มหาหังสชาดก
ว่าด้วยหงส์ชื่อสุมุขะไม่ละทิ้งพระยาหงส์ผู้ติดบ่วง
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑๙๙ · บรรทัด ๑๓๔๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๖
เรื่องเล่า
ในขณะนั้น พระมหาสัตว์มีหงส์เก้าหมื่นหกพันเป็นเบื้องหน้า ร่อนลงในสถานที่ที่ตนเอยร่อนลงแล้วในวันวานนั่นเอง จับอยู่ที่แอ่งจิกกินข้าวสาลีไปพลาง. นายเนสาทแลดูตามช่องลูกกรง เห็นอัตภาพของพระโพธิสัตว์นั้นถึงแล้วซึ่งส่วนอันงามเลิศด้วยรูปร่าง จึงคิดว่า หงส์ตัวนี้ มีร่างกายโตเท่าดุมเกวียน มีพรรณาดุจทองคำ มีรอยแดง ๓ รอยคาดอยู่ที่คอ มีรอยพาดลงไปทางลำคอไปโดยระหว่างท้อง ๓ รอย มีรอยแล่นไปตลอดโดยส่วนแห่งเบื้องหางอีก ๓ รอย ย่อมรุ่งเรืองประดุจลิ่มทองคำที่บุคคลวางไว้บนกลุ่มไหมกัมพลแดง หงส์ตัวนี้คงเป็นพญาแห่งหงส์เหล่านั้นเป็นแน่แท้ เราจักจับหงส์ตัวนี้แหละ. แม้พญาหงส์เที่ยวหาอาหารได้เป็นอันมาก เล่นกีฬาในนำ มีฝูงหงส์แวดล้อมกลับไปยังเขาจิตตกูฏทีเดียว พระโพธิสัตว์เที่ยวหากินอาหารโดยทำนองนี้ตลอดกาลประมาณ ๕-๖ วัน. ในวันที้ ๗ นายพรานเขมกะขวั้นเชือกเส้นใหญ่ที่ทำด้วยขนหางม้าสีดำให้มั่นคง กระทำให้เป็นบ่วงมีคันทราบโดยถ่องแท้ว่า ในวันพรุ่งนี้ พญาหงส์จักร่อนลงในที่นี้ จึงดักบ่วงไว้ใต้น้ำ. ในวันรุ่งขึ้นพญาหงส์เมื่อโผลงมา จึงเอาเท้าถลำลงไปในบ่วง. ทันใดนั้น บ่วงของนายพรานนั้นก็รวบรัดเท้าไว้ เหมือนมีใครมาฉุดคร่าด้วยลวดเหล็ก. พญาหงส์นั้นจึงคิดว่า เราจักกระตุกบ่วงนั้นให้ขาด จึงรวบรวมกำลังฉุดคร่ามาแล้วให้ตกลงไป. ในครั้งแรก หนังอันมีสีประดุจทองคำก็ขาดไปในครั้งที่สอง เนื้อซึ่งมีสีประดุจผ้ากัมพลก็ขาดไป. ในครั้งที่สาม เส้นเอ็นก็ได้ขาดไปจนจรดกระดูก. พระโพธิสัตว์ดำริว่า ในครั้งที่สี่เท้าคงขาดแน่. ธรรมดาว่าพระราชาเป็นผู้มีอวัยวะอันเลวทราม ไม่เหมาะสมเลย จึงมิได้กระทำความพยายามอีกต่อไป. ทุกขเวทนาได้แผ่ซ่านไปอย่างแรงกล้า พระโพธิสัตว์จึงดำริว่า ถ้าเราร้องแสดงอาการว่าติดบ่วง พวกญาติของเราก็จักตกใจไม่ทันได้กินอาหาร บินหนีไปทั้งที่ตนกำลังหิวจัดอยู่ทีเดียว ก็จักตกลงไปในท่ามกลางมหาสมุทร พระองค์จึงทรงอดกลั้นต่อทุกขเวทนา แม้ตกอยู่ในอำนาจบ่วงก็ทำทีเป็นเหมือนจิกกินข้าวสาลีอยู่ ในเวลาที่หงส์เหล่านั้นกินอาหารอิ่มหนำแล้วเล่นหงสกีฬาอยู่ จึงร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังว่าติดบ่วง. หงส์ทั้งหลายได้ยินเสียงนั้น ต่างก็กลัวตายเป็นกำลัง จึงมุ่งหน้าตรงไปยังเขาจิตตคกูฏเป็นพวก ๆ บินหนีไปโดยนัยก่อนนั่นแล.
สุมุขหงส์ที่เป็นเสนาบดีคิดว่า ภัยนี้บังเกิดขึ้นแก่มหาราชบ้างหรือไม่หนอ เราจักทราบเหตุนั้น จึงรีบบินไปค้นหาในระหว่างแห่งหมู่หงส์ที่บินไปข้างหน้า โดยนัยดังกล่าวแล้วแต่หนหลังทีเดียว มิได้เห็นพระมหาสัตว์ในหมู่แม้ทั้งสามหมู่ คิดว่า ภัยนี้บังเกิดขึ้นแก่มหาราชของเรานี้เป็นแน่แท้ทีเดียวจึงหวนกลับมาก็ได้เห็นพระมหาสัตว์บ่วง มีร่างกายเปื้อนโลหิตเร่าร้อนอยู่ด้วยความทุกข์จับอยู่บนหลังเปือกตมจึงกล่าวว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่ากลัวเลย ข้าพระองค์จะสละชีวิตของข้าพระองค์ให้นายพรานปล่อยพระองค์เสียร่อนลงมาปลอบประโลมพระมหาสัตว์ จับอยู่บนหลังเปือกตม. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า เมื่อหงส์เก้าหมื่นหกพันทิ้งเราหนีไป สุมุขหงส์นี้กลับมาแต่ตัวเดียว เธอจักทิ้งเราหนีไปในเวลาที่บุตรนายพรานมาแล้วหรือไม่หนอ เป็นสัตว์มีกายเปื้อนด้วยโลหิตห้อยอยู่ที่ปลายบ่วงทีเดียว ได้กล่าวคาถา ๓ คาถาด้วยสามารถจะทดลองใจว่า
หงส์เหล่านั้น ถูกภัยคุกคามแล้ว ย่อมบินหนีไป ดูก่อนสุมุขะผู้มีขนเหลือง มีผิวพรรณดังทองคำ ท่าน จงบินหนีไปตามความปรารถนาเถิด หมู่ญาติละทิ้งเรา ซึ่งตกอยู่ในอำนาจบ่วงตัวเดียว บินหนี้ไปไม่ เหลียวหลังเลย ท่านจะอยู่ผู้เดียวทำไม ดูก่อนสุมุขะ ผู้ประเสริฐกว่าหงส์ทั้งหลาย ท่านจงกลับไปเสียเถิด ความเป็นสหายในเราผู้ติดบ่วงย่อมไม่มีท่านอย่าคลาย ความเพียรเพื่อความไม่มีทุกข์ จงหนีไปเสียตามความ ปรารถนาเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภยเมริตา ความว่า ถูกภัยรุกราน ถูกภัยคุกคาม คือหวั่นไหวด้วยภัย. คำว่า หริ และคำว่า เหม ในบทที่สามเป็นชื่อของทองคำเหมือนกันนั่นแหละ. แม้หงส์นั้นมีพรรณเหมือนทองคำเพราะมีหนังเป็นสีทอง เพราะเหตุนั้น พญาหงส์จึงเรียกสุมุขหงส์นั้นอย่างนี้. คำว่า สุมุข คือ ดูก่อนพ่อผู้มีหน้าตาดี. บทว่า อนเปกฺขมานา ได้แก่พวกญาติเหล่านั้น มิได้แลดูหมดความห่วงใย. บทว่า ปเตว ได้แก่ พ่อจงบินกลับไปเสียเถิด. บทว่า อนีฆาย ความว่า พ่ออย่าได้คลายความเพียรเพราะความหมดทุกข์อันจะพึงถึง เพราะไปเสียจากที่นี่.
สุมุขหงส์เสนาบดีสดับคำนั้น จึงคิดว่า พญาหงส์นี้ยังไม่รู้จักว่าเราเป็นมิตรแท้ ย่อมกำหนดเราว่าเป็นมิตรไม่มีความรักใคร่ เราจักแสดงความรักแก่พญาหงส์นี้ ดังนี้ ได้กล่าวคาถา ๔ คาถาว่า
ข้าแต่พญาหงส์ธตรฐ ก็ข้าพระองค์แม้มีความ ทุกข์เป็นเบื้องหน้า ก็จะไม่ละทิ้งพระองค์เลย ความ เป็นอยู่หรือความตายของข้าพระองค์ จักมีพร้อมกับ พระองค์ ข้าแต่พญาหงส์ธตรฐ ก็ข้าพระองค์ แม้มี ความทุกข์เป็นเบื้องหน้า ก็จะไม่ละทิ้งพระองค์เลย พระองค์ไม่ควรจะชักชวนข้าพระองค์ให้ประกอบ ในกรรมอันประกอบด้วยความอันไม่ประเสริฐเลย ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐสุดกว่าหงส์ทั้งหลาย ข้าพระองค์เป็นสหายสหชาติของพระองค์ เป็นผู้ดำรงอยู่ ในจิตของพระองค์ ใคร ๆ ก็รู้ว่า ข้าพระองค์เป็น เสนาบดีของพระองค์ ข้าพระองค์ไปจากที่นี่แล้ว จะ กล่าวอวดอ้างในท่ามกลางหมู่ญาติได้อย่างไร ข้าแต่ พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าหงส์ทั้งหลาย ข้าพระองค์ ละทิ้งพระองค์ไปจากที่นี่แล้ว จะกล่าวกะฝูงหงส์ เหล่านั้นได้อย่างไร ข้าพระองค์จักยอมสละชีวิตไว้ใน ที่นี้ ไม่สามารถจะทำกิจอันไม่ประเสริฐได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาหํ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์แม้อันความทุกข์ทางกายและความทุกข์ทางใจถูกต้องแล้ว ก็ไม่ยอมละทิ้งพระองค์. บทว่า อนริยสํยุตฺเต ได้แก่ ประกอบพร้อมแล้วด้วยความอันไม่ประเสริฐ เพราะเป็นกรรมที่บุคคลผู้ประทุษร้ายมิตรทั้งหลาย ผู้ไม่ประเสริฐพึงกระทำ. บทว่า กมฺเม ได้แก่ กรรมที่จะต้องละทิ้งพระองค์ไป. บทว่าสกุมาโร ได้แก่ เป็นเด็กเสมอกัน อธิบายว่า เป็นกุมารที่ถือปฏิสนธิในวันเดียวกัน ทำลายฟองไข่ในวันเดียวกันแล้วเติบโตเจริญมาด้วยกัน . บทว่า สขา ตฺยมฺหิ ได้แก่ ข้าพระองค์เป็นสหายที่รักเสมอด้วยดวงตาข้างขวาของพระองค์. บทว่า สจิตฺเต ได้แก่ ข้าพระองค์ตั้งอยู่ในจิตของพระองค์ ย่อมเป็นไปในอำนาจของพระองค์ อธิบายว่า เมื่อพระองค์ยังมีชีวิตอยู่ ข้าพระองค์ก็มีชีวิตอยู่เมื่อพระองค์สิ้นชีวิตข้าพระองค์ก็สิ้นชีวิตเหมือนกัน. บาลีเป็น สํจิตฺเต ดังนี้ก็มี อธิบายว่า ข้าพระองค์ดำรงอยู่ในจิตของพระองค์ ตั้งอยู่ด้วยดีแล้ว. บทว่าาโต ได้แก่ รู้จักกันทั่วไป ปรากฏในระหว่างหงส์ทั้งหมด. บทว่า วิกตฺถิสฺสํ ความว่า ข้าพระองค์ถูกหงส์เหล่านั้นถามว่า พญาหงส์ไปไหน จักบอกว่าอย่างไร. บทว่า กินฺเต วกฺขามิ ความว่า ข้าพระองค์จักกล่าวกะหมู่หงส์ที่ถามถึงข่าวคราวของพระองค์ เหล่านั้นว่าอย่างไร.
