มหาโพธิชาดก
ว่าด้วยปฏิปทาของผู้นำ
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๕๒ · บรรทัด ๓๒๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๔ จาก ๔
เรื่องเล่า
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พกาสุ ปุพฺเพ ได้แก่ ในปางก่อนนกยาง. คำว่า อสุ นี้เป็นเพียงนิบาต. พระมหาโพธิปริพาชกกล่าวคำอธิบายไว้ว่า ดูก่อนมหาบพิตร ในกาลก่อน มีนกยางตัวหนึ่ง มีรูปร่างคล้ายแกะหางของมันยาวมาก และมันเอาหางนั้นซุกซ่อนไว้ในระหว่างขา เข้าไปต่อสู้กับฝูงแกะด้วย รูปร่างคล้ายแกะ ไล่ฆ่าแกะทั้งตัวผู้และตัวเมียในที่นั้นแล้ว ก็บินหนีไปด้วยอาการอย่างใด. บทว่า ตถาวิเธเก ความว่า สมณะและพราหมณ์ทั้งหลายบางพวก ก็มีอาการอย่างนั้น ทำการปกปิดคือปิดบังตัวเองด้วยเพศบรรพชิต ทำเป็นทีเหมือนหวังประโยชน์ เที่ยวหลอกลวงชาวโลกด้วยวาจาอันอ่อนหวานเป็นต้น. บทว่า อนาสกา เป็นต้น ท่านกล่าวไว้ เพื่อจะแสดงกิริยาอาการปกปิดของพวกสมณพราหมณ์เหล่านั้น. จริงอยู่ สมณพราหมณ์บางพวกย่อมพากันหลอกลวงพวกมนุษย์ว่า พวกเราถือการไม่กินอาหารเป็นวัตรจึงไม่ต้องให้พวกท่านไปนำอาหารอะไร ๆ มาเลย. บางพวกก็หลอกลวงว่าพวกเราถือการนอนบนแผ่นดินเป็นวัตร. แต่สำหรับบางพวกก็ถือเอาการขัดฟอกธุลีเป็นเครื่องปิดบัง. บางพวกก็ถือการตั้งความเพียรด้วยการเดินกระโหย่งเท้าเป็นวัตร, อธิบายว่า พวกเขาเหล่านั้น เมื่อเวลาเดินไปก็เขย่งตัวขึ้นแล้วกระโหย่งเท้าเดินไป. บางพวกปิดบังตัวด้วยการงดกินอาหารโดยปริยาย คืออดไป ๗ วันบ้าง ๑๐ วันบ้าง จึงบริโภคสักครั้งหนึ่งเป็นต้น. บางพวกเป็นผู้ไม่ยอมดื่มน้ำ พากันกล่าวว่า พวกเราไม่ดื่มน้ำดอก. บทว่า อรหนฺโต วทานาความว่า บุคคลเหล่านั้น เป็นผู้มีความประพฤติเลวทราม พากันเที่ยวพูดอยู่ว่าพวกเราเป็นพระอรหันต์. บทว่า เอเต ความว่า ดูก่อนมหาบพิตร ชนทั้ง๕ คนเหล่านั้น หรือชนเหล่าอื่นที่ชื่อว่ามีทิฏฐิและคติเหมือนอย่างนี้ ชนเหล่านี้แม้ทั้งหมด ชื่อว่า เป็นอสัตบุรุษ. บทว่า ยมาหุ ตัดบทเป็น เย อาหุแปลว่า พวกคนที่กล่าวว่า. บทว่า สเจ หิ วิริยํ นาสฺส ความว่าดูก่อนมหาบพิตร หากว่าความเพียรที่เป็นไปทางกายและทางใจ อันสัมประยุตด้วยญาณไม่พึงมีไซร้ บทว่า กมฺมํ ความว่า