มหาหังสชาดก
ว่าด้วยหงส์ชื่อสุมุขะไม่ละทิ้งพระยาหงส์ผู้ติดบ่วง
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑๙๙ · บรรทัด ๑๓๔๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๔ จาก ๖
เรื่องเล่า
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ความว่า วัตถุกล่าวคือมาตุคามใดอันท่านผู้เจริญด้วยปัญญาทั้งหลายบัญญัติแล้ว คือปรากฏแก่ท่านเหล่านั้นทีเดียว มิได้ปรากฏแก่พวกชนพาล. บทว่า มหาภูตา ได้แก่ มีคุณมากคือมีอานิสงส์มาก. บทว่า อุปปชฺชิสุํ ความว่า บังเกิดก่อน เพราะเพศหญิงปรากฏเป็นครั้งแรกในกาลแห่งปฐมกัลป์. บทว่า ตาสุ ความว่า ดูก่อนพ่อสุมุขะ ความคะนองกายและความคะนองวาจา อันบุคคลตั้งมั่น คือตั้งลงฝั่งไว้ในหญิงเหล่านั้น และความยินดีในกามคุณก็ตั้งอยู่เฉพาะในหญิงเหล่านั้นด้วย. บทว่า วีชานิ ความว่า พืชเป็นต้นว่าพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าพระอริยสาวกและพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ย่อมงอกขึ้นในหญิงเหล่านั้น. บทว่า ยทิทํ คือสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้น แม้ทั้งหมด. บทว่า ปชายเร ความว่า พญาหงส์ย่อมแสดงว่า ย่อมเจริญพร้อมแล้วในท้องของหญิงเหล่านั้นแล. บทว่า นิพฺพิเช แปลว่า หมดความอาลัยใยดี. บทว่า ปาณมาสชฺช ปาณิภิความว่า ใคร ๆ ที่เอาชีวิตของตนเข้าคลุกเคล้ากับชีวิตของหญิงเหล่านั้น ถึงกับสละชีวิตของตน จึงได้หญิงนั้นมาแล้ว จะพึงเบื่อหน่ายเสียได้เล่า. บทว่า นาญฺโ ความว่า ดูก่อนพ่อสุมุขะ ไม่ต้องกล่าวถึงคนอื่นละ เมื่อเราอยู่ในท่ามกลางหมู่หงส์ที่พื้นภูเขาจิตตกูฏ มองไม่เห็นพ่อ จึงถามว่า สุมุขหงส์ไปไหน หงส์ทั้งหลายตอบว่า สุมุขหงส์นี้พามาตุคามไปเสวยความยินดีอย่างสูงสุดอยู่ในถ้ำทอง พ่อนั่นแล ย่อมประกอบในประโยชน์ของหญิงอย่างนี้ คือเป็นผู้ประกอบแล้วประกอบทั่วแล้วทีเดียว ไม่ต้องกล่าวถึงคนอื่น. บทว่า ตสฺส ตฺยชฺช ความว่า พญาหงส์นั้นกล่าวดังนี้ด้วยหมายความว่า เมื่อความกลัวตาย บังเกิดขึ้นแก่พ่อในวันนี้ ชะรอยว่าพ่อจะกลัวมรณภัยนี้ จึงเกิดความคิดอันละเอียดซึ่งแสดงถึงโทษของนาตุคามนี้ขึ้น. บทว่า สพฺโพ หิ คือผู้ใดผู้หนึ่ง บทว่า สํสยปฺปตฺโต คือผู้ที่ถึงความสงสัยในชีวิต. บทว่า ภีรุ ได้แก่แม้เป็นผู้มีความหวาดสะดุ้งกลัว ก็ระงับความกลัวไว้ได้. บทว่า มหนฺตาโน ความว่า ส่วนชนเหล่าใดย่อมเป็นบัณฑิตด้วย ตั้งอยู่ในฐานะใหญ่ด้วย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าเป็นผู้ดำรงอยู่ในฐานะใหญ่. บทว่า อตฺเถ ยุญฺชนฺติ ทุยฺยุเช ความว่า ชนเหล่านั้น ย่อมประกอบ คือ สืบต่อพยายามในประโยชน์นั้นให้เกิดความอุตสาหะว่า อย่ากลัวเลยพ่อ พ่อจงเป็นนักปราชญ์เถิด จึงได้กล่าวไว้อย่างนี้. บทว่า อาปทํ ความว่า คนกล้าหาญย่อมป้องกันเสียได้ซึ่งอันตรายอันจะมีมาถึงนาย เพราะฉะนั้น พระราชาทั้งหลาย จึงทรงปรารถนาความกล้าหาญของเหล่ามนตรี เพื่อประโยชน์อย่างนี้แล. บทว่า อตฺตปริยายํ อธิบายว่า อีกอย่างหนึ่ง คนกล้านั้นย่อมอาจที่จะกระทำการคุ้มครองตนเองได้ด้วย. บทว่า วิกนฺติสุ แปลว่า เชือดแล้ว. มีคำที่ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่าดูก่อนสหายสุมุขะ เราตั้งพ่อไว้ในตำแหน่งอันเป็นลำดับกับตัวเราเองเพราะฉะนั้น พ่อครัวของพระราชา อย่าได้เชือดเฉือดเราทั้งสองในวันนี้เพื่อต้องการเนื้อโดยประการใด ท่านจงกระทำโดยประการนั้นเถิด เพราะว่าสีแห่งขนปีกของเราทั้งหลายซึ่งเป็นเช่นนั้น