มหาหังสชาดก
ว่าด้วยหงส์ชื่อสุมุขะไม่ละทิ้งพระยาหงส์ผู้ติดบ่วง
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๑๙๙ · บรรทัด ๑๓๔๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๕ จาก ๖
เรื่องเล่า
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาทิเส ความว่า ก็แต่ว่า ข้าพระองค์นั่งคอยโอกาสที่จะพูดอยู่ด้วยคิดว่า เมื่อประโยชน์เห็นปานนั้นบังเกิดขึ้น เราจึงจักพูด.
พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะทรงกระทำความแย้มสรวลเพราะทรงประสงค์จะให้สุมุขหงส์นั้นกล่าวถ้อยคำเพิ่มเติมขึ้นอีก จึงตรัสว่า
เราไม่เห็นบริษัทผู้ยิ่งใหญ่ พลรถ พลเดินเท้า เกราะ โล่ และนายขมังธนูผู้สวมเกราะของท่านเลย ดูก่อนสุมุขหงส์ ท่านอาศัยสิ่งใดหรือว่าเข้าไปใน สถานที่ใดแล้ว ไม่กลัวสิ่งที่จะพึงกลัว เราไม่เห็นสิ่ง นั้น หรือสถานที่นั้น แม้เป็นเงิน ทอง หรือนครที่ สร้างไว้อย่างดี ซึ่งมีคูรายรอบ ยากที่จะไปได้ มีหอ รบและเชิงเทิน อันมั่นคงเลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิสฺสรํ ความว่า เรายังมองไม่เห็นบุคคลผู้ถืออาวุธยืนแวดล้อม เพื่อต้องการรักษาในที่สุดบริษัทของท่านเลย. บทว่า อสฺส ในบทว่า นาสฺส นั่นเป็นเพียงนิบาต. บทว่า จมฺมํ ได้แก่หนังสำหรับป้องกันตัว. บทว่า กีตํ วา ได้แก่ แผ่นโลหะ บางทีท่านกล่าวว่าเป็นแผ่นจานกระเบื้องก็มี. พระราชาทรงแสดงว่า แม้ผู้ที่ถือจานกระเบื้องก็ยังไม่มีในสำนักของท่านเลย. บทว่า วมฺมิเน ได้แก่ ผูกสอดแล้วด้วยเกราะ. บทว่า น หิรญฺํ ความว่า ท่านอาศัยสิ่งใด จึงไม่มีความกลัวภัย เรายังมองไม่เห็นสิ่งนั้นแม้จะเป็นเงินในสำนักของท่านเลย.
สุมุขหงส์ เมื่อถูกพระราชาตรัสถามอย่างนี้ว่า อะไรเป็นเหตุที่ท่านไม่กลัว เมื่อจะบอกถึงเหตุนั้น จึงกราบทูลคาถาต่อไปว่า
ข้าพระองค์ไม่ต้องการด้วยบริษัทผู้ยิ่งใหญ่ หรือ นคร หรือทรัพย์ เพราะข้าพระองค์ไปสู่ทางโดยสถาน ที่มิใช่ทาง ข้าพระองค์เป็นสัตว์เที่ยวไปในอากาศ ก็พระองค์ทรงสดับข่าวว่า ข้าพระองค์เป็นบัณฑิตและเป็น ละเอียดคิดข้ออรรถ ถ้าพระองค์ทรงดำรงมันอยู่ใน ในความสัตย์ไซร้ ข้าพระองค์จะพึงกล่าววาจาอันมี อรรถ ด้วยว่าคำที่ข้าพระองค์กล่าวแล้ว แม้จะเป็น สุภาษิต ก็จักทำอะไรแก่พระองค์ผู้หาความสัตย์มิได้ ผู้ไม่ประเสริฐ มักตรัสคำเท็จ ผู้หยาบช้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิสฺสเรน ได้แก่ บริวารผู้รักษา. บทว่า อตฺโถ ความว่า ข้าพระองค์ไม่มีกิจด้วยสิ่งนี้ เพราะอะไร เพราะข้าพระองค์สร้างหนทางไปโดยสถานที่อันมิใช่ทาง คือ โดยอันที่ไม่ใช่ทางของบุคคลผู้เช่นกับพระองค์ เพราะว่าข้าพระองค์เที่ยวไปในอากาศ. บทว่า ปณฺฑิตาตฺยมฺหา ความว่า ได้ยินว่า พระองค์ทรงสดับว่า ข้าพระองค์เป็นบัณฑิต พระองค์มีพระประสงค์จะใคร่สดับธรรมจากสำนักของข้าพระองค์ จึงให้จับข้าพระองค์ทั้งสองมาด้วยเหตุนั้นแล บทว่า สจฺเจ จสฺสุ ความว่า ก็ถ้าพระองค์เป็นผู้ดำรงอยู่ในความสัตย์ไซร้ ข้าพระองค์จะพึงกล่าววาจาอาศัยเหตุ. บทว่า อสจฺจสฺส ความว่า คำที่ข้าพระองค์กล่าว ถึงจะเป็นสุภาษิตก็จะกระทำอะไรแก่พระองค์ ผู้เว้นขาดแล้วจากวจีสัจจะได้ ประดุจเข็มที่ทำด้วยงา ย่อมไม่มีประโยชน์แก่สมณะฉะนั้น.
พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงกล่าวกะเราว่า เราเป็นผู้กล่าวเท็จ มิใช่ผู้ประเสริฐ เรากระทำอะไรไว้เล่า. ลำดับนั้น สุมุขหงส์จึงกราบทูลกะพระองค์ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ถ้าอย่างนั้นพระองค์จงทรงสดับเถิด แล้วกราบทูลว่า
พระองค์ได้ตรัสสั่งให้ขุดสระชื่อว่า เขมะนี้ ตาม ถ้อยคำของพวกพราหมณ์ และพระองค์รับสั่งให้ ประกาศอภัยทั่วสิบทิศ หงส์เหล่านั้น จึงได้พากันบินลง สู่สระโบกขรณี อันมีน้ำใสสะอาด ในสระโบกขรณี นั้นมีอาหารอย่างเพียงพอ และไม่มีการเบียดเบียนนก ทั้งหลายเลย พวกข้าพระองค์ได้ยินคำประกาศนี้แล้ว จึงพากันบินมาในสระของพระองค์ พวกข้าพระองค์ นั้น ๆ ก็ถูกบ่วงรัดไว้ นี่เป็นคำตรัสเท็จของพระองค์ บุคคลกระทำมุสาวาท และความโลภคือความอยากได้ อันลามก เป็นเบื้องหน้าแล้ว ก้าวล่วงปฏิสนธิในเทวโลกและมนุษยโลกทั้งสอง ย่อมเข้าถึงนรกอันไม่น่า เพลิดเพลิน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ ได้แก่ ตฺวํ ตัวพระองค์เอง. บทว่า เขมํ ได้แก่ สระโบกขรณีซึ่งมีชื่ออย่างนี้. บทว่า ฆุฏฺํ ได้แก่ พระองค์รับสั่งให้บุคคลยืนประกาศอยู่ ที่มุมสระทั้ง ๔ มุม. บทว่า ทสธา ได้แก่ พระองค์ประกาศอภัยนั้นในทิศทั้งสิบเหล่านั้น. บทว่า โอคฺคยฺห ได้แก่ จากสำนักของหงส์ที่บินลงแล้ว จึงมาแล้ว. บทว่า ปหูตํ ขาทนํ ได้แก่ มีอาหารสำหรับกินเป็นต้นว่า ดอกปทุม ดอกอุบล และข้าวสาลีอย่างเพียงพอ. บทว่า อิทํ สุตฺวา ความว่า ได้ยินอภัยโทษนี้ จากสำนักของหงส์เหล่านั้นซึ่งบินลงยังสระโบกขรณีของพระองค์แล้ว จึงกลับมาแล้ว. บทว่า ตวนฺติเก ความว่าข้าพระองค์จึงพากันมายังสระโบกขรณีที่พระองค์ได้ขุดขึ้นในสำนักของพระองค์. บทว่า เต เต ได้แก่ พวกข้าพระองค์นั้น ๆ ก็ได้พากันติดบ่วงของพระองค์. บทว่า ปุรกฺเขตฺวา ได้แก่ กระทำไว้ข้างหน้า. บทว่า อิจฺฉาโลภํ ได้แก่ความโลภอันลามกกล่าวคือความอยากได้. บทว่า อุโภสนฺธึ ความว่า บุคคลผู้ประพฤติธรรมอันลามกเหล่านี้ กระทำไว้ในเบื้องหน้า ย่อมก้าวล่วงปฏิสนธิในเทวโลกและมนุษยโลก ชื่อว่า ย่อมก้าวล่วงปฏิสนธิอันเป็นสุคติ. บทว่า อสาตํ ได้แก่ ย่อมเข้าถึงนรก.
