กุสชาดก
ว่าด้วยพระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๙๔ · บรรทัด ๗๓๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๘
เรื่องเล่า
ลำดับนั้น ในกาลที่พระโพธิสัตว์เจ้านั้น ทรงเจริญพระชนมายุได้๑๖ พระชันษา พระราชาทรงปรารถนาจะมอบพระราชสมบัติให้ จึงรับสั่งให้พระเทวีมา แล้วตรัสว่า ดูก่อนพระเทวีผู้เจริญ ฉันจะมอบราชสมบัติให้แก่พระโอรสองค์ใหญ่ของเธอแล้ว จักให้นางฟ้อนทั้งหลายบำรุงบำเรอ ขณะที่เราทั้ง ๒ ยังมีชีวิตอยู่นี่แหละ จักได้เห็นลูกของเราครอบครองราชสมบัติ ก็ลูกของเราจะชอบใจพระราชธิดาของกษัตริย์พระองค์ใด ในชมพูทวีปทั้งสิ้น เราจะได้นำพระราชธิดานั้นมาสถาปนาให้เป็นอัครมเหสีของลูก เธอจงรู้จิตใจของลูกว่า จะชอบพระราชธิดาองค์ไหนกัน. พระนางรับว่า ดีละ แล้วทรงส่งนางบริจาริกาคนหนึ่งไป ด้วยพระดำรัสว่า เจ้าจงไปบอกเรื่องนี้แก่กุมารแล้ว จงรู้จิตใจ. นางบริจาริกานั้นไป ทูลเรื่องนั้น แก่พระกุมารนั้นแล้ว. พระมหาสัตว์ได้สดับถ้อยคำนั้นแล้ว จึงคิดว่า เรามีรูปร่างไม่สะสวยงดงาม พระราชธิดาผู้สมบูรณ์ด้วยรูป แม้ถูกนำตัวมาพอเห็นเรา ก็จักหนีไปด้วยคิดว่า เราจะมีประโยชน์อะไร ด้วยกุมารผู้มีรูปร่างน่าเกลียด ความอับอายก็จะพึงมีแก่เราด้วยประการฉะนี้ ประโยชน์อะไร เราจะอยู่เป็นฆราวาส เราบำรุงมารดาบิดาผู้ยังทรงพระชนม์ไปก่อน พอท่านทั้งสองนั้นสวรรคตแล้ว ก็จักออกบวช. พระองค์จึงตรัสบอกว่า เราไม่มีความต้องการด้วยพระราชสมบัติ ไม่ต้องการด้วยหมู่นางฟ้อน พอพระชนกและพระชนนีสวรรคตไปแล้ว เราก็จักบวช. นางบริจาริกานั้น สดับพระดำรัสแล้ว จึงกลับมากราบทูลพระดำรัสของพระกุมารนั้นแด่พระเทวี. แม้พระเทวีก็กราบทูลแด่พระราชาแล้ว พระราชาทรงสดับถ้อยคำทูลนั้นแล้ว ก็ทรงเสียพระทัย พอล่วงผ่านไป ๒ - ๓ วัน ก็ทรงส่งข่าวสาส์นไปอีก แม้พระกุมารนั้น ก็คัดค้านอีกเหมือนเดิม. พระกุมารทรงคัดค้านอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง ในครั้งที่ ๔ จึงทรงดำริว่า ธรรมดาว่าลูกจะขัดขืนคัดค้านมารดาบิดาอยู่ร่ำไป ก็ไม่เหมาะสมเลย เราจักกระทำอุบายสักอย่างหนึ่ง. พระกุมารนั้น จึงเสด็จไปเรียกหัวหน้าช่างทองคนหนึ่งมาแล้ว พระราชทานทองคำไปเป็นอันมาก รับสั่งว่า ท่านจงทำรูปผู้หญิงให้สักรูปหนึ่งเถิด แล้วทรงส่งนายช่างทองนั้นไป เมื่อนายช่างทองนั้นไปแล้ว จึงทรงเอาทองคำส่วนอื่นมาทำเป็นรูปผู้หญิงด้วยพระองค์เอง. ก็ธรรมดาว่า ความประสงค์ของพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ย่อมสำเร็จตลอดไป. รูปทองที่พระโพธิสัตว์ทรงกระทำขึ้นเองนั้น ช่างงดงามเสียเหลือล้น จนไม่มีถ้อยคำจะรำพันด้วยลิ้นได้. ลำดับนั้นพระมหาสัตว์จึงทรงแต่งตัวรูปหญิงนั้น ให้นุ่งผ้าโขมพัสตร์แล้ว ทรงให้วางไว้ในห้องอันเป็นสิริ. พระมหาสัตว์นั้น ครั้นทรงเห็นรูปผู้หญิงที่หัวหน้าช่างทองนำมา จึงทรงติรูปนั้นแล้ว ตรัสว่า เธอจงไปนำเอารูปหญิงที่ตั้งอยู่ในห้องอันเป็นสิริของเรามาเทียบดูซิ นายช่างทองนั้นเข้าไปยังห้องอันเป็นสิริ มองเห็นรูปหญิงนั้นแล้ว สำคัญว่านางเทพอัปสรนางหนึ่ง มาร่วมอภิรมย์กับพระกุมารจึงไม่อาจจะเหยียดมือไปจับ กลับออกมากราบทูลว่า พระแม่เจ้าพระองค์ไรประทับอยู่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น ในห้องอันเป็นสิริ ข้าพระองค์ไม่อาจจะเข้าไปได้. พระราชกุมารตรัสว่า ดูก่อนพ่อ ท่านจงไปนำมาเถิด รูปทองคำนี้เราทำขึ้นมาเอง แล้วทรงส่งไปอีก. นายช่างทองนั้นจึงกลับเข้าไปยกออกมา. พระราชกุมารให้เก็บรูปที่ช่างทองทำมานั้น ไว้เสียในห้องสำหรับเก็บทองแล้วให้คนตกแต่งรูปที่พระองค์ทรงกระทำ แล้วทรงให้ยกขึ้นวางบนรถ ส่งไปยังสำนักของพระมารดา ด้วยพระดำรัสว่า ถ้าผู้หญิงงดงามเหมือนอย่างรูปนี้มีอยู่ หม่อมฉันจักอยู่ครอบครองเรือน.
