สรภังคชาดก
ว่าด้วยสรภังคดาบสเฉลยปัญหา
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๔๖ · บรรทัด ๑๐๑๘๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๖
เรื่องเล่า
พระมหาสัตว์จึงให้ปักต้นกล้วยไว้ที่มุมทั้งสี่ สี่ต้นแล้วผูกด้ายแดงที่ตัวลูกธนู ยิงไปหมายกล้วยต้นหนึ่ง ลูกธนูแทงกล้วยต้นที่หนึ่ง ทะลุไปถึงต้นที่สองที่สามที่สี่ แล้วทะลุถึงต้นแรกที่แทงแล้วออกมาตั้งอยู่ในมือตามเดิม. ต้นกล้วยทั้งหลายอันด้ายร้อยแล้ว ยังตั้งอยู่ได้. มหาชนบันลือเสียงสนั่นหวั่นไหว นับเป็นพัน. พระราชาตรัสถามว่า นี้ชื่อศิลปะอะไรพ่อ ? พระมหาสัตว์ทูลตอบว่า ขอเดชะ. ชื่อจักกวิทธศิลปะแทงจักร พระพุทธเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า เจ้าจงแสดงศิลปะแม้อย่างอื่นเถิดพ่อ. พระมหาสัตว์จึงแสดงศิลปะชื่อสรลัฏฐิ คือศิลปะไม้เท้าแล้วด้วยลูกศร ชื่อสรรัชชุ คือศิลปะรูปเชือกแล้วด้วยลูกศร ชื่อสรเวณิ คือศิลปะมวยผมแล้วด้วยลูกศร ชื่อสรปาสาทะ คือศิลปะรูปปราสาทลูกศร ชื่อสรมัณฑปะ คือศิลปะรูปมณฑปลูกศร ชื่อสรโสปาณะคือศิลปะรูปบันไดลูกศร ชื่อสรมัณฑละ คือศิลปะรูปสนามแล้วด้วยลูกศรชื่อสรปาการะ คือศิลปะรูปกำแพงแล้วด้วยลูกศร ชื่อสรวนะ คือศิลปะรูปป่าแล้วด้วยลูกศร ชื่อสรโปกขรณี คือศิลปะรูปสระโบกขรณีแล้วด้วยลูกศร ชื่อสรปทุมะ คือศิลปะรูปดอกบัวแล้วด้วยลูกศร ยังศิลปะชื่อสรปุปผะ คือรูปดอกไม้แล้วด้วยลูกศรให้บาน ยังศิลปะชื่อ สรวัสสะ คือรูปฝนแล้วด้วยลูกศรให้ตก. ครั้นพระมหาสัตว์แสดงศิลปะสิบสองอย่างเหล่านี้ อันไม่ทั่วไปด้วยชนเหล่าอื่นอย่างนี้แล้ว ทำลายชุมนุมใหญ่เจ็ดครั้งอันไม่ทั่วไปด้วยชนเหล่าอื่นอีก. พระมหาสัตว์ ยิงแผ่นไม้สะแกหนา ๘ นิ้ว ยิงแผ่นไม้ประดู่หนา ๔ นิ้ว ยิงแผ่นทองแดงหนา ๒ นิ้ว ยิงแผ่นเหล็กหนา ๑ นิ้ว ยิงแผ่นกระดาน ๑๐๐ ครั้งให้ติดเนื่องเป็นอันเดียวกัน แล้วยิงลูกธนูไปทางเบื้องหน้าเกวียนบรรทุกใบไม้เกวียนบรรทุกทราย และเกวียนบรรทุกแผ่นกระดาน ให้ทะลุออกทางเบื้องหลังยิงลูกศรไปทางเบื้องหลัง ให้ทะลุออกไปโดยทางหน้า ยิงลูกธนูไปยังที่ ๔อุสภะในน้ำ ๘ อุสภะบนบก ยิงขนทรายในที่สุดแห่งอุสภะ ด้วยสัญญาผลมะแว้งเครือ. เมื่อโชติปาลกุมาร แสดงศิลปะมีประมาณเท่านี้อยู่ พระอาทิตย์อัสดงคตไปแล้ว ลำดับนั้น พระราชา ตรัสสั่งให้กำหนดตำแหน่งเสนาบดีแก่เขาตรัสว่า พ่อโชติปาละ. วันนี้ค่ำเสียแล้ว พรุ่งนี้เจ้าจักได้รับสักการะคือตำแหน่งเสนาบดีเจ้าจงไปตัดผม โกนหนวด อาบน้ำแล้วมาเถิด ดังนี้แล้ว. ได้พระราชทานทรัพย์แสนหนึ่งเพื่อเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงไปในวันนั้น.