จะฆ่าพ่อเสีย. บทว่า ตํ วธิความว่า พญาหงส์กล่าวอย่างนี้ ด้วยความประสงค์ที่จะให้เข้าใจว่า สีอย่างนี้สีอย่างนี้นั้นจะฆ่าพ่อเสีย เหมือนขุยไผ่ที่อาศัยต้นไผ่เกิดขึ้น ก็ย่อมจะฆ่าไม้ไผ่เสียฉะนั้น คือสีอย่างนี้อย่าฆ่าท่านและเราเสียเลย. บทว่า มุตฺโตสิ ความว่าพ่อเป็นผู้อันนายลุททบุตร ปล่อยแล้วคือสละแล้วพร้อมกับเราด้วยคำอย่างนี้ว่าท่านจงกลับไปยังเขาจิตตกูฏตามสบายเถิด ดังนี้แล้ว อย่าปรารถนาที่จะติดบ่วงอีกเลย. บทว่า สยํ อธิบายว่า พ่อปรารถนาจะเฝ้าพระราชา ชื่อว่าเข้าถึงการถูกฆ่าเองทีเดียว ภัยของเราทั้งสองนี้มาแล้ว เพราะอาศัยพ่ออย่างนี้. บทว่า โสสชฺช ความว่า ในวันนี้พ่อถึงความสงสัยในชีวิตแล้ว. บทว่า อตฺถํ คณฺหาหิ มา มุขํ ความว่า พ่อจงถือเอาเหตุที่จะให้ปล่อยพวกเราในบัดนี้เถิดคือว่า เราทั้งสองจะหลุดพ้นได้โดยประการใด ก็จงพยายามโดยประการนั้นเถิด พ่อกล่าวคำเป็นต้นว่า ลมย่อมพัดกลิ่นหอมและเหม็นฉันใด ดังนี้ ขออย่าได้ยื่นปากออกเพื่อประสงค์จะติเตียนหญิงเลย.
พระมหาสัตว์ ครั้นสรรเสริญมาตุคามอย่างนี้แล้ว กระทำให้สุมุขหงส์หมดคำพูดที่จะโต้ตอบได้ ทราบว่า สุมุขหงส์นั้นมีความเสียใจ เพื่อจะกล่าวยกย่องสุมุขหงส์ในกาลบัดนี้ จึงกล่าวคาถาว่า
ท่านนั้นจงประกอบความเพียร ที่สมควรอัน ประกอบด้วยธรรม จงประพฤติการแสวงหาทางที่จะ ช่วยให้เรารอดชีวิต ด้วยความเพียรอันผ่องแผ้วของ ท่านเถิด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส ความว่า ดูก่อนสุมุขะผู้เป็นสหายพ่อนั้น. บทว่า โยคํ ความว่า บัดนี้ พ่อจงประกอบความเพียรที่เราเคยประกอบไว้ในกาลก่อน จงประพฤติการแสวงหาให้เรารอดชีวิต. บทว่า ตว ปริยาปทาเนน คือ ด้วยความเพียรเครื่องประกอบอันบริสุทธิ์ของพ่อนั้น. บาลีว่าปริโยทาเตน ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า ด้วยการป้องกัน อธิบายว่า อันเป็นของของพ่อเพราะพ่อกระทำเอง จงประพฤติหาช่องทางให้เรารอดชีวิตด้วยเถิด.
สุมุขหงส์ได้สดับคำนั้นจึงคิดว่า พญาหงส์กลัวต่อมรณภัยยิ่งนักไม่รู้จักกำลังของเรา เราจักเฝ้าพระราชาได้สนทนากันบ้างเล็กน้อยแล้วจักทราบเราจักให้พญาหงส์นี้เบาใจเสียก่อน จึงกล่าวคาถาว่า
ข้าแต่พระองค์ที่ประเสริฐกว่านกทั้งหลาย อย่า ทรงกลัวเลย ผู้ที่สมบูรณ์ด้วยญาณวิริยะเช่นพระองค์ ย่อมไม่กลัว ข้าพระองค์จักประกอบความเพียรที่ สมควรอันประกอบด้วยธรรม พระองค์จะหลุดพ้น จากบ่วง ด้วยความเพียรอันผ่องแผ้วของข้าพระองค์ โดยเร็วพลัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาสา ได้แก่ บ่วงคือความทุกข์.
เมื่อพญาหงส์ทั้งสองนั้น สนทนากันอยู่ด้วยภาษาของนกฉะนี้ นายลุททบุตรมิได้รู้เรื่องอะไรด้วยเลย ได้แต่พาเอาพญาหงส์ทั้งสองนั้นไปด้วยหาบแล้ว ก็เข้าไปยังกรุงพาราณสีอย่างเดียว นายพรานนั้นถูกมหาชนผู้มีความแปลกประหลาด อันเกิดแต่ความอัศจรรย์ที่ไม่เคยมีติดตามไปอยู่ ก็ไปถึงประตูพระราชวัง กราบทูลความที่ตนมาถึงแล้ว แด่พระราชา.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
นายพรานนั้น เข้าไปยังประตูพระราชวัง พร้อมด้วยหาบหงส์แล้ว จึงสั่งนายประตูว่า ท่านจง ไปกราบทูลถึงเราแด่พระราชาว่า พญาหงส์ธตรฐนี้ มาแล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิเวเทถ มํ ความว่า นายพรานเข้าไปสั่งนายประตูว่า ท่านทั้งสองจงกราบทูลถึงเราแด่พระราชาอย่างนี้ว่า นายพรานเขมกะกลับมาแล้ว. บทว่า ธตรฏฺายํ ความว่า จงกราบทูลให้ทรงทราบต่อไปว่า พญาหงส์ธตรฐนี้ก็มาถึงแล้ว .
