กุสชาดก
ว่าด้วยพระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๙๔ · บรรทัด ๗๓๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๕ จาก ๘
เรื่องเล่า
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า. มุทุลกฺขเณ ได้แก่ หฤทัยของเธอประกอบด้วยลักษณะแห่งหญิงผู้อ่อนโยน. บทว่า โย คือ โย อหํ. บทว่าติโรชนปทาคโต ความว่า ตั้งแต่ฉันมาจากแว่นแคว้นภายนอกอยู่ในวังของเธอ ยังไม่ได้ความชื่นชมแม้แต่เพียงการต้อนรับเลย ฉันจึงเข้าใจอย่างนี้ว่าเธอคงเอาหินเข้าไปวางไว้ในหัวใจของเธอเป็นแน่ เพราะเธอห้ามการบังเกิดขึ้นแห่งความรักในตัวฉันเสียได้. บทว่า ภูกุฏึ กตฺวา ได้แก่ ทำหน้าผากยืนยู่ยี่เหมอนเถาวัลย์ด้วยความโกรธ. บทว่า อาฬาริโก ความว่า พระเจ้ากุสราชตรัสว่า ในขณะนั้น ฉันก็คงเป็นพนักงานเครื่องต้น คล้ายกับทาสผู้ปรุงภัตรในภายในบุรี ของพระเจ้ามัททราช ฉะนั้น. บทว่า อุมฺหายมานา ได้แก่ แสดงอาการร่าเริง คือยิ้มแย้มแจ่มใส. บทว่า ราชา โหม ความว่าในขณะนั้น ฉันก็จะเป็นเหมือนพระราชาผู้เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครกุสาวดีเพราะเหตุไร น้องจึงหยาบคายอย่างนี้ ดูก่อนพระนางผู้เจริญ ทั้งแต่นี้ต่อไปขอพระน้องนางอย่าได้ทรงกระทำแบบนี้อีกเลยนะ.
พระนางได้ทรงสดับพระดำรัสของพระเจ้ากุสราชนั้นแล้ว จึงทรงดำริว่า พระเจ้ากุสราชนี้ยิ่งพูดยิ่งติดแน่นหนักขึ้น เราจักพูดมุสาวาท ให้ท้าวเธอหนีไปเสียจากที่นี้โดยอุบาย จึงตรัสคาถาว่า
ก็ถ้าถ้อยคำของโหรทั้งหลาย จักเป็นจริงไซร้ พระองค์คงไม่ใช่พระสวามีของหม่อมฉันแน่แท้ เขา เหล่านั้น คงจะบั่นเราออกเป็น ๗ ท่อนแน่.
เนื้อความแห่งพระคาถานั้น มีอธิบายว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พวกหมอดูเป็นอันมาก เมื่อถูกถามว่า พระเจ้ากุสราชเป็นพระสวามีของฉันหรือไม่เป็น ดังนี้ พวกหมอดูเหล่านั้น ก็จะทำนายว่า ทราบว่าท่านทั้งหลายจงบั่นเราออกเป็น ๗ ท่อนเถิด ท่านจักไม่เป็นพระสวามีของฉันเป็นแน่แท้.
พระราชา ได้ทรงสดับถ้อยคำนั้นแล้ว เมื่อจะทรงคัดค้านพระนางจึงตรัสว่า ดูก่อนพระนางผู้เจริญ หากว่าฉันจะถามหมอดูในบ้านเมืองของฉันบ้าง พวกหมอดูเหล่านั้นต้องพยากรณ์ว่า ขึ้นชื่อว่า พระสวามีของเธอ นอกจากพระเจ้ากุสราช ผู้มีพระสุรเสียงดุจราชสีห์แล้ว จะเป็นคนอื่นไปไม่มีเลย แม้ฉันเอง ก็ต้องกล่าวกะพวกญาติและมิตรของฉันอย่างนี้เหมือนกัน ดังนี้แล้วจึงตรัสพระคาถาต่อไปอีกว่า
ก็ถ้าถ้อยคำของโหรเหล่าอื่น หรือของหม่อมฉัน จักเป็นจริงไซร้ พระสวามีของเธอ นอกจากพระเจ้า กุสราช ผู้มีพระสุรเสียงดุจราชสีห์ จะเป็นคนอื่นไป ไม่มีเลย.
เนื้อความแห่งพระคาถานั้น มีอธิบายว่า ก็ถ้าถ้อยคำของพวกหมอดูเหล่าอื่นเป็นความจริง ขึ้นชื่อว่า พระสวามีของเธอจะเป็นคนอื่นไปไม่ได้เลย.
