กุสชาดก
ว่าด้วยพระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๙๔ · บรรทัด ๗๓๓ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๗ จาก ๘
เรื่องเล่า
เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือไร จึงได้พูดอย่างนี้ หรือ ว่าเจ้าเป็นอันธพาล จึงได้พูดอย่างนี้ ถ้าพระเจ้ากุสราช พึงเสด็จมาจริง ทำไมพวกเราจะไม่รู้จักพระองค์เล่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาลา ได้แก่ เป็นผู้โง่เขลาไม่มีความรู้. บทว่า กึ น ชาเนมุ ความว่า เพราะเหตุไร แม่จึงไม่รู้จักพระองค์. ด้วยว่าพระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น เพียงแต่ได้เสด็จมาถึงกลางทางเท่านั้น ก็จะต้องส่งพระราชสาส์นมาถึงยังพวกเรา เสนาประกอบไปด้วยองค์ทั้ง ๔ มีธงชักขึ้นไสว ก็ต้องปรากฏ ก็ลูกกล่าวถึงพระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น เพราะกลัวตายกระมัง.
เมื่อพระมารดาตรัสอย่างนี้ พระนางประภาวดีจึงทรงดำริว่า พระมารดาของเราไม่ยอมเชื่อ และไม่ทรงทราบว่าพระเจ้ากุสราชพระองค์นั้นเสด็จมาประทับอยู่ในที่นี้ถึง ๗ เดือนแล้ว เราจักแสดงพระเจ้ากุสราชนั้นแก่พระมารดา จึงจับพระหัตถ์พระมารดา ทรงเปิดบานพระแกล ทรงยื่นพระหัตถ์ออกไปแล้ว ทรงชี้ให้ทอดพระเนตร พร้อมกราบทูลเป็นพระคาถาว่า
พระเจ้ากุสราชนั้น ทรงปลอมพระองค์เป็นบุรุษ พนักงานเครื่องต้น ทรงพระภูษาหยักรั้งมั่นคง กำลัง ก้มพระองค์ล้างหม้ออยู่ ในระหว่างพระตำหนักของ พระกุมารทั้งหลายเพค้ะ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุมารีปุรมนฺตเร ความว่า จงประทับยืนที่หน้าต่าง ทอดพระเนตรไปในระหว่างพระตำหนักของเหล่ากุมารีผู้เป็นพระราชธิดาของพระองค์เถิด. บทว่า สํเวลํ ความว่า กำลังนุ่งหยักรั้งล้างหม้ออยู่.
ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์เจ้าทรงพระดำริว่า วันนี้ ความปรารถนาของเราคงถึงที่สุด พระนางประภาวดีกลัวตายหนักเข้า คงทูลพระมารดาและพระบิดาให้ทรงทราบว่า เรามาอยู่ที่นี่เป็นแน่แท้ เราจะจัดแจงล้างถ้วยชามแล้ว จักเก็บไว้ ดังนี้แล้ว จึงเสด็จไปตักน้ำมาแล้ว ก็ลงมือล้างถ้วยชามทั้งหลายอยู่ ลำดับนั้นพระมารดาจึงบริภาษพระนาง ตรัสเป็นพระคาถาว่า
เจ้าเป็นหญิงชั่วช้าจัณฑาลหรือ หรือว่าเจ้าเป็น หญิงประทุษร้ายตระกูล เจ้าเกิดแล้วในตระกูลพระเจ้า มัททราช เหตุใดจึงทำพระสวามีให้เป็นทาส.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวณี ได้แก่ ช่างถาก. บทว่า อาทูสิ กุลคนฺธินี ได้แก่ หรือว่าเจ้าเป็นหญิงประทุษร้ายตระกูล. บทว่า กามุกํ ความว่า เจ้าเกิดในตระกูลเห็นปานนี้ เหตุไรจึงได้ทำพระสวามีของตนให้เป็นทาสเล่า.