นายประตูรีบไปกราบทูลตามคำสั่ง พระราชาทรงปลื้มพระทัยตรัสสั่งว่าจงมาเร็ว ๆ ทรงแวดล้อมไปด้วยหมู่อำมาตย์ ประทับนั่งบนราชบัลลังก์อันมีเศวตฉัตรยกชั้นไว้แล้ว ทอดพระเนตรเห็นนายพรานเขมกะนำเอาพญาหงส์ขึ้นนาสู่พระลานหลวง ทรงมองดูพญาหงส์ทั้งสองตัวมีสีดุจทองคำ จึงทรงพระดำริว่า ความปรารถนาของเราสำเร็จสมประสงค์แล้ว จึงทรงบังคับอำมาตย์ทั้งหลายถึงกิจที่ควรกระทำแก่นายพรานนั้น.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
ได้ยินว่า พระเจ้าสังยมนะทอดพระเนตรเห็น หงส์ทอง ทั้งสองตัว รุ่งเรืองด้วยบุญ หมายรู้ด้วย ลักษณะ แล้วตรัสรับสั่งกะพวกอำมาตย์ว่า ท่าน ทั้งหลายจงให้ผ้า ข้าว น้ำ และเครื่องบริโภคแก่ นายพราน เงินเป็นสิ่งกระทำความปรารถนาแก่เขา เขาปรารถนาประมาณเท่าใด ท่านทั้งหลายจงให้แก่เขา ประมาณเท่านั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุญฺสงฺกาเส ได้แก่ มีบุญเช่นเดียวกับตน. บทว่า ลกฺขณสมฺมเต ได้แก่ สมมติกันว่าประเสริฐรู้กันโดยทั่ว ๆไปแล้ว. บทว่า ขลุ เป็นนิบาต เชื่อมข้อความด้วยบทเบื้องต้นว่า ได้ยินว่าพระราชาทรงทอดพระเนตรหงส์ทั้งสองนั้น ดังนี้. บทว่า เทถ ความว่าพระราชาเมื่อจะทรงกระทำอาการคือความเลื่อมใสให้ปรากฏเป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามงฺกโร หิรญฺสฺส ความว่า เงินทองย่อมเป็นกิริยาแห่งความใคร่ของเขา. บทว่า ยาวนฺตํ ความว่า นายพรานนี้ประสงค์ทรัพย์สินสักเท่าใด ๆ ท่านทั้งหลายก็จงให้เงินมีประมาณเท่านั้นแก่เขาเถิด.
พระราชาตรัสสั่งให้กระทำอาการคือความเลื่อมใสอย่างนี้ ทรงบันเทิงด้วยความปีติและโสมนัส รับสั่งกะพวกอำมาตย์ว่า ท่านทั้งหลายจงไปเถิดจงไปตบแต่งประดับนายพรานนี้แล้วนำกลับมา. ลำดับนั้น พวกอำมาตย์จึงพาเขาลงจากพระราชนิเวศน์ ให้ช่างกัลบกตัดผมโกนหนวด แล้วอาบน้ำลูบไล้ทาตัวประดับด้วยเครื่องอลังการ เสร็จแล้วจึงนำกลับมาเฝ้าพระราชา. ลำดับนั้นพระราชาจึงตรัสสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงให้หมู่บ้าน ๑๒ หมู่ที่เก็บส่วยได้แสนกหาปณะในปีหนึ่ง รถที่เทียมม้าอาชาไนย และเรือนหลังใหญ่ที่ตบแต่งไว้แล้วได้ประทานยศใหญ่แก่นายพรานเขมกะนั้น นายพรานนั้นครั้นได้ยศใหญ่แล้วปรารภที่จะประกาศการงานของตน จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐหงส์สองตัวที่ข้าพระองค์นำมาถวายพระองค์นี้ มิใช่หงส์ธรรมดาสามัญ ด้วยว่าหงส์มีชื่อว่าธตรฐเป็นพระราชาแห่งหมู่หงส์เก้าหมื่นหกพัน ตัวนี้มีชื่อว่าสุมุขะเป็นเสนาบดี ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสถามนายพรานนั้นว่า ดูก่อนสหายหงส์ทองสองตัวนี้ ท่านจับมาได้อย่างไร.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระเจ้ากาสีทอดพระเนตรเห็นนายพรานผู้มี ความผ่องใส แล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนเขมกะผู้สหาย ก็ สระโบกขรณีนี้เต็มไปด้วยฝูงหงส์ตั้งอยู่ (น้ำเต็มเปี่ยม) อย่างไรท่านจึงถือบ่วงเดินเข้าไปใกล้พญาหงส์ ซึ่งอยู่ ในท่ามกลางฝูงหงส์ ที่น่าชอบใจเกลื่อนกล่นไปด้วย ฝูงหงส์ที่เป็นญาติ ซึ่งมิใช่หงส์ชั้นกลางได้และจับเอา มาได้อย่างไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสนฺนตฺตํ ได้แก่ ผู้มีภาวะผ่องใส คือถึงความโสมนัสยินดีแล้ว. บทว่า ยทายํ ความว่า ดูก่อนเขมกะสหายที่รักถ้าหากว่าสระโบกขรณีของเรานี้ เต็มไปด้วยฝูงหงส์ตั้งเก้าหมื่นหกพันตั้งอยู่ไซร้. บทว่า กถํ รุจี มชฺฌคตํ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านถือเอาบ่วงเดินเข้าไปใกล้พญาหงส์ที่สูงสุด ซึ่งมิใช่หงส์ชั้นกลาง และมิใช่หงส์ชั้นเล็ก ซึ่งอยู่ในท่านกลางฝูงหงส์ทั้งหลายอันน่ารักน่าดู น่าพึงพอใจเหล่านั้นได้อย่างไร และท่านจับเอามาได้อย่างไร.