พระเทวีนั้น รับสั่งให้เรียกพวกอำมาตย์มาแล้ว ตรัสว่า ท่านทั้งหลายพระโอรสของเรามีบุญมาก เป็นพระโอรสที่ท้าวสักกะประทานให้ อยากได้นางกุมาริกาที่รูปสวยเหมือนรูปนี้ พวกท่านได้หญิงมีรูปร่างเห็นปานนี้ จงพามาจงตั้งรูปนี้ไว้บนยานอันปกปิดแล้ว เที่ยวไปตลอดชมพูทวีปทั้งสิ้น ถ้าได้พบพระธิดาของพระราชาพระองค์ใด มีรูปร่างงดงามเห็นปานรูปนี้ไซร้ ก็จงถวายรูปทองนั้นแด่พระราชาพระองค์นั้นนั่นแล แล้วกราบทูลว่า พระเจ้าโอกกากราชจักกระทำอาวาหวิวาหมงคลกับพระองค์ ทูลกำหนดนัดวันแล้ว จงรีบกลับมา. อำมาตย์เหล่านั้น รับพระราชเสาวนีย์แล้ว นำรูปนั้นออกจากเมืองพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก เที่ยวเสาะแสวงหาไปถึงราชธานีใด ก็สังเกตว่าในสถานที่ที่มหาชนมาประชุมกัน ในเวลาเย็นในราชธานีนั้น ก็ตกแต่งรูปหญิงนั้นด้วยเครื่องประดับ อันประกอบด้วยผ้าและดอกไม้ ยกขึ้นตั้งบนวอทองคำแล้ว ตั้งไว้ที่ริมหนทางที่จะไปยังท่าน้ำ ส่วนพวกตนต่างพากันหลบไปยืนอยู่ที่ส่วนข้างหนึ่ง เพื่อคอยสดับฟังถ้อยคำของมหาชนผู้มาแล้วและมาแล้วฝ่ายมหาชนครั้นมองดูรูปหญิงนั้น ไม่เข้าใจว่าเป็นรูปทองคำ จึงชวนกันชมเชยว่า หญิงนี้แม้เป็นเพียงหญิงมนุษย์ ก็ยังสวยงามอย่างที่สุด เปรียบประดุจนางเทพอัปสร ทำไมจึงมายืนอยู่ในที่นี้ หรือว่ามาจากไหน หญิงงามเห็นปานนี้ ในเมืองของพวกเราไม่เคยมีเลย ดังนี้แล้วก็พากันหลีกไป. พวกอำมาตย์ได้ฟังถ้อยคำนั้นแล้ว จึงปรึกษากันว่า ถ้านางทาริกางามปานรูปนี้พึงมีในเมืองนี้ไซร้ ชนทั้งหลายพึงกล่าวว่า นางคนนี้เหมือนกับพระราชธิดาองค์โน้น นางคนนี้เหมือนธิดาของอำมาตย์คนโน้น ในเมืองนี้คงไม่มีนางงามคล้ายกับรูปนี้เป็นแน่แท้ จึงถือเอารูปหญิงนั้นไปยังเมืองอื่น ๆ ต่อไปอีก. พวกอำมาตย์เหล่านั้นเที่ยวไปอย่างนี้ จนถึงเมืองสาคละ ในแคว้นมัททะโดยลำดับ. ก็พระเจ้ามัททราช ในเมืองสาคละนี้ มีพระธิดาอยู่ ๘ พระองค์ทรงพระรูปพระโฉมงดงามสูงสุดเปรียบประดุจนางฟ้า พระราชธิดาผู้เป็นพระพี่ใหญ่กว่าพระธิดาเหล่านั้นทั้งหมด มีพระนามว่า ประภาวดี เพราะมีพระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระสรีระของพระนาง คล้ายแสงดวงอาทิตย์อันอ่อน. แม้ในเวลากลางคืน ในห้องอันมีเนื้อที่กว้างประมาณ ๔ ศอก ก็ไม่ต้องทำการตามประทีปโคมไฟ. บริเวณห้องนั้นทั้งหมด จะมีแสงสว่างเสมอเป็นอันเดียวกันทีเดียว. ก็และพระนางประภาวดีนั้น มีพระพี่เลี้ยงคนหนึ่งเป็นหญิงค่อมพิการ นางพี่เลี้ยงนั้น พอให้พระนางประภาวดีเสวยเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงจะให้นางวรรณทาสี ๘ คนถือหม้อน้ำจำนวน ๘ หม้อ ไปยังท่าน้ำในเวลาเย็นเพื่อตักน้ำไปสรงสนานพระนาง ครั้นมองเห็นรูปทองคำที่ตั้งไว้ข้างริมทางที่จะเดินไปยังท่าน้ำนั้น จึงเข้าใจไปว่า เป็นพระนางประภาวดี พากันโกรธว่าพระนางนี้ช่างว่ายากเสียจริง ๆ ตรัสว่า เราจักสรงสนานน้ำแล้ว ส่งพวกเรามาตักน้ำ กลับมายืนดักอยู่ที่หนทางจะไปสู่ท่าน้ำก่อนหน้าเรา แล้วจึงพากันกล่าวว่า ข้าแต่พระนางเจ้าผู้ทำสกุลให้ได้รับความละอาย ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งที่พระนางจะมายืนอยู่ในที่นี้ก่อนกว่าพวกหม่อมฉัน ถ้าพระเจ้าแผ่นดินจักทรงทราบไซร้ ก็คงจักทำพวกหม่อมฉันให้พินาศเป็นแน่ ดังนี้แล้ว จึงเอามือแตะที่ข้างแก้มของรูปเทียมนั้น. ฝ่ามือก็คล้ายกับว่าจะแตกออกไป. ลำดับนั้น นางจึงรู้ว่าเป็นรูปทองคำ หัวเราะขบขันอยู่ จึงไปหาพวกนางวรรณทาสีแล้วกล่าวว่า พวกเธอจงมาดูการทำของฉัน ฉันได้แตะต้องด้วยสำคัญผิดว่า รูปนี้ คือพระนางเจ้าของเรา รูปเปรียบนี้ จะมีค่าราคาอะไร ในสำนักแห่งพระธิดาของเรา เพียงแต่ให้มือของเราได้รับความเจ็บไปอย่างเดียว.
ลำดับนั้น พวกราชทูตจึงพากันถือเอารูปหญิงนั้นแล้ว ถามนางพี่เลี้ยงนั้นว่า ท่านกล่าวว่า ธิดาของเราสวยงามกว่ารูปเทียมนี้ ท่านกล่าวหมายถึงใครกัน นางพี่เลี้ยงตอบว่า พระธิดาของพระเจ้ามัททราช ทรงพระนามว่าประภาวดี รูปเปรียบนี้มีราคาไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของพระนางเลย. พวกอำมาตย์เหล่านั้นพากันดีใจ ไปยังพระทวารพระราชวัง สั่งให้กราบทูลว่า พวกราชทูตของพระเจ้าโอกกากราชมาคอยเฝ้าอยู่ที่พระทวาร พระเจ้าข้า. พระราชาเสด็จลุกจากอาสนะ ประทับยืนแล้วตรัสสั่งว่า พวกท่านจงเรียกเขาเข้ามาเถิด. พวกราชทูตเหล่านั้นเข้าไปแล้ว ถวายบังคมพระราชาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระราชาของพวกข้าพระองค์ ตรัสถามว่า พระองค์ทรงพระสำราญดีหรือ พระเจ้าข้า พระราชาทรงกระทำสักการะและต้อนรับแล้ว ตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า พวกท่านมานี่เพื่อประสงค์อะไร พวกอำมาตย์จึงกราบทูลว่าพระราชาของข้าพระองค์ มีพระโอรสพระนามว่า กุสกุมาร มีพระสุรเสียงก้องกังวานคล้ายกับเสียงราชสีห์ พระราชาทรงมีพระประสงค์จะมอบพระราชสมบัติให้แก่พระโอรสนั้น จึงส่งพวกข้าพระองค์มาเฝ้าถวายบังคมพระองค์นัยว่า พระองค์จงพระราชทานพระนางประภาวดีพระธิดาของพระองค์ แก่พระโอรสนั้นเถิดพระเจ้าข้า และขอจงทรงรับไทยธรรมพร้อมด้วยรูปทองคำนี้เถิด พอกราบทูลเสร็จแล้วจึงได้น้อมถวายรูปทองคำนั้น แด่พระราชาพระองค์นั้น. แม้พระเจ้ามัททราชนั้น