ถ้าแม้กรรมดีและกรรมชั่วไม่พึงมีไซร้. บทว่า น ภเร ความว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ พระราชา ไม่ควรทรงชุบเลี้ยงนายช่างไม้ หรือว่าพวกข้าราชการเหล่าอื่นไว้เลย. บทว่า นปิ ยนฺตานิ ความว่า แม้นายช่างไม้ ก็ไม่พึงทำยนต์ทั้งหลายมีปราสาท ๗ ชั้นเป็นต้น. ถามว่า เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะไม่มีความเพียรและการงาน. บทว่า อุจฺฉิชฺเชยฺย ความว่า ดูก่อนมหาบพิตร ถ้าว่าฝนไม่ตก น้ำค้างก็ไม่ตกตลอดกาลเพียงเท่านี้ ถัดจากนั้น โลกนี้ก็พึงขาดสูญ ดุจกาลเป็นที่ตั้งแห่งกัป แต่ขึ้นชื่อว่า ความขาดสูญย่อมไม่มี โดยทำนองที่อุจเฉทวาทีอำมาตย์กล่าวแล้ว. บทว่า ปาลยเต แปลว่า ย่อมเลี้ยง. พระมหาสัตว์กล่าวคาถา ๔คาถามีคำเริ่มต้นว่า ควญฺเจ ตรมานานํ ดังนี้ ก็เพื่อจะแสดงธรรมแก่พระราชาเท่านั้น. พระมหาสัตว์ กล่าวคาถามีคำเริ่มต้นว่า มหารุกฺขสฺส ดังนี้เป็นอาทิ ก็เพื่อจะแสดงธรรมแก่พระราชาเหมือนกัน. บรรดาบทเหล่านั้นบทว่า มหารุกฺขสฺส ได้แก่ ต้นมะม่วงที่มีรสอร่อย. บทว่า อธมฺเมน ได้แก่ โดยตั้งอยู่ในอคติ. บทว่า รสญฺจสฺส น ชานาติ ความว่า พระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่รู้จักรส คือ โอชะแห่งรัฐ ได้แก่ ย่อมไม่ได้ความสมบูรณ์ด้วยความเจริญ. บทว่า วินสฺสติ แปลว่า ย่อมขาดสูญไป. มนุษย์ทั้งหลาย ย่อมพากันทั้งบ้านและนิคมแล้วไปอาศัยสถานที่อันไม่ราบเรียบคือ ภูเขาอันตั้งอยู่ในที่สุดแดน. ทางแห่งความเจริญทั้งหมด ก็ย่อมขาดสูญไป. บทว่า สพฺโพสธีภิ ความว่า พระราชา ย่อมทรงคลาดจากพระโอสถทั้งหมดมีรากไม้ เปลือกไม้ ใบไม้ ดอกไม้ และผลไม้เป็นต้น และพระโอสถมีเนยใส และเนยข้นเป็นต้น ได้แก่ พระโอสถเหล่านั้น ย่อมไม่ถึงพร้อม. ด้วยว่า แผ่นดินของพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมเป็นแผ่นดินที่ปราศจากโอชะ. เพราะแผ่นดินนั้น ปราศจากโอชะเสียแล้ว โอชะแห่งโอสถทั้งหลายจึงไม่มี ได้แก่ โอสถเหล่านั้น ไม่อาจจะรักษาโรคให้หายได้. พระราชาพระองค์นั้น ชื่อว่าเป็นผู้คลาดจากพระโอสถเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้. บทว่าเนคเม ความว่า พระราชา ทรงเบียดเบียน คือ ทรงบีบคั้นพวกกุฏุมพีผู้อยู่ในนิคม. บทว่า เย ยุตฺตา ความว่า อนึ่ง