นายเขมกะสดับถ้อยคำของพระราชานั้น จึงกราบทูลว่า
วันนี้เป็นราตรีที่ ๗ ของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ เป็นผู้ไม่ประมาท แอบอยู่ในตุ่ม คอยติดตามรอยเท้า ของพญาหงส์นี้ ซึ่งกำลังเข้าไปยังที่ถือเอาเหยื่อ ลำดับนั้น ข้าพระองค์ได้เห็นรอยเท้าของพญาหงส์ นั้น ซึ่งกำลังเที่ยวแสวงหาเหยื่อ จึงดักบ่วงลงในที่นั้น ข้าพระองค์จับพญาหงส์นั้นมาได้ด้วยอุบายอย่างนี้ พระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาทานานิ ความว่า ที่สำหรับยึดเอาเป็นที่หากิน. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า อุปาสโต คือเข้าไปใกล้. บทว่า ปทํ คือ รอยเท้าที่พญาหงส์เหยียบลงในพื้นที่สำหรับหากิน. บทว่า ฆฏสฺสิโต คือ อาศัยอยู่ในกรุงที่ทำคล้าย ๆ ตุ่ม บทว่า อถสฺส ความว่า ลำดับนั้น ครั้นถึงวันที่ ๖ ข้าพระองค์ก็ได้เห็นรอยเท้าของพญาหงส์นี้ซึ่งเที่ยวแสวงหาที่ถือเอาอาหาร. บทว่า เอวนฺตํ อธิบายว่า นายพรานนั้นกราบทูลอุบายที่ตนจับพญาหงส์ทั้งหมดด้วยคำว่า ข้าพระองค์จับพญานกนั้นมาได้ด้วยวิธีอย่างนี้แล.
พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงทรงพระดำริว่า นายพรานผู้นี้ แม้ยืนกราบทูลอยู่ที่ประตูวัง ก็กราบทูลถึงการมาของพญาหงส์ธตรฐตัวเดียว แม้บัดนี้ก็ยังกราบทูลอยู่อีกว่า ขอพระองค์จงทรงรับพญาหงส์ธตรฐนี้ตัวเดียวเถิด เหตุอะไรจะพึงมีในข้อนี้หนอ จึงตรัสคาถาว่า
ดูก่อนนายพราน หงส์นี้มีอยู่สองตัว ไฉนท่าน จึงกล่าวว่ามีตัวเดียว จิตของท่านวิปริตไปแล้วหรือไร หรือว่าท่านคิดจะหาประโยชน์อะไร.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปลฺวฏฺํ คือ ความแปรปรวน. บทว่าอาทู กินฺนุ ชิคึสสิ ความว่า หรือว่าท่านคิดเห็นอย่างไรหนอ พระราชาตรัสถามว่า ท่านปรารถนาจะถือเอาพญาหงส์ที่เหลืออยู่อีกตัวหนึ่งนี้ไปให้คนอื่น จึงคิดหรือ.
ลำดับนั้น นายเนสาทจึงกราบทูลว่า ขอเดชะ จิตของข้าพระองค์จะได้วิปริตก็หาไม่ ข้าพระองค์มิได้ปรารถนาที่จะให้หงส์ที่เหลืออีกตัวหนึ่งนี้แก่ผู้อื่นด้วยว่า เมื่อข้าพระองค์ดักบ่วงไว้ หงส์ตัวเดียวเท่านั้นติดบ่วง เมื่อจะกระทำเนื้อความให้แจ่มแจ้ง จึงทูลว่า
หงส์ตัวที่มีพื้นแดง มีสีงดงามดุจทองคำกำลัง หลอม รอบ ๆ คอจรดทรวงอกนั้น เข้ามาติดบ่วงของ ข้าพระองค์ แต่หงส์ตัวที่ผุดผ่องนี้มิได้ติดบ่วง เมื่อ จะกล่าวถ้อยคำเป็นภาษามนุษย์ ได้ยืนกล่าวถ้อยคำอัน ประเสริฐกะพญาหงส์ที่ติดบ่วง ซึ่งกระสับกระส่ายอยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลหิตกา ตาลา ได้แก่ พื้นมีสีแดงคือมีรอยแดง ๓ รอย. บทว่า อุรํ สํหจฺจ ได้แก่ รอยแดง ๓ รอยนี้พาดลงไปทางลำคอจนจรดทรวงอก มีคำที่ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ข้าแต่มหาราชพญาหงส์ตัวที่มีรอยแดง ๓ รอย มีรัศมีงดงามประดุจทองคำมีสีสุกเหล่านี้วงล้อมรอบคอลากไปถึงทรวงอกตั้งอยู่นั้น ตัวเดียวเท่านั้นเข้าไปติดในบ่วงของข้าพระองค์. บทว่า ภสฺสโร คือบริสุทธิ์ ถึงพร้อมแล้วด้วยรัศมี. บทว่า อาตุรํ คือเป็นไข้ กำลังได้รับทุกข์. บทว่า อฏฺาสิ ความว่า ส่วนพญาหงส์นี้ ครั้นทราบว่าพญาหงส์ธตรฐติดบ่วง จึงบินกลับมาปลอบเอาใจพญาหงส์ธตรฐนี้ แต่กระทำการต้อนรับในเวลาที่ข้าพระองค์ไปถึง กระทำการปฏิสันถารด้วยถ้อยคำอันไพเราะกับข้าพระองค์ในท่ามกลางอากาศทีเดียว กล่าวสรรเสริญคุณของพญาหงส์ธตรฐด้วยถ้อยคำเป็นภาษามนุษย์มากมาย กระทำใจของข้าพระองค์ให้อ่อนโยนแล้ว ได้ยืนอยู่ข้างหน้าพญาหงส์อีกทีเดียว ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ลำดับนั้น ข้าพระองค์ได้สดับถ้อยคำอันเป็นสุภาษิตของสุมุขหงส์ เป็นผู้มีจิตเลื่อมใส จึงได้ปล่อยพญาหงส์ธตรฐไป พญาหงส์ธตรฐพ้นจากบ่วงด้วยประการฉะนี้ อันการที่ข้าพระองค์นำเอาพญาหงส์ทั้งสองตัวนี้ มาในที่นี้นั้น สุมุขหงส์ตัวเดียวได้กระทำขึ้น.
