กุสชาดก
ว่าด้วยพระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๙๔ · บรรทัด ๗๓๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๔ จาก ๘
เรื่องเล่า
นายช่างหม้อคนนั้น นำเอาภาชนะเหล่านั้นไปยังตำหนักของพระราชธิดาเหล่านั้นแล้ว กราบทูลว่า ภาชนะเล็ก ๆ เหล่านี้ข้าพระองค์ขอถวายไว้เพื่อสำหรับพระนางได้ทรงเล่น. พระราชธิดาเหล่านั้นทั้งหมดเสด็จมาแล้ว. นายช่างหม้อก็ได้ถวายภาชนะที่พระมหาสัตว์การทำไว้เพื่อประโยชน์แก่พระนางประภาวดี เฉพาะพระนางทีเดียว. พระนางทรงรับภาชนะนั้นมาแล้วทรงเห็นพระรูปของพระองค์พระรูปของพระมหาสัตว์ และรูปของหญิงค่อมในภาชนะนั้นทีเดียว ก็ทรงทราบว่า ภาชนะนี้ไม่ใช่คนอื่นทำ พระเจ้ากุสราชนั่นแล ทรงกระทำ ทรงแค้นเคืองแล้ว ขว้างของเหล่านั้นลงบนภาคพื้น แล้วตรัสว่า เราไม่มีความต้องการด้วยของสิ่งนี้ ใครอยากได้ท่านจงเอาไปให้เขาเถิด. ลำดับนั้น พระราชธิดาผู้เป็นพระภคินีทั้งหลายของพระนาง ทรงทราบว่า พระนางทรงกริ้ว ก็พากันทรงยิ้มว่า พระพี่เข้าพระทัยว่าภาชนะเล็ก ๆ นี้ พระเจ้ากุสราชทรงกระทำกระมัง ภาชนะนี้ ไม่ใช่พระเจ้ากุสราชนั้นทรงกระทำหรอก ช่างหม้อเขากระทำต่างหาก พระพี่นางจงรับเอาไว้เถิด พระนางก็มิได้ตรัสบอก ถึงเรื่องที่พระเจ้ากุสราชนั้น ทรงกระทำภาชนะและเรื่องที่พระเจ้ากุสราชนั้น เสด็จมาถึงแล้ว แก่พวกพระภคินีเหล่านั้นนายช่างหม้อได้ให้กหาณะพันหนึ่งแก่พระโพธิสัตว์แล้ว กล่าวว่า นี่แน่ะพ่อเอ๋ยพระราชาทรงชอบใจเจ้า ได้ยินว่าจำเดิมแต่นี้ไป เจ้าพึงกระทำภาชนะสำหรับพระราชธิดาทุก ๆ พระองค์ เราจักนำไปถวายแด่พระราชธิดาเหล่านั้นเองพระโพธิสัตว์เจ้านั้น จึงตรัสว่า ท่านพ่อครับ ผมจักไม่การทำเพื่อพระราชธิดาเหล่านั้น พระโพธิสัตว์เจ้านั้น ทรงพระราชดำริว่า เราขืนอยู่ในที่นี้ เห็นจะไม่อาจที่จะได้เห็นพระนางประภาวดีได้ จึงพระราชทานทรัพย์พันหนึ่งนั้นแก่นายช่างหม้อนั้นทีเดียว แล้วจึงเสด็จไปยังสำนักของนายช่างสาน ผู้เป็นอุปัฏฐากของพระราชา ขอสมัครเป็นศิษย์ของนายช่างสานนั้น แล้วทรงกระทำใบตาลเพื่อประโยชน์แก่พระนางประภาวดีแล้ว แสดงรูปต่าง ๆ คือ รูปเศวตฉัตรสถานที่สำหรับดื่ม พระนางประภาวดี ทรงยืนจับผ้าเป็นต้นในใบตาลนั้น นายช่างสานได้ถือเอาใบตาลนั้นและของอย่างอื่นอีก ที่พระโพธิสัตว์นั้น ทรงกระทำแล้ว นำไปยังราชตระกูล พระราชา ทอดพระเนตรเห็นตรัสถามว่า สิ่งของเหล่านั้นใครทำ นายช่างสาน กราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์ทำเองพระเจ้าข้า พระราชาตรัสว่า เราจำของที่เจ้าทำได้ดี จงบอกมาเถิดว่าของเหล่านั้นใครทำกันแน่ นายช่างสานกราบทูลว่า ขอเดชะ ศิษย์ของข้าพระองค์กระทำพระเจ้าข้า พระราชาทรงรับสั่งว่า ผู้นั้นไม่สมควรเป็นศิษย์ เขาจงเป็นอาจารย์ของเจ้าจึงเหมาะ เจ้าจงศึกษาศิลปะในสำนักของเขาและจำเดิมแต่วันนี้ไป ขอให้เขาทำสิ่งของอย่างนี้ แก่พวกธิดาของเรา และเจ้าจงให้ทรัพย์พันหนึ่งนี้แก่เขาด้วย ดังนี้แล้ว ทรงพระราชทานทรัพย์พันหนึ่งแล้วตรัสว่า เจ้าจงนำเอาสิ่งของเครื่องประดับเหล่านั้น ไปให้พวกธิดาของเราด้วย.