ก็ทรงดีพระทัย ทรงยอมรับด้วยทรงพระดำริว่า จักมีวิวาหมงคลกับพระราชาผู้ใหญ่เห็นปานนี้. ลำดับนั้น พวกทูตจึงกราบทูลท้าวเธอว่า พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่อาจจะรอช้าอยู่ได้ จักต้องรีบไปกราบทูลการได้พบพระราชธิดาแด่พระราชาให้ทรงทราบ เพื่อว่าพระองค์จักได้เสด็จมารับพระนางไป. พระเจ้ามัททราชพระองค์นั้น ทรงรับว่าดีละ แล้วทรงจัดแจงเครื่องทำสักการะแก่พวกทูตเหล่านั้น. พวกทูตเหล่านั้นกลับไปยังกรุงกุสาวดีแล้ว กราบทูลเรื่องราวนั้นแด่พระราชาและพระเทวีให้ทรงทราบ. พระราชาเสด็จออกจากกุสาวดีนคร พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมากเสด็จถึงเมืองสาคละโดยลำดับ . ฝ่ายพระเจ้ามัททราช ก็ทรงกระทำการต้อนรับให้ท้าวเธอเสด็จเข้าไปสู่พระนครแล้ว ได้ทรงกระทำสักการะอย่างใหญ่ยิ่ง. โดยล่วงไปวันหนึ่ง สองวัน และสามวัน พระนางสีลวดีทรงพระดำริว่า ใคร่จะรู้ว่า พระราชธิดานั้นจักเป็นอย่างไร เพราะความที่พระนางเจ้าเป็นบัณฑิตจึงกราบทูลพระเจ้ามัททราชว่า หม่อมฉันใคร่จะได้เห็นพระสุณิสา (ในอนาคต) เพคะ. ท้าวเธอทรงรับว่า ดีละ แล้วรับสั่งให้เรียกพระราชธิดาประภาวดีมาเฝ้า. พระราชธิดาประภาวดี ทรงตกแต่งพระองค์ด้วยเครื่องอลังการพร้อมสรรพ์แวดล้อมไปด้วยหมู่พระพี่เลี้ยงนางนมเสด็จออกมาไหว้แม่ผัว. พระนางสีลวดีนั้น ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นพระนาง จึงทรงพระดำริว่า ราชธิดาองค์นี้เป็นหญิงมีรูปร่างงดงามมากนัก ส่วนโอรสของเรามีรูปร่างไม่งดงาม ถ้าพระราชธิดาองค์นี้ ได้ทอดทัศนาการเห็นโอรสของเราเข้า แม้วันเดียวก็คงจะไม่อยู่ร่วมด้วยเด็ดขาด คงจะรีบหนีไปเป็นแน่แท้ เห็นทีเราจักต้องทำกลอุบาย. พระนางสีลวดี จึงให้เชิญเสด็จพระเจ้ามัททราชมาแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเพคะ พระสุณิสาสมควรแก่พระโอรสของหม่อมฉัน ก็แต่ว่าจารีตอันสืบมาจากประเพณีแห่งสกุลของหม่อมฉันมีอยู่ ถ้าพระราชธิดาองค์นี้จักประพฤติตามจารีตประเพณีนี้ได้ หม่อมฉันก็จักรับ พระราชธิดาองค์นี้ไว้. พระราชาตรัสว่าก็จารีตประเพณีของพระองค์เป็นอย่างไรละ พระนางสีลวดีตรัสตอบว่า ประเพณีในราชวงศ์ของหม่อมฉันมีอยู่ว่า พระวรชายาจะพบหน้าพระราชสวามีในเวลากลางวันไม่ได้ จนกว่าจะทรงตั้งพระครรภ์เสียก่อน จึงจะพบหน้ากันได้ หากว่าพระราชธิดาประภาวดีพระองค์นี้ จักทรงทำตามประเพณีนี้ได้ หม่อมฉันจึงจะรับพระนางไว้. พระราชา จึงตรัสถามพระธิดาว่า ดูก่อนแม่ แม่จักประพฤติตามอย่างที่ว่านั้นได้หรือไม่เล่า. พระราชธิดาประภาวดีนั้น จึงทูลว่า ได้เพคะเสด็จพ่อ.