พระมหาสัตว์คิดว่า เราไม่มีความต้องการด้วยทรัพย์จำนวนนี้ จึงคืนทรัพย์จำนวน ๑๘ โกฏิ แก่พวกเจ้าของ แล้วไปอาบน้ำกับบริวารเป็นอันมากให้ช่างตัด ผมโกนหนวด อาบน้ำประดับด้วยสรรพาลังการ แล้วเข้าไปยังเรือนด้วยสิริอันหาที่เปรียบมิได้ บริโภคโภชนะมีรสเลิศต่าง ๆ เสร็จแล้วขึ้นนอนยังที่นอนอันมีสิริ นอนตลอดสองยาม ตื่นในเวลาปัจฉิมยาม ลุกขึ้นนังคู้บัลลังก์บนหลังที่นอน ตรวจดูเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งศิลปะของตน พลางรำพึงว่า การยังผู้อื่นให้ตายย่อมปรากฏแต่ตอนต้นแห่งศิลปะของเรา การบริโภคใช้สอยด้วยอำนาจแห่งกิเลส ปรากฏในท่ามกลาง การปฏิสนธิในนรกปรากฏในที่สุด ก็ปาณาติบาตกับความประมาท เพราะมัวเมายิ่งในการบริโภคใช้สอยด้วยอำนาจกิเลส ย่อมให้ซึ่งปฏิสนธิในนรก พระราชาทรงพระราชทานตำแหน่งเสนาบดีอันยิ่งใหญ่แก่เรา เราก็จักเป็นผู้มีอิสริยยศใหญ่ ภรรยาและบุตรธิดาก็จักมีมากมาย ก็วัตถุอันเป็นที่ตั้งของกิเลสอันถึงความไพบูลย์แล้ว เป็นของละได้โดยยาก ควรที่เราจะออกไปสู่ป่าเพียงผู้เดียว แล้วบวชเป็นฤาษีเสียในบัดนี้ทีเดียว จึงลุกขึ้นจากที่นอนใหญ่ ไม่ให้ใครทราบลงจากปราสาท ออกทางประตูด้านอัครทวาร เข้าสู่ป่าลำพังผู้เดียว เดินมุ่งหน้าไปยังป่ามะขวิดใหญ่สามโยชน์ ใกล้ฝั่งแม่น้ำโคธาวรี. ท้าวสักกเทวราชทรงทราบว่า โชติปาลกุมารนั้นออกแล้ว จึงตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมาตรัสสั่งว่า พ่อคุณ เจ้าโชติปาลกุมารออกอภิเนษกรมณ์จักมีสมาคมใหญ่ เธอจงไปเนรมิตอาศรมที่กปิฏฐวันใกล้ฝั่งแม่น้ำโคธทรี และตระเตรียมบริขารของบรรพชิตไว้ให้เสร็จ. วิสสุกรรมเทพบุตรนั้นได้กระทำตามเทวบัญชาทุกประการ.
พระมหาสัตว์ถึงสถานที่นั้นแล้ว เห็นทางมีรอยเดินได้คนเดียว คิดว่าจะพึงมีสถานที่อยู่ของพวกบรรพชิตจึงเดินไปที่กปิฏฐวันตามทางนั้น ก็ไม่พบใคร จึงเข้าไปสู่บรรณศาลา เห็นบริขารของพวกบรรพชิต คิดว่า ชะรอยท้าวสักกเทวราชจะทรงทราบว่า เราออกอภิเนษกรมณ์ จึงเปลื้องผ้าสาฎกออกนุ่งห่มคากรองสีแดง กระทำหนังเสือเหลือง เฉวียงบ่าข้างหนึ่งมุ่นมณฑลชฎายกหาบหนักข้างหนึ่งไว้บนบ่า ถือไม้เท้าคนแก่ ออกจากบรรณศาลา ขึ้นสู่ที่จงกรมแล้ว จงกรมไป ๆ มาสิ้นวาระเล็กน้อย ยังป่าให้งดงามด้วยสิริคือบรรพชากระทำกสิณบริกรรม จำเดิมแต่กาลที่บวชแล้ว ในวันที่เจ็ดยังสมาบัติ ๘อภิญญา ๕ ให้บังเกิด เป็นผู้มีผลหมากรากไม้ในป่าเป็นอาหาร ด้วยอุญฉาจาริยวัตร อยู่แต่ผู้เดียวเท่านั้น. มารดาบิดามิตรสหายเป็นต้น แม้พวกญาติของโชติปาลกุมารนั้น เมื่อไม่เห็นโชติปาลกุมาร ต่างร่ำไห้ปริเทวนาการเที่ยวไป.
