สรภังคชาดก
ว่าด้วยสรภังคดาบสเฉลยปัญหา
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๒๔๔๖ · บรรทัด ๑๐๑๘๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๕ จาก ๖
เรื่องเล่า
และปัญญาว่า ข้อไหนประเสริฐกว่ากัน ? พระมหาสัตว์ ทูลว่า
แท้จริง ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมกล่าวว่า
ปัญญานั่นแหละประเสริฐสุด ดุจพระจันทร์ประเสริฐ กว่าดวงดาวทั้งหลายฉะนั้น ศีล สิริ และธรรมของ
สัตบุรุษ ย่อมเป็นไปตามบุคคลผู้มีปัญญา. ท้าวสักกะตรัสถามว่า
ข้าพเจ้าขออนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน ขอ ถามปัญหาข้ออื่นกะท่าน ขอเชิญท่านกล่าวปัญหานั้น บุคคลในโลกนี้ทำอย่างไร ทำด้วยอุบายอย่างไร ประพฤติอะไร เสพอะไร จึงจะได้ปัญญา ขอท่านได้โปรด บอกปฏิปทา แห่งปัญญา ณ บัดนี้ว่า นรชนทำอย่างไร
จึงจะเป็นผู้มีปัญญา. ท่านสรภังคศาสดา ทูลว่า
บุคคลควรคบหาท่านผู้รู้ทั้งหลาย ละเอียดลออ เป็นพหูสูต ควรเป็นนักเรียน นักสอบถาม พึงตั้งใจ ฟังคำสุภาษิตโดยเคารพ นรชนทำอย่างนี้ จึงจะเป็นผู้ มีปัญญา. ผู้มีปัญญานั้น ย่อมพิจารณาเห็นกามคุณทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ และ โดยความเป็นโรค ผู้เห็นแจ้งอย่างนี้ ย่อมละความพอ ใจในกามทั้งหลาย อันเป็นทุกข์ มีภัยใหญ่หลวงเสียได้. ผู้นั้น ปราศจากราคะแล้ว กำจัดโทสะได้ พึง เจริญเมตตาจิต อันหาประมาณมิได้ งดอาชญาในสัตว์ ทุกจำพวกแล้ว ไม่ถูกนินทา ย่อมเข้าถึงพรหมสถาน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลํ ได้แก่ อาจารศีล. บทว่า สิริได้แก่ อิสริยยศ. บทว่า สตญฺจ ธมฺมํ ได้แก่ สัปปุริสธรรม. บทว่า ปญฺญํ ความว่า ท้าวสักกะตรัสถามว่า ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมกล่าวถึงบรรดาธรรม ๔ ประการเหล่านี้ อย่างนี้ว่า อย่างไหนประเสริฐกว่ากัน ?
บทว่า ปญฺา หิ ความว่า พระมหาสัตว์ทูลว่า ดูก่อนท้าวสักกะในธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ ชื่อว่าปัญญานี้นั้น คนฉลาดทั้งหลายเช่นพระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าวว่าประเสริฐสุด เหมือนดวงดาวแวดล้อมดวงจันทร์ ดวงจันทร์นั่นแหละสูงสุดกว่าดวงดาวเหล่านั้น ฉันใด ธรรมแม้ทั้ง ๓ เหล่านี้คือศีล สิริ และธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย ก็ฉันนั้น. บทว่า อนฺวายกา ปญฺวโต ภวนฺติ ความว่า ย่อมเป็นไปตามบุคคลผู้มีปัญญาเท่านั้น คือเป็นบริวารของปัญญานั่นเอง.
คำว่า กถํกโร เป็นต้น เป็นไวพจน์ของกันและกันเท่านั้น. บทว่า กถํกโร ความว่า ท้าวสักกะตรัสถามว่า บุคคลกระทำอยู่ซึ่งกรรมอะไรประพฤติอะไร เสพคือคบหา ซึ่งกรรมอะไร ย่อมได้ซึ่งปัญญาในโลกนี้ทีเดียวท่านโปรดบอกปฏิปทาแห่งปัญญาอย่างเดียว ข้าพเจ้าใคร่จะรู้ สัตว์ผู้ต้องตายเป็นสภาพ ทำอย่างไร จึงจะเป็นผู้ชื่อว่า มีปัญญา.
