สรภังคชาดก
ว่าด้วยสรภังคดาบสเฉลยปัญหา
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๔๖ · บรรทัด ๑๐๑๘๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๕ จาก ๖
เรื่องเล่า
และปัญญาว่า ข้อไหนประเสริฐกว่ากัน ? พระมหาสัตว์ ทูลว่า
แท้จริง ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมกล่าวว่า
ปัญญานั่นแหละประเสริฐสุด ดุจพระจันทร์ประเสริฐ กว่าดวงดาวทั้งหลายฉะนั้น ศีล สิริ และธรรมของ
สัตบุรุษ ย่อมเป็นไปตามบุคคลผู้มีปัญญา. ท้าวสักกะตรัสถามว่า
ข้าพเจ้าขออนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน ขอ ถามปัญหาข้ออื่นกะท่าน ขอเชิญท่านกล่าวปัญหานั้น บุคคลในโลกนี้ทำอย่างไร ทำด้วยอุบายอย่างไร ประพฤติอะไร เสพอะไร จึงจะได้ปัญญา ขอท่านได้โปรด บอกปฏิปทา แห่งปัญญา ณ บัดนี้ว่า นรชนทำอย่างไร
จึงจะเป็นผู้มีปัญญา. ท่านสรภังคศาสดา ทูลว่า
บุคคลควรคบหาท่านผู้รู้ทั้งหลาย ละเอียดลออ เป็นพหูสูต ควรเป็นนักเรียน นักสอบถาม พึงตั้งใจ ฟังคำสุภาษิตโดยเคารพ นรชนทำอย่างนี้ จึงจะเป็นผู้ มีปัญญา. ผู้มีปัญญานั้น ย่อมพิจารณาเห็นกามคุณทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ และ โดยความเป็นโรค ผู้เห็นแจ้งอย่างนี้ ย่อมละความพอ ใจในกามทั้งหลาย อันเป็นทุกข์ มีภัยใหญ่หลวงเสียได้. ผู้นั้น ปราศจากราคะแล้ว กำจัดโทสะได้ พึง เจริญเมตตาจิต อันหาประมาณมิได้ งดอาชญาในสัตว์ ทุกจำพวกแล้ว ไม่ถูกนินทา ย่อมเข้าถึงพรหมสถาน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลํ ได้แก่ อาจารศีล. บทว่า สิริได้แก่ อิสริยยศ. บทว่า สตญฺจ ธมฺมํ ได้แก่ สัปปุริสธรรม. บทว่า ปญฺญํ ความว่า ท้าวสักกะตรัสถามว่า ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมกล่าวถึงบรรดาธรรม ๔ ประการเหล่านี้ อย่างนี้ว่า อย่างไหนประเสริฐกว่ากัน ?
บทว่า ปญฺา หิ ความว่า พระมหาสัตว์ทูลว่า ดูก่อนท้าวสักกะในธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ ชื่อว่าปัญญานี้นั้น คนฉลาดทั้งหลายเช่นพระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าวว่าประเสริฐสุด เหมือนดวงดาวแวดล้อมดวงจันทร์ ดวงจันทร์นั่นแหละสูงสุดกว่าดวงดาวเหล่านั้น ฉันใด ธรรมแม้ทั้ง ๓ เหล่านี้คือศีล สิริ และธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย ก็ฉันนั้น. บทว่า อนฺวายกา ปญฺวโต ภวนฺติ ความว่า ย่อมเป็นไปตามบุคคลผู้มีปัญญาเท่านั้น คือเป็นบริวารของปัญญานั่นเอง.
คำว่า กถํกโร เป็นต้น เป็นไวพจน์ของกันและกันเท่านั้น. บทว่า กถํกโร ความว่า ท้าวสักกะตรัสถามว่า บุคคลกระทำอยู่ซึ่งกรรมอะไรประพฤติอะไร เสพคือคบหา ซึ่งกรรมอะไร ย่อมได้ซึ่งปัญญาในโลกนี้ทีเดียวท่านโปรดบอกปฏิปทาแห่งปัญญาอย่างเดียว ข้าพเจ้าใคร่จะรู้ สัตว์ผู้ต้องตายเป็นสภาพ ทำอย่างไร จึงจะเป็นผู้ชื่อว่า มีปัญญา.