ทรงเบียดเบียนพวกพ่อค้าทางบก และพวกพ่อค้าทางน้ำ ผู้ประกอบการค้าขาย มุ่งหน้าสู่ความเจริญงอกงาม. บทว่า โอชทานพลีกาเร ความว่า ผู้กระทำการถวายโอชะด้วยอำนาจการนำภัณฑะมา และการถวายส่วย แต่ชนบทนั้น ๆ และกระทำพลีกรรมอันต่างชนิดเป็นต้นว่าแบ่งเป็น ๖ ส่วน และ ๑๐ ส่วน. บทว่า ส โกเสนความว่า พระราชาพระองค์นั้น ทรงเบียดเบียนประชาชนเหล่านั้นอยู่ จึงชื่อว่าเป็นพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ชื่อว่า ย่อมเสื่อมจากทรัพย์และธัญญาหารคลาดจากส่วนแห่งพระราชทรัพย์. บทว่า ปหารวรเขตฺตญฺญู ความว่านายขมังธนูผู้รู้เขตแห่งการประหารอย่างดีอย่างนี้ว่า ควรจะยิงไปในที่ตรงนี้ดังนี้. บทว่า สงฺคาเม กตนิสฺสเม คือ นายทหารชั้นผู้ใหญ่ทั้งหลายผู้เสร็จจากการรบในยุทธภูมิ. บทว่า อุสฺสิเต คือ มหาอำมาตย์ผู้เลิศลอยคือมีชื่อเสียงโด่งดัง. บทว่า หึสยํ ได้แก่ ทรงเบียดเบียนเองก็ดี ใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียนก็ดี ซึ่งคนทั้งหลายเห็นปานนี้. บทว่า พเลน ได้แก่ หมู่แห่งกำลัง. จริงอยู่ เหล่าทหารแม้ที่เหลือก็ย่อมละทิ้งพระราชาผู้ทรงประพฤติอย่างนั้นด้วยคิดว่า พระราชาพระองค์นี้ ทรงเบียดเบียน แม้กระทั่งประชาชนผู้มอบราชสมบัติให้แก่พระองค์ ซึ่งเป็นผู้มีอุปการะมากมาย ไฉนจะไม่ทรงเบียดเบียนพวกเราเล่า. พระราชาพระองค์นั้น ชื่อว่า ย่อมผิดพลาดจากหมู่พลด้วยประการฉะนี้. บทว่า ตเถว อิสโย หึสํ ความว่า พระราชาผ้ไม่ประพฤติธรรม ทรงเบียดเบียนบรรพชิตผู้แสวงหาคุณงามความดี ด้วยการด่าและการประหารเป็นต้น เหมือนทรงเบียดเบียนชาวบ้านเป็นต้น ฉะนั้น เมื่อกายแตกตายไปย่อมเข้าถึงอบายแน่นอน คือ ไม่อาจจะไปบังเกิดในสวรรค์ได้ ดังนั้น พระราชาพระองค์นั้นจึงชื่อว่า ย่อมคลาดจากสวรรค์ ด้วยประการฉะนี้. บทว่า ภริยํ หนฺติ อทูสกํ ความว่า พระราชา ทรงเชื่อถ้อยคำของพวกโจรผู้เป็นมิตรเทียมแล้วให้ฆ่าพระชายาผู้มีศีล ผู้เจริญพร้อมด้วยบุตรและธิดา ซึ่งเจริญแล้วในร่มเงาแขนของตน. บทว่า ลุทฺทํ ปสวเต ปาปํ ความว่า พระราชาพระองค์นั้นย่อมประสบ คือ ย่อมสำเร็จผลซึ่งการเข้าถึงนรกของตนเอง. บทว่า ปุตฺเตหิ จ ความว่า พระราชาพระองค์นั้น ย่อมผิดพลาดจากพระโอรสทั้งหลายของพระองค์ในอัตภาพนี้ทีเดียว.