ลำดับนั้น พรานป่าคนหนึ่ง เข้าไปสู่ป่าพบพระมหาสัตว์ นั่งอยู่ในอาศรมบท ณ กปิฏฐวัน จำพระมหาสัตว์ได้ ทำการปฏิสัณฐานกับพระมหาสัตว์แล้ว กลับไปยังพระนคร บอกมารดาบิดาของท่านให้ทราบ. มารดาบิดาของพระมหาสัตว์ จึงกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ พระราชาตรัสว่า มาเถิดเราจักไปเยี่ยมโชติปาลดาบสนั้น แล้วพามารดาบิดาของท่าน แวดล้อมด้วยมหาชน เสด็จถึงฝั่งแม่น้ำโคธาวรี ตามทางที่นายพรานแสดง. พระโพธิสัตว์มายังฝั่งแม่น้ำ นั่งบนอากาศแสดงธรรม เชิญชนทั้งหมดเข้าไปสู่อาศรมนั่งบนอากาศนั่นแล ประกาศโทษในกามทั้งหลาย แล้วแสดงธรรมแก่ชนเหล่านั้นแม้ในที่นั้น. ชนทั้งหมดตั้งต้นแต่พระราชาไป พากันบวชสิ้น. พระโพธิสัตว์มีหมู่ฤๅษีเป็นบริวาร อยู่ในที่นั้นแหละ ต่อมา ข่าวที่พระดาบสพำนักอยู่ ณที่นั้น ได้แพร่สะพัดไปในชมพูทวีปทั้งสิ้น. พระราชาองค์อื่น ๆ พร้อมด้วยชาวแว่นแคว้น ก็พากันมาบวชในสำนักของพระโพธิสัตว์นั้น นับเป็นมหาสมาคมที่ยิ่งใหญ่ บริษัทแสนหนึ่ง มิใช่น้อยได้มีแล้วโดยลำดับ ผู้ใดตรึกกามวิตกพยาบาทวิตกหรือวิหิงสาวิตกพระมหาสัตว์ก็ไปในที่นั้น นั่งบนอากาศแสดงธรรมบอกกสิณบริกรรมข้างหน้าผู้นั้น. บริษัททั้งหลายตั้งอยู่ในโอวาทของพระมหาสัตว์ แล้วยังสมาบัติ ๘ ให้เกิดขึ้น ถึงความสำเร็จในฌาน พระมหาสัตว์ได้มีอันเตวาสิกผู้ใหญ่ถึงเจ็ดท่านคือ สาลิสสระ ๑ เมณฑิสสระ ๑ ปัพพตะ ๑กาลเทวละ ๑ กีสวัจฉะ ๑ อนุลิสสะ ๑ นารทะ ๑ ในเวลาต่อมา อาศรมในกปิฏฐวัน ก็เต็มบริบูรณ์. โอกาสที่อยู่ของหมู่ฤๅษีไม่พอเพียง.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ จึงเรียกท่านสาลิสสระ มาสั่งว่า ท่านสาลิสสระอาศรมนี้ไม่เพียงพอแก่หมู่ฤๅษี ท่านจงพาหมู่ฤๅษีนี้เข้าไปอาศัย ลัมพจูลกนิคมในแว่นแคว้นของพระเจ้าเมชฌราชอยู่เถิด.
สาลิสสระดาบสรับคำของพระมหาสัตว์ว่า สาธุ แล้วพาหมู่ฤๅษีพันเศษไปอยู่ในลัมพจูลกนิคมนั้น. เมื่อมนุษย์ทั้งหลายพากันมาบวชอยู่ อาศรมก็เต็มบริบูรณ์อีก. พระโพธิสัตว์จึงเรียกท่านเมณฑิสสระมาสั่งว่า ท่านเมณฑิสสระแม่น้ำชื่อสาโตทกานที ระหว่างเขตแดนสุรัฏฐชนบทมีอยู่ ท่านจงพาหมู่ฤๅษีนี้ไปอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำสาโตทกานทีนั้นเถิด โดยอุบายนั้นแหละ พระโพธิสัตว์เรียกปัพพตดาบสมาในวาระที่สามส่งไปว่า ท่านปัพพตะ ภูเขาชื่ออัญชนบรรพตมีอยู่ในดงใหญ่ ท่านจงเข้าไปอาศัยอัญชนบรรพตนั้นอยู่เถิด. ในวาระที่สี่พระโพธิสัตว์เรียกกาลเทวลดาบสมาสั่งไปว่า ท่านกาลเทวละ ในแคว้นอวันตีในทักขิณาชนบท มีภูเขาชื่อฆนเสลบรรพต ท่านจงเข้าไปอาศัยฆนเสลบรรพตนั้นอยู่เถิด อาศรมในกปิฎฐวันก็เต็มบริบูรณ์อีก ในสถานที่ทั้ง ๕ แห่งได้มีหมู่ฤาษีจำนวนแสนเศษ ส่วนกีสวัจฉดาบส อำลาพระมหาสัตว์ เข้าไปอาศัยท่านเสนาบดีอยู่ในพระราชอุทยาน ในกุมภวตีนคร แว่นแคว้นของพระเจ้าทัณฑกีราช. ท่านนารทดาบส ไปอยู่ที่เวิ้งเขาชื่ออัญชนคิรีในมัชฌิมประเทศส่วนอนุสิสสดาบสคงอยู่ในสำนักของพระมหาสัตว์นั่นเอง.
กาลครั้งนั้น พระเจ้าทัณฑกีราช ทรงถอดหญิงแพศยาคนหนึ่ง ซึ่งได้สักการะแล้วจำกตำแหน่ง นางเที่ยวไปตามธรรมดาของตน เดินไปสู่พระราชอุทยานพบท่านกีสวจัฉดาบส คิดว่า ดาบสผู้นี้คงจักเป็นคนกาลกรรณี เราจักลอยตัวกลี ลงบทสรีระของดาบสผู้นี้ อาบน้ำก่อนจึงจักไป ดังนี้แล้ว จึงเคี้ยวไม้สีฟัน แล้วถ่มเขฬ่ะหนา ๆ ลงบนสรีระของท่านดาบสนั้น ก่อนที่อื่นทั้งหมดแล้วถ่มลงไประหว่างชฎา แล้วโยนไม้สีฟันไปบนศีรษะของท่านกีสวัจฉดาบสนั้นอีก ตนเองสนานเกล้าแล้วไป. ต่อมาพระราชาทรงระลึกถึงนางแล้วจัดการสถาปนาไว้ตามเดิม. นางเป็นคนหลงงมงาย ได้ทำความสำคัญว่า เพราะเราลอยตัวกลีไว้บนสรีระของคนกาลกรรณี พระราชาจึงทรงสถาปนาเราไว้ในตำแหน่งเดิม เราจึงกลับได้ยศอีก ต่อมาไม่นานนัก พระราชาก็ทรงถอดปุโรหิตเสียจากฐานันดรศักดิ์. ปุโรหิตนั้นจึงไปยังสำนักของหญิงคณิกานั้น ถามว่าเพราะเหตุไรท่านจึงได้ตำแหน่งคืน. ลำดับนั้น หญิงคณิกาจึงบอกว่า เพราะดิฉันลอยกลีโทษ บนสรีระของคนกาลกรรณี ในพระราชอุทยาน. ปุโรหิตจึงไปลอยกลีโทษ บนสรีระของท่านกีวัจฉดาบส อย่างนั้นเหมือนกัน พระราชาก็กลับทรงสถาปนาแม้ปุโรหิตนั้นไว้ในฐานันดรอีก.