นายเขมกเนสาทนั้น กราบทูลสรรเสริญคุณของสุมุขหงส์อย่างนี้. พระราชาทรงสดับคำนั้น จึงมีพระประสงค์ใคร่จะสดับธรรมกถาของสุมุขหงส์เมื่อพระองค์ทรงกระทำสักการะแก่นายลุททบุตรอยู่ทีเดียว พระอาทิตย์อัสดงคตแล้วแสงประทีปสว่างไสวอยู่ทั่วไป อิสรชนมีกษัตริย์เป็นต้นมาประชุมกันเป็นอันมาก แม้พระนางเขมาเทวี ทรงแวดล้อมด้วยนางฟ้อนต่าง ๆ ประทับนั่งข้างพระปรัศว์เบื้องขวาของพระราชา. ในขณะนั้น พระราชาทรงพระประสงค์จะให้สุมุขหงส์แสดงธรรมกถาจึงตรัสคาถาว่า
ดูก่อนสุมุขหงส์ เหตุไรหนอ ท่านจึงยืนขบคาง อยู่ในบัดนี้ หรือว่าท่านมาถึงบริษัทของเราแล้ว กลัว ภัย จึงไม่พูด.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หนุํ สํหจฺจ ความว่า ได้ยินว่า ท่านมีถ้อยคำอันไพเราะ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไรท่านจึงยืนปิดปากเสียในกาลนี้. บทว่า อาทู คือ บางครั้ง. บทว่า ภยา ภีโต ได้แก่ หรือว่าท่านกลัวภัยอันเกิดจากอำนาจราชศักดิ์ในบริษัทจึงไม่พูด.
สุมุขหงส์ได้สดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะแสดงความที่ตนมิได้เกรงกลัวภัยจึงกล่าวคาถาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งชนชาวกาสี ข้าพระองค์เข้ามาสู่บริษัทของพระองค์แล้ว จะกลัวภัยก็ หาไม่ ข้าพระองค์จักไม่พูดเพราะกลัวภัยก็หาไม่ แต่ เมื่อประโยชน์เช่นนั้นเกิดขึ้นแล้ว ข้าพระองค์จึงจัก พูด.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๓๙๐–๔๔๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
อสีตินิบาตชาดก ๕๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
|199.1| Ete haṃsā pakkamanti vaṅkaṅgā bhayameritā harittaca hemavaṇṇa kāmaṃ sumukha pakkama. |199.2| Ohāya maṃ ñātigaṇā ekaṃ pāsavasaṃ gataṃ anapekkhamānā gacchanti kiṃ eko avahīyasi. |199.3| Pateva patataṃ seṭṭha natthi bandhe 1- sahāyatā mā anīghāya hāpesi kāmaṃ sumukha pakkama.
|200.1| Nāhaṃ dukkhaparetopi dhataraṭṭha tuvaṃ jahe jīvitaṃ maraṇaṃ vā me tayā saddhiṃ bhavissati. |200.2| Nāhaṃ dukkhaparetopi dhataraṭṭha tuvaṃ jahe na maṃ anariyasaṃyutte kamme yojetumarahasi. |200.3| Sakumāro sakhā tyasmi sacittesmi 2- te ṭhito ñāto senāpati tyāhaṃ haṃsānaṃ pavaruttama |200.4| kathamahaṃ vikatthissaṃ 3- ñātimajjhe ito gato taṃ hitvā patataṃ seṭṭha kinte vakkhāmito gato idha pāṇaṃ cajissāmi nānariyaṃ kattumussahe. @Footnote: 1 Ma. baddhe . 2 Ma. sacitte casmi . 3 Yu. vikattissaṃ.
|201.1| Eso hi dhammo sumukha yaṃ tvaṃ ariyapathe ṭhito yo bhattāraṃ sakhāraṃ maṃ na pariccattumussahe. |201.2| Tañhi me pekkhamānassa bhayaṃ natveva jāyati adhigacchasi tvaṃ mayhaṃ evaṃbhūtassa jīvitaṃ.
|202.1| Iccevaṃ mantayantānaṃ ariyānaṃ ariyavuttinaṃ daṇḍamādāya nesādo āpatī turito bhusaṃ. |202.2| Tamāpatantaṃ disvāna sumukho atibrūhayi 1- aṭṭhāsi purato rañño haṃso vissāsayaṃ byathaṃ. |202.3| Mā bhāyi patataṃ seṭṭha na hi bhāyanti tādisā ahaṃ yogaṃ payuñjissaṃ yuttaṃ dhammūpasañhitaṃ tena pariyāpadānena khippaṃ pāsā pamokkhasi.
|203.1| Tassa taṃ vacanaṃ sutvā sumukhassa subhāsitaṃ pahaṭṭhalomo nesādo añjalissūpanāmayi 2- . |203.2| Na me sutaṃ vā diṭṭhaṃ vā bhāsanto mānusiṃ dijo ariyaṃ brūhanto 3- vaṅkaṅgo cajanto mānusiṃ giraṃ. |203.3| Kinnu tāyaṃ dijo hoti mutto bandhaṃ 4- upāsasi ohāya sakuṇā yanti kiṃ eko avahīyasi.
