผู้มีปัญญา จงเป็นผู้ มีกัลยาณธรรม พระองค์ทรงทราบความข้อนั้นด้วย พระองค์เองแล้ว จงทรงปฏิบัติให้ครบถ้วนเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺเถว เต วตฺตปทา นี้ พึงประกอบโดยนัยก่อนนั้นเทอญ. บทว่า สปฺปญฺเสวิ กลฺยาณี สมตฺตํ สาม ตํ วิทูความว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์โปรดคบหาบุคคลที่มีปัญญาเป็นนิตยกาลจงประกอบด้วยคุณอันงาม ทรงรู้แจ้งเองเต็มที่บริบูรณ์ คือทรงทราบชัด โดยประจักษ์ด้วยพระองค์เองแล้ว โปรดปฏิบัติโอวาทตามที่ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลแล้ว ตามที่ทูลพร่ำสอนเถิด.
พระมหาสัตว์แสดงธรรมด้วยพุทธลีลาอย่างนี้ ประหนึ่งเทพยเจ้าผู้วิเศษยังอากาศคงคาให้ตกลงมาฉะนั้น มหาชน ได้กระทำมหาสักการะ แล้วให้สาธุการนับเป็นพัน. พระราชา ทรงดีพระทัย ตรัสเรียกอำมาตย์มาดำรัสถามว่า ดูก่อนอำมาตย์ผู้เจริญทังหลาย เจ้าชัมพุกบัณฑิตผู้มีจะงอยปากเสมอด้วยผลชมพู่อ่อนซึ่งเป็นบุตรของเรา ผู้กล่าวอยู่อย่างนี้ เราควรทำการตอบแทนด้วยสิ่งใด ? อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ขอเดชะ ควรทำการตอบแทนด้วยตำแหน่งเสนาบดีพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เราจักพระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่เจ้าชัมพุกะนั้น แล้วทรงแต่งตั้งนกชัมพุกโพธิสัตว์ไว้ในฐานันดรศักดิ์ นับแต่นั้นมา นกชัมพุกโพธิสัตว์ ดำรงอยู่ในตำแหน่งเสนาบดี ได้ทำการสนองราชกิจของพระราชบิดา. สักการะมากมายได้มีแก่นกทั้งสาม แม้นกทั้งสามก็พากันอนุศาสน์พร่ำสอนอรรถและธรรมถวายแด่พระราชา พระราชาทรงตั้งอยู่ในโอวาทของมหาสัตว์ ทรงบำเพ็ญบุญกุศลมีทานเป็นต้น แล้วเป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. อำมาตย์ทั้งหลายพากันจัดการถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระราชา แล้วแจ้งแก่นกทั้งสามกล่าวว่า ข้าแต่ท่านชัมพุกะพระราชาได้ทรงทำราชพินัยกรรมให้ยกเศวตฉัตรแก่ท่าน. พระมหาสัตว์ตอบว่าเราไม่ต้องการด้วยราชสมบัติ ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาท ปกครองเถิดแล้วยังมหาชนให้ตั้งมั่นอยู่ในศีล แนะนำว่าพวกท่านพึงยังการวินิจฉัยธรรมให้เป็นไปอย่างนี้ แล้วให้จารึกหลักการวินิจฉัยข้อธรรมลงในสุพรรณบัฏ แล้วกลับเข้าสู่ป่า โอวาทของมหาสัตว์นั้นเป็นไปชั่วสี่หมื่นปี. พระศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้ ด้วยสามารถแห่งโอวาทแต่พระราชา แล้วทรงประชุมชาดกว่าพระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์นางนกกุณฑลินี ได้มาเป็นนางอุบลวรรณา นกเวสสันดร ได้มาเป็นพระสารีบุตร ราชอำมาตย์ได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนนกชัมพุกะ ได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.
จบอรรถกถาเตสกุณชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๕๔๕–๕๗๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จัตตาฬีสนิบาตชาดก ๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
เวสฺสนฺตรนฺตํ ปุจฺฉามิ สกุณ ภทฺทมตฺถุ เต รชฺชํ กาเรตุกาเมน กึสุ กิจฺจํ กตํ วรํ ฯ
จิรสฺสํ วต มํ ตาโต กํโส พาราณสิคฺคโห ปมตฺโต อปฺปมตฺตํ มํ ปิตา ปุตฺตํ อโจทยิ ๑ ฯ
ปฐเมเนว วิตถํ โกธํ หาสํ นิวารเย ตโต กิจฺจานิ กาเรยฺย ตํ วตํ อาหุ ขตฺติย ฯ ยํ ตฺวํ ตาต ตเป กมฺมํ ปุพฺเพ กตมสํสยํ รตฺโต ทุฏฺโฐ จ ยํ กยิรา น ตํ กยิรา ตโต ปุน ฯ ขตฺติยสฺส ปมตฺตสฺส รฏฺฐสฺมึ รฏฺฐวฑฺฒน สพฺเพ โภคา วินสฺสนฺติ รญฺโญ ตํ วุจฺจเต อฆํ ฯ สิรี จ ๒ ตาต ลกฺขี จ ปุจฺฉิตา เอตทพฺรวว อุฏฺฐาเน วีริเย โปเส รมามหํ อนุสุยฺยเก ฯ อุสฺสุยฺยเก ทุหทเย ปุริเส กมฺมทุสฺสเก กาฬกณฺณี มหาราช รมติ จกฺกภญฺชนี ฯ โส ตฺวํ สพฺเพสํ ๓ สุหทโย สพฺเพสํ รกฺขิโต ภว อลกฺขึ นูท มหาราช ลกฺขฺยา ภว นิเวสนํ ฯ #๑ อโพธยีติปิ ปาโฐ ฯ ๒ จสทฺโท นตฺถิ ฯ ๓ สพฺเพสุ ฯ สลกฺขี ธีติสมฺปนฺโน ปุริโส หิ มหคฺคโต อมิตฺตานํ กาสิปติ มูลํ อคฺคญฺจ ฉินฺทติ ฯ สกฺโกปิ หิ ภูตปติ อุฏฺฐาเน นปฺปมชฺชติ ส กลฺยาเณ ธิตึ กตฺวา อุฏฺฐาเน กุรุเต มโน ฯ คนฺธพฺพา ปิตโร เทวา สาชีวา ๑ โหนฺติ ตาทิโน อุฏฺฐหโต อปฺปมชฺชโต อนุติฏฺฐนฺติ เทวตา ฯ โส อปฺปมตฺโต อกุทฺโธ ๒ ตาต กิจฺจานิ การย วายมสฺสุ สกิจฺเจสุ ๓ นาลโส วินฺทเต สุขํ ฯ ตตฺเถว เต วตฺตปทา เอสาว อนุสาสนี อลํ มิตฺเต สุขาเปตุํ อมิตฺตานํ ทุขาย จ ฯ
สกฺขิ ตุวํ กุณฺฑลินิ มญฺญสิ ขตฺตพนฺธุนิ ๔ รชฺชํ กาเรตุกาเมน กึสุ กิจฺจํ กตํ วรํ ฯ
เทฺวว ตาต ปทกานิ ยตฺถ สพฺพํ ปติฏฺฐิตํ อลทฺธสฺส จ โย ลาโภ ลทฺธสฺส จานุรกฺขนา ฯ อมจฺเจ ตาต ชานาหิ ธีเร อตฺถสฺส โกวิเท อนกฺขากิตเว ตาต อโสณฺเฑ อวินาสเก ฯ โย จ ตํ ตาต รกฺเขยฺย ธนํ ยญฺเจว เต สิยา สูโตว รถํ สงฺคเณฺห โส เต กิจฺจานิ การเย สุสงฺคหีตนฺตชโน สยํ วิตฺตํ อเวกฺขิย นิธิญฺจ อิณทานญฺจ น กเร ปรปตฺติยา ฯ #๑ ยุ. สญฺชีวา ฯ ๒ ยุ. อกฺกุฏฺโฐ ฯ ๓ ม. จ กิจฺเจสุ ฯ ๔ ยุ. ขตฺติยพนฺธุนี ฯ สยํ อายํ วยํ ชญฺญา สยํ ชญฺญา กตากตํ นิคฺคเณฺห นิคฺคหารหํ ปคฺคเณฺห ปคฺคหารหํ ฯ๔ สยํ ชานปทํ อตฺถํ อนุสาส รเถสภ มา เต อธมฺมิกา ยุตฺตา ธนํ รฏฺฐญฺจ นาสยุํ ฯ มา จ เวเคน กิจฺจานิ กาเรสิ ๑ การเยสิ วา เวคสา หิ กตํ กมฺมํ มนฺโท ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ มา เต อธิสเร มุจฺจ สุพาฬฺหมธิโกปิตํ ๒ โกธสา หิ พหู ผีตา กุลา อกุลตํ คตา ฯ มา ตาต อิสฺสโรมฺหีติ อนตฺถาย ปตารยิ อิตฺถีนํ ปุริสานญฺจ มา เต อาสิ ทุกฺขุทฺรโย ฯ อเปตโลมหํสสฺส รญฺโญ กามานุสาริโน สพฺเพ โภคา วินสฺสนฺติ รญฺโญ ตํ วุจฺจเต อฆํ ฯ ตตฺเถว เต วตฺตปทา เอสาว อนุสาสนี ทกฺขสฺสุทานิ ปุญฺญกโร อโสณฺโฑ อวินาสโก สีลวสฺสุ มหาราช ทุสฺสีโล วินิปาติโก ฯถ