พระนางทรงสดับถ้อยคำของพระเจ้ากุสราชนั้นแล้ว จึงทรงดำริว่าเราไม่สามารถที่จะให้พระเจ้ากุสราชนี้ ทรงละอายหรือหนีพ้นไปได้เลย พระเจ้ากุสราชนี้ จะมีประโยชน์อะไรแก่เรา จึงทรงปิดพระทวาร ไม่ทรงแสดงพระองค์. แม้พระเจ้ากุสราชนั้น ก็ทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยกลับลงมาแล้วตั้งแต่นั้น ก็ไม่ได้ทรงพบเห็นพระนางได้อีกเลย. พระองค์ทรงการทำการงานหน้าที่ผู้จัดแจงภัตร แสนจะสำบากเป็นอย่างยิ่ง เสวยภัตตาหารเช้าแล้ว ต้องทรงผ่าฟืน ล้างภาชนะใหญ่น้อยเสร็จแล้ว เสด็จไปตักน้ำด้วยหาบ เมื่อจะบรรทมก็บรรทมที่ข้างหลังรางน้ำ ตื่นบรรทมก็ตื่นแต่เช้าตรู่ทีเดียว ทรงต้มข้าวยาคูเป็นต้น ทรงหาบไปเองให้พระราชธิดาทั้งหลายเสวย แต่พระองค์ต้องทรงเสวยทุกข์อย่างสาหัสเช่นนี้ ก็เพราะอาศัยความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิดเพลินติดใจในกามารมณ์. วันหนึ่งพระองค์ทอดพระเนตรเห็นนางค่อมเดินไปข้างประตูห้องเครื่อง จึงตรัสเรียกมา แต่นางค่อมนั้นก็ไม่อาจจะไปเฝ้าพระองค์ได้ เพราะเธอกลัวพระนางประภาวดี จึงรีบเดินหนีไป. ลำดับนั้นพระองค์จึงรีบเสด็จติดตามไปทัน แล้วตรัสทักนางค่อมนั้นว่า ค่อมเอ๋ย. นางค่อมนั้นเหลียวกลับมายืนอยู่แล้ว ถามว่า นั่นใคร แล้วทูลว่า หม่อมฉันไม่ทันได้ยินว่าเป็นพระสุรเสียงของพระองค์. ลำดับนั้น พระเจ้ากุสราชจึงตรัสกะนางค่อมนั้นว่า แน่ะค่อมเอ่ย แหม ! นายของเจ้าช่างจิตใจแข็งเหลือเกินนะ เรามาอยู่ในพระราชวังของพวกเจ้าตลอดกาลเพียงเท่านี้ ยังไม่ได้แม้เพียงการถามข่าวถึงความไม่มีโรคเลย เรื่องอะไรจักให้ไทยธรรม ข้อนั้นจงยกไว้ก่อนเถิดก็แต่ว่าเจ้าควรจักกระทำพระนางประภาวดีของเราให้ใจอ่อนแล้ว ให้ได้พบกับเราบ้างเถิด. นางค่อมรับพระราชดำรัสแล้ว. ลำดับนั้น พระเจ้ากุสราชจึงตรัสหยอกเย้านางค่อมว่า ถ้าเจ้าสามารถที่จะให้เราได้พบพระนางประภาวดีนั้นได้เราจักทำความค่อมของเจ้าให้ตรงแล้ว จักให้สายสร้อยคอเส้นหนึ่ง ดังนี้แล้วจึงตรัสพระคาถา ๕ พระคาถา ดังต่อไปนี้ว่า
แน่ะนางขุชชา เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว จักให้นายช่างทำเครื่องประดับคอทองคำให้แก่เจ้า ถ้า เจ้าทำให้พระนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงามดังงวงช้าง ให้แลดูเราได้ แน่ะนางขุชชา เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดี แล้ว จักให้นายช่างทำเครื่องประดับคอทองคำให้แก่เจ้า ถ้าเจ้าทำพระนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงามดังงวงช้าง ให้เจรจากับเราได้ แน่ะนางขุชชา เรากลับไปถึงกรุง กุสาวดีแล้ว จักให้นายช่างทำเครื่องประดับคอทองคำ ให้แก่เจ้า ถ้าเจ้าทำพระนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงาม ดังงวงช้างให้ยิ้มแย้มแก่เราได้ แน่ะนางขุชชา เรากลับ ไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว จักให้นายช่างทำเครื่องประดับ คอทองคำให้แก่เจ้า ถ้าเจ้าทำพระนางประภาวดีผู้มี ขาอ่อนงามดังงวงช้างให้หัวเราะร่าเริงแก่เราได้ แน่ะ นางขุชชา เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว จักให้นาย ช่างทำเครื่องประดับคอทองคำให้แก่เจ้า ถ้าเจ้าทำ พระนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงามดังงวงช้าง ให้มา ลูบคลำจับตัวเรา ด้วยมือของเธอได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เนกฺขํ คีวนฺเต ความว่า เราจักให้ช่างทำคอของเจ้า ให้เป็นทองคำทั้งหมดทีเดียว. บาลีว่า เราจักทำทองคำที่คอดังนี้ก็มี. อธิบายว่า เราจักประดับเครื่องประดับอันสำเร็จด้วยทองคำที่คอของเจ้า. บทว่า โอโลเกยฺย ความว่า ถ้าพระนางประภาวดี พึงแลดูเราตามคำพูดของเจ้า คือ ถ้าเจ้าจักสามารถให้พระนางมองดูเราได้. แม้ในบทเป็นต้นว่า พึงให้พระนางเจรจากับเราได้ ก็มีนัยเหมือนกันนี้ทีเดียว. ส่วนในบทว่า อุมฺหาเยยฺย ความว่า พึงหัวเราะด้วยการหัวเราะเบา ๆ. บทว่า ปมฺหาเยยฺย ความว่า พึงหัวเราะด้วยการหัวเราะดัง ๆ.
