สรภังคชาดก
ว่าด้วยสรภังคดาบสเฉลยปัญหา
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๔๖ · บรรทัด ๑๐๑๘๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๓ จาก ๖
เรื่องเล่า
กษัตริย์ทั้งสาม สดับคำของพระดาบสแล้ว เสด็จลงจากรถถวายนมัสการแล้ว ประทับยืนอยู่. ในกษัตริย์ทั้ง ๓ นั้น พระเจ้าอัฏฐกราช เมื่อจะทรงสนทนากับท่านอนุสิสสดาบส จึงตรัสคาถาที่ ๒ ความว่า
ข้าพเจ้าเป็นกษัตริย์ ชื่ออัฏฐกะ ท่านผู้นี้ คือ พระเจ้าภีมรถะ ส่วนท่านผู้นี้คือ พระเจ้ากาลิงคราช มีพระเดชฟุ้งเฟื่อง ข้าพเจ้าทั้งหลายมาในที่นี้ เพื่อเยี่ยม ท่านฤๅษีทั้งหลายผู้สำรวมด้วยดี และเพื่อจะขอถาม ปัญหา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุคฺคโต ความว่า เป็นผู้ปรากฏขจรไปดุจพระจันทร์และพระอาทิตย์. บทว่า สุสญฺตานํ อิสีนํ ความว่า (พระเจ้าอัฏฐกราชตรัสว่า) ท่านขอรับ พวกข้าพเจ้า จะมาเพื่อเล่นกีฬาในป่าก็หามิได้ ที่แท้พวกข้าพเจ้ามาในที่นี้ ก็เพื่อจะเยี่ยมท่านฤๅษีผู้มีศีล สำรวมดีแล้วด้วยกายเป็นต้น. บทว่า ปุจฺฉิตาเยนมฺห ปญฺเห ความว่า เป็นผู้มาแล้วเพื่อเรียนถามปัญหากะท่านสรภังคศาสดา บัณฑิตควรทราบว่า ย อักษร ทำการเชื่อมกับพยัญชนะ.
ลำดับนั้น ดาบส จึงทูลพระราชาเหล่านั้นว่า ขอถวายพระพร พระมหาราชเจ้า ดีแล้ว พระองค์ท่านทั้งหลายเป็นผู้เสด็จมาในสถานที่ ซึ่งควรมาโดยแท้ ถ้าเช่นนั้น ขอเชิญสรงสนานแล้วเสด็จไปยังอาศร ทรงไหว้หมู่ฤๅษีแล้วตรัสถามปัญหากะท่านศาสดาเถิด ครั้นทำปฏิสัณฐานกับพระราชาเหล่านั้นแล้ว จึงยกหม้อน้ำขึ้น เช็ดหยาดน้ำพลางแลดูอากาศ เห็นท้าวสักกเทวราชแวดล้อมด้วยหมู่เทพยเจ้า เสด็จเหนือคอช้างเอราวัณตัวประเสริฐ กำลังเสด็จมาเมื่อจะสนทนากับท้าวสักกเทวราชนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ความว่า
ท่านเหาะลอยอยู่ในอากาศเวหา ดังพระจันทร์ ลอยเด่นอยู่ ท่ามกลางท้องฟ้าในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำฉะนั้น ดูก่อนเทพยเจ้า อาตมาภาพขอถามท่านผู้มีอานุภาพ มาก ชนทั้งหลายในมนุษยโลก จะรู้จักท่านได้อย่างไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวหาสยํ ความว่า ท่านเหาะขึ้นไปลอยอยู่ในกลางหาว คือบนอากาศ. บทว่า ปถทฺธุโน ความว่า เหมือนพระจันทร์ อันไปสู่คลองอันไกล คือตั้งอยู่ในท่ามกลางอัมพร อันเป็นแดนไกลฉะนั้น.
ท้าวสักกเทวราชทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๔ ความว่า
ในเทวโลกเขาเรียกข้าพเจ้าว่า สุชัมบดี ในมนุษยโลกเขาเรียกข้าพเจ้าว่า ท่านมฆวา ข้าพเจ้านั้น คือ ท้าว เทวราช วันนี้มาถึงที่นี่ เพื่อขอเยี่ยมท่านฤๅษีทั้งหลาย ผู้สำรวมแล้ว ด้วยดี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ส เทวราชา ท้าวสักกเทวราชตรัสว่าข้าพเจ้านั้น คือท้าวสักกเทวราช. บทว่า อิทมชฺช ปตฺโต ความว่า มาสู่สถานที่นี้ ในบัดนี้. บทว่า ทสฺสนาย ความว่า เพื่อจะเยี่ยมเยียนกราบนมัสการ และเพื่อถามปัญหากะท่านสรภังคศาสดาด้วย.