|204.1| Rājā me so dijāmitta senāpaccassa kārayiṃ tamāpade pariccattuṃ nussahe vihagādhipaṃ. |204.2| Mahāgaṇāyaṃ 5- bhattā me mā eko byasanaṃ agā @Footnote: 1 Sī. Yu. aparibrūhayi . 2 Ma. añjalissa paṇāmayi . 3 Ma. bruvāno. @ 4 Ma. baddhaṃ. ito paraṃ īdisameva . 5 Ma. mahāgaṇāya. Yathā taṃ samma nesāda bhattāyaṃ abhito rame.
Ariyavutti 1- vaṅkaṅga yo piṇḍamapacāyasi cajāmi te taṃ bhattāraṃ gacchathūbho yathāsukhaṃ.
|206.1| Sace attappayogena ohito haṃsapakkhinaṃ paṭiggaṇhāma te samma etaṃ abhayadakkhiṇaṃ. |206.2| No ce attappayogena ohito haṃsapakkhinaṃ anissaro muñcaṃ amhe theyyaṃ kayirāsi luddaka.
Yassa tvaṃ bhatako rañño kāmaṃ tasseva pāpaya tassa 2- saṃyamano rājā yathābhiññaṃ karissati.
|208.1| Iccevaṃ vutto nesādo hemavaṇṇe harittace ubho hatthehi paggayha 3- pañjare ajjhavodahi. |208.2| Te pañjaragate pakkhī ubho bhassaravaṇṇine sumukhaṃ dhataraṭṭhañca luddo ādāya pakkami.
|209.1| Hariyamāno dhataraṭṭho sumukhaṃ etadabravi bāḷhaṃ bhāyāmi sumukha sāmāya lakkhaṇūruyā asmākaṃ vadhamaññāya athattānaṃ vadhissati. |209.2| Pākahaṃsā ca sumukha suhemā hemasuttacā koñcī samuddatīreva kapaṇā nūna ruccati.
|210.1| Evaṃ mahanto lokassa appameyyo mahāgaṇī ekitthimanusoceyya nayidaṃ paññavatomiva. @Footnote: 1 Ma. ariyavattasi . 2 Ma. tattha . 3 Ma. saṅgayha. |210.2| Vātova gandhamādeti ubhayaṃ chekapāpakaṃ bālo āmakapakkaṃva lolo andhova āmisaṃ. |210.3| Avinicchayaññū atthesu mandova paṭibhāsi maṃ kiccākiccaṃ na jānāsi sampatto kālapariyāyaṃ. |210.4| Aḍḍhummatto udīresi yo seyyo maññasitthiyo bahusādhāraṇā hetā soṇḍānaṃva surāgharaṃ. |210.5| Māyā cetā marīcīva sokā rogā cupaddavā kharāva bandhanā cetā maccupāsā guhāsayā tāsu yo vissase poso so naresu narādhamo.
|211.1| Yaṃ vuḍḍhehi upaññātaṃ ko taṃ ninditumarahati mahābhūtitthiyo nāma lokasmiṃ upapajjisuṃ. |211.2| Khiḍḍā paṇihitā tāsu rati tāsu patiṭṭhitā vījāni tāsu rūhanti yadidaṃ sattā pajāyare tāsu ko nibbije 1- poso pāṇamāsajja pāṇibhi. |211.3| Tvameva nāñño sumukha thīnaṃ atthesu yuñjasi tassa tyajja bhaye jāte bhītena jāyate mati. |211.4| Sabbo hi saṃsayaṃ patto bhayaṃ bhīru titikkhati paṇḍitā hi mahantāno atthe yuñjanti duyyuje. |211.5| Etadatthāya rājāno sūramicchanti mantinaṃ paṭibāhati yaṃ sūro āpadaṃ attapariyāyaṃ. @Footnote: 1 Ma. nibbide. |211.6| Mā no ajja vikantiṃsu rañño sūdā mahānase tathāhi vaṇṇo pattānaṃ phalaṃ veḷuṃva taṃ vadhi. |211.7| Muttopi necchasi uḍḍetuṃ sayaṃ bandhaṃ upāgami sopajja saṃsayaṃ patto atthaṃ gaṇhāhi mā mukhaṃ.
So tvaṃ 1- yogaṃ payuñjassu yuttaṃ dhammūpasañhitaṃ tava pariyāpadānena mama pāṇesanaṃ cara.
Mā bhāyi patataṃ seṭṭha na hi bhāyanti tādisā ahaṃ yogaṃ payuñjissaṃ yuttaṃ dhammūpasañhitaṃ mama pariyāpadānena khippaṃ pāsā pamokkhasi.
So luddo haṃsakājena rājadvāraṃ upāgami paṭivedetha maṃ rañño dhataraṭṭhāyamāgato.
|215.1| Te disvā puññasaṅkāse ubho lakkhaṇasammate 2- khalu saññamano rājā amacce ajjhabhāsatha. |215.2| Detha luddassa vatthāni annaṃ pānañca bhojanaṃ kāmaṅkaro hiraññassa yāvanto esa icchati.
|216.1| Disvā luddaṃ pasannattaṃ kāsirājetadabravi 3- yadāyaṃ 4- samma khemaka puṇṇā haṃsehi tiṭṭhati. |216.2| Kathaṃ rucimajjhagataṃ pāsahattho upāgami okiṇṇaṃ ñātisaṅghehi nimmajjhimaṃ kathaṃ gahi.
|217.1| Ajja me sattamā ratti ādānāni 5- upāsato @Footnote: 1 Ma. taṃ . 2 Sī. Yu. lakkhaññāsammate . 3 Ma. kāsirājā tadabravi . 4 yadyāyaṃ. @ 5 Ma. adanāni. Padametassa anvesaṃ appamatto ghaṭassito. |217.2| Athassa padamaddakkhiṃ carato ādanesanaṃ tatthāhaṃ odahiṃ pāsaṃ evantaṃ dijamaggahiṃ.