แม้นายช่างสานั้น ก็ได้ถวายใบตาลที่พระโพธิสัตว์ ทรงกระทำเพื่อประโยชน์แก่พระนางประภาวดีเฉพาะพระนางทีเดียว ชนอื่น ย่อมไม่เห็นรูปทั้งหลายในใบตาลนั้น ฝ่ายพระนางประภาวดี พอได้ทอดพระเนตรเห็น ก็ทรง. ทราบว่า พระเจ้ากุสราชทรงกระทำ ก็ทรงกริ้วขว้างลงบนพื้นแล้วรับสั่งว่าใครอยากได้ ก็จงเอาไปเถิด ลำดับนั้น พวกพระภคินีที่เหลือ ก็ทรงหัวเราะเยาะพระนาง นายช่างสาน ถือเอาทรัพย์พันหนึ่ง ไปให้พระโพธิสัตว์แล้วบอกเรื่องราวนั้นให้ทราบ พระโพธิสัตว์เจ้านั้น ยังทรงดำริว่า แม้ที่นี้ก็ไม่ใช่สถานที่ที่เราควรจะอยู่ จึงมอบทรัพย์พันหนึ่งคืนให้นายช่างสานนั้นแล้ว เสด็จไปยังสำนักของนายช่างร้อยดอกไม้ของพระราชา แจ้งความประสงค์ขอเป็นศิษย์ทรงร้อยพวงมาลาแปลก ๆ หลายอย่างหลายชนิด ได้กระทำทรงเทริดอันหนึ่งซึ่งวิจิตรด้วยรูปต่าง ๆ เพื่อประโยชน์แก่พระนางประภาวดี นายมาลาการถือเอาพวงมาลาทั้งหมดนั้น ไปยังราชตระกูล พระราชาทอดพระเนตรเห็นจึงตรัสถามว่า ดอกไม้เหล่านี้ ใครร้อยเป็นพวงมาลา นายมาลาการ กราบทูลว่า ข้าพระองค์ร้อยเองพระเจ้าข้า พระราชาตรัสว่า ดอกไม้ที่เจ้าเคยร้อยแล้ว เราจำได้ดี จงบอกมานะว่า ดอกไม้เหล่านี้ใครร้อย นายมาลาการกราบทูลว่า ศิษย์ของข้าพระองค์ร้อยเป็นพวงมาลา พระเจ้าข้า พระราชาตรัสว่า ผู้นั้นไม่สมควรเป็นศิษย์ของเจ้า เขาจงเป็นอาจารย์ของเจ้าเถิด เจ้าจงเรียนศิลปะในสำนักของเขา และจำเดิมแต่วันนี้ไป ขอให้เขาได้ร้อยดอกไม้ให้พวกธิดาของเราเถิด และเจ้าจงให้ทรัพย์พันหนึ่งนี้แก่เขา ดังนี้แล้ว จึงพระราชทานทรัพย์พันหนึ่งแล้วรับสั่งว่า เจ้าจงนำเอาดอกไม้เหล่านั้นไปให้พวกธิดาของเราด้วย.
แม้ช่างร้อยดอกไม้นั้น ก็ได้ถวายทรงเทริดที่พระมหาสัตว์ ทรงกระทำเพื่อประโยชน์แก่พระนางประภาวดี เฉพาะพระหัตถ์พระนางที่เดียว พระนางทรงเห็นรูปต่าง ๆ ของพระองค์และของพระราชาพร้อมทั้งรูปอื่น ๆ อีกเป็นอันมาก ในทรงเทริดนั้นก็ทรงทราบว่า พระเจ้ากุสราชนั้น ทรงการทำ จึงทรงกริ้วแล้วขว้างลงบนภาคพื้น พวกภคินีที่เหลือ พากันหัวเราะเยาะพระนางเหมือนอย่างนั้นทีเดียว แม้นายมาลาการ ก็ได้นำทรัพย์มาให้พระโพธิสัตว์เจ้าบอกเรื่องนั้นให้ทราบแล้ว พระโพธิสัตว์เจ้านั้น จึงทรงพระดำริว่า แม้สถานที่นี้ ก็ไม่ใช่ที่ที่เราจะอยู่ได้ จึงคืนทรัพย์พันหนึ่ง ให้แก่นายมาลาการนั้น แล้วเสด็จไปยังสำนักของเจ้าพนักงานห้องเครื่องต้นของพระราชา ขอฝากตัวเป็นศิษย์ ภายหลังวันหนึ่ง เจ้าพนักงานเครื่องต้นไปถวายแด่พระราชา ก็ได้ให้ชิ้นเนื้อติดกระดูกชิ้นหนึ่ง แก่พระโพธิสัตว์เจ้า เพื่อให้ปิ้งเป็นประโยชน์ส่วนตัวพระโพธิสัตว์เจ้า ทรงปิ้งเนื้อนั้นให้มีกลิ่นหอมตลบฟุ้งไป จนทั่วพระนครทั้งหมด พระราชา ทรงได้กลิ่นเนื้อนั้น จึงตรัสถามว่า เจ้าปิ้งเนื้อส่วนอื่นของเจ้าไว้ในห้องเครื่องต้นหรือ เจ้าพนักงานเครื่องต้น กราบทูลว่า ไม่มีเลยพระเจ้าข้า ก็แต่ว่าข้าพระองค์ ได้ให้ชิ้นเนื้อติดกระดูกแก่ลูกมือของข้าพระองค์เพื่อให้ปิ้งบริโภค กลิ่นนั้นเห็นจะเป็นกลิ่นของเนื้อนั้นนั่นเองพระเจ้าข้า พระราชา ทรงรับสั่งให้นำเนื้อนั้นมาแล้ว ทรงแตะวางที่ปลายพระชิวหาหน่อยหนึ่งจากเนื้อชิ้นนั้น ในขณะนั้นทีเดียวรสแห่งชิ้นเนื้อนั้น ก็แผ่ซาบซ่านไปทั่วประสาท สำหรับรสถึงเจ็ดพัน พระราชา ทรงติดใจในรสตัณหา จึงทรงพระราชทานทรัพย์พันหนึ่ง แก่เจ้าพนักงานเครื่องต้นนั้น แล้วทรงรับสั่งว่าจำเดิมแต่นี้ไป เจ้าจงให้ลูกมือของเจ้าปรุงภัตตาหารให้ แก่พวกธิดาของเราและแก่เราด้วยแล้ว เจ้าจงนำมาให้เรา ส่วนลูกมือของเจ้านั้น จงนำไปให้พวกธิดาของเรา.
เจ้าพนักงานเครื่องต้นไปบอกแก่พระโพธิสัตว์นั้น ให้ทราบแล้วพระโพธิสัตว์เจ้านั้น จึงทรงพระดำริว่าบัดนี้ ความปรารถนาแห่งใจของเราถึงที่สุดแล้ว เราจักได้เห็นพระนางประภาวดีในบัดนี้แน่ จึงทรงดีพระทัยแล้วคืนทรัพย์พันหนึ่งนั้นให้แก่เจ้าพนักงานเครื่องต้นนั้น ในวันรุ่งขึ้น ทรงจัดแจงเครื่องเสวยเสร็จแล้ว ส่งเครื่องต้นของพระราชาไปแล้ว ส่วนพระองค์เองทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยของพวกพระราชธิดา เสด็จขึ้นไปยังปราสาท ที่ประทับของพระนางประภาวดี พระนางได้ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์เจ้านั้น ทรงหาบกระเช้าเครื่องกระยาเสวย เสด็จขึ้นปราสาทมา จึงทรงพระดำริว่า พระเจ้ากุสราชนี้ มากระทำการงาน ที่พวกทาสและกรรมกรจะพึงกระทำช่างไม่สมควรแก่พระองค์เลย ก็ถ้าเราจักนิ่งเฉยเสียสัก ๒, ๓ วัน เธอก็จะมีความสำคัญว่า บัดนี้ พระนางประภาวดีนี้ปรารถนาเรา ก็จะไม่ไปไหน มองดูแต่เรา จักอยู่ในที่นี้ทีเดียว บัดนี้ เราจักด่าว่าพระองค์เสียเลยไม่ให้อยู่ในที่นี้แม้แต่เพียงชั่วครู่หนึ่งแล้ว จักให้ทรงหนีไป พระนางทรงเปิดพระทวารแง้มไว้ครึ่งหนึ่ง ทรงเอาพระหัตถ์ข้างหนึ่งยึดบานประตูไว้ อีกบานหนึ่ง ทรงใส่ลิ่มเสียแล้ว ตรัสพระคาถาที่ ๒ ว่า
พระองค์ทรงนำหาบใหญ่ มาด้วยพระทัยอันไม่ ซื่อตรง จักต้องทรงเสวยทุกข์มาก ทั้งกลางวันและ กลางคืน ขอเชิญพระองค์เสด็จกลับไป ยังกุสาวดีนคร เสียโดยเร็วเถิด หม่อมฉันไม่ปรารถนาให้พระองค์ ผู้ มีผิวพรรณชั่วอยู่ในที่นี้.
เนื้อความแห่งคาถานั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์เป็นผู้ปรุงภัตตาหาร มิได้ทรงทำการงานนี้ แม้แก่บุคคลผู้ตีศีรษะของพระองค์ให้แตก ด้วยจิตอันซื่อตรง แต่ทรงนำหาบให้หาบหนึ่งมาเพื่อประโยชน์แก่เรา ด้วยจิตอันไม่ซื่อตรง จักเสวยความทุกข์ใหญ่ทั้งกลางวันกลางคืน และในกาลอันเป็นส่วนแห่งราตรี จะมีประโยชน์อะไรด้วยความลำบากที่ท่านได้รับอยู่นั้น ขอเชิญท่านกลับไปยังเมืองกุสาวดี อันเป็นเมืองของพระองค์เสียเถิด ขอจงไปสถาปนานางยักษิณี ซึ่งมีหน้าและทรวดทรงคล้ายกับขนมเบื้องเสมอเช่นกันกับพระองค์แล้ว ทรงเสวยราชสมบัติเถิด ส่วนตัวหม่อมฉัน ไม่ปรารถนาที่จะให้ท่านผู้มีผิวพรรณอันชั่วช้า ผู้มีทรวดทรงอันไม่งดงามอยู่ในที่นี้ต่อไป.