ลำดับนั้น ท่านอนุลิสสดาบส จึงทูลท้าวสักกเทวราชว่า ดีละพระมหาราชเจ้า พระองค์โปรดเสด็จมาภายหลัง ดังนี้แล้ว ถือหม้อน้ำเข้าไปสู่อาศรม เก็บหม้อน้ำไว้แล้ว กราบเรียนความที่พระราชา ๓ พระองค์ กับท้าวสักกเทวราช เสด็จมาเพื่อจะตรัสถามปัญหา แก่พระมหาสัตว์เจ้า พระมหาสัตว์นั้นแวดล้อมด้วยหมู่ฤๅษี นั่งอยู่ ณ โรงอันกว้างใหญ่ พระราชาทั้ง๓ พระองค์เสด็จมาไหว้หมู่พระฤๅษี แล้วต่างประทับนั่ง ณ ที่ส่วนข้างหนึ่งฝ่ายท้าวสักกเทวราชก็เสด็จลงมา แล้วเข้าไปหาหมู่ฤๅษี ประทับยืนประคองอัญชลี เมื่อทรงสรรเสริญหมู่ฤๅษี จึงถวายนมัสการ พลางตรัสคาถาที่ ๕ความว่า
พระฤๅษีทั้งหลายของข้าพเจ้า ผู้มีฤทธิ์มาก เข้า ถึงซึ่งอิทธิคุณ มาประชุมพร้อมกันแล้ว ปรากฏในที่ ไกล ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส ขอไหว้พระคุณเจ้าทั้งหลาย ผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์ ในชีวโลกนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทูเร สุตา โน ความว่า เมื่อท้าวสักกเทวราช จะทรงแสดงความนับถือ จึงตรัสอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลาย อันพวกข้าพเจ้าผู้สถิตอยู่ ณ เทวโลกแดนไกล ได้ยินได้ฟังแล้วมีคำอธิบายว่า พระฤๅษีทั้งหลายของพวกเรา ซึ่งมาประชุมกัน ณ ที่นี้ เหล่านี้พวกข้าพเจ้าได้ยินแล้วในที่ไกล คือปรากฏระบือไปจนถึงพรหมโลก. บทว่า มหิทฺธิกา ได้แก่ มีอานุภาพมาก. บทว่า อิทฺธิคุณูปปนฺนา ความว่าประกอบไปด้วยอิทธิคุณ ๕ อย่าง. บทว่า อยิเร แปลว่า ในพระคุณเจ้า. บทว่า เย ความว่า ข้าพเจ้าขอไหว้พวกท่านซึ่งเป็นผู้ประเสริฐสุด ในหมู่มนุษย์ ในชีวโลกนี้.
ท้าวสักกเทวราช ตรัสสรรเสริญหมู่ฤๅษีอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงหลีกเสียซึ่งโทษแห่งการนั่ง ๖ อย่าง จึงประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้นท่านอนุสิสสดาบส เห็นท้าวสักกเทวราช ประทับนั่ง ณ ที่ใต้ลมแห่งหมู่ฤๅษีจึงกล่าวคาถาที่ ๖ ความว่า
กลิ่นแห่งฤๅษีทั้งหลาย ผู้บวชมานาน ย่อมออก จากกายฟุ้งไปตามลมได้ ดูก่อนท้าวสหัสสเนตร เชิญ มหาบพิตรถอยไปเสียจากที่นี่ ดูก่อนท้าวเทวราช กลิ่นของฤๅษีไม่สะอาด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิรทกฺขิตานํ ความว่า ของผู้บวชสิ้นกาลนาน. บทว่า ปฏิกฺกมฺม ความว่า ขอพระองค์โปรดเสด็จหลีกไป คือโปรดถอยไปเสีย. บทว่า สหสฺสเนตฺต นี้ เป็นอาลปนะ. แท้จริง ท้าวสักกะก็องค์เดียวนั่นเอง (แต่) ทรงเห็นเนื้อความที่อำมาตย์พันคนคิดกันแล้ว ฉะนั้นจึงเรียกว่า ท้าวสหัสสเนตร. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ท้าวสหัสสเนตร เพราะเป็นผู้สามารถก้าวล่วงอุปจารแห่งการเห็น ของเหล่าเทวดาผู้มีเนตรพันดวง. บทว่า อสุจิ ความว่า ชื่อว่า มีกลิ่นเหม็น เพราะอบอยู่ด้วยเหงื่อไคล และมลทินเป็นต้น อนึ่ง ท่านทั้งหลายเป็นผู้ใคร่ความสะอาด ด้วยเหตุนั้น กลิ่นนี้ย่อมจะเบียดเบียนท่านทั้งหลาย.
