มหาโพธิชาดก
ว่าด้วยปฏิปทาของผู้นำ
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๕๒ · บรรทัด ๓๒๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๔
เรื่องเล่า
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ โทษที่ข้าพเจ้าทำแล้วนั้น จริงตามที่ท่านกล่าว ข้าพเจ้านี้ ย่อมเลื่อมใสยิ่งนัก ขอท่านจงอยู่เถิด อย่าเพิงไปเสียเลย ท่านพราหมณ์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภิยฺโย ความว่า ข้าพเจ้าได้สั่งบังคับไว้อย่างนี้เป็นความจริง นี้เป็นความผิดของข้าพเจ้า ก็ข้าพเจ้านี้ เลื่อมใสท่านเป็นอย่างยิ่งในบัดนี้ ขอท่านจงอยู่ในที่นี้เหมือนเดิมเถิด อย่าไปในที่อื่นเลยนะพราหมณ์.
พระมหาสัตว์ ได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงทูลว่า ขอถวายพระพร ธรรมดาว่าบัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่อยู่ร่วมกับข้าศึกผู้ทำการงานโดยไม่พิจารณาให้รอบคอบเช่นอย่างพระองค์ ดังนี้ เมื่อจะประกาศอนาจารแด่พระราชานั้น จึงกล่าวเป็นคาถาว่า
เมื่อก่อนข้าวสุกขาวล้วนภายหลังก็มีสิ่งอื่นเจือปน บัดนี้แดงแล้ว เวลานี้เป็นเวลาสมควรที่อาตมภาพจะ หลีกไป อนึ่ง เมื่อก่อนอาสนะมีในภายใน ต่อมามีใน ท่ามกลาง ต่อมามีข้างนอก ต่อมาก็จะถูกขับไล่ออกจาก พระราชนิเวศน์ อาตมภาพของดเสียเองละ บุคคล ไม่ควรคบหาคนที่ปราศจากศรัทธา เหมือนบ่อที่ไม่มี นำ ฉะนั้น ถ้าแม้บุคคลจะพึงขุดบ่อน้ำนั้น บ่อนั้นก็ จะมีน้ำที่มีกลิ่นโคลนตม บุคคลควรคบคนที่เลื่อมใส เท่านั้น ควรเว้นคนที่ไม่เลื่อมใส ควรเข้าไปนั่งใกล้ คนที่เลื่อมใส เหมือนคนผู้ต้องการน้ำ เข้าไปหาห้วงน้ำ ฉะนั้น ควรคบคนผู้คบด้วย ไม่ควรคบคนผู้ไม่คบด้วย ผู้ใดไม่คบคนผู้คบด้วย ผู้นั้นชื่อว่ามีธรรมของอสัตบุรุษ ผู้ใดไม่คบคนผู้คบด้วย ไม่ซ่องเสพคนผู้ซ่องเสพ ด้วย ผู้นั้นแลเป็นมนุษย์ชั่วช้าที่สุด เหมือนเนื้ออาศัย กิ่งไม้ (ลิง) ฉะนั้น มิตรทั้งหลายย่อมแหนงหน่ายกัน ด้วยเหตุ ๓ ประการนี้ คือ ด้วยการคลุกคลีกันเกินไป ด้วยการไม่ไปมาหากัน ด้วยการขอในเวลาไม่สมควร ๑ เพราะฉะนั้น บุคคลจึงไม่ควรไปมาหากันให้พร่ำเพรื่อนัก ไม่ควรเหินห่างไปให้เนิ่นนาน และควรขอ สิ่งที่ควรขอตามเหตุกาลที่สมควร ด้วยอาการอย่างนี้ มิตรทั้งหลาย จึงจะไม่แหนงหน่ายกัน คนที่รักกัน ย่อมไม่เป็นที่รักกันได้ เพราะการอยู่ร่วมกันนานเกินควร อาตมภาพนี้ได้เป็นที่รักของมหาบพิตรมาแต่ก่อน เพราะฉะนั้น อาตมภาพจึงขอลาไปก่อนละ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพเสโต ความว่า ขอถวายพระพรเฉพาะในวันก่อน ๆ ข้าวสุกของอาตมภาพในนิเวศน์ของพระองค์มีสีขาวล้วนพระองค์เสวยข้าวสุกชนิดใด ก็พระราชทานข้าวสุกชนิดนั้น (แก่อาตมภาพ). บทว่า ตโต ความว่า ภายหลังจากนั้น คือ แม้ในกาลที่พระองค์ทรงหน่ายแหนงในอาตมภาพ เพราะทรงเชื่อถ้อยคำของคนที่ยุยง