บทว่า วุฑฺเฒ ได้แก่ บัณฑิต ผู้ถึงซึ่งความเจริญด้วยความรู้. บทว่านิปุเณ ความว่า ผู้สามารถรู้เหตุการณ์อันสุขุม. บทว่า เอวํกโร ความว่าท่านสรภังคศาสดาตอบว่า บุคคลใด สมาคม คบหา นั่งใกล้ซึ่งบุคคลผู้มีประการดังกล่าวมาแล้วอย่างนี้ ย่อมเล่าเรียนบาลี สอบถามอรรถาธิบายเนือง ๆเงี่ยโสตลงสดับคำสุภาษิตโดยเคารพ ดุจบุคคลจารึกรอยลงบนแผ่นหิน หรือดุจเอาตุ่มทองรองรับมันเหลวของราชสีห์ ฉะนั้น บุคคลผู้กระทำอย่างนี้ นี้ย่อมเป็นผู้มีปัญญา พระมหาสัตว์กล่าวปฏิปทาแห่งปัญญาอย่างนี้ คล้ายกับยังพระอาทิตย์ให้อุทัยขึ้น จากปราจีนโลกธาตุ เมื่อจะกล่าวคุณของปัญญานั้นในบัดนี้ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า บุคคลผู้มีปัญญานั้น ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามคุเณ ความว่า บุคคลผู้มีปัญญานั้นย่อมเห็น คือพิจารณาส่วนแห่งกามทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า มีแล้วเหมือนไม่มี โดยความเป็นทุกข์ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ทั้งในปัจจุบัน และสัมปรายิกภพ โดยความเป็นโรค เพราะความมีพร้อมแห่งโรค คือทุกข์ เก้าสิบแปดประการ อาศัยกามเกิดขึ้น. บทว่า โส เอวํวิปสฺสิ ความว่า เมื่อบุคคลเล็งเห็นความไม่เที่ยงเป็นต้น ของกามทั้งหลาย โดยเหตุเหล่านี้ รู้ชัดว่า ที่สุดแห่งทุกข์อันอาศัยกามเกิดขึ้นไม่มี การละกามอย่างเดียวเท่านั้นเป็นสุข แล้วย่อมละเสียได้ซึ่งความพอใจ ในกามอันเป็นทุกข์ เป็นภัยใหญ่.
บทว่า ส วีตราโค ความว่า ดูก่อนท้าวสักกะ บุคคลนั้นปราศจากราคะอย่างนี้ กำจัดซึ่งโทษอันเกิดขึ้น ด้วยอำนาจอาฆาฏวัตถุ เก้าประการเป็นสภาพแล้ว พึงเจริญเมตตาจิต ครั้นเจริญเมตตาจิต ชื่อว่าไม่มีประมาณเพราะมีสัตว์หาประมาณมิได้เป็นอารมณ์แล้ว เป็นผู้มีฌานไม่เสื่อม ใคร ๆ จะตำหนิไม่ได้ ย่อมบังเกิดในพรหมโลก.
เมื่อพระมหาสัตว์กล่าวโทษแห่งกามทั้งหลายอยู่อย่างนี้ พระราชาแม้ทั้ง ๓ องค์เหล่านั้น พร้อมด้วยพลนิกาย ต่างละความกำหนัดยินดี ในเบญจกามคุณได้ด้วยตทังคปหาน. พระมหาสัตว์รู้ดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาด้วยสามารถแห่งความร่าเริงของชนเหล่านั้นว่า
การเสด็จมาของมหาบพิตร ผู้มีพระนามว่า อัฏฐกะ ภีมรถะ และกาลิงคราช ผู้มีพระเดชานุภาพ ฟุ้งเฟื่องไป เป็นการมาอย่างมหิทธิฤทธิ์ ทุก ๆ พระ องค์ทรงละกามราคะได้แล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหิทฺธิยํ ความว่า การมาอันมีมหิทธิฤทธิ์ คือกว้างขวางรุ่งเรืองใหญ่. บทว่า ตวมฏฺกา ความว่า ของพระองค์ผู้มีพระนามว่าอัฏฐกะ. บทว่า ปหีโน ความว่า กามราคะ อันทุกพระองค์ทรงละได้แล้ว ด้วยตทังคปหาน.