พระโพธิสัตว์เจ้านั้น ทรงดีพระทัยว่า เราได้รับถ้อยคำจากสำนักของพระนางประภาวดีแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถา ๓ พระคาถาว่า
ประภาวดีเอ๋ย พี่ติดใจในผิวพรรณของเธอ จึง จะจากที่นี้ไปยังเมืองกุสาวดีไม่ได้ พี่มีความพอใจใน การเห็นเธอ จึงได้ละทิ้งบ้านเมืองมารื่นรมย์อยู่ในพระ ราชนิเวศน์ อันน่ารื่นรมย์ของพระเจ้ามัททราช ดูก่อน น้องประภาวดี พี่ติดใจในผิวพรรณของเธอจนลุ่มหลง เที่ยวไปยังพื้นแผ่นดิน พี่ไม่รู้จักทิศว่า พี่มาแล้วจาก ที่ไหน พี่หลงใหลในตัวเธอ ผู้มีดวงเนตรอันแจ่มใส ดุจดวงตามฤค ผู้ทรงภูษากรองทอง และห้อยสังวาลย์ ทอง ดูก่อนพระน้องนางผู้มีตะโพกอันผึ่งผาย พี่มี ความต้องการ แต่ตัวเธอเท่านั้น พี่ไม่ต้องการด้วย พระราชสมบัติเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รมามิ คือยินดียิ่ง แต่มิได้กระสัน. บทว่า สนฺมุฬฺหรูโป ได้แก่ เป็นผู้ลุ่มหลงเพรียบด้วยกิเลส. บทว่า ตยิมฺหิ มตฺโต ความว่า พี่เป็นผู้มัวเมาในตัวเธอ คือเป็นผู้เมาจนทั่วในตัวเธอ. บทว่า โสวณฺณจีรวสเน คือผู้นุ่งผ้าอันขจิตด้วยทอง. บทว่า นาหํ รชฺเชน มตฺถิโก ความว่า จะมีความต้องการด้วยราชสมบัติก็หามิได้.
เมื่อพระโพธิสัตว์เจ้านั้น ตรัสอย่างนี้แล้ว พระนางเจ้าจึงทรงพระดำริว่า เราคำว่าพระเจ้ากุสราช ด้วยหวังว่าจักให้เธอเจ็บแสบ แต่พระเจ้ากุสราชพระองค์นี้ กลับพูดเกี่ยวพันอีก ก็ถ้าเธอจักบอกกล่าวขึ้นว่า เราเป็นพระเจ้ากุสราช แล้วเข้ามาจับมือเรา ใครจะห้ามเธอได้ ครจะพึงได้ยินถ้อยคำของเราทั้งสองนี้ได้ จึงทรงปิดพระทวารใส่ลิ่มแล้ว เสด็จเช้าข้างใน. ส่วนพระโพธิสัตว์เจ้านั้น ก็ทรงหาบกระเช้าเครื่องเสวยไปเที่ยวแจกภัตตาหาร ให้พระราชธิดาทั้งหลายได้เสวยแล้ว. พระนางประภาวดี ทรงส่งนางค่อมไปด้วยพระดำรัสว่าเธอจงไปนำเอาภัตรที่พระเจ้ากุสราชปรุงแล้วมา. นางค่อมนั้น นำมาแล้วกราบทูลว่า ขอพระแม่เจ้าจงเสวยเถิด. พระนางตรัสว่า ฉันจะไม่ขอยอมบริโภคภัตรที่พระเจ้ากุสราชนั้นปรุงแล้ว เธอจงบริโภคเสียเองเถิด จงนำเอาผักที่ตนได้มาแล้ว จัดแจงหุงต้มภัตร นำมาให้เราแทน และเรื่องที่พระเจ้ากุสราชติดตามมา เธออย่าไปบอกแก่ใคร ๆ นะ.