อปุจฺฉิมฺหา โกสิยโคตฺตํ กุณฺฑลินึ ตเถว จ ชมฺพุก ตฺวํทานิ วเทหิ พลานํ พลมุตฺตมํ ฯ
พลํ ปญฺจวิธํ โลเก ปุริสสฺมึ มหคฺคเต ตตฺถ พาหุพลํ นาม จริมํ วุจฺจเต พลํ โภคพลญฺจ ทีฆาวุ ทุติยํ วุจฺจเต พลํ ฯ #๑ ม. กโรสิ ฯ ๒ ม. โกธิตํ ฯ อมจฺจพลญฺจ ทีฆาวุ ตติยํ วุจฺจเต พลํ อภิชจฺจพลญฺเจว ตํ จตุตฺถํ อสํสยํ ยานิ เจตานิ สพฺพานิ อธิคฺคณฺหาติ ปณฺฑิโต ฯ ตํ พลานํ พลํ เสฏฺฐํ อคฺคํ ปญฺญาพลํ วรํ ปญฺญาพเลนุปตฺถทฺโธ อตฺถํ วินฺทติ ปณฺฑิโต ฯ อปิ เจ ลภติ มนฺโท ผีตํ ธรณิมุตฺตมํ อกามสฺส ปสยฺหํ วา อญฺโญ ตํ ปฏิปชฺชติ ฯ อภิชาโตปิ เจ โหติ รชฺชํ ลทฺธาน ขตฺติโย ทุปฺปญฺโญ หิ กาสิปติ สพฺเพนปิ น ชีวติ ฯ ปญฺญา สุตวินิจฺฉินี ปญฺญา (กิตฺติ) สิโลกวฑฺฒนี ปญฺญาสหิโต นโร อิธ (อปิ) ทุกฺเข สุขานิ วินฺทติ ฯ ปญฺญญฺจ โข อสุสฺสูสํ น โกจิ อธิคจฺฉติ พหุสฺสุตํ อนาคมฺม ธมฺมฏฺฐํ อวินิพฺภชํ ๑ ฯ โย จ ธมฺมวิภงฺคญฺญู ๒ กาลุฏฺฐายี อตนฺทิโต อนุฏฺฐหติ กาเลน กมฺมผลํ ตสฺส อิชฺฌติ ฯ อนายตนสีลสฺส อนายตนเสวิโน น นิพฺพินฺทิยการิสฺส สมฺมทตฺโถ วิปจฺจติ ฯ อชฺฌตฺตญฺจ ปยุตฺตสฺส ตถายตนเสวิโน อนิพฺพินฺทิยการิสฺส สมฺมทตฺโถ วิปจฺจติ ฯ โยคปฺปโยคสงฺขาตํ สมฺภตสฺสานุรกฺขนํ #๑ ม. อวินิพฺภุชํ ฯ ๒ ยุ. โย ธมฺมญฺจ วิภาคญฺญู ฯ ตานิ ตฺวํ ตาต เสวสฺสุ มา อกมฺมาย รนฺธยิ อกมฺมุนา หิ ทุมฺเมโธ นฬาคารํว สีทติ ฯ
ธมฺมญฺจร มหาราช มาตาปิตูสุ ขตฺติย อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ ธมฺมญฺจร มหาราช ปุตฺตทาเรสุ ขตฺติย อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ ธมฺมญฺจร มหาราช มิตฺตามจฺเจสุ ขตฺติย อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯย ธมฺมญฺจ มหาราช วาหเนสุ พเลสุ จ อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ ธมฺมญฺจร มหาราช คาเมสุ นิคเมสุ จ อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ ธมฺมญฺจร มหาราช รฏฺเฐสุ ชนปเทสุ จ อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ ธมฺมญฺจร มหาราช สมเณ พฺราหฺมเณสุ จ อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ ธมฺมญฺจร มหาราช มิคปกฺขีสุ ขตฺติย อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ ธมฺมญฺจร มหาราช ธมฺโม จิณฺโณ สุขาวโห อิธ ธมฺมญฺจริตฺวาน ราช สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ ธมฺมญฺจร มหาราช อินฺทา ๑ เทวา สพฺรหฺมกา สุจิณฺเณน ทิวํ ปตฺตา มา ธมฺมํ ราช ปามโท ๒ ฯ ตตฺเถว เต วตฺตปทา เอสาว อนุสาสนี สปฺปญฺญเสวิ กลฺยาณี สมตฺตํ สาม ตํ วิทูติ ฯ เตสกุณชาตกํ ปฐมํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๔๓๘
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