เมื่อสุมุขหงส์บันลือสีหนาทด้วยคาถา ๔ คาถาอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์เมื่อจะพรรณนาคุณของสุมุขหงส์นั้นจึงกล่าวว่า
ดูก่อนสุมุขะ ท่านไม่อาจจะละทิ้งเราผู้เป็นทั้งนาย ทั้งสหาย ชื่อว่าตั้งอยู่ในทางอันประเสริฐนี้แล เป็น ธรรมเนียมของโบราณกบัณฑิตทั้งหลาย จริงอยู่ เมื่อ เรายังเห็นท่าน ความกลัวย่อมไม่เกิดขึ้นเลย ท่านจัก ให้เราผู้เป็นอยู่อย่างนี้รอดชีวิตได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอโส ธมฺโม ได้แก่ นี้แลเป็นสภาพของบัณฑิตในปางก่อนทั้งหลาย. บทว่า ภตฺตารํ สขารํ มํ ได้แก่ เป็นทั้งนายด้วย เป็นทั้งเพื่อนด้วย. บทว่า ภยํ ได้แก่ ความสะดุ้งตกใจกลัว ย่อมไม่เกิดแก่เรา เหมือนกับว่าเราอยู่ในท่ามกลางหมู่หงส์ บนภูเขาจิตตกูฏฉะนั้น. บทว่า มยฺหํ ได้แก่ พ่อจักให้เรารอดชีวิต.
เมื่อหงส์ทั้งสองนั้นกำลังพูดกันอยู่อย่างนี้ทีเดียว นายลุททบุตรยืนอยู่ที่ขอบสระ เห็นหงส์บินหนีไปถึง ๓ หมู่แล้ว จึงมองดูสถานที่ที่ตนดักบ่วงไว้ว่า เป็นอย่างไรหนอ เห็นพระโพธิสัตว์ห้อยอยู่ที่คันบ่วงมีความโสมนัสเกิดขึ้นแล้ว เหน็บชายกระเบนหยักรั้งถือไม้ค้อนลุยลงไปดังว่าไฟบรรลัยกัลป์ เสือกศีรษะในเบื้องบนไปยังเลนที่จะต้องเหยียบด้วยเท้า พุ่งตัวไปข้างหน้ารีบเข้าไปจนใกล้.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
เมื่อสุวรรณหงส์ทั้งสองที่ประเสริฐซึ่งประพฤติ ธรรมอันประเสริฐ กำลังโต้ตอบกันด้วยประการฉะนี้ นายพรานถือท่อนไม้กระชับแน่นรีบเดินเข้ามา สุมุขหงส์เห็นนายพรานนั้นกำลังเดินมา จึงได้ร้องเสียงดัง ยืนอยู่ข้างหน้าพญาหงส์ ปลอบพญาหงส์ที่หวาดกลัว ให้เบาใจด้วยคำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่า หงส์ทั้งหลาย อย่าทรงกลัวเลย ด้วยว่าบุคคลทั้งหลาย เช่นกับพระองค์ย่อมไม่กลัว ข้าพระองค์จะประกอบ ความเพียรอันสมควร ประกอบด้วยธรรม พระองค์จะ พ้นจากบ่วงด้วยความเพียร อันผ่องแผ้วนั้นได้โดย พลัน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อริยวุตฺตินํ ได้แก่ ประพฤติอยู่ในคลองธรรมอันประเสริฐ. บทว่า ภุสํ ได้แก่ มีกำลังมั่นคงแข็งแรง. บทว่า อปริพฺรูหยิ ความว่า สุมุขหงส์เมื่อจะกล่าวคำว่า พระองค์อย่ากลัวเลย ดังนี้เป็นต้นอันมาแล้วในคาถาอันเป็นลำดับต่อไป ได้ร้องเสียงดัง คือได้ส่งเสียงดัง. บทว่า อฏฺาสิ ความว่า สุมุขหงส์นั้นโดยยอมสละชีวิตแล้วยืนข้างหน้าพญาหงส์ด้วยคิดว่า ถ้านายพรานจักประหารพญาหงส์ เราก็จักรับการประหารนั้นเสียเอง. บทว่า วิสฺสาชยํ คือให้โล่งใจให้คล่องใจ. บทว่า พฺยถํ ได้แก่ พญาหงส์ตัวหวาดกลัวแล้ว สุมุขหงส์ได้ปลอบพญาหงส์ให้เบาใจด้วยคำว่า มา ภายินี้. บทว่า ตาทิสา ได้แก่ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้และความเพียรเช่นกับพระองค์. บทว่า โยคํ คือประกอบด้วยญาณวิริยะ. บทว่า ยุตฺตํ คือเหมาะสม. บทว่า ธมฺมูปสญฺหิตํ คืออาศัยเหตุ. บทว่า เตน ปริยาปทาเนน คือด้วยความเพียรเป็นเครื่องประกอบอันบริสุทธิ์ ดังที่ข้าพระองค์ได้กล่าวแล้วนั้น. บทว่า ปโมกฺขสิ แปลว่า พระองค์จักหลุดพ้น.