พระราชาทั้งหลาย ทรงสดับถ้อยคำนั้นแล้ว เมื่อจะทรงชมเชย พระมหาสัตว์เจ้า จึงพากันตรัสคาถา ความว่า
ท่านเป็นผู้รู้จิตผู้อื่น ข้อนั้นก็เป็นอย่างนั้นแหละ ข้าพเจ้าทุกคนละกามราคะได้แล้ว ขอท่านจงให้โอกาส เพื่อความอนุเคราะห์ ตามที่ข้าพเจ้าทั้งหลาย จะรู้ถึง คติของท่านได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุคฺคหาย ความว่า พระราชาทั้งหลายพากันตรัสว่า ท่านโปรดกระทำโอกาสเพื่อประโยชน์ แก่การบรรพชาของพวกข้าพเจ้า อย่างที่พวกข้าพเจ้าบวชแล้วจะพึงตรัสรู้ คือบรรลุความสำเร็จตามคติของท่าน ได้แก่พึงแทงตลอดได้ ซึ่งคุณอันท่านแทงตลอดแล้ว.
ลำดับนั้น เมื่อพระมหาสัตว์จะกระทำโอกาสแก่พระราชาเหล่านั้น จึงกล่าวคาถาต่อไปความว่า
อาตมาให้โอกาสเพื่อความอนุเคราะห์ เพราะ มหาบพิตรทั้งหลาย ละกามราคะได้อย่างนั้นแล้ว จง ยังกายให้ซาบซ่าน ด้วยปีติอันไพบูลย์ ตามที่ มหาบพิตรทั้งหลายจะทรงทราบ ถึงคติของอาตมา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ผราถ กายํ ความว่า ยังกายให้ซาบซ่านด้วยปีติอันเกิดแต่ฌานอันไพบูลย์.
พระราชาเหล่านั้น ทรงสดับเช่นนั้น เมื่อจะทรงยอมรับ จึงตรัสคาถาความว่า
ข้าแต่ท่านผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน ข้าพเจ้าทั้งหลาย จักทำตามคำสั่งสอนที่ท่านกล่าวทุกอย่าง ข้าพเจ้า ทั้งหลายจะยังกายให้ซาบซ่านด้วยปีติอันไพบูลย์ ตาม ที่ข้าพเจ้าทั้งหลายจะรู้ถึงคติของท่าน.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงให้บรรพชาแก่พระราชาเหล่านั้นพร้อมทั้งพลนิกาย เมื่อจะส่งหมู่ฤาษีไป จึงกล่าวคาถา ความว่า
ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ฤาษีทั้งหลายผู้มีคุณ ความดี ทำการบูชานี้ แก่กีสวัจฉดาบสแล้ว จงพากัน ไปยังที่อยู่ของตน ๆ เถิด ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ยินดี ในณาน มีจิตตั้งมั่นทุกเมื่อเถิด ความยินดีนี้ เป็น คุณชาติประเสริฐสุดของบรรพชิต.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คจฺฉนฺตุ ความว่า พระมหาสัตว์กล่าวว่าท่านทั้งหลายจงไปยังสถานที่อยู่เป็นต้นของตน ๆ เถิด.