บทว่า วุฑฺเฒ ได้แก่ บัณฑิต ผู้ถึงซึ่งความเจริญด้วยความรู้. บทว่านิปุเณ ความว่า ผู้สามารถรู้เหตุการณ์อันสุขุม. บทว่า เอวํกโร ความว่าท่านสรภังคศาสดาตอบว่า บุคคลใด สมาคม คบหา นั่งใกล้ซึ่งบุคคลผู้มีประการดังกล่าวมาแล้วอย่างนี้ ย่อมเล่าเรียนบาลี สอบถามอรรถาธิบายเนือง ๆเงี่ยโสตลงสดับคำสุภาษิตโดยเคารพ ดุจบุคคลจารึกรอยลงบนแผ่นหิน หรือดุจเอาตุ่มทองรองรับมันเหลวของราชสีห์ ฉะนั้น บุคคลผู้กระทำอย่างนี้ นี้ย่อมเป็นผู้มีปัญญา พระมหาสัตว์กล่าวปฏิปทาแห่งปัญญาอย่างนี้ คล้ายกับยังพระอาทิตย์ให้อุทัยขึ้น จากปราจีนโลกธาตุ เมื่อจะกล่าวคุณของปัญญานั้นในบัดนี้ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า บุคคลผู้มีปัญญานั้น ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามคุเณ ความว่า บุคคลผู้มีปัญญานั้นย่อมเห็น คือพิจารณาส่วนแห่งกามทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า มีแล้วเหมือนไม่มี โดยความเป็นทุกข์ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ทั้งในปัจจุบัน และสัมปรายิกภพ โดยความเป็นโรค เพราะความมีพร้อมแห่งโรค คือทุกข์ เก้าสิบแปดประการ อาศัยกามเกิดขึ้น. บทว่า โส เอวํวิปสฺสิ ความว่า เมื่อบุคคลเล็งเห็นความไม่เที่ยงเป็นต้น ของกามทั้งหลาย โดยเหตุเหล่านี้ รู้ชัดว่า ที่สุดแห่งทุกข์อันอาศัยกามเกิดขึ้นไม่มี การละกามอย่างเดียวเท่านั้นเป็นสุข แล้วย่อมละเสียได้ซึ่งความพอใจ ในกามอันเป็นทุกข์ เป็นภัยใหญ่.
บทว่า ส วีตราโค ความว่า ดูก่อนท้าวสักกะ บุคคลนั้นปราศจากราคะอย่างนี้ กำจัดซึ่งโทษอันเกิดขึ้น ด้วยอำนาจอาฆาฏวัตถุ เก้าประการเป็นสภาพแล้ว พึงเจริญเมตตาจิต ครั้นเจริญเมตตาจิต ชื่อว่าไม่มีประมาณเพราะมีสัตว์หาประมาณมิได้เป็นอารมณ์แล้ว เป็นผู้มีฌานไม่เสื่อม ใคร ๆ จะตำหนิไม่ได้ ย่อมบังเกิดในพรหมโลก.
เมื่อพระมหาสัตว์กล่าวโทษแห่งกามทั้งหลายอยู่อย่างนี้ พระราชาแม้ทั้ง ๓ องค์เหล่านั้น พร้อมด้วยพลนิกาย ต่างละความกำหนัดยินดี ในเบญจกามคุณได้ด้วยตทังคปหาน. พระมหาสัตว์รู้ดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาด้วยสามารถแห่งความร่าเริงของชนเหล่านั้นว่า
การเสด็จมาของมหาบพิตร ผู้มีพระนามว่า อัฏฐกะ ภีมรถะ และกาลิงคราช ผู้มีพระเดชานุภาพ ฟุ้งเฟื่องไป เป็นการมาอย่างมหิทธิฤทธิ์ ทุก ๆ พระ องค์ทรงละกามราคะได้แล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหิทฺธิยํ ความว่า การมาอันมีมหิทธิฤทธิ์ คือกว้างขวางรุ่งเรืองใหญ่. บทว่า ตวมฏฺกา ความว่า ของพระองค์ผู้มีพระนามว่าอัฏฐกะ. บทว่า ปหีโน ความว่า กามราคะ อันทุกพระองค์ทรงละได้แล้ว ด้วยตทังคปหาน.