ข้าวสุกจึงมีสิ่งอื่นคลุกระคนปนอยู่ด้วย. บทว่า อิทานิ คือ บัดนี้ ข้าวสุกเกิดกลายเป็นสีแดงล้วน. บทว่า กาโล ได้แก่ คราวนี้เป็นเวลาที่อาตมภาพจะต้องไปจากสำนักของพระองค์ผู้โง่เขลา. บทว่า อพฺภนฺตรํ ความว่า ในครั้งแรก อาสนะของอาตมภาพมีอยู่ในภายใน คือ พวกเจ้าหน้าที่นิมนต์ให้อาตมภาพนั่งบนพระราชบัลลังก์ ที่มีพื้นใหญ่อันประดับแล้ว มีเศวตฉัตรอันยกขึ้นแล้ว. บทว่า มชฺเฌ คือ ที่เชิงบันได. บทว่า ปุรา นิทฺธมนา โหติ ความว่า จับคอเสือกไสออกไป. บทว่า อนุขเน ความว่า ถ้าบุรุษไปถึงหนองที่ไม่มีน้ำ เมื่อไม่เห็นน้ำ จึงคุ้ยเปือกตมขุดขึ้น แม้จะทำถึงขนาดนั้น หนองนั้น ก็คงยังมีแต่กลิ่นตมของน้ำ ดื่มกินไม่ได้ เพราะไม่เป็นที่ชอบใจ ฉันใด แม้ปัจจัยที่บุคคลเข้าไปหาผู้ปราศจากศรัทธาแล้วได้มา จึงเป็นของน้อยและเศร้าหมอง ไม่เป็นที่น่าชอบใจ ไม่สมควรที่จะบริโภค. บทว่า ปสนฺนํ คือ มีศรัทธาตั้งมั่นแล้ว. บทว่า. รหทํ คือ ห้วงน้ำใหญ่ที่ลึก. บทว่า ภชนฺตํ ความว่า บุคคลควรคบผู้ที่คบตนเท่านั้น. บทว่า อภชนฺตํ คือ ผู้เป็นข้าศึก. บทว่า น ภชฺชเย แปลว่า ไม่พึงคบหา. บทว่า น ภชฺชติ ความว่า บุรุษใดไม่คบหาบุคคลผู้คบตนซึ่งมีจิตคิดหวังประโยชน์ บุรุษนั้น ชื่อว่ามีธรรมของอสัตบุรุษ. บทว่า มนุสฺสปาปิฏฺโ ได้แก่ มนุษย์ลามก มนุษย์ขี้ทูด คือ มนุษย์ชั้นต่ำ. บทว่า สาขสฺสิโต คือ ลิง. บทว่า อจฺจาภิกฺขณสํสคฺคา คือ ด้วยความคลุกคลีกันมากเกินไป. บทว่า อกาเล ความว่า มิตรทั้งหลาย ชื่อว่าย่อมหน่ายแหนงกัน ด้วยการขอของรักของคนอื่น ในกาลที่ยังไม่ถึงเวลาอันสมควรเพราะการอยู่ร่วมกันนานเกินไป ถึงพระองค์ก็ยังหมดความเมตตาในอาตมภาพ. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะมิตรทั้งหลาย ย่อมแตกแยกกันด้วยการคลุกคลีกันเกินไป และด้วยการเหินห่างกัน ไป. คำว่า จิราจรํ ความว่า ไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปเสียจนนานแล้ว จึงไปหากัน. บทว่า ยาจํ ความว่า ไม่ควรขอสิ่งที่สมควรขอ ในเวลาอันไม่สมควร. บทว่า น ชีรเร ความว่า มิตรทั้งหลายย่อมไม่แตกแยกกัน ด้วยอาการอย่างนี้. บทว่า ปุรา เต โหม ความว่าตลอดเวลาที่เรามาแล้ว ยังไม่เป็นที่รักของท่าน เราก็จะขอไปอย่างนี้.
พระราชา ตรัสว่า
ถ้าพระคุณเจ้าได้รับทราบอัญชลี ของสัตว์ผู้เป็น บริวารมานวอนอยู่อย่างนี้ ไม่กระทำตามคำขอร้อง ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าวิงวอนพระคุณเจ้าถึงเพียงนี้ ขอ พระคุณเจ้า โปรดกลับมาเยี่ยมอีก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาวพุาชฺฌสิ ความว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญถ้าท่านไม่ยอมรับรู้ คือ ไม่ยอมรับอัญชลีที่ข้าพเจ้าวิงวอนกระทำอยู่แล้วอย่างนี้. บทว่า ปริยายํ ความว่า พระราชา ตรัสวิงวอนว่า ขอท่านพึงหาโอกาสว่างสักครั้งหนึ่ง เพื่อมาเยี่ยมในที่นี้อีก.