พระฤาษีทั้งหลายรับคำของพระมหาสัตว์แล้ว ต่างนมัสการลา ลอยขึ้นสู่อากาศ กลับไปยังสถานที่อยู่ของตน ๆ. ฝ่ายท้าวสักกเทวราช เสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ ทำการชมเชยพระมหาสัตว์เจ้า ประคองอัญชลี นมัสการพระมหาสัตว์ดุจนอบน้อมอยู่ซึ่งพระอาทิตย์ พร้อมด้วยเทพบริษัทเสด็จหลีกไป. พระศาสดาทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ความว่า
ชนเหล่านั้น ได้ฟังคาถาอันประกอบด้วย ประโยชน์อย่างยิ่ง ที่ฤาษีผู้เป็นบัณฑิตกล่าวดีแล้ว เกิดปีติโสมนัส พากันอนุโมทนาอยู่ เทวดาทั้งหลาย ผู้มียศ ต่างก็พากันกลับไปสู่เทพบุรี. คาถาเหล่านี้ มีอรรถพยัญชนะดี อันฤาษีผู้เป็น บัณฑิตกล่าวดีแล้ว คนใดคนหนึ่งฟังคาถาเหล่านี้ ให้ มีประโยชน์ พึงได้คุณพิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย ครั้นแล้วพึงบรรลุถึงสถานที่ อันมัจจุราชมองไม่เห็น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปรมฺตถสญฺหิตา ความว่า คาถาเหล่านี้ชื่อว่าอาศัยซึ่งพระนิพพาน เพราะแสดงถึงความไม่เที่ยงเป็นต้น. พระบรมศาสดาเมื่อทรงสรรเสริญคำสุภาษิต อันให้ซึ่งพระนิพพาน ของท่านสรภังคศาสดาจึงตรัสคำเป็นต้นว่า อิมา (คาถาเหล่านี้) ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถวตี ความว่า คาถาเหล่านี้ ชื่อว่าอาศัยประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะอรรถว่าให้ซึ่งพระนิพพาน. บทว่า สุพฺยญฺชนา แปลว่า มีพยัญชนะบริสุทธิ์. บทว่า สุภาสิตา ความว่า อันฤาษีผู้เป็นบัณฑิตกล่าวทำให้น่าฟังด้วยดี คือกล่าวไว้ดีแล้ว. บทว่า อฏฺิกตฺวา ความว่าบุคคลใดเป็นผู้มีความต้องการ เพราะทำความเป็นประโยชน์แก่ตน พึงฟังโดยเคารพ. บทว่า ปุพฺพาปริยํ ความว่า ปฐมฌานเป็นคุณวิเศษเบื้องต้นทุติยฌานเป็นคุณวิเศษเบื้องปลาย จะพึงได้คุณวิเศษอันตั้งอยู่โดยความเป็นเบื้องต้น เบื้องปลาย ด้วยสามารถแห่งสมาบัติ ๘ ด้วยสามารถแห่งมรรค ๔อย่างนี้. บทว่า อทสฺสนํ ความว่า และจะพึงได้พระอรหัตผล อันเป็นคุณวิเศษเบื้องปลาย แล้วบรรลุพระนิพพานในที่สุด. เพราะว่า บุคคลผู้บรรลุพระนิพพานแล้ว ย่อมเป็นผู้ชื่อว่าไปสู่สถานที่ ซึ่งมฤตยูราชมองไม่เห็น.