ในลำดับนั้น พระนางประภาวดี ทรงพระดำริว่า พระมารดาของเราเห็นจะไม่ทรงทราบว่า พระเจ้ากุสราชนี้ เสด็จมาประทับอย่างนี้ เพราะอาศัยเรา จึงทูลคาถานอกนี้ว่า
หม่อมฉันไม่ได้เป็นหญิงชั่วช้าจัณฑาล ไม่ใช่ เป็นหญิงประทุษร้ายตระกูล นั่นพระเจ้ากุสราช พระ โอรสของพระเจ้าโอกกากราช ขอความเจริญจงมีแด่ พระมารดา แต่พระมารดาทรงเข้าพระทัยว่า เป็นทาส.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอกฺกากปุตฺโต ความว่า ข้าแต่พระมารดา นั่นคือพระโอรสแห่งพระเจ้าโอกกากราช แต่พระแม่เจ้าทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส หย่อมฉันจะเรียกพระเจ้ากุสราชนั้นว่า เป็นทาสเพราะเหตุอะไร. บัดนี้ พระนางประภาวดี เมื่อจะทรงพรรณนาถึงพระเกียรติยศของพระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น จึงทูลว่า
ขอความเจริญจงมีแด่พระมารดา พระราชาพระ องค์ใด ทรงเชื้อเชิญพราหมณ์สองหมื่นคน ให้บริโภค ภัตตาหาร ในกาลทุกเมื่อ พระราชาพระองค์นั้น คือ พระเจ้ากุสราชพระโอรสแห่งพระเจ้าโอกกากราช แต่ ว่าพระมารดาเข้าพระทัยว่าเป็นทาส ขอความเจริญจง มีแด่พระมารดา เจ้าพนักงานทั้งหลาย เตรียมช้างไว้ สองหมื่นเชือก ในกาลทุกเมื่อ เพื่อพระราชพระองค์ ใด พระราชาพระองค์นั้น คือพระโอรสของพระเจ้า โอกกากราช แต่ว่าพระมารดาเข้าพระทัยว่าเป็นทาส ขอความเจริญจงมีแด่พระมารดา เจ้าพนักงานทั้งหลาย เตรียมรถไว้สองหมื่นคัน ในกาลทุกเมื่อ เพื่อพระราชา พระองค์ใด พระราชาพระองค์นั้น คือพระโอรสของ พระเจ้าโอกกากราช แต่ว่าพระมารดาเข้าพระทัยว่า เป็นทาส ขอความเจริญจงมีแด่พระมารดา เจ้าพนัก งานทั้งหลาย เตรียมรีดนมโคไว้สองหมื่นตัว ในกาล ทุกเมื่อ เพื่อพระราชาพระองค์ใด พระราชาพระองค์ นั้น คือพระโอรสของพระเจ้าโอกกากราช แต่ว่าพระ มารดาเข้าพระทัยว่า เป็นทาส.
ก็เมื่อพระนางประภาวดีนั้น ทรงพรรณนาถึงพระอิสริยยศ ของพระมหาสัตว์ด้วยคาถา ๕ คาถาอย่างนี้แล้ว ลำดับนั้น พระมารดาของพระนางก็ทรงเชื่อ ด้วยทรงพระดำริว่า ลูกสาวของเราคนนี้ กล่าวถ้อยคำย่างไม่สะทกสะท้าน ถ้อยคำนี้คงเป็นอย่างนี้แน่ จึงรีบเสร็จไปยังพระตำหนักของพระราชา กราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ ท้าวเธอก็เสด็จไปยังพระตำหนักของพระนางประภาวดีโดยด่วน ตรัสถามว่า เป็นความจริงหรือลูก ได้ยินว่า พระเจ้ากุสราช เสด็จมาในที่นี้ พระนางประภาวดี กราบทูลว่า เป็นความจริงเช่นนั้น ข้าแต่พระบิดา พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น ทรงทำหน้าที่พนักงานเครื่องต้นแก่พระธิดาทั้งหลายของพระองค์ ถึงวันนี้ล่วงไปได้ ๗ เดือนแล้ว ท้าวเธอยังไม่ทรงเธอพระนาง จึงตรัสถามนางค่อม นางก็กราบทูลตามความเป็นจริงทุกประการ พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะทรงติเตียนพระธิดา จึงตรัสพระคาถาว่า
ดูก่อนเจ้าผู้เป็นพาล เจ้ากระทำกรรมอันชั่วร้าย เหลือเกิน ที่เจ้าไม่บอกพ่อว่า พระเจ้ากุสราชผู้เป็น กษัตริย์ มีทแกล้วทหารมาก ผู้เป็นพระยาช้าง มาด้วย เพศแห่งกบ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ คือ โดยส่วนเดียวเท่านั้น.
พระราชาพระองค์นั้น ครั้นทรงติเตียนพระธิดาแล้ว ก็รีบเสด็จไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์นั้นโดยด่วน ทรงมีปฏิสันถารอันพระโพธิสัตว์ทรงกระทำแล้ว จึงทรงประคองอัญชลี เมื่อจะทรงแสดงโทษของพระองค์ จึงตรัสพระคาถาว่า
ข้าแต่พระมหาราชผู้จอมทัพ ขอพระองค์ได้ทรง พระกรุณาโปรดงดโทษแก่หม่อมฉันด้วย ที่ไม่ทราบ ว่าพระองค์เสด็จมาในที่นี้ ด้วยเพศที่ไม่มีใครรู้จักด้วย เถิด.
พระมหาสัตว์เจ้า ทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงทรงพระดำริว่า ถ้าเราจักกล่าวคำตัดพ้อต่อว่าขึ้น หัวใจของท้าวเธอ ก็จักแตกเสียในที่นี้เป็นแน่ เราควรจักเอาใจท้าวเธอไว้ ประทับยืนอยู่ในระหว่างภาชนะทีเดียว ตรัสคาถานอกนี้ว่า
คนเช่นหม่อมฉัน มิได้ปกปิดเลย หม่อมฉันนั้น เป็นพนักงานเครื่องต้น พระองค์เท่านั้นทรงเลื่อมใส แก่หม่อมฉัน ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ แต่พระองค์ ไม่มีกรรมชั่วช้า ที่หม่อมฉันจะต้องอดโทษ.