จำเดิมแต่นั้นมา นางค่อมก็นำเอาเครื่องเสวยอันเป็นส่วนของพระนางเจ้า มาบริโภคเสียเอง นำเอาอาหารที่เป็นส่วนของตน น้อมเข้าไปถวายพระนางแทน. จำเดิมแต่นั้นมา แม้พระเจ้ากุสราช ก็มิได้ทรงทอดพระเนตรเห็นพระนางอีกเลย จึงทรงพระราชดำริว่า พระนางประภาวดี ยังมีความเสน่หาในตัวเรา หรือว่าไม่มีกันหนอ จำเราจักทดลองดูพระนาง. พระโพธิสัตว์เจ้านั้น ครั้นทรงให้พระราชธิดาทุกพระองค์เสวยเสร็จแล้วจึงหาบกระเช้าเครื่องเสวยออกมา พอมาถึงประตูพระตำหนักของพระนางก็ทรงกระทืบพื้นปราสาทด้วยพระบาท กระแทกภาชนะทั้งหลายทรงทอดถอนพระทัยใหญ่ ทำเป็นประหนึ่งว่าถึงวิสัญญีสลบ ทรงคู้งอพระองค์ล้มกลิ้งลงไป ด้วยเสียงที่พระโพธิสัตว์เจ้านั้นทรงทอดถอนพระทัยใหญ่ พระนางจึงทรงเปิดพระทวารออกมา ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์นั้นถูกไม้คานหาบเครื่องเสวยทับเอา จึงทรงดำริว่า พระเจ้ากุสราชนี้ เป็นพระราชาผู้เลิศในชมพูทวีปทั้งสิ้น ได้ทรงเสวยความลำบากทั้งกลางคืนและกลางวัน เพราะอาศัยเรา และเพราะพระองค์เป็นสุขุมาลชาติ จึงถูกหาบเครื่องเสวยทับเอาแล้วล้มลง พระองค์ยังมีพระชนม์อยู่หรือสิ้นพระชนม์เสียแล้วหนอ. พระนางจึงเสด็จออกจากพระตำหนัก ทรงก้มพระศอลงดูพระพักตร์ เพื่อจะตรวจพระวาโยที่ช่องพระนาสิกของพระเจ้ากุสราชนั้น . พระเจ้ากุสราชนั้น ทรงอมพระเขฬะไว้เต็มพระโอฐ แล้วถ่มรดไปที่พระสรีระของพระนาง. พระนางกริ้วต่อพระเจ้ากุสราชนั้นมาก ทรงด่าพระองค์แล้ว เสด็จเข้าไปยังพระตำหนัก ทรงปิดพระทวารเสียครั้งหนึ่งแล้ว ประทับยืนอยู่ ตรัสพระคาถาว่า
ดูก่อนพระเจ้ากุสราช ผู้ใดปรารถนาคนที่เข้าไม่ ปรารถนาตน ผู้นั้นย่อมมีแต่ความไม่เจริญ หม่อมฉัน ไม่รักพระองค์ พระองค์ก็จะให้หม่อมฉันรัก เมื่อเขา ไม่รัก พระองค์ยังปรารถนาให้เขารัก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภูติ หมายถึงความไม่เจริญ.
ฝ่ายพระเจ้ากุสราชนั้น แม้จะถูกพระนางคำว่า ก็มิได้ทรงทำความเดือนร้อนใจให้บังเกิดขึ้นเสีย เพราะเหตุพระทัยปฏิพัทธ์ในพระนาง จึงตรัสพระคาถาอันเป็นลำดับต่อไปว่า
นรชนใด ได้คนที่เขาไม่รักตัว หรือคนที่รักตัว มาเป็นที่รัก เราสรรเสริญการได้ในสิ่งนี้ ความไม่ได้ ในสิ่งนั้นเป็นความชั่วช้า.
เมื่อพระเจ้ากุสราชตรัสอยู่อย่างนี้ก็ตาม พระนางก็มิได้ทรงลดละกลับตรัสพระวาจาแข็งกระด้างยิ่งขึ้น ทรงปรารถนาที่จะให้พระเจ้ากุสราชนั้นเสด็จหนีไปเสียให้พ้น จึงตรัสพระคาถาอันเป็นลำดับต่อไปว่า
พระองค์ทรงปรารถนาซึ่งหม่อมฉัน ผู้ไม่ปรารถนา เปรียบเหมือนพระองค์เอาไม้กรรณิการ์มาแคะ เอาเพชรในหิน หรือเหมือนเอาตาข่ายมาดักลมฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กณิการสฺส ทารุนา คือไม้แห่งต้นกรรณิการ์. บทว่า พาเธสิ คือปิด ได้แก่ บังลม.
พระราชา ได้ทรงสดับพระดำรัสนั้นแล้ว จึงตรัสพระคาถา ๓ คาถาว่า
หินคงฝังอยู่ในหฤทัยอันมีลักษณะอ่อนละมุน ละไม ของเธอเป็นแน่ เพราะตั้งแต่ฉันมาจากชนบท ภายนอก ยังไม่ได้ความชื่นชมจากเธอเลย แม่ราชบุตร ยังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมองดูฉันอยู่ตราบใด ฉันก็คง ต้องเป็นพนักงานเครื่องต้นภายในบุรี ของพระเจ้า มัททราชอยู่ตราบนั้น ต่อเมื่อใดแม่ราชบุตรียิ้มแย้ม แจ่มใส มองดูฉัน ฉันก็จะเลิกเป็นพนักงานเครื่องต้น กลับไปเป็นพระเจ้ากุสราชเมื่อนั้น.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๒๐๘–๒๗๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัตตตินิบาตชาดก ๔๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Idante raṭṭhaṃ sadhanaṃ sayoggaṃ sakāyuraṃ sabbakāmūpapannaṃ idante rajjaṃ anusāsa amma gacchāmahaṃ yattha piyā pabhāvatī.