พระโพธิสัตว์ ทูลว่า
ดูก่อนมหาบพิตรผู้ผดุงรัฐ ถ้าเมื่อเราทั้งหลายอยู่ อย่างนี้ อันตรายจักไม่มี แม้ไฉนเราทั้งหลาย พึงเห็น การล่วงไปแห่งวันและคืนของมหาบพิตร และของ อาตมภาพ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวญฺเจ โน ความว่า พระโพธิสัตว์แสดงว่า ดูก่อนมหาบพิตร ถ้าว่าอันตรายจักไม่มีแก่เราทั้งสองผู้แยกกันอยู่อย่างนี้ ชีวิตของพระองค์หรือของอาตมภาพก็จักยืนยาว. บทว่า ปสฺเสม ความว่า พวกเราพึงเห็นโดยแท้.
พระมหาสัตว์ พอกล่าวอย่างนี้เสร็จแล้ว แสดงธรรมแก่พระราชาแล้วจึงทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตร ขอพระองค์จงอย่าทรงประมาทเลย ดังนี้แล้วออกจากอุทยานเที่ยวภิกขาจารไปในสถานที่อันมีส่วนเสมอกันแห่งหนึ่ง ออกจากเมืองพาราณสีแล้ว ถึงหิมวันตประเทศโดยลำดับ พักอยู่สิ้นกาลเล็กน้อยแล้วกลับมาอยู่ในป่าอาศัยบ้านปัจจันตคามแห่งหนึ่ง. นับแต่เวลาที่พระมหาสัตว์นั้นไปแล้ว พวกอำมาตย์เหล่านั้น ก็ได้พากันนั่ง ณ ที่โรงวินิจฉัยอีก กระทำการเบียดเบียน พากันคิดว่า ถ้ามหาโพธิปริพาชกจักกลับมาอีก ชีวิตของพวกเราคงไม่มีแน่ พวกเราควรทำเหตุที่จะให้ปริพาชกนั้นไม่กลับมาอีกอย่างไรดีหนอ. ลำดับนั้น พวกเขาจึงปรึกษากันว่า ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ย่อมไม่สามารถจะละถิ่นฐานที่ตนติดอยู่ได้ ถิ่นฐานที่มหาโพธิปริพาชกนั้น คิดอยู่ในที่นี้คืออะไรหนอ. ต่อจากนั้น พวกอำมาตย์ก็ทราบได้ว่า คงเป็นพระอัครมเหสีของพระราชาเป็นแน่ จึงปรึกษากันว่า ข้อที่มหาโพธิปริพาชกนั้น พึงมาเพราะอาศัยพระอัครมเหสี นี้เป็นฐานะที่จะมีได้ พวกเราจักรีบฆ่าพระอัครมเหสีนั้นเสียโดยเร็ว. พวกอำมาตย์เหล่านั้น จึงพากันกราบทูลเนื้อความนี้แด่พระราชาว่า หลายวันมานี้ พวกข้าพระองค์ได้ยินเรื่องเรื่องหนึ่ง. พระราชาตรัสถามว่า เรื่องอะไรกัน ? พวกอำมาตย์ กราบทูลเท็จว่า เล่าลือกันว่า มหาโพธิปริพาชกและพระราชเทวี ส่งข่าวสาสน์โต้ตอบกันไปมาเสมอ. พระราชาตรัสถามว่า ข่าวสาสน์นั้นสั่งให้ทำอะไร ? พวกอำมาตย์ กราบทูลว่า ทราบว่ามหาโพธิปริพาชกนั้น ส่งข่าวสาสน์มาถึงพระราชเทวีว่า เธออาจที่จะปลงพระชนม์พระราชาให้ตายด้วยกำลังของตนแล้วยกเศวตฉัตรใให้แก่เราได้หรือไม่ส่วนพระเทวีนั้นเล่า ก็ส่งข่าวสาสน์ตอบไปถึงมหาโพธิปริพาชกนั้นว่า การปลงพระชนม์พระราชาเป็นภาระของฉัน ขอให้มหาโพธิปริพาชกรีบมาเร็วเถิด. เมื่อพวกอำมาตย์เหล่านั้น กราบทูลอยู่บ่อย ๆ พระราชา ก็ทรงเชื่อ จึงตรัสสั่งถามว่า บัดนี้ พวกเราจะพึงทำอย่างไรกันดี พวกอำมาตย์จึงกราบทูลว่าควรตรัสสั่งให้ปลงพระชนม์พระเทวีเสียดังนี้ ไม่ทันได้ทรงใคร่ครวญ ตรัสสั่งเวนว่า ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงฆ่าเธอเสีย แล้วสับให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โยนมันลงไปในหลุมคูถ. พวกอำมาตย์เหล่านั้น ทำการตามรับสั่งแล้ว. ความที่พระราชเทวีถูกปลงพระชนม์ ได้ปรากฏเลื่องลือไปในพระนครทั้งสิ้น.