พระราชา ทรงได้รับปฏิสันถารจากสำนักของพระโพธิสัตว์เจ้านั้นแล้วจึงเสด็จขึ้นสู่ปราสาท รีบตรัสสั่งให้หาพระนางประภาวดีมาเฝ้า ทรงหวังจะส่งไปเพื่อต้องการให้อดโทษ จึงตรัสคาถาว่า
ดูก่อนเจ้าคนพาล เจ้าจงไปขอขมาโทษพระเจ้า กุสราช ผู้มีกำลังมากเสียเถิด พระเจ้ากุสราชที่เจ้าขอ มาแล้ว จักประทานชีวิตให้เจ้า.
พระนางประภาวดีนั้น ได้สดับพระดำรัสของพระบิดาแล้ว จึงพร้อมด้วยพระภคินีทั้งหลาย และพวกนางบริจาริกาเป็นจำนวนมาก เสด็จไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์นั้น ฝ่ายพระโพธิสัตว์เจ้านั้น ประทับยืนด้วยเพศแห่งคนล้างหม้อเช่นนั้นแล ทรงทราบว่า พระนางประภาวดีนั้น เสด็จมายังสำนักของพระองค์ จึงทรงพระดำริว่า วันนี้เราจักทำลายมานะของแม่ประภาวดี ให้นางหมอบลงในโคลนใกล้เท้าของเราให้จงได้ จึงทรงราดน้ำที่พระองค์ตักมาทั้งหมด ทรงเหยียบย่ำที่ประมาณเท่ามณฑลแห่งลานนวดข้าว ทำให้เป็นโคลนไปหมด พระนางประภาวดีนั้น เสด็จไปยังสำนักของพระเจ้ากุสราชผู้พระโพธิสัตว์นั้น ทรงมอบลงที่ใกล้พระบาทของพระองค์ ประทับนั่งที่โคลนแล้วทรงขอโทษพระโพธิสัตว์นั้น.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระนางประภาวดี ผู้มีผิวพรรณดังเทพธิดา ทรง รับพระดำรัสของพระบิดาแล้ว ได้ซบพระเศียรลง กอดพระบาทพระเจ้ากุสราช ผู้มีพระกำลังมาก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิรสา ความว่า พระนางประภาวดีทรงหมอบพระเศียรลง แล้วทรงจับพระเจ้ากุสราชที่พระบาท ก็แล ครั้นทรงจับแล้ว เมื่อจะยังพระโพธิสัตว์เจ้านั้น ให้ทรงอดโทษ จึงได้ภาษิตพระคาถา๓ คาถาว่า
ราตรีเหล่านี้ที่ล่วงไป เว้นจากพระองค์นั้นเพียง ใด หม่อมฉัน ขอถวายบังคมพระยุคลบาท ของพระ องค์ด้วยเศียรเกล้าเพียงนั้น ขอพระองค์โปรดอย่าทรง พิโรธหม่อมฉันเลย หม่อมฉัน ขอตั้งสัตว์ปฏิญาณ แก่พระองค์ โปรดทรงสดับหม่อมฉันเถิด เพค่ะ หม่อมฉันจะไม่พึงทำความชิงชัง แก่พระองค์อีกต่อ ไปละ ถ้าพระองค์จะไม่ทรงโปรดกระทำตามคำของ หม่อมฉัน ผู้ทูลวิงวอนอยู่เช่นนี้ พระบิดาคงเข่นฆ่า หม่อม แล้วทรงประทานแก่กษัตริย์ทั้งหลาย ณ กาลบัดนี้เป็นแน่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รตฺยา ได้แก่ ทั้งกลางคืนและกลางวันบทว่า ตา อิมา ได้แก่ ราตรีเหล่านี้นั้นทั้งหมด ล่วงไปแล้วเว้นจากพระองค์. บทว่า สจฺจนฺเต ปฏิชานามิ ความว่า ข้าแต่พระมหาราช หม่อมฉันกระทำการเกลียดชังพระองค์ ตลอดกาลมีประมาณเพียงเท่านี้ บัดนี้หม่อนฉันจะขอปฏิญาณคำสัตย์อย่างนี้แก่พระองค์ พระองค์จงสดับถ้อยคำอื่นอีก จำเดิมแต่นี้ไป หม่อมฉัน จักไม่กระทำการเกลียดชังพระองค์อีกต่อไป. บทว่า เอวญฺเจ ความว่า ถ้าพระองค์ไม่ทรงทำตามถ้อยคำของหม่อมฉัน ผู้วิงวอนอยู่อย่างนี้.