พระบรมศาสดาครั้นทรงถือเอายอดแห่งเทศนา ด้วยอรหัตผลอย่างนี้แล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในชาตินี้เท่านั้น แม้ในชาติก่อนฝนดอกไม้ก็ตกลงในสุสานที่เผาพระโมคคัลลานะ ดังนี้แล้ว ทรงประกาศอริยสัจเมื่อจะทรงประชุมชาดก จึงตรัสพระคาถา ความว่า
สาลิสสระดาบสในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระสารีบุตร เมณฑิสสรดาบส ได้มาเป็นพระกัสสป ปัพพตดาบสได้มาเป็นพระอนุรุทธะ เทวลดาบสได้มา เป็นพระกัจจายนะ อนุสิสสดาบสได้มาเป็นพระอานนท์ กีสวัจฉดาบสได้มาเป็นพระโกลิตะ คือ พระโมคคัลลานะ นารทดาบสได้มาเป็นพระปุณณมันตานีบุตร บริษัทที่เหลือ ได้มาเป็นพุทธบริษัท สรภังคดาบส โพธิสัตว์ ได้มาเป็นเราตถาคต เธอทั้งหลายจงทรงจำ ชาดกไว้อย่างนี้. จบอรรถกถาสรภังคชาดก ๓. อลัมพุสาชดก
ว่าด้วยอิสิสิงคดาบส ถูกทําลายตบะ
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๕๘๙–๖๓๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จัตตาฬีสนิบาตชาดก ๓๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
อลงฺกตา กุณฺฑลิโน สุวตฺถา เวฬุริยมุตฺตาถรุขคฺคพนฺธา รเถสภา ติฏฺฐถ เก นุ ตุเมฺห กถํ โว ชานนฺติ มนุสฺสโลเก ฯ
อหมฏฺฐโก ภีมรโถ ปนายํ กาลิงฺคราชา ปน อุคฺคโตยํ สุสญฺญตานํ อิสีนํ ๓ ทสฺสนาย อิธาคตา ปุจฺฉิตาเยมฺห ปเญฺห ฯ
เวหายสํ ติฏฺฐสิ ๔ อนฺตลิกฺเข ปถทฺธุโน ปณฺณรเสว จนฺโท ปุจฺฉามิ ตํ ยกฺข มหานุภาวํ กถนฺตํ ชานนฺติ มนุสฺสโลเก ฯ
ยมาหุ เทเวสุ สุชมฺปตีติ #๑ ม. สอินฺทา ฯ ๒ ยุ. ปมาโท ฯ ๓ ยุ. สุสญฺญตานิสินํ ฯ ๔ ยุ. ติฏฺฐติ ฯ มฆวาติ ตํ อาหุ มนุสฺสโลเก ส เทวราชา อิทมชฺช ปตฺโต สุสญฺญตานํ อิสีนํ ทสฺสนาย ฯ
ทูเร สุตา โน อิสโย สมาคตา มหิทฺธิกา อิทฺธิคุณูปปนฺนา วนฺทามิ เต อยิเร ปสนฺนจิตฺโต เย ชีวโลเกตฺถ มนุสฺสเสฏฺฐา ฯ
คนฺโธ อิสีนํ จิรทกฺขิตานํ ๑ กายา จุโต คจฺฉติ มาลุเตน อิโต ปฏิกฺกมฺม สหสฺสเนตฺต คนฺโธ อิสีนํ อสุจิ เทวราช ฯ