นางค่อมนั้น ได้ฟังถ้อยคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว จึงทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอเชิญพระองค์เสด็จกลับไปเถิด อีกประมาณสัก ๒-๓วัน หม่อมฉันจักกระทำพระนางให้อยู่ในอำนาจของพระองค์ พระองค์คอยทอดพระเนตรความพยายามของหม่อมฉันเถิด ดังนี้แล้ว จึงตรวจตราดูหน้าที่การงานของคนนั้นเสร็จแล้ว จึงไปยังพระตำหนักของพระนางประภาวดี ทำที่เหมือนว่าปัดกวาดห้องที่ประทับของพระนาง เก็บแม้ก้อนดินที่พอจะใช้ขว้างได้ไม่ให้เหลือเลย โดยที่สุดแม้กระทั่งรองเท้า ก็นำออกไปแล้วเก็บกวาดห้องทั้งหมด จัดตั้งที่นั่งสูงคร่อมระหว่างธรณีประตูห้อง ลาดตั่งต่ำอันหนึ่งเพื่อพระนางประภาวดี แล้วทูลว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า เชิญพระแม่เจ้าเสด็จมาเถิดหม่อมฉันจักหาเหาบนศีรษะของพระแม่เจ้าให้ แล้วเชิญให้พระนางประทับนั่งบนตั่งต่ำนั้น วางศีรษะของพระนางไว้ในระหว่างแห่งขาของตนแล้ว เลือกหาไข่เหาสักประเดี๋ยวหนึ่งก็ทูลว่า ตายจริง บนศีรษะของพระแม่เจ้านี้ มีเหามากมายเหลือเกิน แล้วหยิบเอาเหาจากศีรษะของตน ออกมาวางไว้บนพระหัตถ์ของพระนาง แล้วทูลด้วยถ้อยคำอันเป็นที่รักว่า ขอพระแม่เจ้าจงทอดพระเนตรเหาบนศีรษะของพระแม่เจ้าซิว่า มีประมาณเท่าไร เมื่อจะกล่าวถึงคุณงามความดีของพระมหาสัตว์เจ้า (พระเจ้ากุสราช) จึงกราบทูลเป็นคาถาว่า
พระราชบุตรพระองค์นี้ คงไม่ได้ประสบแม้ ความสำราญในสำนักแห่งพระเจ้ากุสราชเสียเลยเป็นแน่ พระนางจึงไม่ทรงกระทำ แม้เพียงการปฏิสันถาร ใน บุรุษผู้เป็นเจ้าพนักงานเครื่องต้น เป็นคนรับใช้ที่ไม่ ต้องการด้วยค่าจ้าง.
เนื้อความแห่งคาถานั้น มีอธิบายว่า พระราชบุตรีพระองค์นี้ ย่อมไม่ได้ความสุขสำราญแม้มีประมาณเล็กน้อย ด้วยเครื่องระเบียบดอกไม้ของหอมเครื่องลูบไล้ ผ้า และเครื่องประดับจากในพระราชวังของพระเจ้ากุสราช ผู้เป็นจอมแห่งประชาชน ในพระนครกุสาวดี ในกาลก่อนแม้สักอย่างเดียวเลยแม้วัตถุเพียงว่าหมากพลูที่พระเจ้ากุสราช จะพระราชทานแก่พระนางนี้ ก็คงจักไม่เคยมีเลย. เพราะเหตุไร ? เพราะธรรมดาว่าผู้หญิงทั้งหลาย ย่อมไม่อาจที่จะทำลายหัวใจ ในสามีผู้นอนทับอวัยวะแม้ในวันหนึ่งได้. ส่วนพระราชบุตรีนี้ ย่อมไม่การทำแม้เพียงว่าการปฏิสันถาร ในบุรุษผู้เป็นพนักงานเครื่องต้น ผู้รับจ้าง คือในบุรุษคนหนึ่ง ผู้เข้าถึงความเป็นผู้จัดแจงภัตร แสดงถึงว่าเป็นคนรับจ้าง แต่ไม่มีความต้องการแม้ด้วยราคาค่าจ้าง ละราชสมบัติมายอมเสวยทุกข์อยู่อย่างนี้ เพราะอาศัยพระแม่เจ้าผู้เดียวเท่านั้น ข้าแต่พระแม่เจ้าถ้าแม้พระแม่เจ้าไม่มีความรัก ในพระเจ้ากุสราชนั้น พระราชาผู้เลิศเด่นในชมพูทวีปทั้งหมด ก็จะทรงลำบากเพราะอาศัยพระแม่เจ้า เพราะฉะนั้น ขอพระแม่เจ้าควรจะพระราชทานอะไร ๆ สักเล็กน้อยแด่พระเจ้ากุสราชนั้นบ้างเถิด.