พระมหาสัตว์นั้น กล่าวถึงเรื่องที่พระราชาพระองค์นั้นทรงเชื่อถือถ้อยคำของชนทั้ง ๕ คนเหล่านั้น แล้วจึงให้ฆ่าพระเทวีเสีย และกล่าวถึงเรื่องที่พระราชาพระองค์นั้น ทรงผิดพระทัยกับพระโอรสทั้งหลาย ในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระราชาพระองค์นั้นอย่างนี้ เหมือนจับโจรที่มวยผม ฉะนั้น. จริงอยู่ พระมหาสัตว์ หวังจะข่มขี่พวกอำมาตย์เหล่านั้น หวังจะแสดงธรรมและหวังจะเปิดเผยเรื่องที่พระเทวีถูกพวกอำมาตย์เหล่านั้นฆ่าตาย จึงได้นำเอาถ้อยคำมาถือโอกาสกล่าวเป็นเนื้อความนี้ไว้โดยลำดับ. พระราชา ทรงได้สดับคำของพระมหาสัตว์นั้นแล้ว ก็ทรงทราบชัดถึงความผิดของพระองค์. ลำดับนั้นพระมหาสัตว์ จึงได้ทูลพระราชาให้ทรงทราบว่า ดูก่อนมหาบพิตร ตั้งแต่วันนี้ไป พระองค์อย่าได้ทรงเชื่อถ้อยคำของพวกคนชั่วพวกนี้แล้วกระทำอย่างนี้อีกเลย ดังนี้ เมื่อจะกล่าวสอนพระราชา จึงกล่าวคาถาเป็นต้นว่า ธมฺมญฺจเร ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมญฺจเร ความว่า ธรรมดาว่าพระราชาไม่ควรเบียดเบียนชาวชนบทด้วยพลีกรรมอันไม่เป็นธรรม แต่ควรประพฤติธรรมในชาวชนบท ไม่ควรทำเจ้าของทรัพย์ ให้กลายเป็นคนไม่ใช่เจ้าของทรัพย์ แต่พึงประพฤติธรรมในชาวบ้านทั้งหลาย ไม่ควรลำบากในที่มิใช่ฐานะ แต่พึงประพฤติธรรมในหมู่พลทั้งหลาย ควรหลีกเว้นการฆ่า การจองจำ การด่า และการเสียดสี และให้แต่ปัจจัยแก่บรรพชิตเหล่านั้น ไม่ควรเบียดเบียนบรรพชิตผู้แสวงหาคุณธรรม ควรสถาปนาพระธิดาไว้ในตำแหน่งที่สมควร มุ่งให้พระโอรสทั้งหมดศึกษาเล่าเรียนสรรพศิลปะ ทรงอุปการะเลี้ยงดูโดยชอบธรรม ทรงอนุเคราะห์พระชายาด้วยการทรงมอบความเป็นใหญ่ให้หาเครื่องประดับตกแต่งให้ และทรงยกย่องให้ทัดเทียมเป็นต้น พึงประพฤติให้สม่ำเสมอ ทั้งในพระโอรสและในพระชายา. บทว่า ส ตาทิโส ความว่าพระราชาผู้เป็นเช่นนั้น ไม่ยอมทำลายพระราชประเพณี เสวยพระราชสมบัติโดยธรรม ย่อมทำประชาชนผู้อยู่ใกล้เคียงให้หวั่นไหว ให้สะดุ้ง ให้สะเทือนด้วยพระราชอาชญา และพระเดชานุภาพของพระองค์. คำว่า อินฺโทว นี้ท่านกล่าวไว้เพื่อเป็นคำอุปมา, อธิบายว่า พระราชาพระองค์นั้น ย่อมทำประชาชนผู้อยู่ใกล้เคียงให้หวั่นไหวเหมือนพระอินทร์ผู้ถึงการนับว่า เป็นเจ้าแห่งอสูรตั้งแต่เวลาที่ทรงรบชนะแล้วครอบครองพวกอสูรอยู่ ย่อมทำพวกอสูรผู้เป็นข้าศึกของพระองค์ให้หวั่นไหวอยู่ ฉะนั้น.