Anujubhūtena haraṃ mahantaṃ divā ca ratto ca nisīthakāle paṭigaccha tvaṃ khippaṃ kusāvatiṃ [1]- nicchāmi dubbaṇṇamahaṃ vasantaṃ.
|96.1| Nāhaṃ gamissāmi ito kusāvatiṃ pabhāvatī vaṇṇapalobhito tava ramāmi maddassa niketaramme hitvāna raṭṭhaṃ tava dassane rato. |96.2| Pabhāvatī vaṇṇapalobhito tava sammūḷharūpo vicarāmi medaniṃ 2- disaṃ na jānāmi kutomhi āgato tayimhi matto migamandalocane |96.3| sovaṇṇacīravasane jātarūpasumekhale @Footnote: 1 Ma. kusa . 2 Ma. mediniṃ. Sussoṇi tava kāmā hi nāhaṃ rajjena matthiko.
Abhūti tassa bho hoti yo anicchantamicchati akāmaṃ rāja kāmehi 1- akanto kantamicchasi 2- .
Akāmaṃ vā sakāmaṃ vā yo naro labhate piyaṃ lābhamettha pasaṃsāma alābho tattha pāpako.
Pāsāṇasāraṃ khaṇasi kaṇikārassa dārunā vātaṃ jālena bādhesi yo anicchantamicchasi.
|100.1| Pāsāṇo nūna te hadaye ohito mudulakkhaṇe yo te sātaṃ na vindāmi tirojanapadāgato. |100.2| Yadā maṃ bhakuṭiṃ 3- katvā rājaputtī udikkhati 4- āḷāriko tadā homi rañño maddassantepure 5- . |100.3| Yadā umhayamānā maṃ rājaputtī udikkhati 4- nāḷāriko tadā homi rājā homi tadā kuso.
Sace hi vacanaṃ saccaṃ nemittānaṃ bhavissati neva me tvaṃ patī assa kāmaṃ chindantu sattadhā.
Sace hi vacanaṃ saccaṃ aññesaṃ yadi vā mamaṃ neva tuyhaṃ patī atthi añño sīhassarā kusā.
|103.1| Nekkhaṃ gīvaṃ te kāressaṃ patvā khujje kusāvatiṃ sace maṃ nāganāsūruṃ olokeyya pabhāvatī. @Footnote: 1 Ma. kāmesi . 2 Ma. akantaṃ kantumicchasi . 3 Sī. Yu. bhūkuṭiṃ . 4 Sī. Yu. @rājaputti adikkhasi . 5 Sī. Yu. maddassa thīpure. |103.2| Nekkhaṃ gīvaṃ te kāressaṃ patvā khujje kusāvatiṃ sace maṃ nāganāsūruṃ ālapeyya pabhāvatī. |103.3| Nekkhaṃ gīvaṃ te kāressaṃ patvā khujje kusāvatiṃ sace maṃ nāganāsūruṃ umhāyeyya pabhāvatī. |103.4| Nekkhaṃ gīvaṃ te kāressaṃ patvā khujje kusāvatiṃ sace maṃ nāganāsūruṃ pamhāyeyya pabhāvatī. |103.5| Nekkhaṃ gīvaṃ te kāressaṃ patvā khujje kusāvatiṃ sace maṃ nāganāsūruṃ pāṇībhi upasaṃphuse.
Na hi nūnāyaṃ rājaputtī kuse sātaṃpi vindati āḷārike bhate pose vettanena anatthike.
Na hi nūna ayaṃ khujjā labhati jivhāya chedanaṃ sunisitena satthena evaṃ dubbhāsitaṃ bhaṇaṃ.
|106.1| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī mahāyasoti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.2| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī 1- mahaddhanoti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.3| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī mahabbaloti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.4| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī mahāraṭṭhoti katvāna karassu rucire piyaṃ. @Footnote: 1 Yu. pabhāvati. ito paraṃ īdisameva. |106.5| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī mahārājāti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.6| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī sīhassaroti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.7| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī vaggussaroti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.8| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī bindussaroti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.9| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī mañjussaroti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.10| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī madhurassaroti 1- katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.11| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī satasippoti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.12| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī khattiyotipi katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.13| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī kusarājāti katvāna karassu rucire piyaṃ.
Ete nāgā upatthaddhā sabbe tiṭṭhanti vammikā 2- purā maddanti pākāraṃ ānetetaṃ pabhāvatiṃ. @Footnote: 1 Ma. madhussaroti . 2 Ma. vammitā.
Satta bile 1- karitvāna ahametaṃ pabhāvatiṃ khattiyānaṃ padassāmi ye maṃ hantuṃ idhāgatā.
