สรภังคชาดก
ว่าด้วยสรภังคดาบสเฉลยปัญหา
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๔๖ · บรรทัด ๑๐๑๘๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๔ จาก ๖
เรื่องเล่า
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุมฏฺรูปํ ได้แก่ มีสภาพอันปกปิดไว้ด้วยอิริยาบถ ๔. บทว่า วิรูปรูเปน ความว่า สัตบุรุษทั้งหลายผู้มีคุณอันสูงส่ง ย่อมเที่ยวไปโดยรูปแห่งบุคคลผู้ลามกผิดรูปได้. ก็ในความข้อนี้ควรแสดงเรื่องของพระมัชฌันติกเถระ.
ท้าวสักกเทวราชทรงสดับดังนั้นแล้ว หมดความเคลือบแคลงสงสัยอารธนาว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านโปรดแสดงอานิสงส์แห่งความอดทนนี้แก่พวกข้าพเจ้าเถิด. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวคาถาแก่ท้าวสักกเทวราชความว่า
สัตบุรุษผู้มีความอดทน พึงได้ผลคือความไม่ กระทบกระทั่ง เพราะการสงบระงับเวร เสนาแม้มาก พร้อมด้วยพระราชาเมื่อรบอยู่ จะพึงได้ผลนั้น ก็หา มิได้ เวรทั้งหลายย่อมระงับด้วยกำลังแห่งขันติ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตมตฺถํ ได้แก่ ผลกล่าวคือความไม่กระทบกระทั่ง เพราะยังเวรให้สงบนั้น.
เมื่อพระมหาสัตว์กล่าวคุณแห่งขันติอย่างนี้แล้ว พระราชาเหล่านั้นทรงพระดำริว่า ท้าวสักกเทวราชตรัสถามแต่ปัญหาของตน จักไม่ให้โอกาสถามแก่พวกเรา. ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราช ทรงทราบอัธยาศัยของพระราชาเหล่านั้น จึงงดปัญหาที่พระองค์เตรียมมาเสีย ๔ ข้อ เมื่อจะตรัสถามความสงสัยของพระราชาเหล่านั้น จึงตรัสคาถา ความว่า
ข้าพเจ้าขออนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน แต่จะ ขอถามปัญหาอื่นๆกะท่าน ขอเชิญท่านกล่าวแก้ปัญหา นั้น โดยมีพระราชา ๔ พระองค์ คือ พระเจ้าทัณฑกี ๑ พระเจ้านาลิกีระ ๑ พระเจ้าอัชชุนะ ๑ พระเจ้ากลาพุ ๑ ขอท่านได้ไปรดบอกคติของพระราชาเหล่านั้น ผู้มี บาปกรรมอันหนัก พระราชาทั้ง ๔ องค์นั้นเบียดเบียน พระฤๅษีทั้งหลาย พากันบังเกิด ณ ที่ไหน ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุโมทยิมานา ความว่า ข้าพเจ้าอนุโมทนาคำสุภาษิตนี้ของท่าน กล่าวคือการวิสัชนาปัญหา ๓ ข้อที่ข้าพเจ้าถามแล้ว. บทว่า ยถา อหู ความว่า พระราชาทั้ง ๔ ได้มีแล้ว (โดยประการใด). บทว่า กลาพุ จ ได้แก่ พระเจ้ากลาพุ ๑. บทว่า อถชฺชุโน ได้แก่ พร ะเจ้าอัชชุนะ ๑.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะวิสัชนาปัญหาของท้าวสักกเทวราชได้กล่าวคาถา ๕ คาถา ความว่า
ก็พระเจ้าทัณฑกี ได้เรี่ยรายโทษลงในท่านกีสวัจฉดาบสแล้ว เป็นผู้ขาดสูญมูลราก พร้อมทั้งอาณา ประชาราษฎร์ พร้อมทั้งรัฐมณฑล หมกไหม้อยู่ใน นรกชื่อกุกกุละ ถ่านเพลิงอันปราศจากเปลว ย่อมตก ต้องกายของพระราชานั้น. พระเจ้านาลิกีระพระองค์ใด ได้เบียดเบียนบรรพชิตทั้งหลาย ผู้สำรวมแล้ว ผู้กล่าวธรรม สงบระงับ ไม่ประทุษร้ายใคร สุนัขทั้งหลายในโลกหน้า ย่อมรุม กันกัดกินพระเจ้านาลิกีระนั้น ผู้ดิ้นรนอยู่. อนึ่ง พระเจ้าอัชชุนะ เป็นผู้มีพระเศียรห้อยลง เบื้องต่ำ มีพระบาทชี้ขึ้นเบื้องสูง ลงในสัตติสูนรก เพราะเบียดเบียนอังคีรสฤๅษีผู้โคดม ผู้มีความอดทน มีตบะ ประพฤติพรหมจรรย์มานาน. พระราชาทรงพระนามว่า กลาพุ พระองค์ใด ได้เชือดเฉือนพระฤๅษีชื่อขันติวาที ผู้สงบระงับ ไม่ ประทุษร้ายให้เป็นท่อนๆ พระราชาพระนามว่า กลาพุ พระองค์นั้น ได้บังเกิดหมกไหม้อยู่ในอเวจีนรก อัน ร่อนใหญ่ มีเวทนาเผ็ดร้อนน่ากลัว. บัณฑิตได้ฟังนรกเหล่านี้ และนรกเหล่าอื่น อัน ชั่วช้ากว่านี้ ในที่นี้แล้ว ควรประพฤติธรรมในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้กระทำอย่างนี้ย่อมเข้าถึงแดนสวรรค์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กีสํ ความว่า สรีระของท่านดาบสชื่อกีสะเพราะเป็นผู้มีเนื้อและเลือดน้อย. บทว่า อวกฺรีย ความว่า พระเจ้าทัณฑกีราชเรี่ยราย คือลอยกลีโทษลงในสรีระของท่านกีสดาบส ด้วยการถ่มเขฬะ และทิ้งไม้สีฟันให้ตกลงไป. บทว่า อุจฺฉินฺนมูโล แปลว่า เป็นผู้ขาดสูญมูลราก. บทว่า สชโน แปลว่า พร้อมด้วยบริษัท. บทว่า กุกฺกุลนาเม นิรยมฺหิ ความว่าหมกไหม้อยู่ในนรกเถ้ารึง อันตั้งอยู่ในที่ประมาณสามร้อยโยชน์ตลอดกัป.