สุมุขหงส์ปลอบพระมหาสัตว์ให้เบาใจอย่างนี้แล้ว จึงไปยังที่ใกล้นายลุททบุตร เปล่งวาจาภาษามนุษย์อันไพเราะว่า ดูก่อนสหาย ท่านชื่อไร เมื่อนายพรานตอบว่า ดูก่อนพญาหงส์ ตัวมีผิวพรรณดังทอง เรามีชื่อว่า เขมกะจึงกล่าวว่า ดูก่อนเขมกะผู้เป็นสหาย ท่านอย่าได้กระทำความสำคัญว่า หงส์ที่ติดในบ่วงอันท่านดักไว้นั้นเป็นหงส์ธรรมดาสามัญ หงส์ที่ติดบ่วงของท่านนี้ คือพญาหงส์ธตรฐประเสริฐกว่าหงส์เก้าหมื่นหกพัน ถึงพร้อมด้วยญาณและศีลาจารวัตร ดำรงอยู่ในฝ่ายแห่งความสรรเสริญ หงส์นี้ไม่สมควรที่ท่านจะฆ่าเสียเลย ข้าพเจ้าจักกระทำกิจที่ควรกระทำด้วยสรีระนี้แก่ท่าน แม้พญาหงส์นี้มีพรรณประดุจทองคำ ถึงตัวข้าพเจ้าก็มีพรรณดุจทองคำเช่นเดียวกัน แต่ข้าพเจ้าจักยอมสละชีวิตของตน เพื่อประโยชน์แก่พญาหงส์นี้ หากว่าท่านประสงค์จะเอาขนปีกทั้งหลายของพญาหงส์นี้ ก็จงเอาขนปีกของข้าพเจ้าเถิดถ้าแม้ว่าท่านประสงค์จะเอาหนังเนื้อเอ็นกระดูกอย่างหนึ่ง ก็จงเอาจากสรีระของข้าพเจ้าผู้เดียว หรือถ้าท่านประสงค์จะกระทำพญาหงส์นั้นให้เป็นหงสกีฬา (หงส์เต้นระบำ) ก็จงกระทำข้าพเจ้าผู้เดียว ถ้าท่านประสงค์จะให้บังเกิดทรัพย์ก็จงเอาพญาหงส์นั้นขายทั้งเป็น ๆ กระทำทรัพย์ให้บังเกิดขึ้น ขอท่านอย่าได้ฆ่าพญาหงส์ตัวประกอบด้วยคุณมีญาณเป็นต้นนี้เสียเลย เพราะถ้าท่านจักฆ่าพญาหงส์นั้น ท่านจักไม่พ้นจากอบายมีนรกเป็นต้น สุมุขหงส์กล่าวคุกคามนายพรานนั้นด้วยภัยในอบายมีนรกเป็นต้น ให้เชื่อถือถ้อยคำอันไพเราะของตนแล้วกลับไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์อีก ปลอบประโลมพระองค์ให้เบาใจแล้วยืนอยู่ นายเนสาทสดับคำของสุมุขหงส์นั้น จึงคิดว่า หงส์นี้แม้เป็นสัตว์ดิรัจฉานยังกระทำมิตรธรรมเห็นปานนี้ อันไม่น่าจะกระทำกับมนุษย์เลย แท้จริง แม้พวกมนุษย์ด้วยกัน ก็ยังไม่อาจจะกระทำมิตรธรรมได้อย่างนี้ ดูช่างน่าอัศจรรย์พญาหงส์นี้เป็นสัตว์ถึงพร้อมด้วยปัญญา กล่าววาจาไพเราะชื่อว่าเป็นผู้แสดงธรรมย่อมกระทำสรีระทั้งสิ้นของเราให้เต็มไปด้วยปีติและโสมนัส เขามีโลมชาติชูชันทิ้งท่อนไม้ตั้งอัญชลีไว้เหนือศีรษะ ประหนึ่งว่านอบน้อมนมัสการพระอาทิตย์ยืนกล่าวสรรเสริญคุณของสุมุขหงส์อยู่.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
นายพรานได้ฟังคำสุภาษิตของสุมุขหงส์นั้นแล้ว ขนลุกชูชันนอบน้อมอัญชลีแก่สุมุขหงส์แล้วถามว่า เรา ไม่เคยได้ฟังหรือไม่เคยได้เห็นนกพูดภาษามนุษย์ได้ ท่านแม้จะเป็นนก ก็พูดภาษาอันประเสริฐเปล่งวาจา ภาษามนุษย์ได้ พญาหงส์ตัวนี้เป็นอะไรกับท่านหรือ ท่านพ้นแล้วทำไมจึงเฝ้าหงส์ตัวติดบ่วงอยู่ หงส์ทั้งหลาย พากันละทิ้งไปหมด เพราะเหตุใด ท่านจึงยังอยู่ตัวเดียว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อญฺชลิสฺสูปนามยิ ความว่า นายพรานนั้นน้อมอัญชลีแก่สุมุขหงส์นั้น คือกระทำการชมเชยสุมุขหงส์นั้นด้วยคาถาอันเป็นลำดับต่อไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มานุสึ ได้แก่ ภาษาอันเป็นของมนุษย์. บทว่า อริยํ ได้แก่ ดี ไม่มีโทษ. บทว่า จชนฺโต คือ กล่าวอยู่. มีคำที่ท่านอธิบายไว้ว่า ดูก่อนสหาย ท่านแม้เป็นนก ก็ได้กล่าววาจาภาษามนุษย์กับเราในวันนี้ กล่าววาจาอันไม่มีโทษ เปล่งวาจาภาษามนุษย์ เราเห็นแล้วโดยประจักษ์ เพราะว่าสิ่งอัศจรรย์นี้เราไม่เคยได้ยินมา ไม่เคยได้เห็นมาในกาลก่อนแต่นี้เลย. บทว่า กินฺนุ ตายํ ความว่า ท่านเข้าไปใกล้นกใดนกนั้นย่อมเป็นอะไรกับท่าน.