พระนางประภาวดี ได้ทรงสดับถ้อยคำนั้นแล้ว ก็ทรงโกรธกริ้วต่อนางค่อม. ลำดับนั้น นางค่อมจึงคว้าพระนางที่พระศอจับเหวี่ยงเข้าไปในห้องส่วนตนยืนอยู่ข้างนอกปิดประตูแล้ว ฉุดเชือกสำหรับชักลูกดาลมาเก็บไว้. พระนางประภาวดีไม่อาจจะทรงจับเชือกนั้นได้ ประทับยืนอยู่ที่ใกล้พระทวารเมื่อไม่อาจจะทรงเปิดประตูได้ จึงตรัสพระคาถานอกนี้ว่า
นางขุชชานี้ เห็นจะไม่ต้องถูกตัดลิ้นด้วยมีดอัน คมเป็นแน่ จึงมาพูดคำหยาบช้าอย่างนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุนิสิเตน ได้แก่ ด้วยมีดอันคมกริบที่ลับไว้แล้ว เป็นอย่างดี. บทว่า เอวํ ทุพฺภาสิตํ ความว่า นางชุชชานี้มากล่าวอยู่ซึ่งถ้อยคำอันเป็นทุพภาษิต ไม่สมควรที่ใคร ๆ จะพึงฟังได้อย่างนี้.
ลำดับนั้น นางค่อมก็ยังคงถือเชือกสำหรับชักดาลยืนอยู่นั่นแลทูลว่าข้าแต่แม่เจ้าผู้หาบุญมิได้ ผู้ว่ายาก รูปร่างของท่านจักกระทำอะไรได้ เราทั้งหลายจักกินรูปร่างของท่านเลี้ยงชีวิตได้หรือ เมื่อจะประกาศคุณงามความดีของพระโพธิสัตว์เจ้า ด้วยคาถา ๑๓ คาถา จึงกล่าวคาถาอันมีนามว่า ขุชชาครรชิต (ถ้อยคำข่มขู่ของนางค่อม) ดังต่อไปนี้
ข้าแต่พระนางประภาวดี พระนางอย่าทรงเทียบ พระเจ้ากุสราชนั้น ด้วยพระรูปอันเลอโฉมของ พระนางซิ ข้าแต่พระนางผู้มีความรุ่งเรือง พระนาง จงกระทำไว้ในพระทัยว่า พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น ทรงมีพระอิสริยยศอันเกรียงไกร แล้วจงกระทำความ รักในพระเจ้ากุสราช ผู้มีความงามชนิดนี้ ข้าแต่ พระนางประภาวดี พระนางอย่าทรงเทียบพระเจ้า กุสราชพระองค์นั้น ด้วยพระรูปอันเลอโฉมของพระนางซิ ข้าแต่พระนางผู้มีความรุ่งเรือง พระนางจง กระทำไว้ในพระทัยว่า พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น ทรงมีพระราชทรัพย์เป็นอันมาก ข้าแต่พระนาง ประภาวดี พระนางอย่าทรงเทียบพระเจ้ากุสราช พระองค์นั้น ด้วยพระรูปอันเลอโฉมของพระนางซิ ข้าแต่พระนางผู้มีความรุ่งเรือง พระนางจงกระทำไว้ ในพระทัยว่า พระเจ้ากุสราชนั้นทรงมีทแกล้วทหาร มาก...ทรงมีพระราชอาณาจักรกว้างใหญ่...ทรงเป็น พระมหาราช ... ทรงนี้พระสุรเสียงเหมือนเสียงราชสีห์ ...ทรงมีพระสุรเสียงไพเราะ. ...ทรงมีพระสุรเสียง หยดย้อย ... ทรงมีพระสุรเสียงกลมกล่อม ... ทรงมี พระสุรเสียงอ่อนหวาน... ทรงชำนาญทางศิลปะตั้งร้อย อย่าง... ทรงเป็นกษัตริย์ ... พระแม้เจ้าประภาวดี พระนางอย่าทรงเทียบพระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น ด้วย พระรูปอันเลอโฉมของพระนางซิ พระนางจงกระทำ ไว้ในพระทัยว่า พระราชาพระองค์นั้น มีพระนาม เหมือนกับหญ้าคา ที่ท้าวสักกะทรงประทานแล้ว จง กระทำความรักในพระเจ้ากุสราช ผู้มีความงามอันนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหนปภาวติ ความว่า แน่ะพระนางประภาวดี แม่อย่าได้เปรียบเทียบพระเจ้ากุสราช ผู้เป็นจอมแห่งชนด้วยความเลอเลิศ และความเสื่อมโทรม ด้วยพระรูปของตนอย่างนี้ คือว่า จงถือเอาประมาณอย่างนี้. บทว่า มหายโส ความว่าแม่จงทำไว้ในพระทัยอย่างนี้ว่า พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น ทรงมีอานุภาพมาก. บทว่า รุจิเร ได้แก่ ในการเห็นสิ่งอันเป็นที่รัก. บทว่า กรสฺสุ ความว่า นางค่อมกล่าวว่า แม่เจ้าจงกระทำตัวให้เป็นที่รักแก่พระเจ้ากุสราชนั้น. ในข้อความทั้งหมดก็มีนัยเหมือนกันนี้ทีเดียว. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า มหายโสได้แก่ มีบริวารมากมาย. บทว่า มหทฺธโน ได้แก่ มีโภคะมากมาย. บทว่า มหพฺพโล ได้แก่ มีเรี่ยวแรงมาก. บทว่า มหารฏฺโ ได้แก่ มีรัฐไพบูลย์. บทว่า มหาราชา ได้แก่ เป็นพระราชาผู้เลิศเด่นในชมพูทวีปทั้งสิ้น. บทว่า สีหสฺสโร ได้แก่ มีเสียงเสมอด้วยเสียงแห่งราชสีห์. บทว่า วคฺคุสฺสโร ได้แก่ มีเสียงประกอบด้วยลีลาศ. บทว่า พินฺทุสฺสโร ได้แก่ มีเสียงกลมไม่แตก. บทว่า มญฺชุสฺสโร ได้แก่ มีเสียงดี. บทว่า มธุรสฺสโร ได้แก่มีเสียงอันประกอบด้วยความอ่อนหวาน. บทว่า สตสิปฺโป ได้แก่ พระองค์ที่ศิลปะตั้งหลายร้อยอย่าง ซึ่งมิได้ทรงศึกษาในสำนักของชนเหล่าอื่น สำเร็จขึ้นเองโดยกำลังความสามารถของพระองค์เอง. บทว่า ขตฺติโย ได้แก่ เป็นกษัตริย์ผู้บริสุทธิ์ไม่ได้เจือปน เกิดแล้วในเชื้อสายแห่งพระเจ้าโอกกากราช. บทว่า กุสราชา ได้แก่ พระองค์เป็นพระราชามีพระนามเสมอด้วยหญ้าคาที่ท้าวสักกเทวราชประทาน. จริงอยู่ นางค่อมกล่าวว่า ขอพระนางจงรู้เถิดว่าขึ้นชื่อว่าพระราชาองค์อื่น ผู้มีรูปเห็นปานนี้ไม่มีเลย ดังนี้แล้ว จงกระทำความรักแก่พระเจ้ากุสราชนี้ แล้วกล่าวถ้อยคำพรรณนาคุณงามความดีของพระเจ้ากุสราชนั้น ด้วยคาถาทั้งหลายมีประมาณเท่านี้.
พระนางประภาวดี ทรงได้สดับคำของนางค่อมนั้นแล้ว จึงทรงตวาดนางค่อมว่า แน่ะแม่ค่อม เจ้าออกจะข่มขู่เกินไปแล้ว เราถึงอยู่ด้วยมือจักให้รู้ความที่เจ้ามีสามี แม้นางค่อมนั้นข่มขู่พระนางแล้ว ด้วยเสียงอันดังว่า หม่อมฉันรักษาพระนางอยู่ มิได้กราบทูลว่าพระเจ้ากุสราชเสด็จมา แก่พระราชบิดาของพระนาง เอาละ ถึงอย่างไร ในวันนี้หม่อมฉันจักกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ แม้พระนางทรงดำริว่า ใคร ๆ พึงได้ยิน จึงตกลงยินยอมนางค่อม.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๒๐๘–๒๗๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัตตตินิบาตชาดก ๔๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
อิทนฺเต รฏฺฐํ สธนํ สโยคฺคํ สกายุรํ สพฺพกามูปปนฺนํ อิทนฺเต รชฺชํ อนุสาส อมฺม คจฺฉามหํ ยตฺถ ปิยา ปภาวตี ฯ
อนุชุภูเตน หรํ มหนฺตํ ทิวา จ รตฺโต จ นิสีถกาเล ปฏิคจฺฉ ตฺวํ ขิปฺปํ กุสาวตึ [๑] นิจฺฉามิ ทุพฺพณฺณมหํ วสนฺตํ ฯ
นาหํ คมิสฺสามิ อิโต กุสาวตึ ปภาวตี วณฺณปโลภิโต ตว รมามิ มทฺทสฺส นิเกตรมฺเม หิตฺวาน รฏฺฐํ ตว ทสฺสเน รโต ฯ ปภาวตี วณฺณปโลภิโต ตว สมฺมูฬฺหรูโป วิจรามิ เมทนึ ๒ ทิสํ น ชานามิ กุโตมฺหิ อาคโต ตยิมฺหิ มตฺโต มิคมนฺทโลจเน โสวณฺณจีรวสเน ชาตรูปสุเมขเล #๑ ม. กุส ฯ ๒ ม. เมทินึ ฯ สุสฺโสณิ ตว กามา หิ นาหํ รชฺเชน มตฺถิโก ฯ
อภูติ ตสฺส โภ โหติ โย อนิจฺฉนฺตมิจฺฉติ อกามํ ราช กาเมหิ ๑ อกนฺโต กนฺตมิจฺฉสิ ๒ ฯ
อกามํ วา สกามํ วา โย นโร ลภเต ปิยํ ลาภเมตฺถ ปสํสาม อลาโภ ตตฺถ ปาปโก ฯ
ปาสาณสารํ ขณสิ กณิการสฺส ทารุนา วาตํ ชาเลน พาเธสิ โย อนิจฺฉนฺตมิจฺฉสิ ฯ