พระราชา ได้ทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงทรงพระดำริว่า ถ้าเราจักพูดว่า เธอคนเดียวเท่านั้น จักรู้เรื่องนี้ ดังนี้ หัวใจของนางก็จักแตก เราจักปลอบใจเธอ แล้วจึงตรัสว่า
เมื่อพระน้องรักอ้อนวอนอยู่อย่างนี้ ไฉนพี่จัก ไม่ทำตามคำของพระน้องเล่า พี่ไม่โกรธพระน้องเลย นะคนงาม อย่ากลัวเลยประภาวดี พี่ขอตั้งสัตย์ปฏิญาณต่อพระน้อง โปรดขอจงทรงฟังพี่เถิดนะ พระ ราชบุตร พี่จะไม่พึงกระทำความเกลียดชัง แก่พระ น้องนางอีกต่อไปละ ดูก่อนน่องประภาวดี ผู้มีตะโพกอัน กลมผึ่งผาย พี่สามารถจะทำลายตระกูลกษัตริย์มัททราช มากมายแล้ว นำพระน้องนางไปได้ แต่เพราะความ รักพระน้องนาง พี่จึงสู้ยอมทนทุกข์มากมาย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กึ น กาหามิ ความว่า เพราะเหตุไรเราจึงจะไม่ทำตามคำของเธอเล่า. บทว่า วิกุทฺโธ ตฺยสฺมิ ความว่า เราไม่มีความโกร ไม่มีความแค้นเคืองต่อเธอเลย. บทว่า สจฺจนฺเต ความว่าเราจักขอให้ปฏิญาณคำสัตย์นี้แก่เธอสัก ๒ ข้อ คือ จะไม่ขอโกรธเคือง ๑ไม่ทำความเกลียดชัง ๑. บทว่า ตว กามา ความว่า เพราะรักใคร่ คือปรารถนาเธอ. บทว่า ติติกฺขิสฺสํ แปลว่า อดทน. บทว่า พหุมทฺทกุลํ หนฺตฺวา ความว่า เราสามารถที่จะฆ่าตระกูลพระเจ้ามัททราชแล้ว นำเอาเธอไปโดยพลการก็ได้.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์เจ้านั้น ทอดพระเนตรเห็นพระนางประภาวดีพระอัครมเหสีของพระองค์ ประหนึ่งว่า เทพกัญญาผู้เป็นบริจาริกาของท้าวสักกเทวราช ก็ทรงยังขัตติยมานะให้บังเกิดขึ้น ทรงพระดำริว่า ได้ทราบว่าเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ทั้งคน พระราชาทั้งหลายเหล่าอื่น จักมาแย่งเอาพระอัครมเหสีของเราไปเชียวหรือ จึงทรงแสดงท่าทางอันสง่าเสด็จลงไปยังพระลานหลวง ประดุจราชสีห์ ทรงประกาศบันลือเปล่งเสียงโห่ร้องคบพระหัตถ์อยู่เอ็ดอึงว่า ชาวเมืองทั้งสิ้น จงทราบเถิดว่า เรามาแล้ว ตรัสสั่งว่า บัดนี้เราจักจับกษัตริย์ทั้ง ๗ พระนครเหล่านั้น จับให้ได้ทั้งเป็น ท่านทั้งหลายจงจัดแจงเทียมรถเป็นต้นมาให้เรา แล้วตรัสคาถาอันเป็นลำดับไปว่า
เจ้าพนักงานทั้งหลาย จงตระเตรียมรถและม้า อันวิจิตรด้วยเครื่องอลังการต่าง ๆ ให้มั่นคงแข็งแรง ท่านทั้งหลายจงเห็นความพยายามของเรา ผู้กำจัดศัตรู ทั้งหลายให้พ่ายแพ้ไปในบัดนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นานาจิตฺเต ได้แก่ วิจิตรด้วยเครื่องอลังการต่าง ๆ. บทว่า สมาหิเต นี้ ท่านกล่าวหมายถึงม้าทั้งหลาย อธิบายว่าม้าที่ฝึกหัดมาดีแล้ว ไม่พยศ. บทว่า อถ ทกฺขถ เม เวคํ ความว่าท่านทั้งหลายจักได้เห็นความหาญศึกของเราในกาลนี้.
พระโพธิสัตว์เจ้านั้น ทรงส่งพระเจ้ามัททราชไปด้วยพระดำรัสว่า ขึ้นชื่อว่า การจับพระราชาทั้ง ๗ พระนคร เป็นหน้าที่ของหม่อมฉันเอง พระองค์จงเสด็จไปสรงสนาน ทรงประดับร่างกายแล้ว เสด็จขึ้นไปยังปราสาทเถิด. ฝ่ายพระเจ้ามัททราช ก็ได้ทรงส่งพวกอำมาตย์ไป เพื่อทำการอุปัฏฐากพระโพธิสัตว์เจ้านั้น. พวกอำมาตย์เหล่านั้น พากันจัดแจงกั้นพระวิสูตรล้อมรอบที่ประตูห้องเครื่องต้นนั้นทีเดียว แล้วให้พวกเจ้าพนักงานช่างกัลบก เข้าไปตัดพระเกศา ปลงพระมัสสุพระโพธิสัตว์เจ้านั้น. พระองค์ทรงใช้ช่างทำการปลงพระมัสสุเสร็จแล้ว ทรงสรงสนานชำระพระเศียรเกล้า ทรงประดับเครื่องแต่งตัวสำหรับกษัตริย์ทั้งหมด มีอำมาตย์ทั้งหลายห้อมล้อมเป็นบริวาร เสด็จขึ้นสู่ปราสาท ทอดพระเนตรดูไปรอบ ๆ ทุกทิศแล้ว ทรงปรบพระหัตถ์อยู่ฉาดฉาน. สถานที่ที่พระองค์ทรงมองดูแล้วก็หวั่นไหว. พระองค์จึงตรัสว่าท่านทั้งหลายจงคอยดูการบุกเข้าต่อสู้กับข้าศึกของเราในบัดนี้.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
ก็นารีทั้งหลาย ภายในพระราชวัง ของพระเจ้า มัททราชนั้น พากันมองดูพระโพธิสัตว์เจ้า ผู้เสด็จ เยื้องกรายดุจราชสีห์ ทรงปรบพระหัตถ์เสวยพระกระยาหารถึงสองเท่าพระองค์นั้น.
คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า ก็พวกหญิงพากันเปิดหน้าต่าง ในภายในบุรีแห่งพระราชาแล้ว มองดูพระโพธิสัตว์เจ้านั้น ผู้ทรงเยื้องกรายและปรบพระหัตถ์อยู่ในที่นั้น.
ลำดับนั้น พระเจ้ามัททราช ทรงส่งช้างตัวประเสริฐ อันประดับแล้วมีควาญช้างประจำพร้อมเสร็จไปถวาย. ท้าวเธอเสด็จขึ้นประทับบนคอช้างซึ่งมีเศวตฉัตรอันยกขึ้นแล้ว ตรัสว่า พวกท่านทั้งหลายจงพาพระนางประภาวดีมาเถิด แล้วให้พระนางประทับนั่ง ณ เบื้องพระปฤษฎางค์ อันจตุรงคินีเสนาแวดล้อมเป็นกระบวนทัพ เสด็จออกทางประตูด้านทิศปราจีน ทอดพระเนตรเห็นกองทัพของข้าศึก จึงเปล่งพระสุรสีหนาทขึ้น ๓ ครั้งว่า เราคือพระเจ้ากุสราช ใครรักชีวิต ก็จงยอมอ่อนน้อมกับเราเสียเถิด แล้วได้ทรงกระทำการปราบปรามกษัตริย์ทั้ง ๗ พระนคร.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเจ้ากุสราช ครั้นเสด็จขึ้นประทับบนคอ ช้างสาร โปรดให้พระนางประภาวดีประทับเบื้องหลัง แล้ว เสด็จเข้าสู่สงคราม ทรงบันลือพระสุรสีหนาท กษัตริย์ ๗ พระนคร ทรงสดับพระสุรสีหนาทของ พระเจ้ากุสราช ผู้บันลืออยู่ ถูกความกลัวแต่เสียง ของพระเจ้ากุสราชคุกคามแล้ว พากันแตกหนีไป เหมือนดังฝูงมฤค พอได้ยินเสียงของราชสีห์ ก็พากัน หนีไป ฉะนั้น พวกพลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า ผู้อันความกลัวแต่เสียงพระเจ้ากุสราชคุกคามแล้ว ก็พา กันแตกตื่นเหยียบย่ำกันและกัน ท้าวสักกะจอมเทพ ได้ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ ทรงมีชัยในท่าม กลางสงครามนั้น มีพระทัยชื่นชมยินดี ทรงพระราชทานแก้วมณี อันรุ่งโรจน์ดวงหนึ่งแก่พระเจ้ากุสราช พระเจ้ากุสราชทรงชนะสงคราม ได้แก้วมณีอันรุ่งโรจน์ แล้ว เสด็จประทับบนคอช้างสาร เสด็จเข้าสู่พระนคร รับสั่งให้จับกษัตริย์ ๗ พระนครทั้งเป็น ให้มัดนำเข้า ถวายพระสัสสุระ ทูลว่า ขอเดชะ กษัตริย์เหล่านี้ เป็นศัตรูของพระองค์ ศัตรูทั้งหมด ซึ่งคิดจะกำจัด พระองค์เสียนี้ ตกอยู่ในอำนาจของพระองค์แล้ว เชิญ ทรงกระทำตามพระประสงค์เถิด พระองค์ทรงกระทำ กษัตริย์เหล่านั้นให้เป็นทาสแล้ว จะทรงปล่อย หรือจะ ทรงประหารเสีย ตามแต่พระทัยเถิด.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๒๐๘–๒๗๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
สัตตตินิบาตชาดก ๔๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
Idante raṭṭhaṃ sadhanaṃ sayoggaṃ sakāyuraṃ sabbakāmūpapannaṃ idante rajjaṃ anusāsa amma gacchāmahaṃ yattha piyā pabhāvatī.