สุมุขหงส์ถูกนายพรานผู้มีจิตชื่นชมไต่ถามด้วยถ้อยคำอย่างนี้แล้วจึงดำริว่า นายพรานนี้ เป็นผู้มีใจอ่อนเกิดแล้ว บัดนี้เราจักแสดงคุณของเราเพื่อให้นายพรานนี้มีใจอ่อนยิ่งขึ้นรูปอีกทีเดียว จึงกล่าวว่า
ดูก่อนนายพรานผู้เป็นศัตรูของนก พญาหงส์ เป็นราชาของข้าพเจ้า ทรงตั้งข้าพเจ้าให้เป็นเสนาบดี ข้าพเจ้าไม่สามารถจะละทิ้งพระองค์ซึ่งเป็นอธิบดีของ หงส์ ในคราวมีอันตรายได้ พญาหงส์นี้เป็นนายของ หมู่หงส์เป็นอันมากและของข้าพเจ้า อย่าให้พระองค์ พึงถึงความพินาศเสียเลย ดูก่อนนายพรานผู้สหาย เพราะเหตุที่พญาหงส์นี้เป็นนายของข้าพเจ้า ข้าพเจ้า จงยินดีรื่นรมย์อยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นุสฺสเห ได้แก่ ไม่สามารถจะทิ้งไปได้. บทว่า มหาคณายํ ได้แก่ แม้ของหมู่หงส์ใหญ่. บทว่า มา เกโก ความว่าเมื่ออำมาตย์ราชเสวกเช่นข้าพเจ้ายังมีอยู่ ขอพระองค์อย่าได้ถึงความพินาศแต่ผู้เดียวเลย บทว่า ยถา ตํ ได้แก่ ข้าพเจ้ากล่าวไว้ฉันใด ก็ฉันนั้นแล. บทว่า สมฺม คือผู้เป็นมิตรที่รัก. บทว่า ภตฺตายํ อภิรโต รเม ความว่า พระองค์เป็นนาย ข้าพเจ้าจึงยินดียิ่งแด่พระองค์ รื่นรมย์อยู่ในที่ใกล้ไม่เบื่อหน่าย.
นายเนสาทสดับถ้อยคำอันไพเราะ ทั้งอาศัยธรรมของสุมุขหงส์นั้นแล้วก็เกิดความโสมนัสยินดี มีโลมชาติชูชัน คิดว่า ถ้าเราจักฆ่าพญาหงส์ที่ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้นเช่นนี้ คงจักไม่พ้นจากอบายทั้ง ๔ ไปได้ พระราชาทรงพระประสงค์จะกระทำเราอย่างใด ก็จงทรงกระทำอย่างนั้นเถิด เราจะกระทำพญาหงส์นี้ ให้เป็นรางวัลแก่สุมุขหงส์แล้วจักปล่อยไป จึงได้กล่าวคาถาว่า
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๓๙๐–๔๔๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
อสีตินิบาตชาดก ๕๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
|199.1| Ete haṃsā pakkamanti vaṅkaṅgā bhayameritā harittaca hemavaṇṇa kāmaṃ sumukha pakkama. |199.2| Ohāya maṃ ñātigaṇā ekaṃ pāsavasaṃ gataṃ anapekkhamānā gacchanti kiṃ eko avahīyasi. |199.3| Pateva patataṃ seṭṭha natthi bandhe 1- sahāyatā mā anīghāya hāpesi kāmaṃ sumukha pakkama.
|200.1| Nāhaṃ dukkhaparetopi dhataraṭṭha tuvaṃ jahe jīvitaṃ maraṇaṃ vā me tayā saddhiṃ bhavissati. |200.2| Nāhaṃ dukkhaparetopi dhataraṭṭha tuvaṃ jahe na maṃ anariyasaṃyutte kamme yojetumarahasi. |200.3| Sakumāro sakhā tyasmi sacittesmi 2- te ṭhito ñāto senāpati tyāhaṃ haṃsānaṃ pavaruttama |200.4| kathamahaṃ vikatthissaṃ 3- ñātimajjhe ito gato taṃ hitvā patataṃ seṭṭha kinte vakkhāmito gato idha pāṇaṃ cajissāmi nānariyaṃ kattumussahe. @Footnote: 1 Ma. baddhe . 2 Ma. sacitte casmi . 3 Yu. vikattissaṃ.
|201.1| Eso hi dhammo sumukha yaṃ tvaṃ ariyapathe ṭhito yo bhattāraṃ sakhāraṃ maṃ na pariccattumussahe. |201.2| Tañhi me pekkhamānassa bhayaṃ natveva jāyati adhigacchasi tvaṃ mayhaṃ evaṃbhūtassa jīvitaṃ.
|202.1| Iccevaṃ mantayantānaṃ ariyānaṃ ariyavuttinaṃ daṇḍamādāya nesādo āpatī turito bhusaṃ. |202.2| Tamāpatantaṃ disvāna sumukho atibrūhayi 1- aṭṭhāsi purato rañño haṃso vissāsayaṃ byathaṃ. |202.3| Mā bhāyi patataṃ seṭṭha na hi bhāyanti tādisā ahaṃ yogaṃ payuñjissaṃ yuttaṃ dhammūpasañhitaṃ tena pariyāpadānena khippaṃ pāsā pamokkhasi.