ในเวลาต่อมา ปลายพระราชอาณาเขตของพระเจ้าทัณฑกีราชนั้นเกิดจลาจล. ท้าวเธอแวดล้อมไปด้วยองคเสนา เสด็จออกเพื่อยุทธนาการ ลำดับนั้นปุโรหิตผู้หลงงมงาย ทูลถามพระราชาว่า ขอเดชะ พระมหาราชเจ้า พระองค์ทรงปรารถนาชัยชนะ หรือว่าความปราชัย เมื่อพระราชาตรัสตอบว่า ปรารถนาชัยชนะ จึงกราบทูลว่า ถ้าเช่นนั้น คนกาลกรรณีอยู่ในพระราชอุทยานพระองค์จงโปรดให้ลอยกลีโทษที่สรีระของคนกาลกรรณีนั้นแล้วเสด็จไปเถิด. พระราชาเชื่อถ้อยคำของปุโรหิต ตรัสว่า ผู้ใดเมื่อจะไปกับเรา จงพากันไปลอยกลีโทษที่สรีระของคนกาลกรรณีเสียในพระราชอุทยาน แล้วเสด็จเข้าไปยังพระราชอุทยาน ทรงเคี้ยวไม้สีฟัน แล้วพระองค์เองทรงบ้วนเขฬะ และโยนไม้สีฟันลงในระหว่างชฎา ของท่านกีสวัจฉดาบสนั้นก่อนใคร ๆ ทั้งหมดแล้วทรงสรงสนานเกล้า แม้พลนิกายของพระองค์ ก็ได้กระทำอย่างนั้น เมื่อพระราชาเสด็จหลีกไปแล้ว เสนาบดีมาพบพระดาบสแล้ว เก็บไม้สีฟันเป็นต้นทิ้ง ให้สรงสนานเป็นอย่างดี แล้วเรียนถามว่า ท่านขอรับ อะไรจักมีแก่พระราชา. กีสวัจฉดาบสตอบว่า ขอเจริญพร ความคิดประทุษร้าย ไม่มีในใจอาตมาแต่เทพยดาฟ้าดินพิโรธ นับแต่นี้ไปเจ็ดวัน จักกระทำแว่นแคว้นทั้งสิ้นให้ป่นปี้ท่านจงหนีไปอยู่ที่อื่นโดยเร็วเถิด. เสนาบดีนั้นสะดุ้งตกใจกลัว จึงไปกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ. พระเจ้าทัณฑกีราช ทรงฟังถ้อยคำเสนาบดีแล้ว ก็มิได้ทรงเชื่อถือ เสนาบดีนั้นจึงกลับไปยังเรือนของตน พาบุตรภรรยาหนีไปสู่แคว้นอื่น ท่านสรภังคดาบสผู้ศาสดาจารย์ รู้เหตุนั้น แล้วส่งดาบสหนุ่มไปสองรูปให้เอามัญจสีวิกาหามท่านกีสวัจฉดาบสมาทางอากาศ. พระราชาทรงรบจับโจรได้แล้วเสด็จกลับไปยังพระนครทีเดียว. เมื่อพระราชาเสด็จมาแล้ว เทพยเจ้าทั้งหลายจึงบันดาลฝนให้ตกลงมาก่อน เมื่อศพทุกชนิดถูกห้วงน้ำฝนพัดไปอยู่ฝนทรายล้วนก็ตกลง ฝนดอกไม้ทิพย์ตกลงบนยอดฝนทราย ฝนมาสกตกลงบนยอดฝนดอกไม้ ฝนกหาปณะตกลงบนยอดฝนมาสก ฝนทิพพาภรณ์ตกลงบนยอดกหาปณะ. มนุษย์ทั้งหลายถึงความโสมนัส เริ่มเก็บเงินทองและเครื่องอาภรณ์ ลำดับนั้น ฝนอาวุธอันโชติช่วงมีประการต่าง ๆ ตกลงเหนือสรีระของมนุษย์เหล่านั้น. มนุษย์ทั้งหลาย ขาดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่. ลำดับนั้นถ่านเพลิงปราศจากเปลวใหญ่โต ก็ตกลงเบื้องบนของมนุษย์เหล่านั้น ยอดบรรพตที่ลุกโพลงใหญ่โตตกลงเบื้องบนของมนุษย์เหล่านั้น ฝนทรายละเอียดอันยังที่ประมาณ ๖๐ โยชน์ให้เต็ม ตกลงเบื้องบนของมนุษย์เหล่านั้น สถานที่๖๐ โยชน์ มิได้เป็นรัฐมณฑลด้วยอาการอย่างนี้. ความที่แว่นแคว้นนั้นพินาศไปอย่างนี้ ได้แพร่สะพัดไปในชมพูทวีปทั้งสิ้น.