ลำดับนั้น พระเจ้าโอกกากราช จึงได้ถวายพระราชทรัพย์เป็นอันมากแด่พระเจ้ามัททราช แล้วทรงรับพระนางประภาวดีนั้นเสด็จกลับไป. แม้พระเจ้ามัททราช ก็ทรงส่งพระราชธิดาไปด้วยบริวารใหญ่. พระโอกกากราชเสด็จกลับกรุงกุสาวดีแล้ว มีพระบรมราชโองการให้ตกแต่งพระนคร ปล่อยนักโทษทั้งหมด ทรงกำหนดการอภิเษกพระราชโอรส ทรงสถาปนาพระนางประภาวดีให้เป็นอัครมเหสีแล้ว ทรงให้ราชบุรุษเที่ยวตีกลองประกาศว่า บัดนี้ราชอาณาจักรเป็นของพระเจ้ากุสราชแล้ว. พระราชาทั้งหลายในพื้นชมพูทวีปทั้งหมด พระองค์ใดมีพระราชธิดา พระราชาพระองค์นั้น ขอทรงส่งพระราชธิดาไปถวายแด่พระเจ้ากุสราช พระราชาเหล่านั้นได้มีพระราชโอรส พระราชาเหล่านั้น ทรงหวังความเป็นมิตรไมตรีกับพระเจ้ากุสราชนั้น ก็ทรงส่งพระราชโอรสของพระองค์ไปเป็นพระราชอุปัฏฐาก. พระโพธิสัตว์เจ้า ทรงมีพระนางสนมเป็นบริวารมากมาย ทรงปกครองพระราชสมบัติด้วยพระอิสริยยศอันใหญ่ยิ่งเกรียงไกร. ฝ่ายพระนางประภาวดี ย่อมไม่ได้เพื่อจะเห็นพระโพธิสัตว์เจ้านั้นในเวลากลางวันเลย แม้พระโพธิสัตว์เจ้าก็ไม่ได้เห็นพระนางในเวลากลางวันเหมือนกัน. พระราชาและพระราชินีทั้ง ๒ พระองค์ เห็นกันก็แต่เฉพาะเวลากลางคืนเท่านั้น. แม้รัศมีที่ฉายออกจากพระสรีระของพระนางประภาวดีในเวลากลางคืนนั้น ก็ไม่สามารถจะส่องให้เห็นพระพักตร์ชัดถนัดได้. พระโพธิสัตว์เจ้าเสด็จออกจากห้องที่ประทับเฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้น. พอ ๒, ๓ วันผ่านพ้นไป พระโพธิสัตว์เจ้าพระองค์นั้น ก็ทรงมีความปรารถนาจะได้เห็นพระพักตร์พระนางประภาวดีในเวลากลางวัน จึงทูลพระมารดาให้ทรงทราบ. พระมารดาก็ทรงห้ามเสียว่า อย่าชอบใจไปนักเลยพ่อ (อย่าทุรนทุรายใจไปนักเลย) ขอจงรอไปจนกว่าจะได้พระโอรสสักพระองค์หนึ่งก่อนเถิด. พระโพธิสัตว์เจ้านั้น ก็ทรงอ้อนวอนอยู่บ่อย ๆ. ลำดับนั้น พระเทวีจึงมีพระกระแสรับสั่งกะพระโพธิสัตว์เจ้านั้นว่า ถ้าอย่างนั้น พ่อจงไปยังโรงช้างแล้วยืนอยู่ด้วยเพศแห่งคนเลี้ยงช้าง แม่จะพาพระนางประภาวดีไปในที่ตรงนั้น ขอเชิญพ่อจงดูนางเสียให้เต็มเนตร แต่อย่าให้นางรู้จักพ่อได้เป็นเด็ดขาด. พระโพธิสัตว์เจ้านั้นจึงรับว่า ดีละ แล้วได้เสด็จไปยังโรงช้าง. ลำดับนั้น พระมารดาของพระโพธิสัตว์เจ้านั้น จึงมีพระดำรัสตรัสสั่งให้คนตกแต่งโรงช้างแล้วตรัสชักชวนพระนางประภาวดีว่า มาเถิดลูก เราทั้ง ๒ คนไปดูช้างต้นของพระภัสดากันเถิดแล้วจึงเสด็จไปยังโรงช้างนั้น ทรงชี้แสดงแก่พระนางประภาวดีว่า ช้างเชือกนี้มีชื่อว่าอย่างโน้น ดังนี้. พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นนางเสด็จดำเนินไปข้างพระมารดา จึงทรงหยิบเอาขี้ช้างก้อนหนึ่งขว้างไปที่หลังพระนางด้วยการปลอมตัวเป็นคนเลี้ยงช้างทีเดียว. พระนางประภาวดีทรงกริ้วโกรธเป็นอย่างมากจึงมีพระกระแสรับสั่งว่า เราจักให้พระราชาทรงตัดมือของเจ้าเสีย แล้วทูลพระเทวีให้ลงโทษ. ฝ่ายพระราชมารดา ก็ทรงปลอบประโลมเอาพระทัยว่าอย่าทรงกริ้วโกรธไปเลยแม่เจ้า แล้วทรงลูบหลังให้. ต่อมาพระราชาทรงต้องการที่จะได้เห็นพระนางซ้ำอีก จึงเสด็จไปทอดพระเนตรพระนางที่โรงม้า ด้วยการปลอมตัวเป็นคนเลี้ยงม้า แล้วทรงเอาก้อนขี้ม้าขว้างไปเหมือนเดิมนั้นอีก. แม้ในกาลนั้น พระนางก็ได้ทรงกริ้วใหญ่ พระสัสสุ (แม่ผัว) ก็ต้องทรงปลอบประโลมอีก.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๒๐๘–๒๗๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัตตตินิบาตชาดก ๔๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Idante raṭṭhaṃ sadhanaṃ sayoggaṃ sakāyuraṃ sabbakāmūpapannaṃ idante rajjaṃ anusāsa amma gacchāmahaṃ yattha piyā pabhāvatī.