ท้าวสักกเทวราช ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาต่อไป ความว่า
กลิ่นแห่งฤๅษีทั้งหลายผู้บวชมานาน จงออก จากกายฟุ้งไปตามลมเถิด ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายย่อมมุ่งหวังกลิ่นนั้น ดังพวงบุปผชาติ อันวิจิตรมีกลิ่นหอม เพราะว่าเทวดาทั้งหลาย มิได้มี ความสำคัญในกลิ่นนี้ ว่าเป็นปฏิกูล.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คจฺฉตุ ความว่า กลิ่นของพระฤๅษีทั้งหลาย จงเป็นไปตามสะดวกเถิด. อธิบายว่า จงกระทบช่องจมูกของพวกข้าพเจ้าเถิด. บทว่า ปฏิกงฺขาม ความว่า พวกข้าพเจ้าต้องการคือปรารถนา. บทว่า เอตฺถ ความว่า เทวดาทั้งหลายมิได้มีความสำคัญในกลิ่นนี้ว่าน่าเกลียดเพราะพวกเทวดาทั้งหลายพากันรังเกียจคนทุศีลจำพวกเดียว หารังเกียจคนมีศีลไม่.
ก็แลครั้นท้าวเทวราชกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงตรัสว่า ข้าแต่ท่านอนุสิสสดาบสผู้เจริญ ข้าพเจ้ามาด้วยอุตสาหะใหญ่ เพื่อจะถามปัญหา ท่านโปรดทำโอกาสแก่ข้าพเจ้าด้วย. ท่านอนุสิสสดาบส ได้ฟังพระดำรัสของท้าวสักกะแล้วจึงลุกขึ้นจากอาสนะ. เพื่อจะยังหมู่ฤๅษีให้ทำโอกาส จึงกล่าวคาถาสองคาถาความว่า
ท้าวมฆวาฬ สุชัมบดีเทวราช องค์ปุรินททะ ผู้เป็นใหญ่แห่งภูต มีพระยศ เป็นจอมแห่งทวยเทพ ทรงย่ำยีหมู่อสูร ทรงรอคอยโอกาส เพื่อตรัสถามปัญหา. บรรดาฤๅษีผู้เป็นบัณฑิตเหล่านี้ ณ ที่นี้ ใคร เล่าหนอถูกถามแล้วจักพยากรณ์ปัญหาอันสุขุม ของ พระราชาทั้ง ๓ พระองค์ ผู้เป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์ และ ของท้าววาสวะ ผู้เป็นจอมแห่งทวยเทพได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุรินฺทโท เป็นต้น เป็นคุณนามของท้าวสักกะนั่นเอง. แท้จริง เพราะท้าวสักกะนั้นให้ทานในก่อน จึงชื่อปุรินททะเพราะเป็นใหญ่ในหมู่ภูตนิกาย จึงชื่อ ภูตบดี เพราะถึงพร้อมด้วยบริวารจึงชื่อว่า มียศ เพราะเป็นอิสระยิ่ง จึงชื่อเทวานมินทะ เพราะทรงกระทำวัตรบทเจ็ดประการด้วยดี จึงชื่อสักกะ ชื่อมฆวะ ด้วยสามารถนามในชาติก่อน เพราะเป็นพระสวามีของนางสุชาดา อสุรกัญญา จึงชื่อสุชัมบดี เพราะยังใจของทวยเทพให้ยินดี จึงชื่อเทวราช. บทว่า โกเนว ตัดบทออกเป็น โก นุ เอวแปลว่า ก็ใครเล่าหนอ ? บทว่า นิปุเณ ได้แก่ ปัญหาอันละเอียดสุขุม. บทว่า รญฺํ ได้แก่ ของพระราชาทั้งหลาย. อธิบายว่า อนุสิสสดาบสกล่าวว่าบรรดาท่านฤๅษีผู้เป็นบัณฑิตเหล่านี้ ใครจักยึดพระทัยของพระราชาทั้งสี่องค์เหล่านี้ แล้วกล่าวแก้ปัญหาอันละเอียดสุขุมได้ ท่านทั้งหลายจงทราบถึงผู้ที่สามารถเพื่อจะกล่าวแก้ปัญหาของพระราชาเหล่านั้นเถิด.