พระมหาสัตว์ ครั้นแสดงธรรมแก่พระราชาอย่างนั้นแล้ว จึงไปทูลเชิญพระกุมารทั้ง ๔ พระองค์มาสั่งสอนแล้ว ประกาศถึงกรรมที่ทรงการทำแล้วแด่พระราชา ให้พระราชาทรงยกโทษให้แล้ว ถวายโอวาทแก่ชนทั้งหมดว่าดูก่อนมหาบพิตร จำเดิมแต่นี้ไป พระองค์ยังไม่ทันพิจารณาก่อนแล้ว อย่าได้ทรงถือเอาถ้อยคำของพวกคนผู้มุ่งทำลาย แล้วทำกรรมอันสาหัสเห็นปานนี้อีกเลย ดูก่อนพระกุมารทั้งหลาย แม้พวกท่านก็อย่าได้ประทุษร้ายต่อพระราชาเลย. ลำดับนั้น พระราชา จึงตรัสกะพระมหาสัตว์ว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าผิดในพวกพระโอรส และพระเทวี เพราะได้อาศัยอำมาตย์เหล่านี้ มัวแต่เชื่อฟังถ้อยคำของพวกมัน จึงได้กระทำบาปกรรมถึงเพียงนี้ ข้าพเจ้าจะฆ่าอำมาตย์ทั้ง ๕ คนเหล่านั้นเสีย. พระมหาสัตว์ ชี้แจงถวายว่า ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์อย่าได้กระทำถึงอย่างนั้นเลย. พระราชาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าจะให้ตัดมือและเท้าของพวกมันเสีย. พระมหาสัตว์ทูลว่า แม้กรรมอย่างนี้ก็ไม่ควรกระทำอีก. พระราชา ทรงรับว่า ดีละ ท่านผู้เจริญ ดังนี้แล้ว ทรงรับสั่งให้ริบทรัพย์สมบัติทั้งหมดเหล่านั้น แล้วทรงให้โกนผมเอาไว้แหยม ๕ แหยมจองจำด้วยขื่อคาและลาดด้วยโคมัยแล้ว ให้ขับไล่ออกไปจากแว่นแคว้น. แม้พระโพธิสัตว์พักอยู่ในที่นั้นสองสามวันแล้ว ถวายโอวาทแด่พระราชาว่าขอพระองค์ จงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ดังนี้แล้ว ก็กลับไปยังหิมวันต์ตามเดิมทำฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว เจริญพรหมวิหารอยู่จนตลอดชีวิต พอสิ้นชีพก็ได้เข้าถึงพรหมโลก.
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในปางก่อน ตถาคตก็เป็นผู้มีปัญญาย่ำยีเสียซึ่งถ้อยคำข่มขี่ของผู้อื่นเสียได้เหมือนกัน ดังนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่าอำมาตย์เจ้าความเห็นทั้ง ๕ คน ในกาลนั้น ได้เป็นปูรณกัสสปะ มักขลิโคสาละปกุธกัจจานะ อชิตเกสกัมพล และนิครนถ์นาฏบุตรในกาลนี้ สุนัขสีเหลืองได้เป็นพระอานนท์, ส่วนพระมหาโพธิปริพาชก ก็คือเราตถาคตนั้นเองฉะนี้แล.
จบอรรถกถามหาโพธิชาดก จบอรรถกถาปัญญาสนิบาต ด้วยประการฉะนี้
รวมชาดกในปัญญาสนิบาตนั้นมี ๓ ชาดก คือ
๑. นฬินิกาชาดก ๒. อุมมาทันตีชาดก ๓. มหาโพธิชาดกสุภกถาพระชินเจ้าตรัสแล้วเป็น ๓ ชาดก และอรรถกถา.
สัฏฐินิบาตชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๘๔–๑๑๙ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
ปัญญาสนิบาตชาดก ๑๔ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๔ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Kinnu daṇḍaṃ kimājinaṃ kiṃ chattaṃ kiṃ upāhanaṃ kiṃ aṅkusañca pattañca saṅghāṭiñcāpi brāhmaṇa taramānarūpo gaṇhāsi kinnu patthayase disaṃ.
|53.1| Dvādasetāni vassāni vasitāni tavantike nābhijānāmi soṇena piṅgalenābhikūjitaṃ. |53.2| Svāyaṃ dittova nadati sukkadāṭhaṃ vidaṃsayaṃ tava sutvā sabhariyassa vītasaddhassa maṃ pati.
Ahu esa kato doso yathā bhāsasi brāhmaṇa esa bhiyyo pasīdāmi vasa brāhmaṇa mā gamā.
|55.1| Sabbaseto pure āsi tatopi sabalo ahu sabbalohitakodāni kālo pakkamituṃ mama. |55.2| Abbhantaraṃ pure āsi tato majjhe tato bahi purā niddhamanā hoti sayameva vajāmahaṃ. |55.3| Vītasaddhaṃ na seveyya udapānaṃvanodakaṃ sacepi naṃ anukhaṇe vārikaddamagandhikaṃ. |55.4| Pasannameva seveyya appasannaṃ vivajjaye pasannaṃ payirupāseyya rahadaṃvudakatthiko. |55.5| Bhaje bhajantaṃ purisaṃ abhajantaṃ na bhajjaye asappurisadhammo so yo bhajantaṃ na bhajjati. |55.6| Yo bhajantaṃ na bhajati sevamānaṃ na sevati save manussapāpiṭṭho migo sākhassito yathā. |55.7| Accābhikkhaṇasaṃsaggā asamo saraṇena ca etena mittā jīranti akāle yācanāya ca. |55.8| Tasmā nābhikkhaṇaṃ gacche na ca gacche cirāciraṃ kālena yācaṃ yāceyya evaṃ mittā na jirare 1- . |55.9| Aticiraṃ nivāsena piyo bhavati appiyo āmanta kho taṃ gacchāma purā te homa appiyā.
Evaṃ ce yācamānānaṃ añjaliṃ nāvabujjhasi paricārikānaṃ sattānaṃ 2- vacanaṃ na karosi no evantaṃ abhiyācāma puna kayirāsi pariyāyaṃ.
Evañce no viharataṃ antarāyo na hessati tuyha vāpi 3- mahārāja mayha vā 4- raṭṭhavaḍḍhana appeva nāma passema ahorattānamaccaye.
|58.1| Udīraṇā ce saṅgatyā bhāvāyamanuvattati. Akāmā akaraṇīyaṃ vā karaṇīyaṃ vāpi krubbati 5- akāmakaraṇīyasmiṃ kavidha pāpena limpati 6- . |58.2| So ce attho ca dhammo ca kalyāṇo na ca pāpako bhoto ce vacanaṃ saccaṃ suhato vānaro mayā. |58.3| Attano ce hi vādassa aparādhaṃ vijāniya 7- @Footnote: 1 Ma. jīyare . 2 Ma. paricārakānaṃ sataṃ . 3 Sī. tumhañcāpi. Yu. tuyhañcāpi. @ 4 Sī. amhaṃ vā. Yu. mayhañca . 5 Ma. kubbati . 6 Ma. lippati. ito paraṃ @īdisameva. 7 Ma. vijāniyā. Na maṃ tvaṃ garaheyyāsi bhoto vādo hi tādiso.
|59.1| Issaro sabbalokassa sace kappeti jīvitaṃ iddhiṃ byasanabhāvañca kammaṃ kalyāṇapāpakaṃ niddesakārī puriso issaro tena limpati. |59.2| So ce attho ca dhammo ca kalyāṇo na ca pāpako bhoto ce vacanaṃ saccaṃ suhato vānaro mayā. Attano ce hi vādassa aparādhaṃ vijāniya 1- na maṃ tvaṃ garaheyyāsi bhoto vādo hi tādiso.