ปาสาโณ นูน เต หทเย โอหิโต มุทุลกฺขเณ โย เต สาตํ น วินฺทามิ ติโรชนปทาคโต ฯ ยทา มํ ภกุฏึ ๓ กตฺวา ราชปุตฺตี อุทิกฺขติ ๔ อาฬาริโก ตทา โหมิ รญฺโญ มทฺทสฺสนฺเตปุเร ๕ ฯ ยทา อุมฺหยมานา มํ ราชปุตฺตี อุทิกฺขติ ๔ นาฬาริโก ตทา โหมิ ราชา โหมิ ตทา กุโส ฯ
สเจ หิ วจนํ สจฺจํ เนมิตฺตานํ ภวิสฺสติ เนว เม ตฺวํ ปตี อสฺส กามํ ฉินฺทนฺตุ สตฺตธา ฯ
สเจ หิ วจนํ สจฺจํ อญฺเญสํ ยทิ วา มมํ เนว ตุยฺหํ ปตี อตฺถิ อญฺโญ สีหสฺสรา กุสา ฯ
เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ สเจ มํ นาคนาสูรุํ โอโลเกยฺย ปภาวตี ฯ #๑ ม. กาเมสิ ฯ ๒ ม. อกนฺตํ กนฺตุมิจฺฉสิ ฯ ๓ สี. ยุ. ภูกุฏึ ฯ ๔ สี. ยุ. #ราชปุตฺติ อทิกฺขสิ ฯ ๕ สี. ยุ. มทฺทสฺส ถีปุเร ฯ เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ สเจ มํ นาคนาสูรุํ อาลเปยฺย ปภาวตี ฯ เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ สเจ มํ นาคนาสูรุํ อุมฺหาเยยฺย ปภาวตี ฯ เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ สเจ มํ นาคนาสูรุํ ปมฺหาเยยฺย ปภาวตี ฯ เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ สเจ มํ นาคนาสูรุํ ปาณีภิ อุปสํผุเส ฯ
น หิ นูนายํ ราชปุตฺตี กุเส สาตํปิ วินฺทติ อาฬาริเก ภเต โปเส เวตฺตเนน อนตฺถิเก ฯ
น หิ นูน อยํ ขุชฺชา ลภติ ชิวฺหาย เฉทนํ สุนิสิเตน สตฺเถน เอวํ ทุพฺภาสิตํ ภณํ ฯ
มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มหายโสติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี ๑ มหทฺธโนติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มหพฺพโลติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มหารฏฺโฐติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ #๑ ยุ. ปภาวติ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มหาราชาติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี สีหสฺสโรติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี วคฺคุสฺสโรติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี พินฺทุสฺสโรติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มญฺชุสฺสโรติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี มธุรสฺสโรติ ๑ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี สตสิปฺโปติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี ขตฺติโยติปิ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี กุสราชาติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ
เอเต นาคา อุปตฺถทฺธา สพฺเพ ติฏฺฐนฺติ วมฺมิกา ๒ ปุรา มทฺทนฺติ ปาการํ อาเนเตตํ ปภาวตึ ฯ #๑ ม. มธุสฺสโรติ ฯ ๒ ม. วมฺมิตา ฯ
สตฺต พิเล ๑ กริตฺวาน อหเมตํ ปภาวตึ ขตฺติยานํ ปทสฺสามิ เย มํ หนฺตุํ อิธาคตา ฯ
อวุฏฺฐหิ ราชปุตฺตี สามา โกเสยฺยวาสินี อสฺสุปุณฺเณหิ เนตฺเตหิ ทาสีคณปุรกฺขตา ฯ