Anujubhūtena haraṃ mahantaṃ divā ca ratto ca nisīthakāle paṭigaccha tvaṃ khippaṃ kusāvatiṃ [1]- nicchāmi dubbaṇṇamahaṃ vasantaṃ.
|96.1| Nāhaṃ gamissāmi ito kusāvatiṃ pabhāvatī vaṇṇapalobhito tava ramāmi maddassa niketaramme hitvāna raṭṭhaṃ tava dassane rato. |96.2| Pabhāvatī vaṇṇapalobhito tava sammūḷharūpo vicarāmi medaniṃ 2- disaṃ na jānāmi kutomhi āgato tayimhi matto migamandalocane |96.3| sovaṇṇacīravasane jātarūpasumekhale @Footnote: 1 Ma. kusa . 2 Ma. mediniṃ. Sussoṇi tava kāmā hi nāhaṃ rajjena matthiko.
Abhūti tassa bho hoti yo anicchantamicchati akāmaṃ rāja kāmehi 1- akanto kantamicchasi 2- .
Akāmaṃ vā sakāmaṃ vā yo naro labhate piyaṃ lābhamettha pasaṃsāma alābho tattha pāpako.
Pāsāṇasāraṃ khaṇasi kaṇikārassa dārunā vātaṃ jālena bādhesi yo anicchantamicchasi.
|100.1| Pāsāṇo nūna te hadaye ohito mudulakkhaṇe yo te sātaṃ na vindāmi tirojanapadāgato. |100.2| Yadā maṃ bhakuṭiṃ 3- katvā rājaputtī udikkhati 4- āḷāriko tadā homi rañño maddassantepure 5- . |100.3| Yadā umhayamānā maṃ rājaputtī udikkhati 4- nāḷāriko tadā homi rājā homi tadā kuso.
Sace hi vacanaṃ saccaṃ nemittānaṃ bhavissati neva me tvaṃ patī assa kāmaṃ chindantu sattadhā.
Sace hi vacanaṃ saccaṃ aññesaṃ yadi vā mamaṃ neva tuyhaṃ patī atthi añño sīhassarā kusā.
|103.1| Nekkhaṃ gīvaṃ te kāressaṃ patvā khujje kusāvatiṃ sace maṃ nāganāsūruṃ olokeyya pabhāvatī. @Footnote: 1 Ma. kāmesi . 2 Ma. akantaṃ kantumicchasi . 3 Sī. Yu. bhūkuṭiṃ . 4 Sī. Yu. @rājaputti adikkhasi . 5 Sī. Yu. maddassa thīpure. |103.2| Nekkhaṃ gīvaṃ te kāressaṃ patvā khujje kusāvatiṃ sace maṃ nāganāsūruṃ ālapeyya pabhāvatī. |103.3| Nekkhaṃ gīvaṃ te kāressaṃ patvā khujje kusāvatiṃ sace maṃ nāganāsūruṃ umhāyeyya pabhāvatī. |103.4| Nekkhaṃ gīvaṃ te kāressaṃ patvā khujje kusāvatiṃ sace maṃ nāganāsūruṃ pamhāyeyya pabhāvatī. |103.5| Nekkhaṃ gīvaṃ te kāressaṃ patvā khujje kusāvatiṃ sace maṃ nāganāsūruṃ pāṇībhi upasaṃphuse.
Na hi nūnāyaṃ rājaputtī kuse sātaṃpi vindati āḷārike bhate pose vettanena anatthike.
Na hi nūna ayaṃ khujjā labhati jivhāya chedanaṃ sunisitena satthena evaṃ dubbhāsitaṃ bhaṇaṃ.
|106.1| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī mahāyasoti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.2| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī 1- mahaddhanoti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.3| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī mahabbaloti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.4| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī mahāraṭṭhoti katvāna karassu rucire piyaṃ. @Footnote: 1 Yu. pabhāvati. ito paraṃ īdisameva. |106.5| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī mahārājāti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.6| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī sīhassaroti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.7| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī vaggussaroti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.8| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī bindussaroti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.9| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī mañjussaroti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.10| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī madhurassaroti 1- katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.11| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī satasippoti katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.12| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī khattiyotipi katvāna karassu rucire piyaṃ. |106.13| Mā naṃ rūpena pāmesi ārohena pabhāvatī kusarājāti katvāna karassu rucire piyaṃ.
Ete nāgā upatthaddhā sabbe tiṭṭhanti vammikā 2- purā maddanti pākāraṃ ānetetaṃ pabhāvatiṃ. @Footnote: 1 Ma. madhussaroti . 2 Ma. vammitā.
Satta bile 1- karitvāna ahametaṃ pabhāvatiṃ khattiyānaṃ padassāmi ye maṃ hantuṃ idhāgatā.