ครั้งนั้น พระราชา ๓ พระองค์ คือ พระเจ้ากาลิงคะ ๑ พระเจ้าอัฏฐกะ ๑ พระเจ้าภีมรถ ๑ ซึ่งเป็นใหญ่ในแคว้นติดต่อกันกับแคว้นนั้นทรงคิดกันว่า ได้ยินว่า ในปางก่อน พระเจ้ากลาพุกาสิราช ในพระนครพาราณสีประพฤติผิดในท่านขันติวาทีดาบส แล้วถูกแผ่นดินสูบ พระเจ้านาลิกีรราชให้สุนัขเคี้ยวกินพระดาบส และพระเจ้าอัชชุนะ ผู้ทรงกำลังแขนถึงพันประพฤติผิดในท่านอังคีรสดาบส แล้วถูกแผ่นดินสูบเหมือนกัน ได้ยินว่า คราวนี้พระเจ้าทัณฑกีราช ผิดในท่านกีสวัจฉดาบส แล้วถึงความพินาศพร้อมด้วยแว่นแคว้น พวกเรายังไม่รู้สถานที่เกิดของพระราชาทั้งสี่เหล่านี้ เว้นท่านสรภังคศาสดาเสียแล้ว คนอื่นชื่อว่าสามารถ เพื่อจะบอกเรื่องนั้นแก่เราไม่มีพวกเราจักเข้าไปถามปัญหาเหล่านั้น กษัตริย์ทั้ง ๓ พระองค์เหล่านั้นพร้อมด้วยข้าราชบริพารเป็นอันมาก ต่างก็เสด็จออกเพื่อจะถามปัญหา แต่พระราชาทั้งสามนั้น มิได้ทรงทราบว่า แม้พระราชาองค์โน้น ก็เสด็จออกแล้ว ต่างทรงสำคัญว่า เราไปเพียงผู้เดียวเท่านั้น สมาคมแห่งกษัตริย์เหล่านั้น ได้มีไม่ไกลจากแม่น้ำโคธาวรี พระราชาเหล่านั้น เสด็จลงจากรถแต่ละคันแล้ว เสด็จขึ้นรถคันเดียวกันไป ทั้งสามพระองค์ถึงยังฝั่งแม่น้ำโคธาวรี ขณะนั้นท้าวสักกเทวราชประทับนั่งเหนือพระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ทรงคิดปัญหา ๗ข้อ แล้วทรงรำพึงว่า เว้นท่านสรภังคศาสดาเสียแล้ว คนอื่นในมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก ที่ชื่อว่าสามารถเพื่อจะแก้ปัญหานี้ไม่มี เราจักถามปัญหาเหล่านี้กะท่านสรภังคศาสดานั้น พระราชาทั้ง ๓ องค์แม้เหล่านั้น มาถึงฝั่งแม่น้ำโคธาวรี ก็เพื่อจะถามปัญหากะท่านสรภังคศาสดา เราเองจักเป็นผู้ถามแม้ปัญหาของพระราชาเหล่านั้น อันเหล่าเทวดาในเทวโลกทั้งสองแวดล้อมแล้วเสด็จลงจากเทวโลก ในวันนั้นเอง ท่านกีสวัจฉดาบส ก็ได้ทำกาลกิริยาลง พระฤๅษีทั้งหลายพันเศษ ในที่ทั้งสี่ ก็มาในที่นั้นเหมือนกัน เพื่อทำการปลงศพของท่านกีสวัจฉดาบสนั้น แล้วให้ทำมณฑปไว้ และหมู่ฤๅษีพันเศษในที่ทั้ง ๕ช่วยกันทำจิตกาธารด้วยไม้จันทน์ เพื่อตั้งสรีระของท่านกีสวัจฉดาบส แล้วช่วยกันเผาสรีระศพ ฝนดอกโกสุมทิพย์ ตกลงในสถานที่ประมาณกึ่งโยชน์รอบสุสาน พระมหาสัตว์ให้จัดการเก็บสรีรธาตุ ของท่านกีสวัจฉดาบสแล้วเข้าไปสู่อาศรม แวดล้อมไปด้วยหมู่ฤๅษีเหล่านั้นนั่งอยู่ ในกาลเมื่อพระราชาเหล่านั้นมาถึงฝั่งนที เสียงแห่งกองทัพใหญ่ เสียงพาหนะ และเสียงดนตรีได้มีแล้วพระมหาสัตว์ได้สดับเสียงนั้น จึงเรียกอนุสิสสดาบสมาสั่งว่า พ่อคุณ เธอช่วยไปดูก่อนเถิด นั่นเป็นเสียงอะไร ? ท่านอนุสิสสดาบส จึงถือหม้อตักน้ำไปในที่นั้น พบพระราชาทั้ง ๓ องค์ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ โดยเป็นคำถามความว่า
ท่านทั้งหลายผู้ประดับแล้ว สอดใส่กุณฑล นุ่ง ห่มผ้างดงาม เหน็บพระขรรค์มีด้ามประดับด้วยแก้ว ไพฑูรย์ และแก้วมุกดา เป็นจอมพลรถยืนอยู่ เป็น ใครกันหนอ ชนทั้งหลายในมนุษยโลก จะรู้จักท่าน ทั้งหลายอย่างไร ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวฬุริยมุตฺตา กรุขคฺคพนฺธา ความว่าประกอบไปด้วยพระขรรค์แก้ว มีด้ามประดับด้วยแก้วไพฑูรย์ และพู่พวงแก้วมุกดา. บทว่า ติฏฺถ ความว่า ท่านทั้งหลายยืนอยู่ในรถคันเดียวกัน. บทว่าเก นุ ความว่า พวกท่านคือใคร คนในมนุษยโลก รู้จักพวกท่านได้อย่างไร ?