Ludda dve ime sakuṇā atha ekoti bhāsasi cittaṃ nu te vipariyattaṃ 1- ādū kinnu jigiṃsasi.
|219.1| Yassa lohitakā tālā tapaneyyānibhā 2- subhā uraṃ saṃhacca tiṭṭhanti so me bandhaṃ upāgami. |219.2| Athāyaṃ bhassaro pakkhī abandho bandhamāturaṃ ariyaṃ brūhanto 3- aṭṭhāsi vadanto 4- mānusiṃ giraṃ.
Kathannudāni 5- sumukha hanuṃ saṃhacca tiṭṭhasi ādū me parisaṃ patto bhayā bhīto na bhāsasi.
Nāhaṃ kāsipati bhīto oggayha parisaṃ tava nāhaṃ bhayā na bhāsissaṃ vākyaṃ atthasmi tādise.
|222.1| Na te abhissaraṃ passe na rathe napi pattike nāssa cammaṃ va kīṭaṃ vā vammine 6- ca dhanuggahe. |222.2| Na hiraññaṃ suvaṇṇaṃ vā nagaraṃ vā sumāpitaṃ okiṇṇaparikhaṃ duggaṃ daḷhamaṭṭālakoṭṭhakaṃ yattha paviṭṭho sumukha bhāyitabbaṃ na bhāyasi.
|223.1| Na me abhissarenattho nagarena dhanena vā apathena pathaṃ yāma antalikkhe carā mayaṃ. @Footnote: 1 vipallatthantipi . 2 Ma. tapanīyanibhā . 3 Ma. bruvāno . 4 Ma. cajanto. @ 5 Ma. atha kiṃ dāni. Sī. Yu. atha kinnu . 6 Ma. vammite. |223.2| Sutā ca paṇḍitātyamhā nipuṇā catthacintakā 1- bhāsematthavatiṃ vācaṃ sacce cassa patiṭṭhito. |223.3| Kiñca tuyhaṃ asaccassa anariyassa karissati musāvādissa luddassa bhaṇitaṃpi subhāsitaṃ.
|224.1| Taṃ brāhmaṇānaṃ vacanā imaṃ khemamakārayi abhayañca tayā ghuṭṭhaṃ imāyo dasadhā disā. |224.2| Oggayha te pokkharaṇiṃ vippasannodakaṃ suciṃ pahūtaṃ khādanaṃ 2- tattha ahiṃsā cettha pakkhinaṃ. |224.3| Idaṃ sutvāna nigghosaṃ āgatamhā tavantike te te bandhasmā pāsena etante bhāsitaṃ musā. |224.4| Musāvādaṃ purakkhatvā icchālobhañca pāpakaṃ ubhosandhiṃ atikkamma asātaṃ upapajjati.
|225.1| Nāparajjhāma sumukha napi lobhāva maggahiṃ sutā ca paṇḍitātyattha nipuṇā catthacintakā 3- . |225.2| Appevatthavatiṃ vācaṃ byāhareyyuṃ 4- idhāgatā tathātaṃ samma nesādo vutto sumukha maggahi.
|226.1| Neva bhūtā 5- kāsipati upanītasmi jīvite bhāsematthavatiṃ vācaṃ sampattā kālapariyāyaṃ. |226.2| Yo migena migaṃ hanti pakkhīnaṃ 6- pana pakkhinā sutena vā sutaṃ kilyā 7- kiṃ anariyataraṃ tato. @Footnote: 1-3 Ma. atthacintakā . 2 Ma. cādanaṃ . 4 Sī. Yu. byākareyyuṃ . 5 Ma. bhītā. @ 6 Ma. pakkhiṃ vā . 7 Ma. kiṇyā. Sī. Yu. kiṇe. kīlye itipi. |226.3| Yo cāriyarudaṃ bhāse anariyadhammavassito ubho so dhaṃsate lokā idha ceva parattha ca. |226.4| Na majjetha yasaṃ patto na byādhe 1- pattasaṃsayaṃ vāyametheva kiccesu saṃvare vivarāni ca. |226.5| Ye vuḍḍhā abbhatikkantā sampattā kālapariyāyaṃ idha dhammaṃ caritvāna evaṃ te 2- tidivaṅgatā. |226.6| Idaṃ sutvā kāsipati dhammamattani pālaya dhataraṭṭhañca muñcāhi haṃsānaṃ pavaruttamaṃ.
|227.1| Āharantūdakaṃ pajjaṃ āsanañca mahārahaṃ pañjarato pamokkhāmi dhataraṭṭhaṃ yasassinaṃ. |227.2| Tañca senāpatiṃ dhīraṃ nipuṇaṃ atthacintakaṃ yo sukhe sukhito rañño 3- dukkhite hoti dukkhito. |227.3| Ediso kho arahati piṇḍamasnātu bhattuno yathāyaṃ sumukho rañño pāṇasādhāraṇo sakhā.