ครั้งนั้น พระราชโอรส ๔ พระองค์ของพระราชเทวีนั้น ทรงทราบว่าพระบิดา มีรับสั่งให้ปลงพระชนม์พระมารดาของพวกเราผู้หาความผิดมิได้เสียดังนี้ จึงได้เป็นศัตรูต่อพระราชา. พระราชาได้เป็นผู้ประสบภัยอย่างใหญ่หลวง. พระมหาสัตว์ ได้ทราบเรื่องราวนั้น โดยเล่ากัน เป็นทอด ๆ มา จึงดำริว่าเว้นจากเราเสียแล้ว คนอื่นชื่อว่าสามารถที่จะให้พระกุมารเหล่านั้นยินยอมให้พระบิดาทรงอดโทษให้ ไม่มีเลย เราจักช่วยชีวิตพระราชา และจักเปลื้องพระกุมารให้พ้นจากบาป. ในวันรุ่งขึ้น ท่านจึงเข้าไปยังปัจจันตคาม ฉันเนื้อวานรที่พวกมนุษย์นำมาถวายแล้ว ขอหนังวานรนั้น นำเอามาตากแห้งไว้ที่อาศรม ทำจนหมดกลิ่นแล้ว ใช้นุ่งบ้าง ห่มบ้าง พาดบ่าบ้าง. ถามว่าการที่พระมหาสัตว์ทำดังนั้น เพราะเหตุไร ? ตอบว่า การที่ทำดังนั้น ก็เพราะเพื่อประสงค์จะตอบผู้คนว่า วานรตัวนี้ มีอุปการะมากแก่เรา. พระมหาสัตว์ถือเอาหนังวานรนั้น ไปยังเมืองพาราณสีโดยลำดับ แล้วเข้าไปหาพระกุมารทั้งหลาย ทูลตักเตือนว่า ขึ้นชื่อว่า กรรมคือการฆ่าพระบิดา เป็นกรรมที่ร้ายแรงทารุณ พวกท่านไม่สมควรกระทำกรรมนั้นเลย ธรรมดาว่าสัตว์ที่จะไม่แก่ไม่ตายเป็นไม่มี เรามาแล้ว (ในที่นี้) ก็ด้วยความหวังว่า จักไกล่เกลี่ยให้พวกท่านมีความสามัคคีกันและกันไว้ พอเราส่งข่าวสาสน์ไป พวกท่านพึงพากันมา พอสอนพระกุมารเสร็จแล้ว จึงเข้าไปสู่พระราชอุทยาน ภายในพระนคร ลาดหนังวานรลงแล้ว นั่งบนแผ่นหิน. ในขณะนั้น คนเฝ้าสวนพอเห็นท่านก็รีบไปกราบทูลแด่พระราชา. พระราชา ทรงสดับข่าวนั้นแล้วก็ทรงบังเกิดความโสมนัส จึงพาอำมาตย์ทั้ง ๕ คนนั้นไปในที่นั้น ทรงนมัสการพระมหาสัตว์แล้วประทับนั่ง ปรารภจะทำปฏิสันถาร. ส่วนพระมหาสัตว์ มิได้รื่นเริงกับพระราชานั้น ลูบคลำหนังวานรเฉยเสีย. ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสกะพระมหาสัตว์นั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ท่านไม่ยอมพูดจากับข้าพเจ้า มัวลูบคลำหนังวานรอยู่ได้ หนังวานรของท่านมีอุปการะมากกว่าข้าพเจ้าหรือ. พระมหาสัตว์ ทูลว่า เป็นเช่นนั้น มหาบพิตร วานรนี้มีอุปการะมากแก่เราเรานั่งบนหลังของมันเที่ยวไป วานรนี้นำหม้อน้ำมาให้แก่เรา กวาดที่อยู่ให้เราได้ทำอภิสมาจาริกวัตรปฏิบัติแก่เรา แต่เรากลับกินเนื้อของมันเสียแล้ว เอาหนังตากให้แห้งไว้ปูนั่งบ้าง ปูนอนบ้าง เพราะว่าตนมีใจทุรพล วานรนี้มีอุปการะมากแก่เราอย่างนี้. พระมหาสัตว์ ยกหนังวานรและวานรขึ้นกล่าวเป็นโวหาร เพื่อต้องการจะทำลายวาทะของอำมาตย์เหล่านั้น อาศัยปริยายนั้น ๆจึงกล่าวถ้อยคำนี้ ด้วยประการฉะนี้. จริงอยู่ พระมหาสัตว์นั้นกล่าวว่า เรานั่งบนหลังมันเที่ยวไป เพราะท่านเคยนุ่งห่มหนังของมัน . ท่านกล่าวว่า มันนำหม้อน้ำมาให้ เพราะท่านเอาหนังของมันพาดบนบ่าแล้วแบกหม้อน้ำมา. ท่านกล่าวว่า มันกวาดที่อยู่ให้ เพราะท่านเคยเอาหนังนั้นปัดพื้น. ท่านกล่าวว่ามันทำวัตรปฏิบัติแก่เรา เพราะหลังถูกหนังนั้นในเวลานอน และถูกเท้าในเวลาเหยียบ. ท่านกล่าวว่า แต่เรากลับกินเนื้อของมันเสีย เพราะตนมีใจทุรพลเพราะท่านได้เนื้อของมันมาแล้วบริโภคในเวลาหิว.