บทว่า ผุลฺลิงฺคา ได้แก่ ถ่านเพลิงอันปราศจากเปลว. ได้ยินว่าเมื่อพระเจ้าทัณฑกีราชนั้นจมลงในกุกกุลนรกอันร้อนนั้น เถ้ารึงย่อมเข้าไปทางทวารทั้งเก้า ถ่านเพลิงก้อนโต ๆ ตกลงบนศีรษะ ในกาลเมื่อถ่านเพลิงตกลงบนศีรษะของพระราชานั้น สรีระทั้งสิ้นลุกโพลงเหมือนต้นไม้ติดเพลิงฉะนั้นทุกขเวทนามีกำลัง ย่อมเป็นไป พระราชานั้น เมื่อไม่สามารถจะอดกลั้นได้ ก็ร้องเอ็ดอึงไป. ท่านสรภังคศาสดาแยกแผ่นดินออก แสดงให้เห็นพระราชา ซึ่งหมกไหม้อยู่ในกุกกุลนรกนั้นอย่างนั้น มหาชนก็ถึงความสะดุ้งกลัว พระมหาสัตว์รู้ว่ามหาชนกลัวยิ่งนัก จึงบันดาลให้นรกนั้นอันตรธานไป.
บทว่า ธมฺมํ ภณนฺเต ความว่า ผู้กล่าวธรรมคือกุศลกรรมบถ ๑๐. บทว่า สมเณ ได้แก่ ท่านผู้ลอยบาปแล้ว. บทว่า อทูสเก ได้แก่ ผู้ไร้ความผิด. บทว่า นาลิกีรํ ได้แก่ พระราชาผู้มีพระนามอย่างนี้. บทว่า ปรตฺถ ความว่า ผู้บังเกิดแล้วในปรโลก คือ นรก. บทว่า สงฺคมฺม ความว่าสุนัขทั้งหลายตัวใหญ่ ๆ มาจากทางโน้น ทางนี้ ประชุมกัน กัดกินพระเจ้านาลิกีรราชนั้น.
ได้ยินว่า เมื่อพระราชาพระนามว่า นาลิกีรราช เสวยราชสมบัติอยู่ในทันตปุรนคร ในกาลิงครัฐนั้น พระมหาดาบสองค์หนึ่งแวดล้อมด้วยดาบสห้าร้อยมาจากป่าหิมพานต์ พักอยู่ในพระราชอุทยาน แสดงธรรมแก่มหาชน. พวกอำมาตย์กราบทูลพระราชาว่า ดาบสผู้มีธรรม อยู่ในพระราชอุทยาน ก็พระราชาเป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ครองราชย์โดยอธรรม. เมื่ออำมาตย์ทั้งหลายพากันสรรเสริญพระดาบส ท้าวเธอจึงทรงพระดำริว่า แม้เราก็จักฟังธรรม แล้วเสด็จไปยังพระราชอุทยาน ทรงไหว้พระดาบสแล้วประทับนั่งอยู่. พระดาบสเมื่อจะทำปฏิสันฐานกับพระราชา จึงกราบทูลว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตรพระองค์ทรงครองราชย์โดยธรรมหรือ ไม่ทรงเบียดเบียนมหาชนดอกหรือ ? พระราชาทรงกริ้วถ้อยคำของพระดาบส ทรงดำริว่า ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ชะรอยชฎิลโกงนี้จะกล่าวแต่โทษของเราเท่านั้น ในสำนักของทวยนาครช่างเถิด เราจักทำให้สาสม แล้วตรัสนิมนต์ว่า พรุ่งนี้ นิมนต์พวกท่านมายังประตูวังของข้าพเจ้าดังนี้แล้ว ในวันรุ่งขึ้น จึงตรัสสั่งให้เอาคูถเก่า ๆ บรรจุตุ่มจนเต็ม เมื่อพวกดาบสมาแล้ว ตรัสสั่งให้เอาคูถใส่ภิกขาภาชนะของดาบสเหล่านั้นจนเต็ม ให้ปิดพระทวารเสีย แล้วตรัสสั่งให้คนถือสาก และท่อนเหล็กทุบศีรษะของพระฤๅษีทั้งหลาย ให้จับชฎาลากมาให้สุนัขกัดกิน จึงเข้าไปสู่แผ่นดินซึ่งแยกออก ณ ที่นั้น บังเกิดในสุนขมหานรก. สรีระของพระราชาในนรกนั้นได้มีสามคาวุต. ลำดับนั้น สุนัขทั้งหลายตัวโต ๆ ขนาดเท่าช้างอย่างใหญ่มีวรรณะ ๕ ประการ ติดตามกัดพระราชานั้น สลัดให้ล้มลง ณ แผ่นดินเหล็กอันลุกโพลง ประมาณเก้าโยชน์ แล้วทิ้งเอา ๆ จนเต็มปาก เคี้ยวกินพระราชาซึ่งดิ้นรนอยู่. พระมหาสัตว์แยกแผ่นดินออกเป็นสองภาค แล้วแสดงให้เห็นนรกนั้น รู้ว่ามหาชนหวาดกลัว จึงบันดาลให้อันตรธานไป.