คนฺโธ อิสีนํ จิรทกฺขิตานํ ๒ กายา จุโต คจฺฉตุ มาลุเตน วิจิตฺรปุปฺผํ สุรภึว มาลํ คนฺธญฺจ เอตํ ปฏิกงฺขาม ภนฺเต นเหตฺถ เทวา ปฏิกฺกูลสญฺญิโน ฯ
ปุรินฺทโท ภูตปตี ยสสฺสี เทวานมินฺโท [๓] มฆวา สุชมฺปติ ส เทวราชา อสุร (คณ) ปฺปมทฺทโน โอกาสมากงฺขติ ปญฺห ปุจฺฉิตุํ ฯ #๑-๒ ม. จิรทิกฺขิตานํ ฯ ๓ ม. สกฺโก ฯ โก เนวิเมสํ อิธ ปณฺฑิตานํ ปเญฺห ปุฏฺโฐ นิปุเณ พฺยากริสฺสติ ติณฺณญฺจ รญฺญํ มนุชาธิปานํ เทวานมินฺทสฺส จ วาสวสฺส ฯ
อยํ อิสิ สรภงฺโค ตปสฺสี ยโต ชาโต วิรโต เมถุนสฺมา อาเจรปุตฺโต ๑ สุวินีตรูโป โส เตสํ ปญฺหานิ วิยากริสฺสติ ฯ
โกณฺฑญฺญ ปญฺหานิ วิยากโรหิ ยาจนฺติ ตํ อิสโย สาธุรูปา โกณฺฑญฺญ เอโส มนุเชสุ ธมฺโม ยํ วุฑฺฒมาคจฺฉติ เอส ภาโร ฯ
กตาวกาสา ปุจฺฉนฺตุ โภนฺโต ยงฺกิญฺจิ ปญฺหํ มนสาภิปตฺถิตํ อหํ หิ ตํ ตํ โว วิยากริสฺสํ ญตฺวา สยํ โลกมิมํ ปรญฺจ ฯ
ตโต จ มฆวา สกฺโก อตฺถทสฺสี ปุรินฺทโท อปุจฺฉิ ปฐมํ ปญฺหํ ยญฺจาสิ อภิปตฺถิตํ ฯ กึสู วธิตฺวา น กทาจิ โสจติ กิสฺสปฺปหานํ อิสโย วณฺณยนฺติ #๑ ยุ. อาจริยปุตฺโต ฯ กสฺสีธ วุตฺตํ ผรุสํ ขเมถ อกฺขาหิ เม โกณฺฑญฺญ เอตมตฺถํ
โกธํ วธิตฺวา น กทาจิ โสจติ มกฺขปฺปหานํ อิสโย วณฺณยนฺติ สพฺเพสํ วุตฺตํ ผรุสํ ขเมถ เอตํ ขนฺตึ อุตฺตมมาหุ สนฺโต ฯ
สกฺกา อุภินฺนํ วจนํ ติติกฺขิตุํ สทิสสฺส วา เสฏฺฐตรสฺส ๑ วาปิ กถํ นุ หีนสฺส วโจ ขเมถ อกฺขาหิ เม โกณฺฑญฺญ เอตมตฺถํ ฯ
ภยา หิ เสฏฺฐสฺส วโจ ขเมถ สารมฺภเหตุ ปน สาทิสสฺส โย จีธ หีนสฺส วโจ ขเมถ เอตํ ขนฺตึ อุตฺตมมาหุ สนฺโต ฯ
กถํ วิชญฺญา จตุมฏฺฐรูปํ ๒ เสฏฺฐํ สริกฺขํ อถวาปิ หีนํ วิรูปรูเปน จรนฺติ สนฺโต ตสฺมา หิ สพฺเพส วโจ ขเมถ ฯ
น เหตมตฺถํ มหตีปิ เสนา สราชิกา ยุชฺฌมานา ลเภถ #๑ ยุ. เสฏฺฐนรสฺส ฯ ๒ ม. จตุปตฺถรูปํ ฯ ยํ ขนฺติมา สปฺปุริโส ลเภถ ขนฺติพลสฺสูปสมนฺติ เวรา ฯ
สุภาสิตนฺเต อนุโมทิยาน อญฺญนฺตํ ปุจฺฉามิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ ยถา อหู ๑ ทณฺฑกี นาลิกีโร ๒ อถชฺชุโน กลาพุ จาปิ ราชา เตสํ คตึ พฺรูหิ สุปาปกมฺมินํ กตฺถูปปนฺนา อิสีนํ วิเหฐกา ฯ