Avuṭṭhahi rājaputtī sāmā koseyyavāsinī assupuṇṇehi nettehi dāsīgaṇapurakkhatā.
|110.1| Taṃ nūna kakkūpanisevitaṃ mukhaṃ ādāsadantātharupaccavekkhitaṃ subhaṃ sunettaṃ virajaṃ anaṅgaṇaṃ chuḍḍaṃ vane ṭhassati khattiyehi. |110.2| Te nūna me asite vellitagge kese mudū candanasāralitte samākule sīvathikāya majjhe pādehi gijjhā parikaḍḍhayanti 2- . |110.3| Tā nūna me tambanakhā sulomā bāhā mudū candanasāralittā chinnā vane ujjhitā khattiyehi gayha dhaṅko 3- gacchati yena kāmaṃ. |110.4| Te nūna tālūpanibhe alambe nisevite kāsikacandanena thanesu me lambissati sigālo mātūva putto taruṇo tanujo. @Footnote: 1 Sī. Yu. khaṇḍe . 2 ma parikaḍḍhissanti . 3 Yu. vako. |110.5| Taṃ nūna soṇiṃ puthulaṃ sukoṭṭitaṃ nisevitaṃ kañcanamekhalāhi chinnaṃ vane khattiyehi avatthaṃ sigālasaṅghā parikaḍḍhayanti 1- . |110.6| Soṇā dhaṅkā 2- sigālā ca ye caññe santi dāṭhino ajarā nūna hessanti bhakkhayitvā pabhāvatiṃ. |110.7| Sace maṃsāni hariṃsu khattiyā dūragāmino aṭṭhīni amma yācitvā anupanthe dahātha naṃ. |110.8| Khettāni amma kāretvā kaṇikārettha ropaye 3- yadā te pupphitā assu hemantānaṃ himaccaye sareyyātha mamaṃ amma evaṃvaṇṇā pabhāvatī.
Tassā mātā udaṭṭhāsi khattiyā devavaṇṇinī disvā asiñca sūnañca rañño maddassantepure.
Iminā nūna asinā susaññaṃ tanumajjhimaṃ dhītaraṃ madda 4- hantvāna khattiyānaṃ padassasi 5- .
|113.1| Na me akāsi vacanaṃ atthakāmāya puttike sājja lohitasañchannā gacchasi yamasādhanaṃ. |113.2| Evamāpajjati poso pāpiyañca nigacchati yo ce 6- hitānaṃ vacanaṃ na karoti atthadassinaṃ. |113.3| Saceva ajja dhāresi kumāraṃ cārudassanaṃ @Footnote: 1 Ma. parikaḍḍhissanti . 2 Yu. vakā . 3 Ma. ropaya . 4 Yu. maddo. @ 5 Yu. padassati . 6 Ma. ve. Kusena jātaṃ khattiyaṃ suvaṇṇamaṇimekhalaṃ. |113.4| Pūjitaṃ 1- ñātisaṅghehi na gacchasi yamakkhayaṃ yatthassu bherī nadati kuñjaro ca nikūjati khattiyānaṃ kule bhadde kiṃ nu sukhataraṃ tato. |113.5| Asso hasiyati 2- dvāre kumāro uparodati khattiyānaṃ kule bhadde kiṃ nu sukhataraṃ tato. |113.6| Mayūrakoñcābhirude kokilābhinikūjite khattiyānaṃ kule bhadde kiṃ nu sukhataraṃ tato.
Kahaṃ nu so sattumaddano pararaṭṭhappamaddano kuso soḷārapaññāṇo yo no dukkhā pamocaye.
Idheva so sattumaddano pararaṭṭhappamaddano kuso soḷārapaññāṇo yo ne sabbe vadhissati 3- .
Ummattikā nu bhaṇasi andhabālā pabhāsasi kuso ce āgato assa kiṃ nu 4- jānemu taṃ mayaṃ.
Eso āḷāriko poso kumārīpuramantare daḷhaṃ katvāna saṃvellaṃ 5- kumbhiṃ dhovati onato.
Veṇī tvamasi caṇḍālī ādūsi kulagandhinī kathaṃ maddakule jātā dāsaṃ kayirāsi kāmukaṃ.
Namhi veṇī na caṇḍālī na camhi kulagandhinī okkākaputto bhaddante tvaṃ nu dāsoti maññasi. @Footnote: 1 Yu. pūjitā . 2 Ma. asso ca sisati . 3 Sī. yo no dukkhā pamocaye. @ 4 Ma. na . 5 Ma. velliṃ.
|120.1| Yo brāhmaṇasahassāni sadā bhojeti viṃsati 1- okkākaputto bhaddante tvaṃ nu dāsoti maññasi. |120.2| Yassa nāgasahassāni sadā yojenti vīsati okkākaputto bhaddante tvaṃ nu dāsoti maññasi. |120.3| Yassa assasahassāni sadā yojenti vīsati okkākaputto bhaddante tvaṃ nu dāsoti maññasi. |120.4| Yassa rathasahassāni sadā yojenti vīsati okkākaputto bhaddante tvaṃ nu dāsoti maññasi. [2]- |120.5| Yassa dhenusahassāni sadā dūhanti vīsati okkākaputto bhaddante tvaṃ nu dāsoti maññasi.
Taggha te dukkaṭaṃ bāle yaṃ khattiyaṃ mahabbalaṃ nāgaṃ maṇḍūkavaṇṇena na naṃ akkhāsi māgataṃ 3- .