พวกอำมาตย์เหล่านั้น ได้ฟังคำนั้นแล้ว มีความสำคัญว่าท่านกระทำปาณาติบาตแล้ว จึงพากันปรบมือทำการหัวเราะเยาะว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญพวกท่านจงดูกรรมของบรรพชิตเถิด ได้ยินแล้วใช่ไหมว่า บรรพชิตนี้ ฆ่าลิงกินแล้ว ยังถือเอาหนังเที่ยวไป (อีก). พระมหาสัตว์ เห็นพวกอำมาตย์เหล่านั้นกระทำการเช่นนั้น จึงคิดว่า พวกอำมาตย์เหล่านั้นยังไม่รู้ว่า เราเอาหนังวานรมาเพื่อต้องการจะทำลายวาทะของตน เราจักให้พวกเขารู้เสียบ้าง ขั้นแรกจึงเรียกอำมาตย์อเหตุกวาทีมาแล้ว ถามว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท่านหัวเราะเยาะเราเพราะเหตุไร. เขาตอบว่า เพราะท่านการทำกรรมคือการประทุษร้ายต่อมิตรและยังกระทำปาณาติบาตด้วย.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์คิดว่า บุคคลใดเชื่อถืออำมาตย์เหล่านั้นด้วยคติและด้วยทิฏฐิแล้วทำตามอย่างนั้น จะมีอะไรที่จะพึงกล่าวว่า บุคคลนั้นการทำความชั่ว ดังนี้ เมื่อจะทำลายวาทะของอเหตุกวาทีของอำมาตย์นั้น จึงกล่าวเป็นคาถาว่า
ถ้าถ้อยคำของท่านเป็นไปตามคติที่ดี และตาม สภาพ สัตว์กระทำกรรม ที่ไม่ควรทำบ้าง ที่ควรทำบ้าง เพราะความไม่ได้ใคร่ในกรรมที่สัตว์กระทำ สัตว์อะไร ในโลกนี้ จะเปื้อนด้วยบาปเล่า ถ้าเนื้อความแห่งภาษิต ของท่านนั้นเป็นอรรถเป็นธรรม และเป็นถ้อยคำงาม ไม่ชั่วช้า ถ้าถ้อยคำของท่านเป็นความจริง ลิงก็เป็น อันเราฆ่าดีแล้ว ถ้าท่านรู้ความผิดแห่งวาทะของตน
ก็จะไม่พึงติเตียนเราเลย เพราะว่าวาทะของท่านเป็นเช่นนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทีรณา แปลว่า ถ้อยคำ. บทว่า สงฺคตฺยา ได้แก่ ทางไปที่ดี คือด้วยการเข้าถึงอภิชาตินั้น ๆ ในบรรดาอภิชาติทั้ง ๖ อย่าง. บทว่า ภาวายมนุวตฺตติ ความว่า ย่อมเป็นไปตามภาวะเป็นสัมปทานะ ใช้ในอรรถแห่งกรณะ. บทว่า อกามา คือ ไม่มีความปรารถนาไม่มีความอยากได้. บทว่า อกรณียํ วา ได้แก่ ความชั่วเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ. บทว่า กรณียํ วา ได้แก่ กุศลเป็นสิ่งที่ควรทำ. บทว่า กุพฺพติ แปลว่าย่อมกระทำ. คำว่า กฺวิธ ตัดบทเป็น โก อิธ แปลว่า ใครในโลกนี้. มีคำที่ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ท่านเป็นอเหตุวาที เป็นผู้มีความเห็นเป็นต้นว่าไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย เพื่อความเศร้าหมองแห่งสัตว์ทั้งหลาย ดังนี้ จึงกล่าวว่าโลกนี้ ย่อมเปลี่ยนไป คือ ย่อมแปรไปตามคติที่ดี และตามสภาพ เสวยสุขและทุกข์ในที่นั้น ๆ และสัตว์ผู้ไม่มีความใคร่ ย่อมทำบาปบ้าง บุญบ้าง ด้วยว่าคำของท่านนี้ ถ้าเป็นเช่นนั้น เมื่อบาปที่สัตว์ทำด้วยไม่มีความใคร่ (ในบาป) มีอยู่ หากเป็นไปอยู่ตามธรรมดาของตน สัตว์อะไร ในโลกนี้ ย่อมเปื้อนด้วยบาป. ก็ถ้าสัตว์ ย่อมเปื้อนด้วยบาปที่ตนมิได้กระทำแล้ว