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๕๘๙–๖๓๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จัตตาฬีสนิบาตชาดก ๓๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
อลงฺกตา กุณฺฑลิโน สุวตฺถา เวฬุริยมุตฺตาถรุขคฺคพนฺธา รเถสภา ติฏฺฐถ เก นุ ตุเมฺห กถํ โว ชานนฺติ มนุสฺสโลเก ฯ
อหมฏฺฐโก ภีมรโถ ปนายํ กาลิงฺคราชา ปน อุคฺคโตยํ สุสญฺญตานํ อิสีนํ ๓ ทสฺสนาย อิธาคตา ปุจฺฉิตาเยมฺห ปเญฺห ฯ
เวหายสํ ติฏฺฐสิ ๔ อนฺตลิกฺเข ปถทฺธุโน ปณฺณรเสว จนฺโท ปุจฺฉามิ ตํ ยกฺข มหานุภาวํ กถนฺตํ ชานนฺติ มนุสฺสโลเก ฯ
ยมาหุ เทเวสุ สุชมฺปตีติ #๑ ม. สอินฺทา ฯ ๒ ยุ. ปมาโท ฯ ๓ ยุ. สุสญฺญตานิสินํ ฯ ๔ ยุ. ติฏฺฐติ ฯ มฆวาติ ตํ อาหุ มนุสฺสโลเก ส เทวราชา อิทมชฺช ปตฺโต สุสญฺญตานํ อิสีนํ ทสฺสนาย ฯ
ทูเร สุตา โน อิสโย สมาคตา มหิทฺธิกา อิทฺธิคุณูปปนฺนา วนฺทามิ เต อยิเร ปสนฺนจิตฺโต เย ชีวโลเกตฺถ มนุสฺสเสฏฺฐา ฯ
คนฺโธ อิสีนํ จิรทกฺขิตานํ ๑ กายา จุโต คจฺฉติ มาลุเตน อิโต ปฏิกฺกมฺม สหสฺสเนตฺต คนฺโธ อิสีนํ อสุจิ เทวราช ฯ
คนฺโธ อิสีนํ จิรทกฺขิตานํ ๒ กายา จุโต คจฺฉตุ มาลุเตน วิจิตฺรปุปฺผํ สุรภึว มาลํ คนฺธญฺจ เอตํ ปฏิกงฺขาม ภนฺเต นเหตฺถ เทวา ปฏิกฺกูลสญฺญิโน ฯ
ปุรินฺทโท ภูตปตี ยสสฺสี เทวานมินฺโท [๓] มฆวา สุชมฺปติ ส เทวราชา อสุร (คณ) ปฺปมทฺทโน โอกาสมากงฺขติ ปญฺห ปุจฺฉิตุํ ฯ #๑-๒ ม. จิรทิกฺขิตานํ ฯ ๓ ม. สกฺโก ฯ โก เนวิเมสํ อิธ ปณฺฑิตานํ ปเญฺห ปุฏฺโฐ นิปุเณ พฺยากริสฺสติ ติณฺณญฺจ รญฺญํ มนุชาธิปานํ เทวานมินฺทสฺส จ วาสวสฺส ฯ
อยํ อิสิ สรภงฺโค ตปสฺสี ยโต ชาโต วิรโต เมถุนสฺมา อาเจรปุตฺโต ๑ สุวินีตรูโป โส เตสํ ปญฺหานิ วิยากริสฺสติ ฯ
โกณฺฑญฺญ ปญฺหานิ วิยากโรหิ ยาจนฺติ ตํ อิสโย สาธุรูปา โกณฺฑญฺญ เอโส มนุเชสุ ธมฺโม ยํ วุฑฺฒมาคจฺฉติ เอส ภาโร ฯ
กตาวกาสา ปุจฺฉนฺตุ โภนฺโต ยงฺกิญฺจิ ปญฺหํ มนสาภิปตฺถิตํ อหํ หิ ตํ ตํ โว วิยากริสฺสํ ญตฺวา สยํ โลกมิมํ ปรญฺจ ฯ
ตโต จ มฆวา สกฺโก อตฺถทสฺสี ปุรินฺทโท อปุจฺฉิ ปฐมํ ปญฺหํ ยญฺจาสิ อภิปตฺถิตํ ฯ กึสู วธิตฺวา น กทาจิ โสจติ กิสฺสปฺปหานํ อิสโย วณฺณยนฺติ #๑ ยุ. อาจริยปุตฺโต ฯ กสฺสีธ วุตฺตํ ผรุสํ ขเมถ อกฺขาหิ เม โกณฺฑญฺญ เอตมตฺถํ
โกธํ วธิตฺวา น กทาจิ โสจติ มกฺขปฺปหานํ อิสโย วณฺณยนฺติ สพฺเพสํ วุตฺตํ ผรุสํ ขเมถ เอตํ ขนฺตึ อุตฺตมมาหุ สนฺโต ฯ
สกฺกา อุภินฺนํ วจนํ ติติกฺขิตุํ สทิสสฺส วา เสฏฺฐตรสฺส ๑ วาปิ กถํ นุ หีนสฺส วโจ ขเมถ อกฺขาหิ เม โกณฺฑญฺญ เอตมตฺถํ ฯ