Anujubhūtena haraṃ mahantaṃ divā ca ratto ca nisīthakāle paṭigaccha tvaṃ khippaṃ kusāvatiṃ [1]- nicchāmi dubbaṇṇamahaṃ vasantaṃ.
|96.1| Nāhaṃ gamissāmi ito kusāvatiṃ pabhāvatī vaṇṇapalobhito tava ramāmi maddassa niketaramme hitvāna raṭṭhaṃ tava dassane rato. |96.2| Pabhāvatī vaṇṇapalobhito tava sammūḷharūpo vicarāmi medaniṃ 2- disaṃ na jānāmi kutomhi āgato tayimhi matto migamandalocane |96.3| sovaṇṇacīravasane jātarūpasumekhale @Footnote: 1 Ma. kusa . 2 Ma. mediniṃ. Sussoṇi tava kāmā hi nāhaṃ rajjena matthiko.
Abhūti tassa bho hoti yo anicchantamicchati akāmaṃ rāja kāmehi 1- akanto kantamicchasi 2- .
Akāmaṃ vā sakāmaṃ vā yo naro labhate piyaṃ lābhamettha pasaṃsāma alābho tattha pāpako.
Pāsāṇasāraṃ khaṇasi kaṇikārassa dārunā vātaṃ jālena bādhesi yo anicchantamicchasi.
|100.1| Pāsāṇo nūna te hadaye ohito mudulakkhaṇe yo te sātaṃ na vindāmi tirojanapadāgato. |100.2| Yadā maṃ bhakuṭiṃ 3- katvā rājaputtī udikkhati 4- āḷāriko tadā homi rañño maddassantepure 5- . |100.3| Yadā umhayamānā maṃ rājaputtī udikkhati 4- nāḷāriko tadā homi rājā homi tadā kuso.
Sace hi vacanaṃ saccaṃ nemittānaṃ bhavissati neva me tvaṃ patī assa kāmaṃ chindantu sattadhā.
Sace hi vacanaṃ saccaṃ aññesaṃ yadi vā mamaṃ neva tuyhaṃ patī atthi añño sīhassarā kusā.
|103.1| Nekkhaṃ gīvaṃ te kāressaṃ patvā khujje kusāvatiṃ sace maṃ nāganāsūruṃ olokeyya pabhāvatī. @Footnote: 1 Ma. kāmesi . 2 Ma. akantaṃ kantumicchasi . 3 Sī. Yu. bhūkuṭiṃ . 4 Sī. Yu. @rājaputti adikkhasi . 5 Sī. Yu. maddassa thīpure. |103.2| Nekkhaṃ gīvaṃ te kāressaṃ patvā khujje kusāvatiṃ sace maṃ nāganāsūruṃ ālapeyya pabhāvatī. |103.3| Nekkhaṃ gīvaṃ te kāressaṃ patvā khujje kusāvatiṃ sace maṃ nāganāsūruṃ umhāyeyya pabhāvatī. |103.4| Nekkhaṃ gīvaṃ te kāressaṃ patvā khujje kusāvatiṃ sace maṃ nāganāsūruṃ pamhāyeyya pabhāvatī. |103.5| Nekkhaṃ gīvaṃ te kāressaṃ patvā khujje kusāvatiṃ sace maṃ nāganāsūruṃ pāṇībhi upasaṃphuse.
Na hi nūnāyaṃ rājaputtī kuse sātaṃpi vindati āḷārike bhate pose vettanena anatthike.
Na hi nūna ayaṃ khujjā labhati jivhāya chedanaṃ sunisitena satthena evaṃ dubbhāsitaṃ bhaṇaṃ.
|106.1| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī mahāyasoti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.2| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī 1- mahaddhanoti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.3| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī mahabbaloti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.4| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī mahāraṭṭhoti katvāna karassu rucire piyaṃ. @Footnote: 1 Yu. pabhāvati. ito paraṃ īdisameva. |106.5| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī mahārājāti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.6| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī sīhassaroti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.7| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī vaggussaroti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.8| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī bindussaroti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.9| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī mañjussaroti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.10| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī madhurassaroti 1- katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.11| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī satasippoti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.12| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī khattiyotipi katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.13| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī kusarājāti katvāna karassu rucire piyaṃ.
Ete nāgā upatthaddhā sabbe tiṭṭhanti vammikā 2- purā maddanti pākāraṃ ānetetaṃ pabhāvatiṃ. @Footnote: 1 Ma. madhussaroti . 2 Ma. vammitā.
Satta bile 1- karitvāna ahametaṃ pabhāvatiṃ khattiyānaṃ padassāmi ye maṃ hantuṃ idhāgatā.