หมู่ฤๅษีได้ยินดังนั้น จึงกล่าวว่า ดูก่อนท่านอนุสิสสะ ผู้นิรทุกข์ท่านยืนพูดอยู่บนแผ่นดิน เหมือนไม่เห็นแผ่นดิน เว้นท่านสรภังคศาสดาเสียแล้ว คนอื่นใครเล่าจักเป็นผู้สามารถ เพื่อจะแก้ปัญหาของพระราชาเหล่านั้นได้ ดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถา ความว่า
ท่านสรภังคฤๅษีผู้เรืองตบะนี้ เว้นจากเมถุนธรรมตั้งแต่เกิดมา เป็นบุตรของปุโรหิตาจารย์ ได้รับ ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ท่านจักพยากรณ์ปัญหาของ พระราชาเหล่านั้นได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สรภงฺโค ความว่า พระฤๅษียิงลูกธนูแล้ว แสดงศิลปะ เช่น สรปาการศิลปะเป็นต้นในอากาศ แล้วทำให้แยกหักไป ดุจยังลูกศรเหล่านั้นให้ตกไป โดยธนูลูกเดียวอีก ฉะนั้น จึงชื่อว่า สรภังคะ. บทว่า เมถุนสฺมา ความว่า เว้นจากเมถุนธรรม. ได้ยินว่า ท่านยังมิได้เคยเสพเมถุนธรรม มาบวชแล้ว. บทว่า อาจริยปุตฺโต ความว่า ท่านเป็นบุตรของปุโรหิต ผู้เป็นอาจารย์ของพระราชา.
ครั้นหมู่ฤๅษีกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงบอกอนุสิสสดาบสว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ ท่านนั่นแหละจงไหว้ท่านศาสดา ขอให้ให้โอกาสเพื่อจะแก้ปัญหาอันท้าวสักกเทวราชถาม ตามถ้อยคำของหมู่ฤๅษี. ท่านอนุสิสสดาบสรับคำแล้วไหว้ท่านศาสดาเมื่อจะขอโอกาส จึงกล่าวคาถาลำดับต่อไปว่า
ข้าแต่ท่านโกณฑัญญะ ขอท่านได้โปรดพยากรณ์ ปัญหา ฤๅษีทั้งหลายผู้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ พากัน ขอร้องท่าน ข้าแต่ท่านโกณฑัญญะ ภาระนี้ย่อมมาถึง ท่านผู้เจริญด้วยปัญญา ข้อนี้เป็นธรรมดาในหมู่มนุษย์.
พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้น ดังต่อไปนี้ อนุสิสสดาบสเรียกท่านสรภังคดาบส ว่า โกณฑัญญะ โดยโคตร. บทว่า ธมฺโม ได้แก่ สภาวธรรม. บทว่า ยํ วุฑฺฒํ ความว่า อนุสิสสดาบสกล่าวว่า ชื่อว่า ภาระคือการวิสัชนาปัญหานี้ ย่อมมาถึงบุรุษผู้มีปัญญาอันเจริญ นั่นเป็นสภาวธรรมในหมู่มนุษย์เพราะฉะนั้น ท่านโปรดแก้ปัญหาของท้าวเทวราชทำให้ปรากฏ เหมือนยังดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ให้ตั้งขึ้นพันดวงฉะนั้น.
ลำดับนั้น เมื่อพระมหาบุรุษจะกระทำโอกาส จึงกล่าวคาถาเป็นลำดับต่อไป ความว่า
มหาบพิตรผู้เจริญทั้งหลาย อาตมาภาพให้โอกาส แล้ว เชิญตรัสถามปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง ตาม พระหฤทัยปรารถนาเถิด ก็อาตมาภาพรู้โลกนี้และโลก หน้าด้วยตนเองแล้ว จักพยากรณ์ปัญหานั้น ๆ แก่ มหาบพิตรทั้งหลาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ กิญฺจิ ความว่า ท่านสรภังคดาบสปวารณาซึ่งสัพพัญญูปวารณาว่า ท่านมหาบพิตรผู้เจริญทั้งหลาย เชิญตรัสถามปัญหาที่ใจของพวกท่านปรารถนา หรือแม้ของมนุษยโลก พร้อมทั้งเทวโลกปรารถนากะเราเถิด เพราะเราทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกหน้า ด้วยปัญญาตนเองแล้ว จักแก้ปัญหาทั้งหมดนั้น อันอาศัยโลกนี้ หรือโลกเบื้องหน้าแก่ท่านทั้งหลาย ทั้งหมดโดยสิ้นเชิง.
เมื่อท่านสรภังคดาบสทำโอกาสอย่างนี้แล้ว ท้าวสักกเทวราชจึงตรัสถามปัญหาที่พระองค์เตรียมมา.
เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น พระศาสดาจึงตรัสพระคาถา ความว่า
ลำดับนั้น ท้าวมฆวาฬสักกเทวราชปุรินททะ ทรงเห็นประโยชน์ ได้ตรัสถามปัญหาอันเป็นปฐม ดังที่พระทัยปรารถนาว่า บุคคลฆ่าซึ่งอะไรสิ จึงจะไม่โศกเศร้าในกาล ไหน ๆ ฤๅษีทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญการละอะไร บุคคลพึงอดทนคำหยาบ ที่ใคร ๆในโลกนี้กล่าวแล้ว ข้าแต่ท่านโกณฑัญญะ ขอท่านได้โปรดบอกความข้อนี้ แก่โยมเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยญฺจาสิ ความว่า ในปัญหานั้น สิ่งใดเป็นข้อที่ทรงปรารถนาด้วยใจ ท้าวสักกเทวราชก็ตรัสถามสิ่งนั้น. บทว่า เอตํ ความว่า ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า ท่านโปรดบอกเนื้อความซึ่งข้าพเจ้าถามแล้วแก่ข้าพเจ้าเถิด. ท้าวสักกเทวราชตรัสถามปัญหาสามข้อ ด้วยพระคาถา ๑คาถา.
เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อพระมหาสัตว์พยากรณ์ จึงกล่าวคาถา ความว่า
บุคคลฆ่าความโกรธได้แล้ว จึงจะไม่เศร้าโศก ในกาลไหน ๆ ฤๅษีทั้งหลายย่อมสรรเสริญการละ ความลบหลู่ บุคคลควรอดทนคำหยาบที่ชนทั้งปวง กล่าว สัตบุรุษทั้งหลายกล่าวความอดทนนี้ ว่าสูงสุด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกธํ วธิตฺวา ความว่า บุคคลฆ่าความโกรธได้แล้ว. แท้จริง เมื่อคนเราจะเศร้าโศก ย่อมเศร้าโศกเพราะจิตมีปฏิฆะอย่างเดียว เพราะไม่มีความโกรธ ความโศกจะมีมาแต่ไหน ด้วยเหตุนั้นท่านสรภังคดาบสจึงกล่าวว่า ย่อมไม่เศร้าโศกในกาลทุกเมื่อ. บทว่า มกฺขปฺปหานํ ความว่า ฤๅษีทั้งหลายสรรเสริญการละเสียซึ่งความลบหลู่ อันมีการลบหลู่คุณที่ผู้อื่นทำแล้วแก่ตนเป็นลักษณะ กล่าวคือความเป็นคนอกตัญญู. บทว่า สพฺเพสํ ความว่า บุคคลควรอดทนคำหยาบคาย แม้ของคนทุกประเภท ทั้งคนชั้นต่ำ ชั้นกลาง และชั้นสูง. บทว่า สนฺโต ความว่าโปราณกบัณฑิตทั้งหลายกล่าวไว้อย่างนี้.
ท้าวสักกเทวราช ตรัสถามเป็นคาถา ความว่า
บุคคลอาจจะอดทนถ้อยคำของคนทั้งสองจำพวก ได้ คือคนที่เสมอกัน ๑ คนที่ประเสริฐกว่าตน ๑ จะ อดทนถ้อยคำของคนเลวกว่าได้อย่างไรหนอ ข้าแต่ ท่านโกณฑัญญะ ขอท่านได้โปรดบอกความข้อนี้แก่ โยมเถิด. ท่านสรภังคดาบส ทูลตอบเป็นคาถา ความว่า บุคคลพึงอดทนถ้อยคำของคนผู้ประเสริฐกว่าได้ เพราะความกลัว พึงอดทนถ้อยคำของคนที่เสมอกันได้ เพราะการแข่งขันเป็นเหตุ ส่วนผู้ใดในโลกนี้ พึง อดทนถ้อยคำของคนที่เลวกว่าได้ สัตบุรุษทั้งหลาย กล่าวความอดทนของผู้นั้นว่าสูงสุด.