บทว่า อถชฺชุโน ได้แก่ พระราชาทรงพระนามว่า สหัสสพาหุ. บทว่า องฺคีรสํ ได้แก่ ท่านอังคีรสผู้มีชื่ออย่างนี้ เพราะเปล่งรัศมีออกจากอวัยวะ. บทว่า เหยิตฺวา ความว่า พระราชาอัชชุนะเบียดเบียนท่านอังคีรส คือเอาเกาทัณฑ์อันอาบยาพิษ ยิงให้ถึงความตาย. ได้ยินว่า พระเจ้าอัชชุนะนั้น เมื่อเสวยราชย์ในเกกราชธานี เขตมหิสกรัฐ เสด็จไปล่าเนื้อครั้นฆ่าเนื้อได้แล้ว ก็ชอบประพฤติเสวยเนื้อสุกในถ่านเพลิง วันหนึ่ง พระองค์ทรงทำซุ้มดักในสถานที่เนื้อจะมา ประทับยืนแลดูเนื้อทั้งหลายอยู่ คราวนั้นท่านอังคีรสดาบส ขึ้นอยู่บนต้นหมากเม่าต้นหนึ่งใกล้ ๆ พระราชานั้น กำลังเก็บผลไม้อยู่ ปล่อยกิ่งที่เก็บผลแล้วลงไป. เพราะเสียงกิ่งไม้ที่ท่านปล่อยไปฝูงเนื้อที่มาถึงสถานที่นั้นแล้ว จึงหนีไป. พระราชาทรงกริ้ว เอาลูกศรมียาพิษยิงพระดาบส. พระดาบสตกกลิ้งลงมา ศีรษะกระแตกตอตะเคียน ทำกาลกิริยาลงที่ปลายหลาวแหลมนั่นเอง. ทันใดนั้น พระราชาก็เข้าไปสู่แผ่นดิน ซึ่งแยกออกเป็นสองภาค บังเกิดในสัตติสูลนรก. สรีระได้มีประมาณ ๓ คาวุต นายนิรยบาลในนรกนั้น ทุบตีด้วยอาวุธอันลุกโพลง บังคับให้ขึ้นภูเขาเหล็กอันลุกโพลง. ในเวลาที่พระราชานั้นสถิตเหนือยอดบรรพต ลมย่อมประหาร. พระราชาก็พลัดตกลงด้วยลมพัด. ขณะนั้น หลาวเหล็กอันลุกโพลง ขนาดลำตาล. อย่างใหญ่ผุดขึ้นภายใต้แผ่นดินเหล็กอันลุกโพลงหนาเก้าโยชน์. พระราชานั้นเอาศีรษะกระแทกยอดปลายหลาวนั่นเอง แล้วถูกหลาวเสียบตรึงไว้ ขณะนั้นแผ่นดินก็ลุกโพลง หลาวก็ลุกโพลง สรีระของพระราชานั้นก็ลุกโพลง พระราชาร้องเอ็ดอึง ถูกเผาไหม้อยู่ในนรกนั้น พระมหาสัตว์บันดาลให้แผ่นดินแยกออกเป็นสองภาค แล้วชี้ให้เห็นนรกนั้น รู้ว่ามหาชนหวาดกลัว จึงบันดาลให้อันตรธานไป.
บทว่า ขณฺฑโส ความว่า พระเจ้ากลาพุได้ให้เชือดเฉือนมือเท้าทั้ง ๔หูและจมูกของขันติวาทีดาบส ทำให้เป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่. บทว่า อทูสกํ ได้แก่ผู้หาความผิดมิได้. พระเจ้ากลาพุ ครั้นให้เชือดเฉือนอย่างนั้นแล้ว ตรัสสั่งให้เฆี่ยนด้วยหวายเส้นควบสำหรับประหารพันที ให้จับชฎาดาบสคร่ามาให้นอนคู้แล้วเอาพระปราษณีประหารที่หลัง ทำให้ถึงทุกขเวทนาใหญ่. บทว่า กลาพุวีจึความว่า พระเจ้ากลาพุนั้นก็เข้าถึงอเวจีนรก. บทว่า กฏุกํ ความว่า เข้าถึงนรกอันมีเวทนากล้า เห็นปานนี้ ถูกเผาไหม้อยู่ในระหว่างเปลวไฟทั้ง ๖. อนึ่งเรื่องของพระเจ้ากลาพุ โดยพิสดาร ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในขันติวาทีชาดกนั่นเอง.
บทว่า อญฺานิ ปาปิฏฺตรานิ เจตฺถ ความว่า กุลบุตรผู้เป็นบัณฑิต ฟัง (นรกเหล่านั้น) และนรกอื่นอันหยาบช้ากว่านรกเหล่านี้. บทว่า ธมฺมญฺจเร ความว่า ดูก่อนท้าวสักกเทวราช กุลบุตรผู้เป็นบัณฑิตรู้ชัดว่านรกทั้ง ๔ เหล่านี้ และพระราชา ๔ องค์เหล่านี้ บังเกิดในนรกทั้งสิ้นเท่านี้ก็หามิได้ ที่แท้แม้นรกแม้อื่น และพระราชาแม้อื่น ก็บังเกิดแล้วในนรกเหมือนกัน ดังนี้แล้ว พึงประพฤติธรรมในสมณพราหมณ์ คือถวายจตุปัจจัยจัดการรักษาป้องกันโดยชอบธรรม.
เมื่อพระมหาสัตว์ แสดงสถานที่บังเกิดของพระราชาทั้งสี่อย่างนี้แล้วพระราชาทั้ง ๓ พระองค์ ก็สิ้นความสงสัย. ต่อแต่นั้น ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะตรัสถามปัญหาที่เหลือ ๔ ข้อต่อไป จึงตรัสคาถา ความว่า
ข้าพเจ้าขออนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน ขอถามปัญหาข้ออื่นกะท่าน ขอเชิญท่านกล่าวแก้ปัญหา นั้นด้วย. บัณฑิตเรียกคนเช่นไรว่ามีศีล เรียกคนเช่นไร ว่ามีปัญญา เรียกคนเช่นไรว่าสัตบุรุษ สิริย่อมไม่ละคน เช่นไรหนอ ?
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กตํวิธํ โน สิริ โน ชหาติ ความว่าสิริ อันบุคคลได้แล้วย่อมไม่ละบุรุษเช่นไรกัน ? ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะวิสัชนาปัญหาของท้าวสักกเทวราชได้กล่าวคาถา ๔ คาถา ความว่า
บุคคลใดในโลกนี้ เป็นผู้สำรวมด้วยกาย วาจา และใจ ไม่ทำบาปกรรมอะไร ๆ ไม่พูดพล่อย ๆ เพราะเหตุแห่งตน บัณฑิตเรียกบุคคลเช่นนั้นว่าเป็นผู้ มีศีล. บุคคลใด คิดปัญหาอันลึกซึ้งได้ด้วยใจ ไม่ทำ กรรมอันหยาบช้า อันหาประโยชน์มิได้ ไม่ปิดทางแห่ง ประโยชน์ อันมาถึงตามกาล บัณฑิตเรียกบุคคลเช่นนั้น ว่ามีปัญญา. บุคคลใดแล เป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที มีปัญญา มีกัลยาณมิตร และมีความภักดีมั่นคง ช่วยทำกิจของ มิตรผู้ตกยาก โดยเต็มใจ บัณฑิตเรียกบุคคลเช่นนั้นว่า สัตบุรุษ. บุคคลใดประกอบด้วยคุณสมบัติทั้งปวงเหล่านี้ คือเป็นผู้มีศรัทธา อ่อนโยน แจกทานด้วยดี รู้ความ ประสงค์ สิริย่อมไม่ละบุคคลเช่นนั้น ผู้สงเคราะห์ มีวาจาอ่อนหวาน สละสลวย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเยน เป็นต้น ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งความสุจริต ทางไตรทวาร. บทว่า น อตฺตเหตุ นี้ เป็นหัวข้อแห่งเทศนาเท่านั้น. อธิบายว่า ไม่พูดเหลาะแหละ เพราะเหตุแห่งตน เพราะเหตุแห่งผู้อื่น เพราะเหตุแห่งทรัพย์ เพราะเหตุแห่งยศ เพราะเหตุแห่งลาภหรือเพราะเหตุมุ่งอามิส. ถึงเนื้อความนี้ จะสำเร็จด้วยบทนี้ว่า สำรวมด้วยวาจาดังนี้ ก็จริง ถึงอย่างนั้น เพื่อแสดงเนื้อความให้หนัก ควรทราบว่าท่านกล่าวอย่างนี้อีกว่า ก็ความชั่วที่จะชื่อว่า คนผู้มักพูดเท็จไม่ทำไม่มี.