Avuṭṭhahi rājaputtī sāmā koseyyavāsinī assupuṇṇehi nettehi dāsīgaṇapurakkhatā.
|110.1| Taṃ nūna kakkūpanisevitaṃ mukhaṃ ādāsadantātharupaccavekkhitaṃ subhaṃ sunettaṃ virajaṃ anaṅgaṇaṃ chuḍḍaṃ vane ṭhassati khattiyehi. |110.2| Te nūna me asite vellitagge kese mudū candanasāralitte samākule sīvathikāya majjhe pādehi gijjhā parikaḍḍhayanti 2- . |110.3| Tā nūna me tambanakhā sulomā bāhā mudū candanasāralittā chinnā vane ujjhitā khattiyehi gayha dhaṅko 3- gacchati yena kāmaṃ. |110.4| Te nūna tālūpanibhe alambe nisevite kāsikacandanena thanesu me lambissati sigālo mātūva putto taruṇo tanujo. @Footnote: 1 Sī. Yu. khaṇḍe . 2 ma parikaḍḍhissanti . 3 Yu. vako. |110.5| Taṃ nūna soṇiṃ puthulaṃ sukoṭṭitaṃ nisevitaṃ kañcanamekhalāhi chinnaṃ vane khattiyehi avatthaṃ sigālasaṅghā parikaḍḍhayanti 1- . |110.6| Soṇā dhaṅkā 2- sigālā ca ye caññe santi dāṭhino ajarā nūna hessanti bhakkhayitvā pabhāvatiṃ. |110.7| Sace maṃsāni hariṃsu khattiyā dūragāmino aṭṭhīni amma yācitvā anupanthe dahātha naṃ. |110.8| Khettāni amma kāretvā kaṇikārettha ropaye 3- yadā te pupphitā assu hemantānaṃ himaccaye sareyyātha mamaṃ amma evaṃvaṇṇā pabhāvatī.
Tassā mātā udaṭṭhāsi khattiyā devavaṇṇinī disvā asiñca sūnañca rañño maddassantepure.
Iminā nūna asinā susaññaṃ tanumajjhimaṃ dhītaraṃ madda 4- hantvāna khattiyānaṃ padassasi 5- .
|113.1| Na me akāsi vacanaṃ atthakāmāya puttike sājja lohitasañchannā gacchasi yamasādhanaṃ. |113.2| Evamāpajjati poso pāpiyañca nigacchati yo ce 6- hitānaṃ vacanaṃ na karoti atthadassinaṃ. |113.3| Saceva ajja dhāresi kumāraṃ cārudassanaṃ @Footnote: 1 Ma. parikaḍḍhissanti . 2 Yu. vakā . 3 Ma. ropaya . 4 Yu. maddo. @ 5 Yu. padassati . 6 Ma. ve. Kusena jātaṃ khattiyaṃ suvaṇṇamaṇimekhalaṃ. |113.4| Pūjitaṃ 1- ñātisaṅghehi na gacchasi yamakkhayaṃ yatthassu bherī nadati kuñjaro ca nikūjati khattiyānaṃ kule bhadde kiṃ nu sukhataraṃ tato. |113.5| Asso hasiyati 2- dvāre kumāro uparodati khattiyānaṃ kule bhadde kiṃ nu sukhataraṃ tato. |113.6| Mayūrakoñcābhirude kokilābhinikūjite khattiyānaṃ kule bhadde kiṃ nu sukhataraṃ tato.
Kahaṃ nu so sattumaddano pararaṭṭhappamaddano kuso soḷārapaññāṇo yo no dukkhā pamocaye.
Idheva so sattumaddano pararaṭṭhappamaddano kuso soḷārapaññāṇo yo ne sabbe vadhissati 3- .
Ummattikā nu bhaṇasi andhabālā pabhāsasi kuso ce āgato assa kiṃ nu 4- jānemu taṃ mayaṃ.
Eso āḷāriko poso kumārīpuramantare daḷhaṃ katvāna saṃvellaṃ 5- kumbhiṃ dhovati onato.
Veṇī tvamasi caṇḍālī ādūsi kulagandhinī kathaṃ maddakule jātā dāsaṃ kayirāsi kāmukaṃ.
Namhi veṇī na caṇḍālī na camhi kulagandhinī okkākaputto bhaddante tvaṃ nu dāsoti maññasi. @Footnote: 1 Yu. pūjitā . 2 Ma. asso ca sisati . 3 Sī. yo no dukkhā pamocaye. @ 4 Ma. na . 5 Ma. velliṃ.
|120.1| Yo brāhmaṇasahassāni sadā bhojeti viṃsati 1- okkākaputto bhaddante tvaṃ nu dāsoti maññasi. |120.2| Yassa nāgasahassāni sadā yojenti vīsati okkākaputto bhaddante tvaṃ nu dāsoti maññasi. |120.3| Yassa assasahassāni sadā yojenti vīsati okkākaputto bhaddante tvaṃ nu dāsoti maññasi. |120.4| Yassa rathasahassāni sadā yojenti vīsati okkākaputto bhaddante tvaṃ nu dāsoti maññasi. [2]- |120.5| Yassa dhenusahassāni sadā dūhanti vīsati okkākaputto bhaddante tvaṃ nu dāsoti maññasi.