คาถาสองคาถา มีอาทิดังกล่าวมาแล้วอย่างนี้ พึงทราบว่าเกี่ยวเนื่องกันด้วยสามารถแห่งการถามและการตอบ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกฺขาหิ เม ความว่า เมื่อท้าวสักกเทวราชจะดำรัสถาม จึงตรัสอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านโกณฑัญญโคตรผู้เจริญ ปัญหาสองข้อท่านแก้ดีแล้ว ยังไม่จับใจของข้าพเจ้าอยู่ข้อเดียว คือคนเราสามารถจะอดกลั้นถ้อยคำของคนที่เลวกว่าตนได้อย่างไร ท่านโปรดบอกความข้อนั้นแก่ข้าพเจ้า. บทว่า เอตํ ขนฺตึ ความว่า การอดทนต่อถ้อยคำของคนที่ต่ำกว่าโดยชาติและโคตรเป็นต้นอันใด โบราณกบัณฑิตทั้งหลายกล่าวการอดทนนั้นว่า สูงสุด. ส่วนการอดทนต่อถ้อยคำของคนที่สูงกว่าด้วยชาติเป็นต้น เพราะกลัวต่อถ้อยคำของคนเสมอกัน เพราะเห็นโทษในการแข่งดี อันมีการทำให้ยิ่งกว่าเป็นลักษณะนี้หาชื่อว่า อธิวาสนขันตีไม่.
เมื่อพระมหาสัตว์กล่าวอย่างนี้แล้ว ท้าวสักกเทวราช จึงตรัสกะพระมหาสัตว์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ทีแรกท่านพูดว่า คนเราควรอดทนคำหยาบคายของคนทุกจำพวก โบราณกบัณฑิตกล่าวความอดทนนั้นว่า สูงสุดดังนี้ เดี๋ยวนี้กลับพูดว่า ผู้ใดในโลกนี้ อดทนถ้อยคำของคนที่ต่ำกว่าได้ ท่านกล่าวความอดทนของผู้นั้นว่า สูงสุดดังนี้ คำของท่านที่มีในภายหลัง ไม่สมกับคำพูดที่มีในครั้งก่อน. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวกะท้าวสักกะว่า ดูก่อนท้าวสักกะคำหลังอาตมากล่าวด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้รู้ว่า ผู้นี้เป็นคนเลว แล้วอดกลั้นคำหยาบของเขาได้ ก็เพราะความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ประเสริฐเป็นต้น ใครๆไม่สามารถจะรู้ได้เพียงเห็นรูปร่าง ฉะนั้นจึงกล่าวคำแรกไว้ เมื่อจะประกาศความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ประเสริฐเป็นต้น เป็นข้อรู้ได้ยาก ด้วยอาการเพียงเห็นรูปร่าง เว้นแต่การอยู่ร่วมกันของสัตว์ทั้งหลาย จึงกล่าวคาถา ความว่า
ไฉนจึงจะรู้จักคนประเสริฐกว่า คนที่เสมอกัน หรือคนที่เลวกว่า ซึ่งมีสภาพอันอิริยาบถ ๔ ปกปิดไว้ เพราะว่า สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมเที่ยวไปด้วยสภาพของ คนชั่วได้ เพราะเหตุนั้นแล จึงควรอดทนถ้อยคำของ คนทั้งปวง.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๕๘๙–๖๓๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จัตตาฬีสนิบาตชาดก ๓๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Alaṅkatā kuṇḍalino suvatthā veḷuriyamuttātharukhaggabandhā rathesabhā tiṭṭhatha ke nu tumhe kathaṃ vo jānanti manussaloke.
Ahamaṭṭhako bhīmaratho panāyaṃ kāliṅgarājā pana uggatoyaṃ susaññatānaṃ isīnaṃ 3- dassanāya idhāgatā pucchitāyemha pañhe.
Vehāyasaṃ tiṭṭhasi 4- antalikkhe pathaddhuno paṇṇaraseva cando pucchāmi taṃ yakkha mahānubhāvaṃ kathantaṃ jānanti manussaloke.
Yamāhu devesu sujampatīti @Footnote: 1 Ma. saindā . 2 Yu. pamādo . 3 Yu. susaññatānisinaṃ . 4 Yu. tiṭṭhati. Maghavāti taṃ āhu manussaloke sa devarājā idamajja patto susaññatānaṃ isīnaṃ dassanāya.
Dūre sutā no isayo samāgatā mahiddhikā iddhiguṇūpapannā vandāmi te ayire pasannacitto ye jīvalokettha manussaseṭṭhā.
Gandho isīnaṃ ciradakkhitānaṃ 1- kāyā cuto gacchati mālutena ito paṭikkamma sahassanetta gandho isīnaṃ asuci devarāja.
Gandho isīnaṃ ciradakkhitānaṃ 2- kāyā cuto gacchatu mālutena vicitrapupphaṃ surabhiṃva mālaṃ gandhañca etaṃ paṭikaṅkhāma bhante nahettha devā paṭikkūlasaññino.