บทว่า คมฺภีรปญฺหํ ความว่า (บุคคลใดคิดค้น) ปัญหาอันลึกซึ้งลี้ลับ กำบัง ทั้งโดยอรรถและบาลี เช่นเดียวกับปัญหาที่มา ในสัตตุภัสตชาดกสัมภวชาดก และอุมมังคชาดก. บทว่า มนสา วิจินฺตยํ ความว่า บุคคลใด คิดค้นได้ด้วยใจ แทงตลอดเนื้อความ สามารถเพื่อจะกล่าวแก้ กระทำให้ปรากฏดุจยังพระจันทร์ พระอาทิตย์ให้ตั้งขึ้นตั้งพันดวง. บทว่า นจฺจาหิตํ ความว่า และบุคคลใดไม่กระทำกรรม อันไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลยิ่ง คือล่วงเลยประโยชน์ หยาบช้า เผ็ดร้อน สาหัส อนึ่ง เพื่อจะยังเนื้อความนี้ให้แจ่มแจ้ง ควรกล่าวภูริปัญหาว่า
บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่สร้างบาปกรรม เพราะ เหตุแห่งความสุขของตน สัตบุรุษทั้งหลายแม้อันทุกข์ ถูกต้อง พลั้งพลาดลง ย่อมไม่ละธรรม เพราะความ รักและความชัง.
บทว่า กาลคตํ ความว่า บุคคลใดเมื่อยังทานเป็นต้นเหล่านี้ให้ถึงพร้อม ด้วยคิดว่า กาลนี้เป็นกาลควรให้ทาน เป็นกาลที่จะรักษาศีล เป็นกาลเข้าจำอุโบสถ เป็นกาลตั้งมั่นในสรณะ เป็นการกระทำบรรพชา เป็นกาลบำเพ็ญสมณธรรม เป็นวาระที่ควรบำเพ็ญวิปัสสนา ชื่อว่าย่อมไม่ริดรอน คือไม่ยังทางแห่งประโยชน์ อันมาถึงโดยกาลให้เสื่อมไป. บทว่า ตถาวิธํ ความว่าดูก่อนท้าวสักกะ พระสัพพัญญูพุทธะก็ดี พระปัจเจกพุทธะก็ดี พระมหาสัตว์ก็ดี เมื่อจะกล่าวถึงคนมีปัญญา ย่อมกล่าวถึงบุคคลเห็นปานนี้.
ในบทว่า โย เว นั้น มีอธิบายดังนี้ บุคคลใดรู้จักคุณ อันผู้อื่นทำแล้วแก่ตน ชื่อว่าเป็นผู้กตัญญู อนึ่ง ครั้นรู้อย่างนี้แล้ว ทำการตอบแทนคุณของเขาที่ได้ทำคุณไว้แก่ตน ชื่อว่าเป็นผู้กตเวที. บทว่า ทุกฺขิตสฺส ความว่าบุคคลใดยกความทุกข์แห่งสหายของตน ผู้ถึงทุกข์ขึ้นไว้ในตน ช่วยทำให้กิจอันเกิดขึ้นแก่สหายนั้น ด้วยมือของตนโดยเคารพ พระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมกล่าวบุคคลนั้น ผู้เห็นปานนี้ ว่าเป็นสัตบุรุษ อีกอย่างหนึ่ง ธรรมดาสัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้มีความกตัญญู กตเวที เพราะฉะนั้น ควรกล่าวถึงชาดกเช่น สตปตชาดก จุลลหังสชาดก และมหาหังสชาดกเป็นต้น.
บทว่า เอเตหิ สพฺเพหิ ความว่า ดูก่อนท้าวสักกเทวราช บุคคลใดเข้าถึงด้วยคุณสมบัติ มีศีลเป็นต้น ดังที่กล่าวแล้วในหนหลัง เหล่านี้ทั้งหมด. บทว่า สทฺโธ ความว่า ประกอบด้วยโอกัปปนสัทธา (ศรัทธา คือความเชื่อมั่น). บทว่า มุทุ ได้แก่ เป็นผู้มีปกติพูดจาน่ารัก. บทว่า สํวิภาคี ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้จำแนกแจกทานด้วยดี เพราะความเป็นผู้ยินดียิ่ง ในการจำแนกศีล จำแนกทาน ชื่อว่า วทัญญู ผู้รู้ถ้อยคำ เพราะสามารถรู้ถ้อยคำของยาจก แล้วจึงให้. บทว่า สงฺคาหกํ ความว่า ชื่อว่าผู้สงเคราะห์ เพราะสงเคราะห์ชนนั้น ๆ ด้วยสังคหวัตถุ ๔. ชื่อว่า มีวาจาสละสลวย เพราะกล่าวถ้อยคำไพเราะ. ชื่อว่า มีวาจาอ่อนหวาน เพราะมีถ้อยคำเกลี้ยงเกลา. บทว่า ตถาวิธํ โน ความว่า สิริ กล่าวคือ ยศและลาภอันเลิศที่ได้แล้วย่อมไม่ละบุคคลเช่นนั้น คือ สิริของบุคคลนั้น ย่อมไม่พินาศไป.