ใคร ๆ ไม่พึงเปื้อนด้วยบาปไม่มีเลย. บทว่า โส เจ อธิบายว่า เนื้อความแห่งภาษิตของท่าน คือวาทะที่ว่าไม่มีเหตุนั้น ถ้าเป็นเนื้อความที่มีประโยชน์ ส่องถึงประโยชน์ เป็นธรรมเป็นเนื้อความที่ดีไม่ชั่วช้า ถ้าถ้อยคำของท่านผู้เจริญที่ว่าสัตว์ทั้งหลายไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย ย่อมเศร้าหมองเอง ย่อมเสวยสุขและทุกข์เองนี้เป็นความจริง วานรก็เป็นอันเราฆ่าดีแล้ว โทษอะไรในข้อนี้จะพึงมีแก่เรา. บทว่า วิชานิย ความว่า ดูก่อนสหาย ก็ถ้าท่านพึงรู้ถึงความผิดแห่งวาทะของตนไซร้ ท่านก็ไม่พึงติเตียนเรา. ถามว่า เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะว่าวาทะของท่านผู้เจริญเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้น ท่านพึงสรรเสริญเราว่า ผู้นี้ทำคามวาทะของเรา แต่เมื่อไม่รู้วาทะของตน ก็ย่อมติเตียนเรา.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๘๔–๑๑๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปัญญาสนิบาตชาดก ๑๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Kinnu daṇḍaṃ kimājinaṃ kiṃ chattaṃ kiṃ upāhanaṃ kiṃ aṅkusañca pattañca saṅghāṭiñcāpi brāhmaṇa taramānarūpo gaṇhāsi kinnu patthayase disaṃ.
|53.1| Dvādasetāni vassāni vasitāni tavantike nābhijānāmi soṇena piṅgalenābhikūjitaṃ. |53.2| Svāyaṃ dittova nadati sukkadāṭhaṃ vidaṃsayaṃ tava sutvā sabhariyassa vītasaddhassa maṃ pati.
Ahu esa kato doso yathā bhāsasi brāhmaṇa esa bhiyyo pasīdāmi vasa brāhmaṇa mā gamā.
|55.1| Sabbaseto pure āsi tatopi sabalo ahu sabbalohitakodāni kālo pakkamituṃ mama. |55.2| Abbhantaraṃ pure āsi tato majjhe tato bahi purā niddhamanā hoti sayameva vajāmahaṃ. |55.3| Vītasaddhaṃ na seveyya udapānaṃvanodakaṃ sacepi naṃ anukhaṇe vārikaddamagandhikaṃ. |55.4| Pasannameva seveyya appasannaṃ vivajjaye pasannaṃ payirupāseyya rahadaṃvudakatthiko. |55.5| Bhaje bhajantaṃ purisaṃ abhajantaṃ na bhajjaye asappurisadhammo so yo bhajantaṃ na bhajjati. |55.6| Yo bhajantaṃ na bhajati sevamānaṃ na sevati save manussapāpiṭṭho migo sākhassito yathā. |55.7| Accābhikkhaṇasaṃsaggā asamo saraṇena ca etena mittā jīranti akāle yācanāya ca. |55.8| Tasmā nābhikkhaṇaṃ gacche na ca gacche cirāciraṃ kālena yācaṃ yāceyya evaṃ mittā na jirare 1- . |55.9| Aticiraṃ nivāsena piyo bhavati appiyo āmanta kho taṃ gacchāma purā te homa appiyā.
Evaṃ ce yācamānānaṃ añjaliṃ nāvabujjhasi paricārikānaṃ sattānaṃ 2- vacanaṃ na karosi no evantaṃ abhiyācāma puna kayirāsi pariyāyaṃ.