กีสํ หิ วจฺฉํ อวกฺรีย ทณฺฑกี อุจฺฉินฺนมูโล สชโน สรฏฺโฐ กุกฺกูลนาเม นิรยมฺหิ ปจฺจติ ตสฺส ผุลฺลิงฺคา นิปตนฺติ ๓ กาเย ฯ โย สญฺญเต ปพฺพชิเต อเหฐยิ ๔ ธมฺมํ ภณนฺเต สมเณ อทูสเก ตํ นาลิกีรํ สุนขา ปรตฺถ สงฺคมฺม ขาทนฺติ วิผนฺทมานํ ฯ อถชฺชุโน นิรเย สตฺติสูเล อวํสิโร ปติโต อุทฺธปาโท ๕ องฺคีรสํ โคตมํ เหฐยิตฺวา ขนฺตึ ตปสฺสึ จิรพฺรหฺมจารึ ฯ #๑ ม. อหุํ ฯ ๒ ม. นาฬิเกโร ฯ ๓ ม. ผุลิงฺคานิ ปตนฺติ ฯ ๔ ยุ. อวญฺจสิ ฯ #๕ ม. อุทฺธํปาโท ฯ โย ขณฺฑโส ปพฺพชิตํ อเฉทยิ ขนฺตึ วทนฺตํ สมณํ อทูสกํ กลาพุวีจึ อุปปชฺช ปจฺจติ มหาปตาปํ ๑ กฏุกํ ภยานกํ ฯ เอตานิ สุตฺวา นิรยานิ ปณฺฑิโต อญฺญานิ ปาปิฏฺฐตรานิ เจตฺถ ธมฺมญฺจเร สมณพฺราหฺมเณสุ เอวงฺกโร สคฺคมุเปติ ฐานํ ฯ
สุภาสิตนฺเต อนุโมทิยาน อญฺญนฺตํ ปุจฺฉามิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ กถํวิธํ สีลวนฺตํ วทนฺติ กถํวิธํ ปญฺญวนฺตํ วทนฺติ กถํวิธํ สปฺปุริสํ วทนฺติ กถํวิธํ โน สิริ โน ชหาติ ฯ
กาเยน วาจาย จ โยธ ๒ สญฺญโต มนสา จ กิญฺจิ น กโรติ ปาปํ น อตฺตเหตุ อลิกํ ภณาติ ๓ ตถาวิธํ สีลวนฺตํ วทนฺติ ฯ คมฺภีรปญฺหํ มนสาภิจินฺตยํ ๔ นจฺจาหิตํ กมฺม กโรติ ลุทฺทํ #๑ ยุ. มหาภิตายํ ฯ ๒ ยุ. โย จ ฯ ๓ ม. ภเณติ ฯ ๔ สี. มนสา วิจินฺตยํ ฯ กาลาคตํ ๑ อตฺถปทํ น ริญฺจติ ตถาวิธํ ปญฺญวนฺตํ วทนฺติ ฯ โย เว กตญฺญู กตเวทิ ธีโร กลฺยาณมิตฺโต ทฬฺหภตฺติ จ โหติ ทุกฺขิตสฺส สกฺกจฺจ กโรติ กิจฺจํ ตถาวิธํ สปฺปุริสํ วทนฺติ ฯ เอเตหิ สพฺเพหิ คุเณหุเปโต สทฺโธ มุทุ ๒ สํวิภาคี วทญฺญู สงฺคาหกํ สขิลํ สณฺหวาจํ ตถาวิธํ โน สิริ โน ชหาติ ฯ
สุภาสิตนฺเต อนุโมทิยาน อญฺญนฺตํ ปุจฺฉามิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ สีลํ สิริญฺจาปิ สตญฺจ ธมฺมํ ปญฺญญฺจ กํ เสฏฺฐตรํ วทนฺติ ฯ
ปญฺญา หิ เสฏฺฐา กุสลา วทนฺติ นกฺขตฺตราชาริว ตารกานํ สีลํ สีรี จาปิ สตญฺจ ธมฺโม ๓ อนฺวายิกา ปญฺญวโต ภวนฺติ ฯ
สุภาสิตนฺเต อนุโมทิยาน อญฺญนฺตํ ปุจฺฉามิ ตทิงฺฆ พฺรูหิ #๑ ยุ. กาลาภตํ ฯ ๒ ม. มุทู ฯ ๓ ยุ. ธมฺมา ฯ กถงฺกโร กินฺติกโร กิมาจรํ กึ เสวมาโน ลภตีธ ปญฺญํ ปญฺญายทานิปฺปฏิปทํ ๑ วเทหิ กถงฺกโร ปญฺญวา โหติ มจฺโจ ฯ