พระมหาสัตว์เจ้า วิสัชนาปัญหา ๔ ข้อ ดุจยังพระจันทร์อันเต็มดวงให้ตั้งขึ้นบนพื้นท้องฟ้าฉะนั้น ด้วยประการฉะนี้ ถัดจากนั้นไป เป็นปุจฉาและวิสัชนาปัญหาที่เหลือ ท้าวสักกเทวราช ตรัสคาถา ความว่า
ข้าพเจ้าขออนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน ขอถาม ปัญหาข้ออื่นกะท่าน ขอเชิญท่านกล่าวแก้ปัญหานั้น ด้วย นักปราชญ์ย่อมกล่าวศีล สิริ ธรรมของสัตบุรุษ
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๕๘๙–๖๓๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จัตตาฬีสนิบาตชาดก ๓๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
อลงฺกตา กุณฺฑลิโน สุวตฺถา เวฬุริยมุตฺตาถรุขคฺคพนฺธา รเถสภา ติฏฺฐถ เก นุ ตุเมฺห กถํ โว ชานนฺติ มนุสฺสโลเก ฯ
อหมฏฺฐโก ภีมรโถ ปนายํ กาลิงฺคราชา ปน อุคฺคโตยํ สุสญฺญตานํ อิสีนํ ๓ ทสฺสนาย อิธาคตา ปุจฺฉิตาเยมฺห ปเญฺห ฯ
เวหายสํ ติฏฺฐสิ ๔ อนฺตลิกฺเข ปถทฺธุโน ปณฺณรเสว จนฺโท ปุจฺฉามิ ตํ ยกฺข มหานุภาวํ กถนฺตํ ชานนฺติ มนุสฺสโลเก ฯ
ยมาหุ เทเวสุ สุชมฺปตีติ #๑ ม. สอินฺทา ฯ ๒ ยุ. ปมาโท ฯ ๓ ยุ. สุสญฺญตานิสินํ ฯ ๔ ยุ. ติฏฺฐติ ฯ มฆวาติ ตํ อาหุ มนุสฺสโลเก ส เทวราชา อิทมชฺช ปตฺโต สุสญฺญตานํ อิสีนํ ทสฺสนาย ฯ
ทูเร สุตา โน อิสโย สมาคตา มหิทฺธิกา อิทฺธิคุณูปปนฺนา วนฺทามิ เต อยิเร ปสนฺนจิตฺโต เย ชีวโลเกตฺถ มนุสฺสเสฏฺฐา ฯ
คนฺโธ อิสีนํ จิรทกฺขิตานํ ๑ กายา จุโต คจฺฉติ มาลุเตน อิโต ปฏิกฺกมฺม สหสฺสเนตฺต คนฺโธ อิสีนํ อสุจิ เทวราช ฯ
คนฺโธ อิสีนํ จิรทกฺขิตานํ ๒ กายา จุโต คจฺฉตุ มาลุเตน วิจิตฺรปุปฺผํ สุรภึว มาลํ คนฺธญฺจ เอตํ ปฏิกงฺขาม ภนฺเต นเหตฺถ เทวา ปฏิกฺกูลสญฺญิโน ฯ
ปุรินฺทโท ภูตปตี ยสสฺสี เทวานมินฺโท [๓] มฆวา สุชมฺปติ ส เทวราชา อสุร (คณ) ปฺปมทฺทโน โอกาสมากงฺขติ ปญฺห ปุจฺฉิตุํ ฯ #๑-๒ ม. จิรทิกฺขิตานํ ฯ ๓ ม. สกฺโก ฯ โก เนวิเมสํ อิธ ปณฺฑิตานํ ปเญฺห ปุฏฺโฐ นิปุเณ พฺยากริสฺสติ ติณฺณญฺจ รญฺญํ มนุชาธิปานํ เทวานมินฺทสฺส จ วาสวสฺส ฯ
อยํ อิสิ สรภงฺโค ตปสฺสี ยโต ชาโต วิรโต เมถุนสฺมา อาเจรปุตฺโต ๑ สุวินีตรูโป โส เตสํ ปญฺหานิ วิยากริสฺสติ ฯ
โกณฺฑญฺญ ปญฺหานิ วิยากโรหิ ยาจนฺติ ตํ อิสโย สาธุรูปา โกณฺฑญฺญ เอโส มนุเชสุ ธมฺโม ยํ วุฑฺฒมาคจฺฉติ เอส ภาโร ฯ
กตาวกาสา ปุจฺฉนฺตุ โภนฺโต ยงฺกิญฺจิ ปญฺหํ มนสาภิปตฺถิตํ อหํ หิ ตํ ตํ โว วิยากริสฺสํ ญตฺวา สยํ โลกมิมํ ปรญฺจ ฯ
ตโต จ มฆวา สกฺโก อตฺถทสฺสี ปุรินฺทโท อปุจฺฉิ ปฐมํ ปญฺหํ ยญฺจาสิ อภิปตฺถิตํ ฯ กึสู วธิตฺวา น กทาจิ โสจติ กิสฺสปฺปหานํ อิสโย วณฺณยนฺติ #๑ ยุ. อาจริยปุตฺโต ฯ กสฺสีธ วุตฺตํ ผรุสํ ขเมถ อกฺขาหิ เม โกณฺฑญฺญ เอตมตฺถํ