ภยา หิ เสฏฺฐสฺส วโจ ขเมถ สารมฺภเหตุ ปน สาทิสสฺส โย จีธ หีนสฺส วโจ ขเมถ เอตํ ขนฺตึ อุตฺตมมาหุ สนฺโต ฯ
กถํ วิชญฺญา จตุมฏฺฐรูปํ ๒ เสฏฺฐํ สริกฺขํ อถวาปิ หีนํ วิรูปรูเปน จรนฺติ สนฺโต ตสฺมา หิ สพฺเพส วโจ ขเมถ ฯ
น เหตมตฺถํ มหตีปิ เสนา สราชิกา ยุชฺฌมานา ลเภถ #๑ ยุ. เสฏฺฐนรสฺส ฯ ๒ ม. จตุปตฺถรูปํ ฯ ยํ ขนฺติมา สปฺปุริโส ลเภถ ขนฺติพลสฺสูปสมนฺติ เวรา ฯ
สุภาสิตนฺเต อนุโมทิยาน อญฺญนฺตํ ปุจฺฉามิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ ยถา อหู ๑ ทณฺฑกี นาลิกีโร ๒ อถชฺชุโน กลาพุ จาปิ ราชา เตสํ คตึ พฺรูหิ สุปาปกมฺมินํ กตฺถูปปนฺนา อิสีนํ วิเหฐกา ฯ
กีสํ หิ วจฺฉํ อวกฺรีย ทณฺฑกี อุจฺฉินฺนมูโล สชโน สรฏฺโฐ กุกฺกูลนาเม นิรยมฺหิ ปจฺจติ ตสฺส ผุลฺลิงฺคา นิปตนฺติ ๓ กาเย ฯ โย สญฺญเต ปพฺพชิเต อเหฐยิ ๔ ธมฺมํ ภณนฺเต สมเณ อทูสเก ตํ นาลิกีรํ สุนขา ปรตฺถ สงฺคมฺม ขาทนฺติ วิผนฺทมานํ ฯ อถชฺชุโน นิรเย สตฺติสูเล อวํสิโร ปติโต อุทฺธปาโท ๕ องฺคีรสํ โคตมํ เหฐยิตฺวา ขนฺตึ ตปสฺสึ จิรพฺรหฺมจารึ ฯ #๑ ม. อหุํ ฯ ๒ ม. นาฬิเกโร ฯ ๓ ม. ผุลิงฺคานิ ปตนฺติ ฯ ๔ ยุ. อวญฺจสิ ฯ #๕ ม. อุทฺธํปาโท ฯ โย ขณฺฑโส ปพฺพชิตํ อเฉทยิ ขนฺตึ วทนฺตํ สมณํ อทูสกํ กลาพุวีจึ อุปปชฺช ปจฺจติ มหาปตาปํ ๑ กฏุกํ ภยานกํ ฯ เอตานิ สุตฺวา นิรยานิ ปณฺฑิโต อญฺญานิ ปาปิฏฺฐตรานิ เจตฺถ ธมฺมญฺจเร สมณพฺราหฺมเณสุ เอวงฺกโร สคฺคมุเปติ ฐานํ ฯ
สุภาสิตนฺเต อนุโมทิยาน อญฺญนฺตํ ปุจฺฉามิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ กถํวิธํ สีลวนฺตํ วทนฺติ กถํวิธํ ปญฺญวนฺตํ วทนฺติ กถํวิธํ สปฺปุริสํ วทนฺติ กถํวิธํ โน สิริ โน ชหาติ ฯ
กาเยน วาจาย จ โยธ ๒ สญฺญโต มนสา จ กิญฺจิ น กโรติ ปาปํ น อตฺตเหตุ อลิกํ ภณาติ ๓ ตถาวิธํ สีลวนฺตํ วทนฺติ ฯ คมฺภีรปญฺหํ มนสาภิจินฺตยํ ๔ นจฺจาหิตํ กมฺม กโรติ ลุทฺทํ #๑ ยุ. มหาภิตายํ ฯ ๒ ยุ. โย จ ฯ ๓ ม. ภเณติ ฯ ๔ สี. มนสา วิจินฺตยํ ฯ กาลาคตํ ๑ อตฺถปทํ น ริญฺจติ ตถาวิธํ ปญฺญวนฺตํ วทนฺติ ฯ โย เว กตญฺญู กตเวทิ ธีโร กลฺยาณมิตฺโต ทฬฺหภตฺติ จ โหติ ทุกฺขิตสฺส สกฺกจฺจ กโรติ กิจฺจํ ตถาวิธํ สปฺปุริสํ วทนฺติ ฯ เอเตหิ สพฺเพหิ คุเณหุเปโต สทฺโธ มุทุ ๒ สํวิภาคี วทญฺญู สงฺคาหกํ สขิลํ สณฺหวาจํ ตถาวิธํ โน สิริ โน ชหาติ ฯ
สุภาสิตนฺเต อนุโมทิยาน อญฺญนฺตํ ปุจฺฉามิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ สีลํ สิริญฺจาปิ สตญฺจ ธมฺมํ ปญฺญญฺจ กํ เสฏฺฐตรํ วทนฺติ ฯ