ตํ นูน กกฺกูปนิเสวิตํ มุขํ อาทาสทนฺตาถรุปจฺจเวกฺขิตํ สุภํ สุเนตฺตํ วิรชํ อนงฺคณํ ฉุฑฺฑํ วเน ฐสฺสติ ขตฺติเยหิ ฯ เต นูน เม อสิเต เวลฺลิตคฺเค เกเส มุทู จนฺทนสารลิตฺเต สมากุเล สีวถิกาย มชฺเฌ ปาเทหิ คิชฺฌา ปริกฑฺฒยนฺติ ๒ ฯ ตา นูน เม ตมฺพนขา สุโลมา พาหา มุทู จนฺทนสารลิตฺตา ฉินฺนา วเน อุชฺฌิตา ขตฺติเยหิ คยฺห ธงฺโก ๓ คจฺฉติ เยน กามํ ฯ เต นูน ตาลูปนิเภ อลมฺเพ นิเสวิเต กาสิกจนฺทเนน ถเนสุ เม ลมฺพิสฺสติ สิคาโล มาตูว ปุตฺโต ตรุโณ ตนุโช ฯ #๑ สี. ยุ. ขณฺเฑ ฯ ๒ ม ปริกฑฺฒิสฺสนฺติ ฯ ๓ ยุ. วโก ฯ ตํ นูน โสณึ ปุถุลํ สุโกฏฺฏิตํ นิเสวิตํ กญฺจนเมขลาหิ ฉินฺนํ วเน ขตฺติเยหิ อวตฺถํ สิคาลสงฺฆา ปริกฑฺฒยนฺติ ๑ ฯ โสณา ธงฺกา ๒ สิคาลา จ เย จญฺเญ สนฺติ ทาฐิโน อชรา นูน เหสฺสนฺติ ภกฺขยิตฺวา ปภาวตึ ฯ สเจ มํสานิ หรึสุ ขตฺติยา ทูรคามิโน อฏฺฐีนิ อมฺม ยาจิตฺวา อนุปนฺเถ ทหาถ นํ ฯ เขตฺตานิ อมฺม กาเรตฺวา กณิกาเรตฺถ โรปเย ๓ ยทา เต ปุปฺผิตา อสฺสุ เหมนฺตานํ หิมจฺจเย สเรยฺยาถ มมํ อมฺม เอวํวณฺณา ปภาวตี ฯ
ตสฺสา มาตา อุทฏฺฐาสิ ขตฺติยา เทววณฺณินี ทิสฺวา อสิญฺจ สูนญฺจ รญฺโญ มทฺทสฺสนฺเตปุเร ฯ
อิมินา นูน อสินา สุสญฺญํ ตนุมชฺฌิมํ ธีตรํ มทฺท ๔ หนฺตฺวาน ขตฺติยานํ ปทสฺสสิ ๕ ฯ
น เม อกาสิ วจนํ อตฺถกามาย ปุตฺติเก สาชฺช โลหิตสญฺฉนฺนา คจฺฉสิ ยมสาธนํ ฯ เอวมาปชฺชติ โปโส ปาปิยญฺจ นิคจฺฉติ โย เจ ๖ หิตานํ วจนํ น กโรติ อตฺถทสฺสินํ ฯ สเจว อชฺช ธาเรสิ กุมารํ จารุทสฺสนํ #๑ ม. ปริกฑฺฒิสฺสนฺติ ฯ ๒ ยุ. วกา ฯ ๓ ม. โรปย ฯ ๔ ยุ. มทฺโท ฯ #๕ ยุ. ปทสฺสติ ฯ ๖ ม. เว ฯ กุเสน ชาตํ ขตฺติยํ สุวณฺณมณิเมขลํ ฯ ปูชิตํ ๑ ญาติสงฺเฆหิ น คจฺฉสิ ยมกฺขยํ ยตฺถสฺสุ เภรี นทติ กุญฺชโร จ นิกูชติ ขตฺติยานํ กุเล ภทฺเท กึ นุ สุขตรํ ตโต ฯ อสฺโส หสิยติ ๒ ทฺวาเร กุมาโร อุปโรทติ ขตฺติยานํ กุเล ภทฺเท กึ นุ สุขตรํ ตโต ฯ มยูรโกญฺจาภิรุเท โกกิลาภินิกูชิเต ขตฺติยานํ กุเล ภทฺเท กึ นุ สุขตรํ ตโต ฯ
กหํ นุ โส สตฺตุมทฺทโน ปรรฏฺฐปฺปมทฺทโน กุโส โสฬารปญฺญาโณ โย โน ทุกฺขา ปโมจเย ฯ
อิเธว โส สตฺตุมทฺทโน ปรรฏฺฐปฺปมทฺทโน กุโส โสฬารปญฺญาโณ โย เน สพฺเพ วธิสฺสติ ๓ ฯ
อุมฺมตฺติกา นุ ภณสิ อนฺธพาลา ปภาสสิ กุโส เจ อาคโต อสฺส กึ นุ ๔ ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ
เอโส อาฬาริโก โปโส กุมารีปุรมนฺตเร ทฬฺหํ กตฺวาน สํเวลฺลํ ๕ กุมฺภึ โธวติ โอนโต ฯ
เวณี ตฺวมสิ จณฺฑาลี อาทูสิ กุลคนฺธินี กถํ มทฺทกุเล ชาตา ทาสํ กยิราสิ กามุกํ ฯ
นมฺหิ เวณี น จณฺฑาลี น จมฺหิ กุลคนฺธินี โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ #๑ ยุ. ปูชิตา ฯ ๒ ม. อสฺโส จ สิสติ ฯ ๓ สี. โย โน ทุกฺขา ปโมจเย ฯ #๔ ม. น ฯ ๕ ม. เวลฺลึ ฯ
โย พฺราหฺมณสหสฺสานิ สทา โภเชติ วึสติ ๑ โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ ยสฺส นาคสหสฺสานิ สทา โยเชนฺติ วีสติ โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ ยสฺส อสฺสสหสฺสานิ สทา โยเชนฺติ วีสติ โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ ยสฺส รถสหสฺสานิ สทา โยเชนฺติ วีสติ โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ [๒] ยสฺส เธนุสหสฺสานิ สทา ทูหนฺติ วีสติ โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ
ตคฺฆ เต ทุกฺกฏํ พาเล ยํ ขตฺติยํ มหพฺพลํ นาคํ มณฺฑูกวณฺเณน น นํ อกฺขาสิ มาคตํ ๓ ฯ