เสเวถ พุทฺเธ ๒ นิปุเณ พหุสฺสุเต อุคฺคาหโก จปฺปริปุจฺฉโก สิยา สุเณยฺย สกฺกจฺจ สุภาสิตานิ เอวงฺกโร ปญฺญวา โหติ มจฺโจ ฯ ส ปญฺญวา กามคุเณ อเวกฺขติ อนิจฺจโต ทุกฺขโต โรคโต จ เอวํวิปสฺสี ปชหาติ ฉนฺทํ ทุกฺเขสุ กาเมสุ มหพฺภเยสุ ฯ ส วีตราโค ส วิเนยฺย ๓ โทสํ เมตฺตจิตฺตํ ภาเวยฺย ๔ อปฺปมาณํ สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ อนินฺทิโต พฺรหฺมมุเปติ ฐานํ ฯ
มหิทฺธิยํ ๕ อาคมนํ อโหสิ ตวมฏฺฐก ๖ ภีมรถสฺส จาปิ กาลิงฺคราชสฺส จ อุคฺคตสฺส #๑ ม. ปญฺญาย ทานิปฺปฏิปํ ฯ ๒ ม. วุทฺเธ ฯ ๓ ปวิเนยฺย ฯ ๔ ม. เมตฺตํ จิตฺตํ #ภาวเย ฯ ๕ ม. มหตฺถิยํ ฯ ๖ ม. ตวมฏฺฐกา ฯ สพฺเพส โว กามราโค ปหีโน ฯ
เอวเมตํ ปรจิตฺตเวทิ สพฺเพส โน กามราโค ปหีโน กโรหิ โอกาสมนุคฺคหาย ยถา คตินฺเต อภิสมฺภเวม ฯ
กโรมิ โอกาสมนุคฺคหาย ตถาหิ โว กามราโค ปหีโน ผราถ กายํ วิปุลาย ปีติยา ยถา คตึ เม อภิสมฺภเวถ ฯ
สพฺพํ กริสฺสาม ตวานุสาสนึ ยํ ยํ ตุวํ วกฺขสิ ภูริปญฺญ ผราม กายํ วิปุลาย ปีติยา ยถา คตินฺเต อภิสมฺภเวม ฯ
กตาย ๑ วจฺฉสฺส กิสสฺส ปูชา คจฺฉนฺตุ โภนฺโต อิสโย สาธุรูปา ฌาเน รตา โหถ สทา สมาหิตา เอสา รตี ปพฺพชิตสฺส เสฏฺฐา ฯ
สุตฺวาน คาถา ปรมตฺถสญฺหิตา สุภาสิตา อิสินา ปณฺฑิเตน เต เวทชาตา อนุโมทมานา #๑ สี. ยุ. กตายํ ฯ ปกฺกามุ เทวา เทวปุรํ ยสสฺสิโน ฯ คาถา อิมา อตฺถวตี สุพฺยญฺชนา สุภาสิตา อิสินา ปณฺฑิเตน โยโกจิมา อฏฺฐิกตฺวา สุเณยฺย ลเภถ ปุพฺพาปริยํ วิเสสํ ลทฺธาน ปุพฺพาปริยํ วิเสสํ อทสฺสนํ มจฺจุราชสฺส คจฺเฉ ฯ
* สาลิสฺสโร สารีปุตฺโต เมณฺฑิสฺสโร จ กสฺสโป ปพฺพโต อนุรุทฺโธ จ กจฺจายโน จ เทวิโล ๑ อนุสิสฺโส จ อานนฺโท กีสวจฺโฉ จ โกลิโต (นารโท อุทายี เถโร ๒ ปริสา พุทฺธปริสา) สรภงฺโค โพธิสตฺโต ๓ เอวํ ธาเรถ ชาตกนฺติ * ฯ สรภงฺคชาตกํ ทุติยํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๔๔๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