ปญฺญา หิ เสฏฺฐา กุสลา วทนฺติ นกฺขตฺตราชาริว ตารกานํ สีลํ สีรี จาปิ สตญฺจ ธมฺโม ๓ อนฺวายิกา ปญฺญวโต ภวนฺติ ฯ
สุภาสิตนฺเต อนุโมทิยาน อญฺญนฺตํ ปุจฺฉามิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ #๑ ยุ. กาลาภตํ ฯ ๒ ม. มุทู ฯ ๓ ยุ. ธมฺมา ฯ กถงฺกโร กินฺติกโร กิมาจรํ กึ เสวมาโน ลภตีธ ปญฺญํ ปญฺญายทานิปฺปฏิปทํ ๑ วเทหิ กถงฺกโร ปญฺญวา โหติ มจฺโจ ฯ
เสเวถ พุทฺเธ ๒ นิปุเณ พหุสฺสุเต อุคฺคาหโก จปฺปริปุจฺฉโก สิยา สุเณยฺย สกฺกจฺจ สุภาสิตานิ เอวงฺกโร ปญฺญวา โหติ มจฺโจ ฯ ส ปญฺญวา กามคุเณ อเวกฺขติ อนิจฺจโต ทุกฺขโต โรคโต จ เอวํวิปสฺสี ปชหาติ ฉนฺทํ ทุกฺเขสุ กาเมสุ มหพฺภเยสุ ฯ ส วีตราโค ส วิเนยฺย ๓ โทสํ เมตฺตจิตฺตํ ภาเวยฺย ๔ อปฺปมาณํ สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ อนินฺทิโต พฺรหฺมมุเปติ ฐานํ ฯ
มหิทฺธิยํ ๕ อาคมนํ อโหสิ ตวมฏฺฐก ๖ ภีมรถสฺส จาปิ กาลิงฺคราชสฺส จ อุคฺคตสฺส #๑ ม. ปญฺญาย ทานิปฺปฏิปํ ฯ ๒ ม. วุทฺเธ ฯ ๓ ปวิเนยฺย ฯ ๔ ม. เมตฺตํ จิตฺตํ #ภาวเย ฯ ๕ ม. มหตฺถิยํ ฯ ๖ ม. ตวมฏฺฐกา ฯ สพฺเพส โว กามราโค ปหีโน ฯ
เอวเมตํ ปรจิตฺตเวทิ สพฺเพส โน กามราโค ปหีโน กโรหิ โอกาสมนุคฺคหาย ยถา คตินฺเต อภิสมฺภเวม ฯ
กโรมิ โอกาสมนุคฺคหาย ตถาหิ โว กามราโค ปหีโน ผราถ กายํ วิปุลาย ปีติยา ยถา คตึ เม อภิสมฺภเวถ ฯ
สพฺพํ กริสฺสาม ตวานุสาสนึ ยํ ยํ ตุวํ วกฺขสิ ภูริปญฺญ ผราม กายํ วิปุลาย ปีติยา ยถา คตินฺเต อภิสมฺภเวม ฯ
กตาย ๑ วจฺฉสฺส กิสสฺส ปูชา คจฺฉนฺตุ โภนฺโต อิสโย สาธุรูปา ฌาเน รตา โหถ สทา สมาหิตา เอสา รตี ปพฺพชิตสฺส เสฏฺฐา ฯ
สุตฺวาน คาถา ปรมตฺถสญฺหิตา สุภาสิตา อิสินา ปณฺฑิเตน เต เวทชาตา อนุโมทมานา #๑ สี. ยุ. กตายํ ฯ ปกฺกามุ เทวา เทวปุรํ ยสสฺสิโน ฯ คาถา อิมา อตฺถวตี สุพฺยญฺชนา สุภาสิตา อิสินา ปณฺฑิเตน โยโกจิมา อฏฺฐิกตฺวา สุเณยฺย ลเภถ ปุพฺพาปริยํ วิเสสํ ลทฺธาน ปุพฺพาปริยํ วิเสสํ อทสฺสนํ มจฺจุราชสฺส คจฺเฉ ฯ
* สาลิสฺสโร สารีปุตฺโต เมณฺฑิสฺสโร จ กสฺสโป ปพฺพโต อนุรุทฺโธ จ กจฺจายโน จ เทวิโล ๑ อนุสิสฺโส จ อานนฺโท กีสวจฺโฉ จ โกลิโต (นารโท อุทายี เถโร ๒ ปริสา พุทฺธปริสา) สรภงฺโค โพธิสตฺโต ๓ เอวํ ธาเรถ ชาตกนฺติ * ฯ สรภงฺคชาตกํ ทุติยํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๔๔๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