|60.1| Sace pubbekatahetu sukhadukkhaṃ nigacchati porāṇakaṃ kataṃ pāpaṃ tameso muñcate iṇaṃ porāṇakaiṇamokkho kvidha pāpena limpati. |60.2| So ce attho ca dhammo ca kalyāṇo na ca pāpako bhoto ce vacanaṃ saccaṃ suhato vānaro mayā. |60.3| Attano ce hi vādassa aparādhaṃ vijāniya na maṃ tvaṃ garaheyyāsi bhoto vādo hi tādiso.
|61.1| Catunnaṃyevupādāya rūpaṃ sambhoti pāṇinaṃ yato ca rūpaṃ sambhoti tatthevānupagacchati. |61.2| Idheva jīvati jīvo pecca pecca vinassati ucchijjati ayaṃ loko ye bālā ye ca paṇḍitā ucchijjamāne lokasmiṃ kvidha pāpena limpati. @Footnote: 1 Ma. vijāniyā. ito paraṃ īdisameva. |61.3| So ce attho ca dhammo ca kalyāṇo na ca pāpako bhoto ce vacanaṃ saccaṃ suhato vānaro mayā. |61.4| Attano ce hi vādassa aparādhaṃ vijāniya na maṃ tvaṃ garaheyyāsi bhoto vādo hi tādiso.
Āhu khattavidhā 1- loke bālā paṇḍitamānino mātaraṃ pitaraṃ haññe atho jeṭṭhaṃpi bhātaraṃ haneyya puttadāre ca attho ce tādiso siyā.
|63.1| Yassa rukkhassa chāyāya nisīdeyya sayeyya vā na tassa sākhaṃ bhañjeyya mittadubbho 2- hi pāpako. |63.2| Atha atthe samuppanne samūlamapi abbhuhe attho me sambalenāpi suhato vānaro mayā. |63.3| So ce attho ca dhammo ca kalyāṇo na ca pāpako bhoto ce vacanaṃ saccaṃ suhato vānaro mayā. |63.4| Attano ce hi vādassa aparādhaṃ vijāniya na maṃ tvaṃ garaheyyāsi bhoto vādo hi tādiso.
|64.1| Ahetuvādo puriso yo ca issarakuttiko pubbekatī ca ucchedī yo ca khattavidho 3- naro. |64.2| Ete asappurisā loke bālā paṇḍitamānino kareyya tādiso pāpaṃ atho aññampi kāraye @Footnote: 1 Ma. khattavidā . 2 Yu. mittadūbhī . 3 Ma. khattavido. Asappurisasaṃsaggo dukkhanto 1- kaṭukudrayo.
|65.1| Urabbharūpena bakāsu 2- pubbe asaṅkito ajayūthaṃ upeti hantvā uraṇiṃ ajiyaṃ 3- ajañca hantvā sayitvā 4- yenakāmaṃ paleti. |65.2| Tathāvidheke samaṇabrāhmaṇāse chadanaṃ katvā vañcayanti manusse anāsakā thaṇḍilaseyyakā ca rajojallaṃ ukkuṭikappadhānaṃ pariyāyabhattañca apānakattā pāpācārā arahanto vadānā. |65.3| Ete asappurisā loke bālā paṇḍitamānino kareyya tādiso pāpaṃ atho aññampi kāraye asappurisasaṃsaggo dukkhanto kaṭukudrayo. |65.4| Yamāhu natthi vīriyanti hetuñca apavadanti 5- ye parakāraṃ attakārañca ye tucchaṃ samavaṇṇayuṃ. |65.5| Ete asappurisā loke bālā paṇḍitamānino kareyya tādiso pāpaṃ atho aññampi kāraye asappurisasaṃsaggo dukkhanto kaṭukudrayo. |65.6| Sace hi vīriyaṃ nāssa kammaṃ kalyāṇapāpakaṃ @Footnote: 1 Sī. dukkaṭo. ito paraṃ īdisameva . 2 Ma. vakassu. Yu. vakāsu . 3 Ma. @ajikaṃ . 