โกธํ วธิตฺวา น กทาจิ โสจติ มกฺขปฺปหานํ อิสโย วณฺณยนฺติ สพฺเพสํ วุตฺตํ ผรุสํ ขเมถ เอตํ ขนฺตึ อุตฺตมมาหุ สนฺโต ฯ
สกฺกา อุภินฺนํ วจนํ ติติกฺขิตุํ สทิสสฺส วา เสฏฺฐตรสฺส ๑ วาปิ กถํ นุ หีนสฺส วโจ ขเมถ อกฺขาหิ เม โกณฺฑญฺญ เอตมตฺถํ ฯ
ภยา หิ เสฏฺฐสฺส วโจ ขเมถ สารมฺภเหตุ ปน สาทิสสฺส โย จีธ หีนสฺส วโจ ขเมถ เอตํ ขนฺตึ อุตฺตมมาหุ สนฺโต ฯ
กถํ วิชญฺญา จตุมฏฺฐรูปํ ๒ เสฏฺฐํ สริกฺขํ อถวาปิ หีนํ วิรูปรูเปน จรนฺติ สนฺโต ตสฺมา หิ สพฺเพส วโจ ขเมถ ฯ
น เหตมตฺถํ มหตีปิ เสนา สราชิกา ยุชฺฌมานา ลเภถ #๑ ยุ. เสฏฺฐนรสฺส ฯ ๒ ม. จตุปตฺถรูปํ ฯ ยํ ขนฺติมา สปฺปุริโส ลเภถ ขนฺติพลสฺสูปสมนฺติ เวรา ฯ
สุภาสิตนฺเต อนุโมทิยาน อญฺญนฺตํ ปุจฺฉามิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ ยถา อหู ๑ ทณฺฑกี นาลิกีโร ๒ อถชฺชุโน กลาพุ จาปิ ราชา เตสํ คตึ พฺรูหิ สุปาปกมฺมินํ กตฺถูปปนฺนา อิสีนํ วิเหฐกา ฯ
กีสํ หิ วจฺฉํ อวกฺรีย ทณฺฑกี อุจฺฉินฺนมูโล สชโน สรฏฺโฐ กุกฺกูลนาเม นิรยมฺหิ ปจฺจติ ตสฺส ผุลฺลิงฺคา นิปตนฺติ ๓ กาเย ฯ โย สญฺญเต ปพฺพชิเต อเหฐยิ ๔ ธมฺมํ ภณนฺเต สมเณ อทูสเก ตํ นาลิกีรํ สุนขา ปรตฺถ สงฺคมฺม ขาทนฺติ วิผนฺทมานํ ฯ อถชฺชุโน นิรเย สตฺติสูเล อวํสิโร ปติโต อุทฺธปาโท ๕ องฺคีรสํ โคตมํ เหฐยิตฺวา ขนฺตึ ตปสฺสึ จิรพฺรหฺมจารึ ฯ #๑ ม. อหุํ ฯ ๒ ม. นาฬิเกโร ฯ ๓ ม. ผุลิงฺคานิ ปตนฺติ ฯ ๔ ยุ. อวญฺจสิ ฯ #๕ ม. อุทฺธํปาโท ฯ โย ขณฺฑโส ปพฺพชิตํ อเฉทยิ ขนฺตึ วทนฺตํ สมณํ อทูสกํ กลาพุวีจึ อุปปชฺช ปจฺจติ มหาปตาปํ ๑ กฏุกํ ภยานกํ ฯ เอตานิ สุตฺวา นิรยานิ ปณฺฑิโต อญฺญานิ ปาปิฏฺฐตรานิ เจตฺถ ธมฺมญฺจเร สมณพฺราหฺมเณสุ เอวงฺกโร สคฺคมุเปติ ฐานํ ฯ
สุภาสิตนฺเต อนุโมทิยาน อญฺญนฺตํ ปุจฺฉามิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ กถํวิธํ สีลวนฺตํ วทนฺติ กถํวิธํ ปญฺญวนฺตํ วทนฺติ กถํวิธํ สปฺปุริสํ วทนฺติ กถํวิธํ โน สิริ โน ชหาติ ฯ
กาเยน วาจาย จ โยธ ๒ สญฺญโต มนสา จ กิญฺจิ น กโรติ ปาปํ น อตฺตเหตุ อลิกํ ภณาติ ๓ ตถาวิธํ สีลวนฺตํ วทนฺติ ฯ คมฺภีรปญฺหํ มนสาภิจินฺตยํ ๔ นจฺจาหิตํ กมฺม กโรติ ลุทฺทํ #๑ ยุ. มหาภิตายํ ฯ ๒ ยุ. โย จ ฯ ๓ ม. ภเณติ ฯ ๔ สี. มนสา วิจินฺตยํ ฯ กาลาคตํ ๑ อตฺถปทํ น ริญฺจติ ตถาวิธํ ปญฺญวนฺตํ วทนฺติ ฯ โย เว กตญฺญู กตเวทิ ธีโร กลฺยาณมิตฺโต ทฬฺหภตฺติ จ โหติ ทุกฺขิตสฺส สกฺกจฺจ กโรติ กิจฺจํ ตถาวิธํ สปฺปุริสํ วทนฺติ ฯ เอเตหิ สพฺเพหิ คุเณหุเปโต สทฺโธ มุทุ ๒ สํวิภาคี วทญฺญู สงฺคาหกํ สขิลํ สณฺหวาจํ ตถาวิธํ โน สิริ โน ชหาติ ฯ