Purindado bhūtapatī yasassī devānamindo [3]- maghavā sujampati sa devarājā asura (gaṇa) ppamaddano okāsamākaṅkhati pañha pucchituṃ. @Footnote: 1-2 Ma. ciradikkhitānaṃ . 3 Ma. sakko. Ko nevimesaṃ idha paṇḍitānaṃ pañhe puṭṭho nipuṇe byākarissati tiṇṇañca raññaṃ manujādhipānaṃ devānamindassa ca vāsavassa.
Ayaṃ isi sarabhaṅgo tapassī yato jāto virato methunasmā āceraputto 1- suvinītarūpo so tesaṃ pañhāni viyākarissati.
Koṇḍañña pañhāni viyākarohi yācanti taṃ isayo sādhurūpā koṇḍañña eso manujesu dhammo yaṃ vuḍḍhamāgacchati esa bhāro.
Katāvakāsā pucchantu bhonto yaṅkiñci pañhaṃ manasābhipatthitaṃ ahaṃ hi taṃ taṃ vo viyākarissaṃ ñatvā sayaṃ lokamimaṃ parañca.
Tato ca maghavā sakko atthadassī purindado apucchi paṭhamaṃ pañhaṃ yañcāsi abhipatthitaṃ. Kiṃsū vadhitvā na kadāci socati kissappahānaṃ isayo vaṇṇayanti @Footnote: 1 Yu. ācariyaputto. Kassīdha vuttaṃ pharusaṃ khametha akkhāhi me koṇḍañña etamatthaṃ
Kodhaṃ vadhitvā na kadāci socati makkhappahānaṃ isayo vaṇṇayanti sabbesaṃ vuttaṃ pharusaṃ khametha etaṃ khantiṃ uttamamāhu santo.
Sakkā ubhinnaṃ vacanaṃ titikkhituṃ sadisassa vā seṭṭhatarassa 1- vāpi kathaṃ nu hīnassa vaco khametha akkhāhi me koṇḍañña etamatthaṃ.
Bhayā hi seṭṭhassa vaco khametha sārambhahetu pana sādisassa yo cīdha hīnassa vaco khametha etaṃ khantiṃ uttamamāhu santo.
Kathaṃ vijaññā catumaṭṭharūpaṃ 2- seṭṭhaṃ sarikkhaṃ athavāpi hīnaṃ virūparūpena caranti santo tasmā hi sabbesa vaco khametha.
Na hetamatthaṃ mahatīpi senā sarājikā yujjhamānā labhetha @Footnote: 1 Yu. seṭṭhanarassa . 2 Ma. catupattharūpaṃ. Yaṃ khantimā sappuriso labhetha khantibalassūpasamanti verā.
Subhāsitante anumodiyāna aññantaṃ pucchāmi tadiṅgha brūhi yathā ahū 1- daṇḍakī nālikīro 2- athajjuno kalābu cāpi rājā tesaṃ gatiṃ brūhi supāpakamminaṃ katthūpapannā isīnaṃ viheṭhakā.
Kīsaṃ hi vacchaṃ avakrīya daṇḍakī ucchinnamūlo sajano saraṭṭho kukkūlanāme nirayamhi paccati tassa phulliṅgā nipatanti 3- kāye. Yo saññate pabbajite aheṭhayi 4- dhammaṃ bhaṇante samaṇe adūsake taṃ nālikīraṃ sunakhā parattha saṅgamma khādanti viphandamānaṃ. Athajjuno niraye sattisūle avaṃsiro patito uddhapādo 5- aṅgīrasaṃ gotamaṃ heṭhayitvā khantiṃ tapassiṃ cirabrahmacāriṃ. @Footnote: 1 Ma. ahuṃ . 2 Ma. nāḷikero . 3 Ma. phuliṅgāni patanti . 4 Yu. avañcasi. @ 5 Ma. uddhaṃpādo. Yo khaṇḍaso pabbajitaṃ achedayi khantiṃ vadantaṃ samaṇaṃ adūsakaṃ kalābuvīciṃ upapajja paccati mahāpatāpaṃ 1- kaṭukaṃ bhayānakaṃ. Etāni sutvā nirayāni paṇḍito aññāni pāpiṭṭhatarāni cettha dhammañcare samaṇabrāhmaṇesu evaṅkaro saggamupeti ṭhānaṃ.
Subhāsitante anumodiyāna aññantaṃ pucchāmi tadiṅgha brūhi kathaṃvidhaṃ sīlavantaṃ vadanti kathaṃvidhaṃ paññavantaṃ vadanti kathaṃvidhaṃ sappurisaṃ vadanti kathaṃvidhaṃ no siri no jahāti.