|228.1| Pīṭhañca sabbasovaṇṇaṃ aṭṭhapādaṃ manoramaṃ maṭṭhaṃ kāsikavatthinaṃ 4- dhataraṭṭho upāvisi. |228.2| Kocchañca sabbasovaṇṇaṃ veyyagghaparisibbitaṃ sumukho ajjhapāvekkhi 5- dhataraṭṭhassanantarā. |228.3| Tesaṃ kāñcanapattehi puthū ādāya kāsiyo haṃsānaṃ abhihāresuṃ aggaṃ rañño pavāsitaṃ. @Footnote: 1 Sī. Yu. byathe. 2 Sī. Yu. evete. 3 Ma. raññe. 4 Sī. kāsikapatthiṇṇaṃ. @Ma. kāsikamatthannaṃ. 5 Ma. ajjhupāvekkhi.
|229.1| Disvā abhihataṃ aggaṃ kāsirājena pesitaṃ kusalo khattadhammānaṃ tato pucchi anantarā. |229.2| Kacci nu bhoto kusalaṃ kacci bhoto anāmayaṃ kacci raṭṭhamidaṃ phītaṃ dhammena anusāsasi 1- .
Kusalañceva me haṃsa atho haṃsa anāmayaṃ atho raṭṭhamidaṃ phītaṃ dhammena anusāsahaṃ.
Kacci bhoto amaccesu doso koci na vijjati kacci ca te tavatthesu nāvakaṅkhanti jīvitaṃ.
Athopi me amaccesu doso koci na vijjati athopi te mamatthesu nāvakaṅkhanti jīvitaṃ.
Kacci te sādisī bhariyā assavā piyabhāṇinī puttarūpayasūpetā tava chandavasānugā.
Atho me sādisī bhariyā assavā piyabhāṇinī puttarūpayasūpetā mama chandavasānugā.
Kacci raṭṭhaṃ anuppīḷaṃ akutociupaddavaṃ asāhasena dhammena samena anusāsasi.
Atho raṭṭhaṃ anuppīḷaṃ akutociupaddavaṃ asāhasena dhammena samena anusāsahaṃ.
Kacci santo apacitā asanto parivajjitā no ca 2- dhammaṃ niraṅkatvā adhammamanuvattasi. @Footnote: 1 Ma. manusāsasi. 2 Ma. ce.
Santo ca me apacitā asanto parivajjitā dhammamevānuvattāmi adhammo me niraṅkato.
Kacci nunāgataṃ 1- dīghaṃ samavekkhasi khattiya kacci matto madanīye paralokaṃ na santasi.
|240.1| Ahaṃ anāgataṃ dīghaṃ samavekkhāmi pakkhima ṭhito dasasu dhammesu paralokaṃ na santasiṃ 2- . |240.2| Dānaṃ sīlaṃ pariccāgaṃ ājjavaṃ maddavaṃ tapaṃ akkodhaṃ avihiṃsañca khantiñca avirodhanaṃ. |240.3| Iccete kusale dhamme ṭhite passāmi attani tato me jāyate pīti somanassañcanappakaṃ. |240.4| Sumukho ca acintetvā visajji 3- pharusaṃ giraṃ bhāvadosamanaññāya asmākāyaṃ vihaṅgamo. |240.5| So kuddho pharusaṃ vācaṃ nicchāresi ayoniso yānasmāsu 4- na vijjanti nayidaṃ paññavatāmiva.
|241.1| Atthi me taṃ atisāraṃ vegena manujādhipa dhataraṭṭhe ca bandhasmiṃ dukkhaṃ me vipulaṃ ahu. |241.2| Tvaṃ no pitāva puttānaṃ bhūtānaṃ dharaṇīriva asmākaṃ adhipannānaṃ khamassu rājakuñjara.
Evante 5- anumodāma yaṃ bhāvaṃ na nigūhasi khīlaṃ pabhindasi pakkhi ujukosi vihaṅgama. @Footnote: 1 Ma. nānāgataṃ. 2 Ma. santase. 3 Sī. Yu. vissaji. 4 Ma. yānasmesu. @ 5 Ma. etaṃ te.
|243.1| Yaṅkiñci ratanaṃ atthi kāsirājanivesane rajataṃ jātarūpañca muttā veḷuriyā bahū. |243.2| Maṇayo saṅkhamuttañca vatthikaṃ 1- haricandanaṃ ajinaṃ dantabhaṇḍañca lohaṃ kāḷāyasaṃ bahuṃ etaṃ dadāmi vo vittaṃ issaraṃ 2- vissajāmi vo.
|244.1| Addhā apacitā tyamhā sakkatā ca rathesabha dhammesu vattamānānaṃ tvaṃ no ācariyo bhava. |244.2| Ācariya samanuññātā tayā anumatā mayaṃ taṃ padakkhiṇato katvā ñātī 3- passemurindama.
Sabbarattiṃ cintayitvā mantayitvā yathātathaṃ kāsirājā anuññāsi haṃsānaṃ pavaruttamaṃ.
Tato ratyā vivasane suriyassuggamanaṃ pati pekkhato kāsirājassa bhavanato 4- vigāhisuṃ.
|247.1| Te aroge anuppatte disvāna parame dije kekātimakaruṃ haṃsā puthusaddo ajāyatha. |247.2| Te patītā pamuttena bhattunā bhattugāravā samantā parikariṃsu 5- aṇḍajā laddhapaccayā.
Evaṃ mittavataṃ atthā sabbe honti padakkhiṇā haṃsā yathā dhataraṭṭhā ñātisaṅghamupāgamunti. Mahāhaṃsajātakaṃ dutiyaṃ. @Footnote: 1 Ma. vatthakaṃ. 2 Ma. issariyaṃ. 3 Ma. ñātī. 4 Ma. bhavanā te. @ 5 Ma. parikiriṃsu. sabbattha īdisameva.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๑๙๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