4 Ma. utrāsayitvā . 5 Ma. ahetuñca pavadanti. Na bhare vaḍḍhakiṃ rājā napi yantāni kāraye. |65.7| Yasmā ca vīriyaṃ atthi kammaṃ kalyāṇapāpakaṃ tasmā yantāni kāreti rājā bharati vaḍḍhakiṃ. |65.8| Yadi vassasataṃ devo na vasse na himaṃ pate ucchijjeyya ayaṃ loko vinasseyya ayaṃ pajā. |65.9| Yasmā ca vassatī devo himañcānuphusīyati 1- tasmā sassāni paccanti raṭṭhañca pālayate ciraṃ. |65.10| Gavañce taramānānaṃ jimhaṃ gacchati puṅgavo sabbā tā jimhaṃ gacchanti nette jimhaṃ gate sati. |65.11| Evameva manussesu yo hoti seṭṭhasammato so ce adhammaṃ carati pageva itarā pajā sabbaṃ raṭṭhaṃ dukkhaṃ seti rājā ce hoti adhammiko. |65.12| Gavañce taramānānaṃ ujuṃ gacchati puṅgavo sabbā tā 2- ujuṃ gacchanti 3- nette ujuṃ gate sati. |65.13| Evameva manussesu yo hoti seṭṭhasammato so cepi dhammaṃ carati pageva itarā pajā sabbaṃ raṭṭhaṃ sukhaṃ seti rājā ce hoti dhammiko. |65.14| Mahārukkhassa phalino āmaṃ chindati yo phalaṃ rasañcassa na jānāti bījañcassa vinassati. @Footnote: 1 Ma. himañcānuphusāyati . 2 Ma. gāvī . 3 Ma. yanti. |65.15| Mahārukkhūpamaṃ raṭṭhaṃ adhammena yo pasāsati rasañcassa na jānāti raṭṭhañcassa vinassati. |65.16| Mahārukkhassa phalino pakkaṃ chindati yo phalaṃ rasañcassa vijānāti bījañcassa na nassati. |65.17| Mahārukkhūpamaṃ raṭṭhaṃ dhammena yo pasāsati rasañcassa vijānāti raṭṭhañcassa na nassati. |65.18| Yo ca rājā janapadaṃ adhammena pasāsati sabbosadhībhi so rājā viruddho hoti khattiyo. |65.19| Tatheva negame hiṃsaṃ ye yuttā kayavikkaye ojadānabalīkāre sa kosena virujjhati. |65.20| Pahāravarakhettaññū saṅgāme katanissame ussite hiṃsayaṃ rājā sa balena virujjhati. |65.21| Tatheva isayo hiṃsaṃ saṃyame brahmacāriye 1- adhammacārī khattiyo so saggena virujjhati. |65.22| Yo ca rājā adhammaṭṭho bhariyaṃ hanti adūsakaṃ 2- luddaṃ pasavate ṭhānaṃ 3- puttehi ca virujjhati |65.23| dhammaṃ care jānapade negamesu 4- balesu ca isayo ca na hiṃseyya puttadāre samañcare. |65.24| Sa tādiso bhūmipati raṭṭhapālo akodhano @Footnote: 1 Sī. brahmacārino. Ma. saññate brahmacāriyo . 2 Ma. adūsikaṃ . 3 Sī. pāpaṃ. @ 4 Sī. nigamesu. Sāmante 1- sampakampeti indova asurādhipoti. Mahābodhijātakaṃ tatiyaṃ. ----------- Tassuddānaṃ. Saniḷīnikamavhayano paṭhamo dutiyo pana saummadantīvaro tatiyo pana bodhisirīvhayano kathitā pana tīṇi jinena subhā. Paññāsanipātaṃ niṭṭhitaṃ. -------- @Footnote: 1 Ma. sapatte.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๕๒
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