Kāyena vācāya ca yodha 2- saññato manasā ca kiñci na karoti pāpaṃ na attahetu alikaṃ bhaṇāti 3- tathāvidhaṃ sīlavantaṃ vadanti. Gambhīrapañhaṃ manasābhicintayaṃ 4- naccāhitaṃ kamma karoti luddaṃ @Footnote: 1 Yu. mahābhitāyaṃ . 2 Yu. yo ca . 3 Ma. bhaṇeti . 4 Sī. manasā vicintayaṃ. Kālāgataṃ 1- atthapadaṃ na riñcati tathāvidhaṃ paññavantaṃ vadanti. Yo ve kataññū katavedi dhīro kalyāṇamitto daḷhabhatti ca hoti dukkhitassa sakkacca karoti kiccaṃ tathāvidhaṃ sappurisaṃ vadanti. Etehi sabbehi guṇehupeto saddho mudu 2- saṃvibhāgī vadaññū saṅgāhakaṃ sakhilaṃ saṇhavācaṃ tathāvidhaṃ no siri no jahāti.
Subhāsitante anumodiyāna aññantaṃ pucchāmi tadiṅgha brūhi sīlaṃ siriñcāpi satañca dhammaṃ paññañca kaṃ seṭṭhataraṃ vadanti.
Paññā hi seṭṭhā kusalā vadanti nakkhattarājāriva tārakānaṃ sīlaṃ sīrī cāpi satañca dhammo 3- anvāyikā paññavato bhavanti.
Subhāsitante anumodiyāna aññantaṃ pucchāmi tadiṅgha brūhi @Footnote: 1 Yu. kālābhataṃ . 2 Ma. mudū . 3 Yu. dhammā. Kathaṅkaro kintikaro kimācaraṃ kiṃ sevamāno labhatīdha paññaṃ paññāyadānippaṭipadaṃ 1- vadehi kathaṅkaro paññavā hoti macco.
Sevetha buddhe 2- nipuṇe bahussute uggāhako capparipucchako siyā suṇeyya sakkacca subhāsitāni evaṅkaro paññavā hoti macco. Sa paññavā kāmaguṇe avekkhati aniccato dukkhato rogato ca evaṃvipassī pajahāti chandaṃ dukkhesu kāmesu mahabbhayesu. Sa vītarāgo sa vineyya 3- dosaṃ mettacittaṃ bhāveyya 4- appamāṇaṃ sabbesu bhūtesu nidhāya daṇḍaṃ anindito brahmamupeti ṭhānaṃ.
Mahiddhiyaṃ 5- āgamanaṃ ahosi tavamaṭṭhaka 6- bhīmarathassa cāpi kāliṅgarājassa ca uggatassa @Footnote: 1 Ma. paññāya dānippaṭipaṃ . 2 Ma. vuddhe . 3 pavineyya . 4 Ma. mettaṃ cittaṃ @bhāvaye . 5 Ma. mahatthiyaṃ . 6 Ma. tavamaṭṭhakā. Sabbesa vo kāmarāgo pahīno.
Evametaṃ paracittavedi sabbesa no kāmarāgo pahīno karohi okāsamanuggahāya yathā gatinte abhisambhavema.
Karomi okāsamanuggahāya tathāhi vo kāmarāgo pahīno pharātha kāyaṃ vipulāya pītiyā yathā gatiṃ me abhisambhavetha.
Sabbaṃ karissāma tavānusāsaniṃ yaṃ yaṃ tuvaṃ vakkhasi bhūripañña pharāma kāyaṃ vipulāya pītiyā yathā gatinte abhisambhavema.
Katāya 1- vacchassa kisassa pūjā gacchantu bhonto isayo sādhurūpā jhāne ratā hotha sadā samāhitā esā ratī pabbajitassa seṭṭhā.
Sutvāna gāthā paramatthasañhitā subhāsitā isinā paṇḍitena te vedajātā anumodamānā @Footnote: 1 Sī. Yu. katāyaṃ. Pakkāmu devā devapuraṃ yasassino. Gāthā imā atthavatī subyañjanā subhāsitā isinā paṇḍitena yokocimā aṭṭhikatvā suṇeyya labhetha pubbāpariyaṃ visesaṃ laddhāna pubbāpariyaṃ visesaṃ adassanaṃ maccurājassa gacche.
*- sālissaro sārīputto meṇḍissaro ca kassapo pabbato anuruddho ca kaccāyano ca devilo 1- anusisso ca ānando kīsavaccho ca kolito (nārado udāyī thero 2- parisā buddhaparisā) sarabhaṅgo bodhisatto 3- evaṃ dhāretha jātakanti *-. Sarabhaṅgajātakaṃ dutiyaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๔๔๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