พระราชาทั้งหลาย ทรงสดับถ้อยคำนั้นแล้ว เมื่อจะทรงชมเชย พระมหาสัตว์เจ้า จึงพากันตรัสคาถา ความว่า
ท่านเป็นผู้รู้จิตผู้อื่น ข้อนั้นก็เป็นอย่างนั้นแหละ ข้าพเจ้าทุกคนละกามราคะได้แล้ว ขอท่านจงให้โอกาส เพื่อความอนุเคราะห์ ตามที่ข้าพเจ้าทั้งหลาย จะรู้ถึง คติของท่านได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุคฺคหาย ความว่า พระราชาทั้งหลายพากันตรัสว่า ท่านโปรดกระทำโอกาสเพื่อประโยชน์ แก่การบรรพชาของพวกข้าพเจ้า อย่างที่พวกข้าพเจ้าบวชแล้วจะพึงตรัสรู้ คือบรรลุความสำเร็จตามคติของท่าน ได้แก่พึงแทงตลอดได้ ซึ่งคุณอันท่านแทงตลอดแล้ว.
ลำดับนั้น เมื่อพระมหาสัตว์จะกระทำโอกาสแก่พระราชาเหล่านั้น จึงกล่าวคาถาต่อไปความว่า
อาตมาให้โอกาสเพื่อความอนุเคราะห์ เพราะ มหาบพิตรทั้งหลาย ละกามราคะได้อย่างนั้นแล้ว จง ยังกายให้ซาบซ่าน ด้วยปีติอันไพบูลย์ ตามที่ มหาบพิตรทั้งหลายจะทรงทราบ ถึงคติของอาตมา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ผราถ กายํ ความว่า ยังกายให้ซาบซ่านด้วยปีติอันเกิดแต่ฌานอันไพบูลย์.
พระราชาเหล่านั้น ทรงสดับเช่นนั้น เมื่อจะทรงยอมรับ จึงตรัสคาถาความว่า
ข้าแต่ท่านผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน ข้าพเจ้าทั้งหลาย จักทำตามคำสั่งสอนที่ท่านกล่าวทุกอย่าง ข้าพเจ้า ทั้งหลายจะยังกายให้ซาบซ่านด้วยปีติอันไพบูลย์ ตาม ที่ข้าพเจ้าทั้งหลายจะรู้ถึงคติของท่าน.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงให้บรรพชาแก่พระราชาเหล่านั้นพร้อมทั้งพลนิกาย เมื่อจะส่งหมู่ฤาษีไป จึงกล่าวคาถา ความว่า
ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ฤาษีทั้งหลายผู้มีคุณ ความดี ทำการบูชานี้ แก่กีสวัจฉดาบสแล้ว จงพากัน ไปยังที่อยู่ของตน ๆ เถิด ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ยินดี ในณาน มีจิตตั้งมั่นทุกเมื่อเถิด ความยินดีนี้ เป็น คุณชาติประเสริฐสุดของบรรพชิต.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คจฺฉนฺตุ ความว่า พระมหาสัตว์กล่าวว่าท่านทั้งหลายจงไปยังสถานที่อยู่เป็นต้นของตน ๆ เถิด.