|203.1| Tassa taṃ vacanaṃ sutvā sumukhassa subhāsitaṃ pahaṭṭhalomo nesādo añjalissūpanāmayi 2- . |203.2| Na me sutaṃ vā diṭṭhaṃ vā bhāsanto mānusiṃ dijo ariyaṃ brūhanto 3- vaṅkaṅgo cajanto mānusiṃ giraṃ. |203.3| Kinnu tāyaṃ dijo hoti mutto bandhaṃ 4- upāsasi ohāya sakuṇā yanti kiṃ eko avahīyasi.
|204.1| Rājā me so dijāmitta senāpaccassa kārayiṃ tamāpade pariccattuṃ nussahe vihagādhipaṃ. |204.2| Mahāgaṇāyaṃ 5- bhattā me mā eko byasanaṃ agā @Footnote: 1 Sī. Yu. aparibrūhayi . 2 Ma. añjalissa paṇāmayi . 3 Ma. bruvāno. @ 4 Ma. baddhaṃ. ito paraṃ īdisameva . 5 Ma. mahāgaṇāya. Yathā taṃ samma nesāda bhattāyaṃ abhito rame.
Ariyavutti 1- vaṅkaṅga yo piṇḍamapacāyasi cajāmi te taṃ bhattāraṃ gacchathūbho yathāsukhaṃ.
|206.1| Sace attappayogena ohito haṃsapakkhinaṃ paṭiggaṇhāma te samma etaṃ abhayadakkhiṇaṃ. |206.2| No ce attappayogena ohito haṃsapakkhinaṃ anissaro muñcaṃ amhe theyyaṃ kayirāsi luddaka.
Yassa tvaṃ bhatako rañño kāmaṃ tasseva pāpaya tassa 2- saṃyamano rājā yathābhiññaṃ karissati.
|208.1| Iccevaṃ vutto nesādo hemavaṇṇe harittace ubho hatthehi paggayha 3- pañjare ajjhavodahi. |208.2| Te pañjaragate pakkhī ubho bhassaravaṇṇine sumukhaṃ dhataraṭṭhañca luddo ādāya pakkami.
|209.1| Hariyamāno dhataraṭṭho sumukhaṃ etadabravi bāḷhaṃ bhāyāmi sumukha sāmāya lakkhaṇūruyā asmākaṃ vadhamaññāya athattānaṃ vadhissati. |209.2| Pākahaṃsā ca sumukha suhemā hemasuttacā koñcī samuddatīreva kapaṇā nūna ruccati.
|210.1| Evaṃ mahanto lokassa appameyyo mahāgaṇī ekitthimanusoceyya nayidaṃ paññavatomiva. @Footnote: 1 Ma. ariyavattasi . 2 Ma. tattha . 3 Ma. saṅgayha. |210.2| Vātova gandhamādeti ubhayaṃ chekapāpakaṃ bālo āmakapakkaṃva lolo andhova āmisaṃ. |210.3| Avinicchayaññū atthesu mandova paṭibhāsi maṃ kiccākiccaṃ na jānāsi sampatto kālapariyāyaṃ. |210.4| Aḍḍhummatto udīresi yo seyyo maññasitthiyo bahusādhāraṇā hetā soṇḍānaṃva surāgharaṃ. |210.5| Māyā cetā marīcīva sokā rogā cupaddavā kharāva bandhanā cetā maccupāsā guhāsayā tāsu yo vissase poso so naresu narādhamo.
|211.1| Yaṃ vuḍḍhehi upaññātaṃ ko taṃ ninditumarahati mahābhūtitthiyo nāma lokasmiṃ upapajjisuṃ. |211.2| Khiḍḍā paṇihitā tāsu rati tāsu patiṭṭhitā vījāni tāsu rūhanti yadidaṃ sattā pajāyare tāsu ko nibbije 1- poso pāṇamāsajja pāṇibhi. |211.3| Tvameva nāñño sumukha thīnaṃ atthesu yuñjasi tassa tyajja bhaye jāte bhītena jāyate mati. |211.4| Sabbo hi saṃsayaṃ patto bhayaṃ bhīru titikkhati paṇḍitā hi mahantāno atthe yuñjanti duyyuje. |211.5| Etadatthāya rājāno sūramicchanti mantinaṃ paṭibāhati yaṃ sūro āpadaṃ attapariyāyaṃ. @Footnote: 1 Ma. nibbide. |211.6| Mā no ajja vikantiṃsu rañño sūdā mahānase tathāhi vaṇṇo pattānaṃ phalaṃ veḷuṃva taṃ vadhi. |211.7| Muttopi necchasi uḍḍetuṃ sayaṃ bandhaṃ upāgami sopajja saṃsayaṃ patto atthaṃ gaṇhāhi mā mukhaṃ.
So tvaṃ 1- yogaṃ payuñjassu yuttaṃ dhammūpasañhitaṃ tava pariyāpadānena mama pāṇesanaṃ cara.
Mā bhāyi patataṃ seṭṭha na hi bhāyanti tādisā ahaṃ yogaṃ payuñjissaṃ yuttaṃ dhammūpasañhitaṃ mama pariyāpadānena khippaṃ pāsā pamokkhasi.