Evañce no viharataṃ antarāyo na hessati tuyha vāpi 3- mahārāja mayha vā 4- raṭṭhavaḍḍhana appeva nāma passema ahorattānamaccaye.
|58.1| Udīraṇā ce saṅgatyā bhāvāyamanuvattati. Akāmā akaraṇīyaṃ vā karaṇīyaṃ vāpi krubbati 5- akāmakaraṇīyasmiṃ kavidha pāpena limpati 6- . |58.2| So ce attho ca dhammo ca kalyāṇo na ca pāpako bhoto ce vacanaṃ saccaṃ suhato vānaro mayā. |58.3| Attano ce hi vādassa aparādhaṃ vijāniya 7- @Footnote: 1 Ma. jīyare . 2 Ma. paricārakānaṃ sataṃ . 3 Sī. tumhañcāpi. Yu. tuyhañcāpi. @ 4 Sī. amhaṃ vā. Yu. mayhañca . 5 Ma. kubbati . 6 Ma. lippati. ito paraṃ @īdisameva. 7 Ma. vijāniyā. Na maṃ tvaṃ garaheyyāsi bhoto vādo hi tādiso.
|59.1| Issaro sabbalokassa sace kappeti jīvitaṃ iddhiṃ byasanabhāvañca kammaṃ kalyāṇapāpakaṃ niddesakārī puriso issaro tena limpati. |59.2| So ce attho ca dhammo ca kalyāṇo na ca pāpako bhoto ce vacanaṃ saccaṃ suhato vānaro mayā. Attano ce hi vādassa aparādhaṃ vijāniya 1- na maṃ tvaṃ garaheyyāsi bhoto vādo hi tādiso.
|60.1| Sace pubbekatahetu sukhadukkhaṃ nigacchati porāṇakaṃ kataṃ pāpaṃ tameso muñcate iṇaṃ porāṇakaiṇamokkho kvidha pāpena limpati. |60.2| So ce attho ca dhammo ca kalyāṇo na ca pāpako bhoto ce vacanaṃ saccaṃ suhato vānaro mayā. |60.3| Attano ce hi vādassa aparādhaṃ vijāniya na maṃ tvaṃ garaheyyāsi bhoto vādo hi tādiso.
|61.1| Catunnaṃyevupādāya rūpaṃ sambhoti pāṇinaṃ yato ca rūpaṃ sambhoti tatthevānupagacchati. |61.2| Idheva jīvati jīvo pecca pecca vinassati ucchijjati ayaṃ loko ye bālā ye ca paṇḍitā ucchijjamāne lokasmiṃ kvidha pāpena limpati. @Footnote: 1 Ma. vijāniyā. ito paraṃ īdisameva. |61.3| So ce attho ca dhammo ca kalyāṇo na ca pāpako bhoto ce vacanaṃ saccaṃ suhato vānaro mayā. |61.4| Attano ce hi vādassa aparādhaṃ vijāniya na maṃ tvaṃ garaheyyāsi bhoto vādo hi tādiso.
Āhu khattavidhā 1- loke bālā paṇḍitamānino mātaraṃ pitaraṃ haññe atho jeṭṭhaṃpi bhātaraṃ haneyya puttadāre ca attho ce tādiso siyā.
|63.1| Yassa rukkhassa chāyāya nisīdeyya sayeyya vā na tassa sākhaṃ bhañjeyya mittadubbho 2- hi pāpako. |63.2| Atha atthe samuppanne samūlamapi abbhuhe attho me sambalenāpi suhato vānaro mayā. |63.3| So ce attho ca dhammo ca kalyāṇo na ca pāpako bhoto ce vacanaṃ saccaṃ suhato vānaro mayā. |63.4| Attano ce hi vādassa aparādhaṃ vijāniya na maṃ tvaṃ garaheyyāsi bhoto vādo hi tādiso.
|64.1| Ahetuvādo puriso yo ca issarakuttiko pubbekatī ca ucchedī yo ca khattavidho 3- naro. |64.2| Ete asappurisā loke bālā paṇḍitamānino kareyya tādiso pāpaṃ atho aññampi kāraye @Footnote: 1 Ma. khattavidā . 2 Yu. mittadūbhī . 3 Ma. khattavido. Asappurisasaṃsaggo dukkhanto 1- kaṭukudrayo.