พระฤาษีทั้งหลายรับคำของพระมหาสัตว์แล้ว ต่างนมัสการลา ลอยขึ้นสู่อากาศ กลับไปยังสถานที่อยู่ของตน ๆ. ฝ่ายท้าวสักกเทวราช เสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ ทำการชมเชยพระมหาสัตว์เจ้า ประคองอัญชลี นมัสการพระมหาสัตว์ดุจนอบน้อมอยู่ซึ่งพระอาทิตย์ พร้อมด้วยเทพบริษัทเสด็จหลีกไป. พระศาสดาทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ความว่า
ชนเหล่านั้น ได้ฟังคาถาอันประกอบด้วย ประโยชน์อย่างยิ่ง ที่ฤาษีผู้เป็นบัณฑิตกล่าวดีแล้ว เกิดปีติโสมนัส พากันอนุโมทนาอยู่ เทวดาทั้งหลาย ผู้มียศ ต่างก็พากันกลับไปสู่เทพบุรี. คาถาเหล่านี้ มีอรรถพยัญชนะดี อันฤาษีผู้เป็น บัณฑิตกล่าวดีแล้ว คนใดคนหนึ่งฟังคาถาเหล่านี้ ให้ มีประโยชน์ พึงได้คุณพิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย ครั้นแล้วพึงบรรลุถึงสถานที่ อันมัจจุราชมองไม่เห็น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปรมฺตถสญฺหิตา ความว่า คาถาเหล่านี้ชื่อว่าอาศัยซึ่งพระนิพพาน เพราะแสดงถึงความไม่เที่ยงเป็นต้น. พระบรมศาสดาเมื่อทรงสรรเสริญคำสุภาษิต อันให้ซึ่งพระนิพพาน ของท่านสรภังคศาสดาจึงตรัสคำเป็นต้นว่า อิมา (คาถาเหล่านี้) ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถวตี ความว่า คาถาเหล่านี้ ชื่อว่าอาศัยประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะอรรถว่าให้ซึ่งพระนิพพาน. บทว่า สุพฺยญฺชนา แปลว่า มีพยัญชนะบริสุทธิ์. บทว่า สุภาสิตา ความว่า อันฤาษีผู้เป็นบัณฑิตกล่าวทำให้น่าฟังด้วยดี คือกล่าวไว้ดีแล้ว. บทว่า อฏฺิกตฺวา ความว่าบุคคลใดเป็นผู้มีความต้องการ เพราะทำความเป็นประโยชน์แก่ตน พึงฟังโดยเคารพ. บทว่า ปุพฺพาปริยํ ความว่า ปฐมฌานเป็นคุณวิเศษเบื้องต้นทุติยฌานเป็นคุณวิเศษเบื้องปลาย จะพึงได้คุณวิเศษอันตั้งอยู่โดยความเป็นเบื้องต้น เบื้องปลาย ด้วยสามารถแห่งสมาบัติ ๘ ด้วยสามารถแห่งมรรค ๔อย่างนี้. บทว่า อทสฺสนํ ความว่า และจะพึงได้พระอรหัตผล อันเป็นคุณวิเศษเบื้องปลาย แล้วบรรลุพระนิพพานในที่สุด. เพราะว่า บุคคลผู้บรรลุพระนิพพานแล้ว ย่อมเป็นผู้ชื่อว่าไปสู่สถานที่ ซึ่งมฤตยูราชมองไม่เห็น.