Avuṭṭhahi rājaputtī sāmā koseyyavāsinī assupuṇṇehi nettehi dāsīgaṇapurakkhatā.
|110.1| Taṃ nūna kakkūpanisevitaṃ mukhaṃ ādāsadantātharupaccavekkhitaṃ subhaṃ sunettaṃ virajaṃ anaṅgaṇaṃ chuḍḍaṃ vane ṭhassati khattiyehi. |110.2| Te nūna me asite vellitagge kese mudū candanasāralitte samākule sīvathikāya majjhe pādehi gijjhā parikaḍḍhayanti 2- . |110.3| Tā nūna me tambanakhā sulomā bāhā mudū candanasāralittā chinnā vane ujjhitā khattiyehi gayha dhaṅko 3- gacchati yena kāmaṃ. |110.4| Te nūna tālūpanibhe alambe nisevite kāsikacandanena thanesu me lambissati sigālo mātūva putto taruṇo tanujo. @Footnote: 1 Sī. Yu. khaṇḍe . 2 ma parikaḍḍhissanti . 3 Yu. vako. |110.5| Taṃ nūna soṇiṃ puthulaṃ sukoṭṭitaṃ nisevitaṃ kañcanamekhalāhi chinnaṃ vane khattiyehi avatthaṃ sigālasaṅghā parikaḍḍhayanti 1- . |110.6| Soṇā dhaṅkā 2- sigālā ca ye caññe santi dāṭhino ajarā nūna hessanti bhakkhayitvā pabhāvatiṃ. |110.7| Sace maṃsāni hariṃsu khattiyā dūragāmino aṭṭhīni amma yācitvā anupanthe dahātha naṃ. |110.8| Khettāni amma kāretvā kaṇikārettha ropaye 3- yadā te pupphitā assu hemantānaṃ himaccaye sareyyātha mamaṃ amma evaṃvaṇṇā pabhāvatī.
Tassā mātā udaṭṭhāsi khattiyā devavaṇṇinī disvā asiñca sūnañca rañño maddassantepure.
Iminā nūna asinā susaññaṃ tanumajjhimaṃ dhītaraṃ madda 4- hantvāna khattiyānaṃ padassasi 5- .
|113.1| Na me akāsi vacanaṃ atthakāmāya puttike sājja lohitasañchannā gacchasi yamasādhanaṃ. |113.2| Evamāpajjati poso pāpiyañca nigacchati yo ce 6- hitānaṃ vacanaṃ na karoti atthadassinaṃ. |113.3| Saceva ajja dhāresi kumāraṃ cārudassanaṃ @Footnote: 1 Ma. parikaḍḍhissanti . 2 Yu. vakā . 3 Ma. ropaya . 4 Yu. maddo. @ 5 Yu. padassati . 6 Ma. ve. Kusena jātaṃ khattiyaṃ suvaṇṇamaṇimekhalaṃ. |113.4| Pūjitaṃ 1- ñātisaṅghehi na gacchasi yamakkhayaṃ yatthassu bherī nadati kuñjaro ca nikūjati khattiyānaṃ kule bhadde kiṃ nu sukhataraṃ tato. |113.5| Asso hasiyati 2- dvāre kumāro uparodati khattiyānaṃ kule bhadde kiṃ nu sukhataraṃ tato. |113.6| Mayūrakoñcābhirude kokilābhinikūjite khattiyānaṃ kule bhadde kiṃ nu sukhataraṃ tato.
Kahaṃ nu so sattumaddano pararaṭṭhappamaddano kuso soḷārapaññāṇo yo no dukkhā pamocaye.
Idheva so sattumaddano pararaṭṭhappamaddano kuso soḷārapaññāṇo yo ne sabbe vadhissati 3- .
Ummattikā nu bhaṇasi andhabālā pabhāsasi kuso ce āgato assa kiṃ nu 4- jānemu taṃ mayaṃ.
Eso āḷāriko poso kumārīpuramantare daḷhaṃ katvāna saṃvellaṃ 5- kumbhiṃ dhovati onato.
Veṇī tvamasi caṇḍālī ādūsi kulagandhinī kathaṃ maddakule jātā dāsaṃ kayirāsi kāmukaṃ.
Namhi veṇī na caṇḍālī na camhi kulagandhinī okkākaputto bhaddante tvaṃ nu dāsoti maññasi. @Footnote: 1 Yu. pūjitā . 2 Ma. asso ca sisati . 3 Sī. yo no dukkhā pamocaye. @ 4 Ma. na . 5 Ma. velliṃ.
|120.1| Yo brāhmaṇasahassāni sadā bhojeti viṃsati 1- okkākaputto bhaddante tvaṃ nu dāsoti maññasi. |120.2| Yassa nāgasahassāni sadā yojenti vīsati okkākaputto bhaddante tvaṃ nu dāsoti maññasi. |120.3| Yassa assasahassāni sadā yojenti vīsati okkākaputto bhaddante tvaṃ nu dāsoti maññasi. |120.4| Yassa rathasahassāni sadā yojenti vīsati okkākaputto bhaddante tvaṃ nu dāsoti maññasi. [2]- |120.5| Yassa dhenusahassāni sadā dūhanti vīsati okkākaputto bhaddante tvaṃ nu dāsoti maññasi.
Taggha te dukkaṭaṃ bāle yaṃ khattiyaṃ mahabbalaṃ nāgaṃ maṇḍūkavaṇṇena na naṃ akkhāsi māgataṃ 3- .