สุภาสิตนฺเต อนุโมทิยาน อญฺญนฺตํ ปุจฺฉามิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ สีลํ สิริญฺจาปิ สตญฺจ ธมฺมํ ปญฺญญฺจ กํ เสฏฺฐตรํ วทนฺติ ฯ
ปญฺญา หิ เสฏฺฐา กุสลา วทนฺติ นกฺขตฺตราชาริว ตารกานํ สีลํ สีรี จาปิ สตญฺจ ธมฺโม ๓ อนฺวายิกา ปญฺญวโต ภวนฺติ ฯ
สุภาสิตนฺเต อนุโมทิยาน อญฺญนฺตํ ปุจฺฉามิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ #๑ ยุ. กาลาภตํ ฯ ๒ ม. มุทู ฯ ๓ ยุ. ธมฺมา ฯ กถงฺกโร กินฺติกโร กิมาจรํ กึ เสวมาโน ลภตีธ ปญฺญํ ปญฺญายทานิปฺปฏิปทํ ๑ วเทหิ กถงฺกโร ปญฺญวา โหติ มจฺโจ ฯ
เสเวถ พุทฺเธ ๒ นิปุเณ พหุสฺสุเต อุคฺคาหโก จปฺปริปุจฺฉโก สิยา สุเณยฺย สกฺกจฺจ สุภาสิตานิ เอวงฺกโร ปญฺญวา โหติ มจฺโจ ฯ ส ปญฺญวา กามคุเณ อเวกฺขติ อนิจฺจโต ทุกฺขโต โรคโต จ เอวํวิปสฺสี ปชหาติ ฉนฺทํ ทุกฺเขสุ กาเมสุ มหพฺภเยสุ ฯ ส วีตราโค ส วิเนยฺย ๓ โทสํ เมตฺตจิตฺตํ ภาเวยฺย ๔ อปฺปมาณํ สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ อนินฺทิโต พฺรหฺมมุเปติ ฐานํ ฯ
มหิทฺธิยํ ๕ อาคมนํ อโหสิ ตวมฏฺฐก ๖ ภีมรถสฺส จาปิ กาลิงฺคราชสฺส จ อุคฺคตสฺส #๑ ม. ปญฺญาย ทานิปฺปฏิปํ ฯ ๒ ม. วุทฺเธ ฯ ๓ ปวิเนยฺย ฯ ๔ ม. เมตฺตํ จิตฺตํ #ภาวเย ฯ ๕ ม. มหตฺถิยํ ฯ ๖ ม. ตวมฏฺฐกา ฯ สพฺเพส โว กามราโค ปหีโน ฯ
เอวเมตํ ปรจิตฺตเวทิ สพฺเพส โน กามราโค ปหีโน กโรหิ โอกาสมนุคฺคหาย ยถา คตินฺเต อภิสมฺภเวม ฯ
กโรมิ โอกาสมนุคฺคหาย ตถาหิ โว กามราโค ปหีโน ผราถ กายํ วิปุลาย ปีติยา ยถา คตึ เม อภิสมฺภเวถ ฯ
สพฺพํ กริสฺสาม ตวานุสาสนึ ยํ ยํ ตุวํ วกฺขสิ ภูริปญฺญ ผราม กายํ วิปุลาย ปีติยา ยถา คตินฺเต อภิสมฺภเวม ฯ
กตาย ๑ วจฺฉสฺส กิสสฺส ปูชา คจฺฉนฺตุ โภนฺโต อิสโย สาธุรูปา ฌาเน รตา โหถ สทา สมาหิตา เอสา รตี ปพฺพชิตสฺส เสฏฺฐา ฯ
สุตฺวาน คาถา ปรมตฺถสญฺหิตา สุภาสิตา อิสินา ปณฺฑิเตน เต เวทชาตา อนุโมทมานา #๑ สี. ยุ. กตายํ ฯ ปกฺกามุ เทวา เทวปุรํ ยสสฺสิโน ฯ คาถา อิมา อตฺถวตี สุพฺยญฺชนา สุภาสิตา อิสินา ปณฺฑิเตน โยโกจิมา อฏฺฐิกตฺวา สุเณยฺย ลเภถ ปุพฺพาปริยํ วิเสสํ ลทฺธาน ปุพฺพาปริยํ วิเสสํ อทสฺสนํ มจฺจุราชสฺส คจฺเฉ ฯ
* สาลิสฺสโร สารีปุตฺโต เมณฺฑิสฺสโร จ กสฺสโป ปพฺพโต อนุรุทฺโธ จ กจฺจายโน จ เทวิโล ๑ อนุสิสฺโส จ อานนฺโท กีสวจฺโฉ จ โกลิโต (นารโท อุทายี เถโร ๒ ปริสา พุทฺธปริสา) สรภงฺโค โพธิสตฺโต ๓ เอวํ ธาเรถ ชาตกนฺติ * ฯ สรภงฺคชาตกํ ทุติยํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๔๔๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