พระบรมศาสดาครั้นทรงถือเอายอดแห่งเทศนา ด้วยอรหัตผลอย่างนี้แล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในชาตินี้เท่านั้น แม้ในชาติก่อนฝนดอกไม้ก็ตกลงในสุสานที่เผาพระโมคคัลลานะ ดังนี้แล้ว ทรงประกาศอริยสัจเมื่อจะทรงประชุมชาดก จึงตรัสพระคาถา ความว่า
สาลิสสระดาบสในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระสารีบุตร เมณฑิสสรดาบส ได้มาเป็นพระกัสสป ปัพพตดาบสได้มาเป็นพระอนุรุทธะ เทวลดาบสได้มา เป็นพระกัจจายนะ อนุสิสสดาบสได้มาเป็นพระอานนท์ กีสวัจฉดาบสได้มาเป็นพระโกลิตะ คือ พระโมคคัลลานะ นารทดาบสได้มาเป็นพระปุณณมันตานีบุตร บริษัทที่เหลือ ได้มาเป็นพุทธบริษัท สรภังคดาบส โพธิสัตว์ ได้มาเป็นเราตถาคต เธอทั้งหลายจงทรงจำ ชาดกไว้อย่างนี้. จบอรรถกถาสรภังคชาดก ๓. อลัมพุสาชดก
ว่าด้วยอิสิสิงคดาบส ถูกทําลายตบะ
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๑ หน้า ๕๘๙–๖๓๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
จัตตาฬีสนิบาตชาดก ๓๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๓๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Alaṅkatā kuṇḍalino suvatthā veḷuriyamuttātharukhaggabandhā rathesabhā tiṭṭhatha ke nu tumhe kathaṃ vo jānanti manussaloke.
Ahamaṭṭhako bhīmaratho panāyaṃ kāliṅgarājā pana uggatoyaṃ susaññatānaṃ isīnaṃ 3- dassanāya idhāgatā pucchitāyemha pañhe.
Vehāyasaṃ tiṭṭhasi 4- antalikkhe pathaddhuno paṇṇaraseva cando pucchāmi taṃ yakkha mahānubhāvaṃ kathantaṃ jānanti manussaloke.
Yamāhu devesu sujampatīti @Footnote: 1 Ma. saindā . 2 Yu. pamādo . 3 Yu. susaññatānisinaṃ . 4 Yu. tiṭṭhati. Maghavāti taṃ āhu manussaloke sa devarājā idamajja patto susaññatānaṃ isīnaṃ dassanāya.
Dūre sutā no isayo samāgatā mahiddhikā iddhiguṇūpapannā vandāmi te ayire pasannacitto ye jīvalokettha manussaseṭṭhā.
Gandho isīnaṃ ciradakkhitānaṃ 1- kāyā cuto gacchati mālutena ito paṭikkamma sahassanetta gandho isīnaṃ asuci devarāja.
Gandho isīnaṃ ciradakkhitānaṃ 2- kāyā cuto gacchatu mālutena vicitrapupphaṃ surabhiṃva mālaṃ gandhañca etaṃ paṭikaṅkhāma bhante nahettha devā paṭikkūlasaññino.
Purindado bhūtapatī yasassī devānamindo [3]- maghavā sujampati sa devarājā asura (gaṇa) ppamaddano okāsamākaṅkhati pañha pucchituṃ. @Footnote: 1-2 Ma. ciradikkhitānaṃ . 3 Ma. sakko. Ko nevimesaṃ idha paṇḍitānaṃ pañhe puṭṭho nipuṇe byākarissati tiṇṇañca raññaṃ manujādhipānaṃ devānamindassa ca vāsavassa.
Ayaṃ isi sarabhaṅgo tapassī yato jāto virato methunasmā āceraputto 1- suvinītarūpo so tesaṃ pañhāni viyākarissati.
Koṇḍañña pañhāni viyākarohi yācanti taṃ isayo sādhurūpā koṇḍañña eso manujesu dhammo yaṃ vuḍḍhamāgacchati esa bhāro.
Katāvakāsā pucchantu bhonto yaṅkiñci pañhaṃ manasābhipatthitaṃ ahaṃ hi taṃ taṃ vo viyākarissaṃ ñatvā sayaṃ lokamimaṃ parañca.
Tato ca maghavā sakko atthadassī purindado apucchi paṭhamaṃ pañhaṃ yañcāsi abhipatthitaṃ. Kiṃsū vadhitvā na kadāci socati kissappahānaṃ isayo vaṇṇayanti @Footnote: 1 Yu. ācariyaputto. Kassīdha vuttaṃ pharusaṃ khametha akkhāhi me koṇḍañña etamatthaṃ
Kodhaṃ vadhitvā na kadāci socati makkhappahānaṃ isayo vaṇṇayanti sabbesaṃ vuttaṃ pharusaṃ khametha etaṃ khantiṃ uttamamāhu santo.