Taggha te dukkaṭaṃ bāle yaṃ khattiyaṃ mahabbalaṃ nāgaṃ maṇḍūkavaṇṇena na naṃ akkhāsi māgataṃ 3- .
Aparādhaṃ mahārāja tvaṃ no khama rathesabha yaṃ tvaṃ 4- aññātavesena naññāsimhā idhāgataṃ.
Mādisassa na taṃ channaṃ yohaṃ āḷāriko bhave tvaññeva me pasīdassu natthi te deva dukkaṭaṃ.
Gaccha bāle khamāpehi kusarājaṃ mahabbalaṃ khamāpito kusarājā so te dassati jīvitaṃ.
Pitussa vacanaṃ sutvā devavaṇṇī pabhāvatī sirasā aggahī pāde kusarājaṃ mahabbalaṃ. @Footnote: 1 Ma. vīsatiṃ. ito paraṃ īdisameva. @ 2 Sī. Yu. yassa usabhasahassāni sadā yojenti vīsatiṃ. @ okkāka ... ... ... ... ... ... ... dāsoti maññasi. @ 3 Ma. na naṃ akkhāsidhāgataṃ . 4 Ma. taṃ.
|126.1| Yāva 1- ratyo atikkantā tāmā deva tayā vinā vande te sirasā pāde mā me kujjha rathesabha. |126.2| Saccante 2- paṭijānāmi mahārāja suṇohi me na cāpi appiyaṃ tuyhaṃ kareyyāmi ahaṃ puna. |126.3| Evañca yācamānāya vacanaṃ me na kāhasi idāni maṃ tāto hantvā khattiyānaṃ padassati.
|127.1| Evante yācamānāya kiṃ na kāhāmi te vaco vikuddho tyasmi kalyāṇī mā tvaṃ bhāyi pabhāvatī. |127.2| Saccante 2- paṭijānāmi rājaputtī suṇohi me na cāpi appiyaṃ tuyhaṃ kareyyāmi ahaṃ puna. |127.3| Tava kāmā hi sussoṇi bahudukkhaṃ titikkhisaṃ bahumaddakulaṃ hantvā nayituṃ taṃ pabhāvatī.
|128.1| Yojayantu rathe asse nānācitte samāhite atha dakkhatha me vegaṃ vidhamentassa 3- sattavo. |128.2| Tañca tattha udikkhiṃsu rañño maddassantepure 4- vijambhamānaṃ sīhaṃva poṭhentaṃ diguṇaṃ bhujaṃ.
|129.1| Hatthikkhandhañca āruyha āropetvā pabhāvatiṃ saṅgāmaṃ otaritvāna sīhanādaṃ nadī kuso. |129.2| Tassa taṃ nadato sutvā sīhassevītare migā @Footnote: 1 Ma. yāmā . 2 Ma. sabbaṃ te . 3 Ma. vidhamantassa . 4 Sī. maddassa thīpure. Khattiyā vipalāyiṃsu kusasaddabhayaṭṭitā 1- . |129.3| Hatthārohā anīkaṭṭhā rathikā pattikārakā aññamaññassa chindanti kusasaddabhayaṭṭitā. |129.4| Tasmiṃ saṅgāmasīsasmiṃ passitvā haṭṭhamānaso 2- kusassa rañño devindo adā verocanaṃ maṇiṃ. |129.5| So taṃ vijitvā saṅgāmaṃ laddhā verocanaṃ maṇiṃ hatthikkhandhagato rājā pāvekkhi nagaraṃ puraṃ. |129.6| Jīvaggāhaṃ gahetvāna bandhitvā satta khattiye sassurassūpanāmesi ime te deva sattavo. |129.7| Sabbeva te vasaṃ gatā amittā vihatā tava kāmaṃ karohi te tayā muñca vā te hanassu vā.
Tuyheva sattavo ete nahi te mayha sattavo tvaññeva no mahārāja muñca vā te hanassu vā.
Imā te dhītaro satta devakaññūpamā subhā dadāhi nesaṃ ekekaṃ hontu jāmātaro tava.
Amhākañceva tāsañca tvaṃ no sabbesamissaro tvaññeva no mahārāja dehi nesaṃ yadicchasi.
|133.1| Ekamekassa ekekaṃ adā sīhassaro kuso khattiyānaṃ tadā tesaṃ rañño maddassa dhītaro. |133.2| Pīṇitā tena lābhena tuṭṭhā sīhassare kuse @Footnote: 1 Yu. kusasaddabhayaṭṭhitā . 2 Sī. tuṭṭhamānaso. Sakaraṭṭhāni pāyiṃsu khattiyā satta tāvade. |133.3| Pabhāvatiñca ādāya maṇiṃ verocanaṃ subhaṃ 1- kusāvatiṃ kuso rājā agamāsi mahabbalo. |133.4| Tyassu ekarathe yantā pavisantā kusāvatiṃ samānā vaṇṇarūpena nāññamaññātirocisuṃ 2- . |133.5| Mātā puttena saṅgañchi ubhayo ca jayampatī samaggā te tadā āsuṃ phītaṃ dharaṇimāvasunti. Kusajātakaṃ paṭhamaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๙๔
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