อปราธํ มหาราช ตฺวํ โน ขม รเถสภ ยํ ตฺวํ ๔ อญฺญาตเวเสน นญฺญาสิมฺหา อิธาคตํ ฯ
มาทิสสฺส น ตํ ฉนฺนํ โยหํ อาฬาริโก ภเว ตฺวญฺเญว เม ปสีทสฺสุ นตฺถิ เต เทว ทุกฺกฏํ ฯ
คจฺฉ พาเล ขมาเปหิ กุสราชํ มหพฺพลํ ขมาปิโต กุสราชา โส เต ทสฺสติ ชีวิตํ ฯ
ปิตุสฺส วจนํ สุตฺวา เทววณฺณี ปภาวตี สิรสา อคฺคหี ปาเท กุสราชํ มหพฺพลํ ฯ #๑ ม. วีสตึ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ #๒ สี. ยุ. ยสฺส อุสภสหสฺสานิ สทา โยเชนฺติ วีสตึ ฯ # โอกฺกาก ... ... ... ... ... ... ... ทาโสติ มญฺญสิ ฯ #๓ ม. น นํ อกฺขาสิธาคตํ ฯ ๔ ม. ตํ ฯ
ยาว ๑ รตฺโย อติกฺกนฺตา ตามา เทว ตยา วินา วนฺเท เต สิรสา ปาเท มา เม กุชฺฌ รเถสภ ฯ สจฺจนฺเต ๒ ปฏิชานามิ มหาราช สุโณหิ เม น จาปิ อปฺปิยํ ตุยฺหํ กเรยฺยามิ อหํ ปุน ฯ เอวญฺจ ยาจมานาย วจนํ เม น กาหสิ อิทานิ มํ ตาโต หนฺตฺวา ขตฺติยานํ ปทสฺสติ ฯ
เอวนฺเต ยาจมานาย กึ น กาหามิ เต วโจ วิกุทฺโธ ตฺยสฺมิ กลฺยาณี มา ตฺวํ ภายิ ปภาวตี ฯ สจฺจนฺเต ๒ ปฏิชานามิ ราชปุตฺตี สุโณหิ เม น จาปิ อปฺปิยํ ตุยฺหํ กเรยฺยามิ อหํ ปุน ฯ ตว กามา หิ สุสฺโสณิ พหุทุกฺขํ ติติกฺขิสํ พหุมทฺทกุลํ หนฺตฺวา นยิตุํ ตํ ปภาวตี ฯ
โยชยนฺตุ รเถ อสฺเส นานาจิตฺเต สมาหิเต๕ อถ ทกฺขถ เม เวคํ วิธเมนฺตสฺส ๓ สตฺตโว ฯ ตญฺจ ตตฺถ อุทิกฺขึสุ รญฺโญ มทฺทสฺสนฺเตปุเร ๔ วิชมฺภมานํ สีหํว โปเฐนฺตํ ทิคุณํ ภุชํ ฯ
หตฺถิกฺขนฺธญฺจ อารุยฺห อาโรเปตฺวา ปภาวตึ สงฺคามํ โอตริตฺวาน สีหนาทํ นที กุโส ฯ ตสฺส ตํ นทโต สุตฺวา สีหสฺเสวีตเร มิคา #๑ ม. ยามา ฯ ๒ ม. สพฺพํ เต ฯ ๓ ม. วิธมนฺตสฺส ฯ ๔ สี. มทฺทสฺส ถีปุเร ฯ ขตฺติยา วิปลายึสุ กุสสทฺทภยฏฺฏิตา ๑ ฯ หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา อญฺญมญฺญสฺส ฉินฺทนฺติ กุสสทฺทภยฏฺฏิตา ฯ ตสฺมึ สงฺคามสีสสฺมึ ปสฺสิตฺวา หฏฺฐมานโส ๒ กุสสฺส รญฺโญ เทวินฺโท อทา เวโรจนํ มณึ ฯ โส ตํ วิชิตฺวา สงฺคามํ ลทฺธา เวโรจนํ มณึ หตฺถิกฺขนฺธคโต ราชา ปาเวกฺขิ นครํ ปุรํ ฯ ชีวคฺคาหํ คเหตฺวาน พนฺธิตฺวา สตฺต ขตฺติเย สสฺสุรสฺสูปนาเมสิ อิเม เต เทว สตฺตโว ฯ สพฺเพว เต วสํ คตา อมิตฺตา วิหตา ตว กามํ กโรหิ เต ตยา มุญฺจ วา เต หนสฺสุ วา ฯ
ตุเยฺหว สตฺตโว เอเต นหิ เต มยฺห สตฺตโว ตฺวญฺเญว โน มหาราช มุญฺจ วา เต หนสฺสุ วา ฯ
อิมา เต ธีตโร สตฺต เทวกญฺญูปมา สุภา ททาหิ เนสํ เอเกกํ โหนฺตุ ชามาตโร ตว ฯ
อมฺหากญฺเจว ตาสญฺจ ตฺวํ โน สพฺเพสมิสฺสโร ตฺวญฺเญว โน มหาราช เทหิ เนสํ ยทิจฺฉสิ ฯ
เอกเมกสฺส เอเกกํ อทา สีหสฺสโร กุโส ขตฺติยานํ ตทา เตสํ รญฺโญ มทฺทสฺส ธีตโร ฯ ปีณิตา เตน ลาเภน ตุฏฺฐา สีหสฺสเร กุเส #๑ ยุ. กุสสทฺทภยฏฺฐิตา ฯ ๒ สี. ตุฏฺฐมานโส ฯ สกรฏฺฐานิ ปายึสุ ขตฺติยา สตฺต ตาวเท ฯ ปภาวติญฺจ อาทาย มณึ เวโรจนํ สุภํ ๑ กุสาวตึ กุโส ราชา อคมาสิ มหพฺพโล ฯ ตฺยสฺสุ เอกรเถ ยนฺตา ปวิสนฺตา กุสาวตึ สมานา วณฺณรูเปน นาญฺญมญฺญาติโรจิสุํ ๒ ฯ มาตา ปุตฺเตน สงฺคญฺฉิ อุภโย จ ชยมฺปตี สมคฺคา เต ตทา อาสุํ ผีตํ ธรณิมาวสุนฺติ ฯ กุสชาตกํ ปฐมํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๙๔
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