Sakkā ubhinnaṃ vacanaṃ titikkhituṃ sadisassa vā seṭṭhatarassa 1- vāpi kathaṃ nu hīnassa vaco khametha akkhāhi me koṇḍañña etamatthaṃ.
Bhayā hi seṭṭhassa vaco khametha sārambhahetu pana sādisassa yo cīdha hīnassa vaco khametha etaṃ khantiṃ uttamamāhu santo.
Kathaṃ vijaññā catumaṭṭharūpaṃ 2- seṭṭhaṃ sarikkhaṃ athavāpi hīnaṃ virūparūpena caranti santo tasmā hi sabbesa vaco khametha.
Na hetamatthaṃ mahatīpi senā sarājikā yujjhamānā labhetha @Footnote: 1 Yu. seṭṭhanarassa . 2 Ma. catupattharūpaṃ. Yaṃ khantimā sappuriso labhetha khantibalassūpasamanti verā.
Subhāsitante anumodiyāna aññantaṃ pucchāmi tadiṅgha brūhi yathā ahū 1- daṇḍakī nālikīro 2- athajjuno kalābu cāpi rājā tesaṃ gatiṃ brūhi supāpakamminaṃ katthūpapannā isīnaṃ viheṭhakā.
Kīsaṃ hi vacchaṃ avakrīya daṇḍakī ucchinnamūlo sajano saraṭṭho kukkūlanāme nirayamhi paccati tassa phulliṅgā nipatanti 3- kāye. Yo saññate pabbajite aheṭhayi 4- dhammaṃ bhaṇante samaṇe adūsake taṃ nālikīraṃ sunakhā parattha saṅgamma khādanti viphandamānaṃ. Athajjuno niraye sattisūle avaṃsiro patito uddhapādo 5- aṅgīrasaṃ gotamaṃ heṭhayitvā khantiṃ tapassiṃ cirabrahmacāriṃ. @Footnote: 1 Ma. ahuṃ . 2 Ma. nāḷikero . 3 Ma. phuliṅgāni patanti . 4 Yu. avañcasi. @ 5 Ma. uddhaṃpādo. Yo khaṇḍaso pabbajitaṃ achedayi khantiṃ vadantaṃ samaṇaṃ adūsakaṃ kalābuvīciṃ upapajja paccati mahāpatāpaṃ 1- kaṭukaṃ bhayānakaṃ. Etāni sutvā nirayāni paṇḍito aññāni pāpiṭṭhatarāni cettha dhammañcare samaṇabrāhmaṇesu evaṅkaro saggamupeti ṭhānaṃ.
Subhāsitante anumodiyāna aññantaṃ pucchāmi tadiṅgha brūhi kathaṃvidhaṃ sīlavantaṃ vadanti kathaṃvidhaṃ paññavantaṃ vadanti kathaṃvidhaṃ sappurisaṃ vadanti kathaṃvidhaṃ no siri no jahāti.
Kāyena vācāya ca yodha 2- saññato manasā ca kiñci na karoti pāpaṃ na attahetu alikaṃ bhaṇāti 3- tathāvidhaṃ sīlavantaṃ vadanti. Gambhīrapañhaṃ manasābhicintayaṃ 4- naccāhitaṃ kamma karoti luddaṃ @Footnote: 1 Yu. mahābhitāyaṃ . 2 Yu. yo ca . 3 Ma. bhaṇeti . 4 Sī. manasā vicintayaṃ. Kālāgataṃ 1- atthapadaṃ na riñcati tathāvidhaṃ paññavantaṃ vadanti. Yo ve kataññū katavedi dhīro kalyāṇamitto daḷhabhatti ca hoti dukkhitassa sakkacca karoti kiccaṃ tathāvidhaṃ sappurisaṃ vadanti. Etehi sabbehi guṇehupeto saddho mudu 2- saṃvibhāgī vadaññū saṅgāhakaṃ sakhilaṃ saṇhavācaṃ tathāvidhaṃ no siri no jahāti.