Aparādhaṃ mahārāja tvaṃ no khama rathesabha yaṃ tvaṃ 4- aññātavesena naññāsimhā idhāgataṃ.
Mādisassa na taṃ channaṃ yohaṃ āḷāriko bhave tvaññeva me pasīdassu natthi te deva dukkaṭaṃ.
Gaccha bāle khamāpehi kusarājaṃ mahabbalaṃ khamāpito kusarājā so te dassati jīvitaṃ.
Pitussa vacanaṃ sutvā devavaṇṇī pabhāvatī sirasā aggahī pāde kusarājaṃ mahabbalaṃ. @Footnote: 1 Ma. vīsatiṃ. ito paraṃ īdisameva. @ 2 Sī. Yu. yassa usabhasahassāni sadā yojenti vīsatiṃ. @ okkāka ... ... ... ... ... ... ... dāsoti maññasi. @ 3 Ma. na naṃ akkhāsidhāgataṃ . 4 Ma. taṃ.
|126.1| Yāva 1- ratyo atikkantā tāmā deva tayā vinā vande te sirasā pāde mā me kujjha rathesabha. |126.2| Saccante 2- paṭijānāmi mahārāja suṇohi me na cāpi appiyaṃ tuyhaṃ kareyyāmi ahaṃ puna. |126.3| Evañca yācamānāya vacanaṃ me na kāhasi idāni maṃ tāto hantvā khattiyānaṃ padassati.
|127.1| Evante yācamānāya kiṃ na kāhāmi te vaco vikuddho tyasmi kalyāṇī mā tvaṃ bhāyi pabhāvatī. |127.2| Saccante 2- paṭijānāmi rājaputtī suṇohi me na cāpi appiyaṃ tuyhaṃ kareyyāmi ahaṃ puna. |127.3| Tava kāmā hi sussoṇi bahudukkhaṃ titikkhisaṃ bahumaddakulaṃ hantvā nayituṃ taṃ pabhāvatī.
|128.1| Yojayantu rathe asse nānācitte samāhite atha dakkhatha me vegaṃ vidhamentassa 3- sattavo. |128.2| Tañca tattha udikkhiṃsu rañño maddassantepure 4- vijambhamānaṃ sīhaṃva poṭhentaṃ diguṇaṃ bhujaṃ.
|129.1| Hatthikkhandhañca āruyha āropetvā pabhāvatiṃ saṅgāmaṃ otaritvāna sīhanādaṃ nadī kuso. |129.2| Tassa taṃ nadato sutvā sīhassevītare migā @Footnote: 1 Ma. yāmā . 2 Ma. sabbaṃ te . 3 Ma. vidhamantassa . 4 Sī. maddassa thīpure. Khattiyā vipalāyiṃsu kusasaddabhayaṭṭitā 1- . |129.3| Hatthārohā anīkaṭṭhā rathikā pattikārakā aññamaññassa chindanti kusasaddabhayaṭṭitā. |129.4| Tasmiṃ saṅgāmasīsasmiṃ passitvā haṭṭhamānaso 2- kusassa rañño devindo adā verocanaṃ maṇiṃ. |129.5| So taṃ vijitvā saṅgāmaṃ laddhā verocanaṃ maṇiṃ hatthikkhandhagato rājā pāvekkhi nagaraṃ puraṃ. |129.6| Jīvaggāhaṃ gahetvāna bandhitvā satta khattiye sassurassūpanāmesi ime te deva sattavo. |129.7| Sabbeva te vasaṃ gatā amittā vihatā tava kāmaṃ karohi te tayā muñca vā te hanassu vā.
Tuyheva sattavo ete nahi te mayha sattavo tvaññeva no mahārāja muñca vā te hanassu vā.
Imā te dhītaro satta devakaññūpamā subhā dadāhi nesaṃ ekekaṃ hontu jāmātaro tava.
Amhākañceva tāsañca tvaṃ no sabbesamissaro tvaññeva no mahārāja dehi nesaṃ yadicchasi.
|133.1| Ekamekassa ekekaṃ adā sīhassaro kuso khattiyānaṃ tadā tesaṃ rañño maddassa dhītaro. |133.2| Pīṇitā tena lābhena tuṭṭhā sīhassare kuse @Footnote: 1 Yu. kusasaddabhayaṭṭhitā . 2 Sī. tuṭṭhamānaso. Sakaraṭṭhāni pāyiṃsu khattiyā satta tāvade. |133.3| Pabhāvatiñca ādāya maṇiṃ verocanaṃ subhaṃ 1- kusāvatiṃ kuso rājā agamāsi mahabbalo. |133.4| Tyassu ekarathe yantā pavisantā kusāvatiṃ samānā vaṇṇarūpena nāññamaññātirocisuṃ 2- . |133.5| Mātā puttena saṅgañchi ubhayo ca jayampatī samaggā te tadā āsuṃ phītaṃ dharaṇimāvasunti. Kusajātakaṃ paṭhamaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๙๔
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