Aparādhaṃ mahārāja tvaṃ no khama rathesabha yaṃ tvaṃ 4- aññātavesena naññāsimhā idhāgataṃ.
Mādisassa na taṃ channaṃ yohaṃ āḷāriko bhave tvaññeva me pasīdassu natthi te deva dukkaṭaṃ.
Gaccha bāle khamāpehi kusarājaṃ mahabbalaṃ khamāpito kusarājā so te dassati jīvitaṃ.
Pitussa vacanaṃ sutvā devavaṇṇī pabhāvatī sirasā aggahī pāde kusarājaṃ mahabbalaṃ. @Footnote: 1 Ma. vīsatiṃ. ito paraṃ īdisameva. @ 2 Sī. Yu. yassa usabhasahassāni sadā yojenti vīsatiṃ. @ okkāka ... ... ... ... ... ... ... dāsoti maññasi. @ 3 Ma. na naṃ akkhāsidhāgataṃ . 4 Ma. taṃ.
|126.1| Yāva 1- ratyo atikkantā tāmā deva tayā vinā vande te sirasā pāde mā me kujjha rathesabha. |126.2| Saccante 2- paṭijānāmi mahārāja suṇohi me na cāpi appiyaṃ tuyhaṃ kareyyāmi ahaṃ puna. |126.3| Evañca yācamānāya vacanaṃ me na kāhasi idāni maṃ tāto hantvā khattiyānaṃ padassati.
|127.1| Evante yācamānāya kiṃ na kāhāmi te vaco vikuddho tyasmi kalyāṇī mā tvaṃ bhāyi pabhāvatī. |127.2| Saccante 2- paṭijānāmi rājaputtī suṇohi me na cāpi appiyaṃ tuyhaṃ kareyyāmi ahaṃ puna. |127.3| Tava kāmā hi sussoṇi bahudukkhaṃ titikkhisaṃ bahumaddakulaṃ hantvā nayituṃ taṃ pabhāvatī.
|128.1| Yojayantu rathe asse nānācitte samāhite atha dakkhatha me vegaṃ vidhamentassa 3- sattavo. |128.2| Tañca tattha udikkhiṃsu rañño maddassantepure 4- vijambhamānaṃ sīhaṃva poṭhentaṃ diguṇaṃ bhujaṃ.
|129.1| Hatthikkhandhañca āruyha āropetvā pabhāvatiṃ saṅgāmaṃ otaritvāna sīhanādaṃ nadī kuso. |129.2| Tassa taṃ nadato sutvā sīhassevītare migā @Footnote: 1 Ma. yāmā . 2 Ma. sabbaṃ te . 3 Ma. vidhamantassa . 4 Sī. maddassa thīpure. Khattiyā vipalāyiṃsu kusasaddabhayaṭṭitā 1- . |129.3| Hatthārohā anīkaṭṭhā rathikā pattikārakā aññamaññassa chindanti kusasaddabhayaṭṭitā. |129.4| Tasmiṃ saṅgāmasīsasmiṃ passitvā haṭṭhamānaso 2- kusassa rañño devindo adā verocanaṃ maṇiṃ. |129.5| So taṃ vijitvā saṅgāmaṃ laddhā verocanaṃ maṇiṃ hatthikkhandhagato rājā pāvekkhi nagaraṃ puraṃ. |129.6| Jīvaggāhaṃ gahetvāna bandhitvā satta khattiye sassurassūpanāmesi ime te deva sattavo. |129.7| Sabbeva te vasaṃ gatā amittā vihatā tava kāmaṃ karohi te tayā muñca vā te hanassu vā.
Tuyheva sattavo ete nahi te mayha sattavo tvaññeva no mahārāja muñca vā te hanassu vā.
Imā te dhītaro satta devakaññūpamā subhā dadāhi nesaṃ ekekaṃ hontu jāmātaro tava.
Amhākañceva tāsañca tvaṃ no sabbesamissaro tvaññeva no mahārāja dehi nesaṃ yadicchasi.
|133.1| Ekamekassa ekekaṃ adā sīhassaro kuso khattiyānaṃ tadā tesaṃ rañño maddassa dhītaro. |133.2| Pīṇitā tena lābhena tuṭṭhā sīhassare kuse @Footnote: 1 Yu. kusasaddabhayaṭṭhitā . 2 Sī. tuṭṭhamānaso. Sakaraṭṭhāni pāyiṃsu khattiyā satta tāvade. |133.3| Pabhāvatiñca ādāya maṇiṃ verocanaṃ subhaṃ 1- kusāvatiṃ kuso rājā agamāsi mahabbalo. |133.4| Tyassu ekarathe yantā pavisantā kusāvatiṃ samānā vaṇṇarūpena nāññamaññātirocisuṃ 2- . |133.5| Mātā puttena saṅgañchi ubhayo ca jayampatī samaggā te tadā āsuṃ phītaṃ dharaṇimāvasunti. Kusajātakaṃ paṭhamaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๙๔
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