So luddo haṃsakājena rājadvāraṃ upāgami paṭivedetha maṃ rañño dhataraṭṭhāyamāgato.
|215.1| Te disvā puññasaṅkāse ubho lakkhaṇasammate 2- khalu saññamano rājā amacce ajjhabhāsatha. |215.2| Detha luddassa vatthāni annaṃ pānañca bhojanaṃ kāmaṅkaro hiraññassa yāvanto esa icchati.
|216.1| Disvā luddaṃ pasannattaṃ kāsirājetadabravi 3- yadāyaṃ 4- samma khemaka puṇṇā haṃsehi tiṭṭhati. |216.2| Kathaṃ rucimajjhagataṃ pāsahattho upāgami okiṇṇaṃ ñātisaṅghehi nimmajjhimaṃ kathaṃ gahi.
|217.1| Ajja me sattamā ratti ādānāni 5- upāsato @Footnote: 1 Ma. taṃ . 2 Sī. Yu. lakkhaññāsammate . 3 Ma. kāsirājā tadabravi . 4 yadyāyaṃ. @ 5 Ma. adanāni. Padametassa anvesaṃ appamatto ghaṭassito. |217.2| Athassa padamaddakkhiṃ carato ādanesanaṃ tatthāhaṃ odahiṃ pāsaṃ evantaṃ dijamaggahiṃ.
Ludda dve ime sakuṇā atha ekoti bhāsasi cittaṃ nu te vipariyattaṃ 1- ādū kinnu jigiṃsasi.
|219.1| Yassa lohitakā tālā tapaneyyānibhā 2- subhā uraṃ saṃhacca tiṭṭhanti so me bandhaṃ upāgami. |219.2| Athāyaṃ bhassaro pakkhī abandho bandhamāturaṃ ariyaṃ brūhanto 3- aṭṭhāsi vadanto 4- mānusiṃ giraṃ.
Kathannudāni 5- sumukha hanuṃ saṃhacca tiṭṭhasi ādū me parisaṃ patto bhayā bhīto na bhāsasi.
Nāhaṃ kāsipati bhīto oggayha parisaṃ tava nāhaṃ bhayā na bhāsissaṃ vākyaṃ atthasmi tādise.
|222.1| Na te abhissaraṃ passe na rathe napi pattike nāssa cammaṃ va kīṭaṃ vā vammine 6- ca dhanuggahe. |222.2| Na hiraññaṃ suvaṇṇaṃ vā nagaraṃ vā sumāpitaṃ okiṇṇaparikhaṃ duggaṃ daḷhamaṭṭālakoṭṭhakaṃ yattha paviṭṭho sumukha bhāyitabbaṃ na bhāyasi.
|223.1| Na me abhissarenattho nagarena dhanena vā apathena pathaṃ yāma antalikkhe carā mayaṃ. @Footnote: 1 vipallatthantipi . 2 Ma. tapanīyanibhā . 3 Ma. bruvāno . 4 Ma. cajanto. @ 5 Ma. atha kiṃ dāni. Sī. Yu. atha kinnu . 6 Ma. vammite. |223.2| Sutā ca paṇḍitātyamhā nipuṇā catthacintakā 1- bhāsematthavatiṃ vācaṃ sacce cassa patiṭṭhito. |223.3| Kiñca tuyhaṃ asaccassa anariyassa karissati musāvādissa luddassa bhaṇitaṃpi subhāsitaṃ.
|224.1| Taṃ brāhmaṇānaṃ vacanā imaṃ khemamakārayi abhayañca tayā ghuṭṭhaṃ imāyo dasadhā disā. |224.2| Oggayha te pokkharaṇiṃ vippasannodakaṃ suciṃ pahūtaṃ khādanaṃ 2- tattha ahiṃsā cettha pakkhinaṃ. |224.3| Idaṃ sutvāna nigghosaṃ āgatamhā tavantike te te bandhasmā pāsena etante bhāsitaṃ musā. |224.4| Musāvādaṃ purakkhatvā icchālobhañca pāpakaṃ ubhosandhiṃ atikkamma asātaṃ upapajjati.
|225.1| Nāparajjhāma sumukha napi lobhāva maggahiṃ sutā ca paṇḍitātyattha nipuṇā catthacintakā 3- . |225.2| Appevatthavatiṃ vācaṃ byāhareyyuṃ 4- idhāgatā tathātaṃ samma nesādo vutto sumukha maggahi.
|226.1| Neva bhūtā 5- kāsipati upanītasmi jīvite bhāsematthavatiṃ vācaṃ sampattā kālapariyāyaṃ. |226.2| Yo migena migaṃ hanti pakkhīnaṃ 6- pana pakkhinā sutena vā sutaṃ kilyā 7- kiṃ anariyataraṃ tato. @Footnote: 1-3 Ma. atthacintakā . 2 Ma. cādanaṃ . 4 Sī. Yu. byākareyyuṃ . 5 Ma. bhītā. @ 6 Ma. pakkhiṃ vā . 7 Ma. kiṇyā. Sī. Yu. kiṇe. kīlye itipi. |226.3| Yo cāriyarudaṃ bhāse anariyadhammavassito ubho so dhaṃsate lokā idha ceva parattha ca. |226.4| Na majjetha yasaṃ patto na byādhe 1- pattasaṃsayaṃ vāyametheva kiccesu saṃvare vivarāni ca. |226.5| Ye vuḍḍhā abbhatikkantā sampattā kālapariyāyaṃ idha dhammaṃ caritvāna evaṃ te 2- tidivaṅgatā. |226.6| Idaṃ sutvā kāsipati dhammamattani pālaya dhataraṭṭhañca muñcāhi haṃsānaṃ pavaruttamaṃ.
|227.1| Āharantūdakaṃ pajjaṃ āsanañca mahārahaṃ pañjarato pamokkhāmi dhataraṭṭhaṃ yasassinaṃ. |227.2| Tañca senāpatiṃ dhīraṃ nipuṇaṃ atthacintakaṃ yo sukhe sukhito rañño 3- dukkhite hoti dukkhito. |227.3| Ediso kho arahati piṇḍamasnātu bhattuno yathāyaṃ sumukho rañño pāṇasādhāraṇo sakhā.