|65.1| Urabbharūpena bakāsu 2- pubbe asaṅkito ajayūthaṃ upeti hantvā uraṇiṃ ajiyaṃ 3- ajañca hantvā sayitvā 4- yenakāmaṃ paleti. |65.2| Tathāvidheke samaṇabrāhmaṇāse chadanaṃ katvā vañcayanti manusse anāsakā thaṇḍilaseyyakā ca rajojallaṃ ukkuṭikappadhānaṃ pariyāyabhattañca apānakattā pāpācārā arahanto vadānā. |65.3| Ete asappurisā loke bālā paṇḍitamānino kareyya tādiso pāpaṃ atho aññampi kāraye asappurisasaṃsaggo dukkhanto kaṭukudrayo. |65.4| Yamāhu natthi vīriyanti hetuñca apavadanti 5- ye parakāraṃ attakārañca ye tucchaṃ samavaṇṇayuṃ. |65.5| Ete asappurisā loke bālā paṇḍitamānino kareyya tādiso pāpaṃ atho aññampi kāraye asappurisasaṃsaggo dukkhanto kaṭukudrayo. |65.6| Sace hi vīriyaṃ nāssa kammaṃ kalyāṇapāpakaṃ @Footnote: 1 Sī. dukkaṭo. ito paraṃ īdisameva . 2 Ma. vakassu. Yu. vakāsu . 3 Ma. @ajikaṃ . 4 Ma. utrāsayitvā . 5 Ma. ahetuñca pavadanti. Na bhare vaḍḍhakiṃ rājā napi yantāni kāraye. |65.7| Yasmā ca vīriyaṃ atthi kammaṃ kalyāṇapāpakaṃ tasmā yantāni kāreti rājā bharati vaḍḍhakiṃ. |65.8| Yadi vassasataṃ devo na vasse na himaṃ pate ucchijjeyya ayaṃ loko vinasseyya ayaṃ pajā. |65.9| Yasmā ca vassatī devo himañcānuphusīyati 1- tasmā sassāni paccanti raṭṭhañca pālayate ciraṃ. |65.10| Gavañce taramānānaṃ jimhaṃ gacchati puṅgavo sabbā tā jimhaṃ gacchanti nette jimhaṃ gate sati. |65.11| Evameva manussesu yo hoti seṭṭhasammato so ce adhammaṃ carati pageva itarā pajā sabbaṃ raṭṭhaṃ dukkhaṃ seti rājā ce hoti adhammiko. |65.12| Gavañce taramānānaṃ ujuṃ gacchati puṅgavo sabbā tā 2- ujuṃ gacchanti 3- nette ujuṃ gate sati. |65.13| Evameva manussesu yo hoti seṭṭhasammato so cepi dhammaṃ carati pageva itarā pajā sabbaṃ raṭṭhaṃ sukhaṃ seti rājā ce hoti dhammiko. |65.14| Mahārukkhassa phalino āmaṃ chindati yo phalaṃ rasañcassa na jānāti bījañcassa vinassati. @Footnote: 1 Ma. himañcānuphusāyati . 2 Ma. gāvī . 3 Ma. yanti. |65.15| Mahārukkhūpamaṃ raṭṭhaṃ adhammena yo pasāsati rasañcassa na jānāti raṭṭhañcassa vinassati. |65.16| Mahārukkhassa phalino pakkaṃ chindati yo phalaṃ rasañcassa vijānāti bījañcassa na nassati. |65.17| Mahārukkhūpamaṃ raṭṭhaṃ dhammena yo pasāsati rasañcassa vijānāti raṭṭhañcassa na nassati. |65.18| Yo ca rājā janapadaṃ adhammena pasāsati sabbosadhībhi so rājā viruddho hoti khattiyo. |65.19| Tatheva negame hiṃsaṃ ye yuttā kayavikkaye ojadānabalīkāre sa kosena virujjhati. |65.20| Pahāravarakhettaññū saṅgāme katanissame ussite hiṃsayaṃ rājā sa balena virujjhati. |65.21| Tatheva isayo hiṃsaṃ saṃyame brahmacāriye 1- adhammacārī khattiyo so saggena virujjhati. |65.22| Yo ca rājā adhammaṭṭho bhariyaṃ hanti adūsakaṃ 2- luddaṃ pasavate ṭhānaṃ 3- puttehi ca virujjhati |65.23| dhammaṃ care jānapade negamesu 4- balesu ca isayo ca na hiṃseyya puttadāre samañcare. |65.24| Sa tādiso bhūmipati raṭṭhapālo akodhano @Footnote: 1 Sī. brahmacārino. Ma. saññate brahmacāriyo . 2 Ma. adūsikaṃ . 3 Sī. pāpaṃ. @ 4 Sī. nigamesu. Sāmante 1- sampakampeti indova asurādhipoti. Mahābodhijātakaṃ tatiyaṃ. ----------- Tassuddānaṃ. Saniḷīnikamavhayano paṭhamo dutiyo pana saummadantīvaro tatiyo pana bodhisirīvhayano kathitā pana tīṇi jinena subhā. Paññāsanipātaṃ niṭṭhitaṃ. -------- @Footnote: 1 Ma. sapatte.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๕๒
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