Subhāsitante anumodiyāna aññantaṃ pucchāmi tadiṅgha brūhi sīlaṃ siriñcāpi satañca dhammaṃ paññañca kaṃ seṭṭhataraṃ vadanti.
Paññā hi seṭṭhā kusalā vadanti nakkhattarājāriva tārakānaṃ sīlaṃ sīrī cāpi satañca dhammo 3- anvāyikā paññavato bhavanti.
Subhāsitante anumodiyāna aññantaṃ pucchāmi tadiṅgha brūhi @Footnote: 1 Yu. kālābhataṃ . 2 Ma. mudū . 3 Yu. dhammā. Kathaṅkaro kintikaro kimācaraṃ kiṃ sevamāno labhatīdha paññaṃ paññāyadānippaṭipadaṃ 1- vadehi kathaṅkaro paññavā hoti macco.
Sevetha buddhe 2- nipuṇe bahussute uggāhako capparipucchako siyā suṇeyya sakkacca subhāsitāni evaṅkaro paññavā hoti macco. Sa paññavā kāmaguṇe avekkhati aniccato dukkhato rogato ca evaṃvipassī pajahāti chandaṃ dukkhesu kāmesu mahabbhayesu. Sa vītarāgo sa vineyya 3- dosaṃ mettacittaṃ bhāveyya 4- appamāṇaṃ sabbesu bhūtesu nidhāya daṇḍaṃ anindito brahmamupeti ṭhānaṃ.
Mahiddhiyaṃ 5- āgamanaṃ ahosi tavamaṭṭhaka 6- bhīmarathassa cāpi kāliṅgarājassa ca uggatassa @Footnote: 1 Ma. paññāya dānippaṭipaṃ . 2 Ma. vuddhe . 3 pavineyya . 4 Ma. mettaṃ cittaṃ @bhāvaye . 5 Ma. mahatthiyaṃ . 6 Ma. tavamaṭṭhakā. Sabbesa vo kāmarāgo pahīno.
Evametaṃ paracittavedi sabbesa no kāmarāgo pahīno karohi okāsamanuggahāya yathā gatinte abhisambhavema.
Karomi okāsamanuggahāya tathāhi vo kāmarāgo pahīno pharātha kāyaṃ vipulāya pītiyā yathā gatiṃ me abhisambhavetha.
Sabbaṃ karissāma tavānusāsaniṃ yaṃ yaṃ tuvaṃ vakkhasi bhūripañña pharāma kāyaṃ vipulāya pītiyā yathā gatinte abhisambhavema.
Katāya 1- vacchassa kisassa pūjā gacchantu bhonto isayo sādhurūpā jhāne ratā hotha sadā samāhitā esā ratī pabbajitassa seṭṭhā.
Sutvāna gāthā paramatthasañhitā subhāsitā isinā paṇḍitena te vedajātā anumodamānā @Footnote: 1 Sī. Yu. katāyaṃ. Pakkāmu devā devapuraṃ yasassino. Gāthā imā atthavatī subyañjanā subhāsitā isinā paṇḍitena yokocimā aṭṭhikatvā suṇeyya labhetha pubbāpariyaṃ visesaṃ laddhāna pubbāpariyaṃ visesaṃ adassanaṃ maccurājassa gacche.
*- sālissaro sārīputto meṇḍissaro ca kassapo pabbato anuruddho ca kaccāyano ca devilo 1- anusisso ca ānando kīsavaccho ca kolito (nārado udāyī thero 2- parisā buddhaparisā) sarabhaṅgo bodhisatto 3- evaṃ dhāretha jātakanti *-. Sarabhaṅgajātakaṃ dutiyaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๗ ข้อ ๒๔๔๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