|228.1| Pīṭhañca sabbasovaṇṇaṃ aṭṭhapādaṃ manoramaṃ maṭṭhaṃ kāsikavatthinaṃ 4- dhataraṭṭho upāvisi. |228.2| Kocchañca sabbasovaṇṇaṃ veyyagghaparisibbitaṃ sumukho ajjhapāvekkhi 5- dhataraṭṭhassanantarā. |228.3| Tesaṃ kāñcanapattehi puthū ādāya kāsiyo haṃsānaṃ abhihāresuṃ aggaṃ rañño pavāsitaṃ. @Footnote: 1 Sī. Yu. byathe. 2 Sī. Yu. evete. 3 Ma. raññe. 4 Sī. kāsikapatthiṇṇaṃ. @Ma. kāsikamatthannaṃ. 5 Ma. ajjhupāvekkhi.
|229.1| Disvā abhihataṃ aggaṃ kāsirājena pesitaṃ kusalo khattadhammānaṃ tato pucchi anantarā. |229.2| Kacci nu bhoto kusalaṃ kacci bhoto anāmayaṃ kacci raṭṭhamidaṃ phītaṃ dhammena anusāsasi 1- .
Kusalañceva me haṃsa atho haṃsa anāmayaṃ atho raṭṭhamidaṃ phītaṃ dhammena anusāsahaṃ.
Kacci bhoto amaccesu doso koci na vijjati kacci ca te tavatthesu nāvakaṅkhanti jīvitaṃ.
Athopi me amaccesu doso koci na vijjati athopi te mamatthesu nāvakaṅkhanti jīvitaṃ.
Kacci te sādisī bhariyā assavā piyabhāṇinī puttarūpayasūpetā tava chandavasānugā.
Atho me sādisī bhariyā assavā piyabhāṇinī puttarūpayasūpetā mama chandavasānugā.
Kacci raṭṭhaṃ anuppīḷaṃ akutociupaddavaṃ asāhasena dhammena samena anusāsasi.
Atho raṭṭhaṃ anuppīḷaṃ akutociupaddavaṃ asāhasena dhammena samena anusāsahaṃ.
Kacci santo apacitā asanto parivajjitā no ca 2- dhammaṃ niraṅkatvā adhammamanuvattasi. @Footnote: 1 Ma. manusāsasi. 2 Ma. ce.
Santo ca me apacitā asanto parivajjitā dhammamevānuvattāmi adhammo me niraṅkato.
Kacci nunāgataṃ 1- dīghaṃ samavekkhasi khattiya kacci matto madanīye paralokaṃ na santasi.
|240.1| Ahaṃ anāgataṃ dīghaṃ samavekkhāmi pakkhima ṭhito dasasu dhammesu paralokaṃ na santasiṃ 2- . |240.2| Dānaṃ sīlaṃ pariccāgaṃ ājjavaṃ maddavaṃ tapaṃ akkodhaṃ avihiṃsañca khantiñca avirodhanaṃ. |240.3| Iccete kusale dhamme ṭhite passāmi attani tato me jāyate pīti somanassañcanappakaṃ. |240.4| Sumukho ca acintetvā visajji 3- pharusaṃ giraṃ bhāvadosamanaññāya asmākāyaṃ vihaṅgamo. |240.5| So kuddho pharusaṃ vācaṃ nicchāresi ayoniso yānasmāsu 4- na vijjanti nayidaṃ paññavatāmiva.
|241.1| Atthi me taṃ atisāraṃ vegena manujādhipa dhataraṭṭhe ca bandhasmiṃ dukkhaṃ me vipulaṃ ahu. |241.2| Tvaṃ no pitāva puttānaṃ bhūtānaṃ dharaṇīriva asmākaṃ adhipannānaṃ khamassu rājakuñjara.
Evante 5- anumodāma yaṃ bhāvaṃ na nigūhasi khīlaṃ pabhindasi pakkhi ujukosi vihaṅgama. @Footnote: 1 Ma. nānāgataṃ. 2 Ma. santase. 3 Sī. Yu. vissaji. 4 Ma. yānasmesu. @ 5 Ma. etaṃ te.
|243.1| Yaṅkiñci ratanaṃ atthi kāsirājanivesane rajataṃ jātarūpañca muttā veḷuriyā bahū. |243.2| Maṇayo saṅkhamuttañca vatthikaṃ 1- haricandanaṃ ajinaṃ dantabhaṇḍañca lohaṃ kāḷāyasaṃ bahuṃ etaṃ dadāmi vo vittaṃ issaraṃ 2- vissajāmi vo.
|244.1| Addhā apacitā tyamhā sakkatā ca rathesabha dhammesu vattamānānaṃ tvaṃ no ācariyo bhava. |244.2| Ācariya samanuññātā tayā anumatā mayaṃ taṃ padakkhiṇato katvā ñātī 3- passemurindama.
Sabbarattiṃ cintayitvā mantayitvā yathātathaṃ kāsirājā anuññāsi haṃsānaṃ pavaruttamaṃ.
Tato ratyā vivasane suriyassuggamanaṃ pati pekkhato kāsirājassa bhavanato 4- vigāhisuṃ.
|247.1| Te aroge anuppatte disvāna parame dije kekātimakaruṃ haṃsā puthusaddo ajāyatha. |247.2| Te patītā pamuttena bhattunā bhattugāravā samantā parikariṃsu 5- aṇḍajā laddhapaccayā.
Evaṃ mittavataṃ atthā sabbe honti padakkhiṇā haṃsā yathā dhataraṭṭhā ñātisaṅghamupāgamunti. Mahāhaṃsajātakaṃ dutiyaṃ. @Footnote: 1 Ma. vatthakaṃ. 2 Ma. issariyaṃ. 3 Ma. ñātī. 4 Ma. bhavanā te. @ 5 Ma. parikiriṃsu. sabbattha īdisameva.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๑๙๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