สุมุขหงส์ กระทำพระราชาให้ขวยเขินพระทัยในท่ามกลางบริษัทอย่างนี้ทีเดียว ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสถามสุมุขหงส์นั้นว่า ดูก่อนสุมุขหงส์ ใช่ว่าเรามีความประสงค์ จะไปจับท่านมาฆ่ากินเนื้อก็หาไม่ แต่เราทราบว่า ท่านเป็นบัณฑิต ประสงค์จะพึงถ้อยคำอันเป็นสุภาษิต จึงได้ให้จับท่านมา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
ดูก่อนสุมุขหงส์ เรามิได้ทำผิด ทั้งมิได้จับท่าน มาด้วยความโลภ ก็เราได้สดับมาว่า ท่านทั้งหลาย เป็นบัณฑิต เป็นผู้ละเอียด และคิดข้ออรรถ ทำไฉน ท่านทั้งหลายจึงจะมากล่าววาจาอันอาศัยอรรถในที่นี้ ดูก่อนสุมุขหงส์ผู้สหาย นายพรานผู้นี้เราสั่งไป จึงไป จับเอาท่านมา ด้วยความประสงค์นั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาปรชฺฌาม ความว่า เราฆ่าท่านเสียจึงจะชื่อว่าประพฤติผิด แต่เรามิได้ฆ่าท่านเลย. บทว่า โลภาย มคฺคหึ ความว่า ทั้งเราประสงค์จะกินเนื้อท่านจึงได้จับท่านมา ด้วยความโลภก็หาไม่. บทว่า ปณฺฑิตาตฺยตฺถ ความว่า แต่เราได้ยินว่าท่านเป็นบัณฑิต. บทว่า อตฺถจินฺตกา ได้แก่ จะคิดค้นข้อความอันลี้ลับได้. บทว่า อตฺถวตึ ได้แก่ ถ้อยคำอันอาศัยเหตุ. บทว่า ตถา แปลว่า ด้วยเหตุนั้น. บทว่า วุตฺโต แปลว่า เป็นผู้อันเรากล่าวแล้ว. บทว่า สุมุข มคฺคหิ คือร้องเรียกว่า ดูก่อนสุมุขะเอ๋ยม อักษร กระทำการเชื่อมบท. บทว่า อคฺคหิ ความว่า เราจับมาเพื่อให้แสดงธรรมต่างหาก.
สุมุขหงส์ ได้สดับคำนั้นแล้ว จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์มีประสงค์เพื่อจะทรงสดับคำอันเป็นสุภาษิต ทรงกระทำกิจอันไม่สมควรเสียแล้ว แล้วกราบทูลว่า
ข้าแต่พระจอมแห่งชนชาวกาสี เมื่อชีวิตน้อมเข้า ไปใกล้ความตายแล้ว ข้าพระองค์ทั้งหลาย ถึงมรณกาลแล้ว จะไม่พึงกล่าววาจาอันมีเหตุเลย ผู้ใดฆ่าเนื้อ ด้วยเนื้อต่อ ฆ่านกด้วยนกต่อ หรือดักผู้เลื่องลือด้วย เสียงที่เลื่องลือ จะมีอะไรเป็นความเลวทรามยิ่งกว่า ความเลวทรามของผู้นั้น ก็ผู้ใดพึงกล่าววาจาอัน ประเสริฐ ผู้นั้นย่อมพลาดจากโลกทั้งสอง คือโลกนี้ และโลกหน้า บุคคลได้รับยศแล้วไม่พึงมัวเมา ถึง ความทุกข์อันเป็นเหตุสงสัยในชีวิตแล้ว ไม่พึงเดือด ร้อน พึงพยายามในกิจทั้งหลายร่ำไป และพึงปิดช่อง ทั้งหลาย ชนเหล่าใดเป็นผู้เจริญ ถึงเวลาใกล้ตายไม่ ล่วงเลยประโยชน์อย่างยิ่ง ประพฤติธรรมในโลกนี้ ชน เหล่านั้นย่อมไปสู่ไตรทิพย์ด้วยประการอย่างนี้ ข้าแต่ พระจอมแห่งชนชาวกาสี พระองค์ทรงสดับคำนี้แล้วขอ จงทรงรักษาธรรมในพระองค์ และได้ทรงโปรดปล่อย พญาหงส์ธตรฐ ซึ่งประเสริฐสุดกว่าหงส์ทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปนีตสฺมิ ได้แก่ น้อมเข้าไปใกล้ความตาย. บทว่า กาลปริยายํ ความว่า พระองค์ถึงวาระใกล้มรณกาลแล้วจักไม่กล่าวอะไรเลย พระองค์ผูกมัดผู้ที่จะแสดงธรรมกถาแล้ว ขู่ให้กลัวด้วยมรณภัย คิดว่าเราจักฟังธรรมดังนี้ ชื่อว่า กระทำกรรมอันไม่สมควรแล้ว. บทว่า มิเคน ได้แก่ เนื้อที่ได้รับการฝึกหัดไว้เป็นอย่างดีแล้ว. บทว่า หนฺติ ก็คือ หนติ (เป็นเอกวจนะ) แปลว่า ย่อมฆ่า. บทว่า ปกฺขินา ได้แก่ นกที่นำมาล่อนั่นแหละ. บทว่า สุเตน วา ได้แก่ สระดอกปทุม เช่นเดียวกับเนื้อและนกต่ออันปรากฏเสียงลือกันว่า เขมสระไม่มีภัย. บทว่า สุตํ ได้แก่ผู้แสดงธรรมที่เลื่องลือกันอย่างนี้ว่า ท่านผู้เป็นบัณฑิต มีปกติกล่าวถ้อยคำอันวิจิตร. บทว่า กีเลฺย ความว่า ผู้ใดดักผู้เลื่องลือ คือพึงเบียดเบียนทำให้เดือดร้อน ด้วยเครื่องผูกคือบ่วงด้วยคิดว่า เราจักฟังธรรม. บทว่า ตโต ความว่าสิ่งอะไรอย่างอื่นที่จะเลวทรามของชนเหล่านั้นยังมีอยู่อีกเล่า. บทว่า อริยรุทํ ความว่า ผู้ใดกล่าวคำอันประเสริฐ คือถ้อยคำอันดีแต่ปาก. บทว่า ธมฺมวสฺสิโต ได้แก่ อาศัยธรรมอันเลวทรามนั้นด้วยการกระทำ. บทว่า อุโภ คือจากโลกทั้งสองคือเทวโลกและมนุษยโลก. บทว่า อิธ เจว ความว่า บุคคลนี้แม้บังเกิดในโลกนี้บังเกิดในโลกหน้า คือบุคคลเห็นปานนี้ชื่อว่า กำจัดเสียจากโลกแห่งสุคติทั้งสองเสียแล้ว ย่อมเข้าถึงนรกอย่างเดียว. บทว่า ปตฺตสํสยํ ได้แก่ บุคคลแม้ถึงความสงสัยในชีวิตคือถึงความทุกข์แล้วก็ไม่พึงลำบาก. บทว่า สํวเร วิวรานิ จ ความว่า พึงปิดพึงกั้นเสียซึ่งช่องทะลุของตน. บทว่า วุฑฺฒา ได้แก่เป็นบัณฑิตผู้เจริญด้วยคุณ. บทว่า สมฺปตฺตา กาลปริยายํ ได้แก่เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งเวลาใกล้มรณกาล ไม่ล่วงพ้นไปได้แล้ว. บทว่า เอเวเต ตัดบทเป็น เอวํ เอเต บทว่า อิทํ ได้แก่ ถ้อยคำอันอาศัยเหตุที่ข้าพระองค์กราบทูลไว้แล้วนี้. บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ ทั้งธรรมที่เป็นประเพณีทั้งธรรมที่เป็นสุจริต.
พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า
ชาวพนักงานทั้งหลาย จงนำน้ำ น้ำมันทาเท้า และอาสนะอันมีค่ามากมาเถิด เราจะปล่อยพญาหงส์ ธตรฐ ซึ่งเรืองยศออกจากกรง และสุมุขหงส์เสนาบดี ที่มีปัญญา เป็นผู้ละเอียดคิดอรรถที่ยากได้ง่าย ผู้ใด เมื่อพระราชามีสุขก็สุขด้วย เมื่อพระราชามีทุกข์ก็ทุกข์ ด้วย ผู้เช่นนี้แลย่อมสมควรเพื่อจะบริโภคก้อนข้าวของ นายได้ เหมือนสุมุขหงส์เป็นราชสหายทั่วไปแก่สัตว์ มีชีวิต ฉะนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทกํ ได้แก่ น้ำสำหรับล้างเท้า. บทว่า ปชฺชํ ได้แก่ น้ำมันชโลมเท้า. บทว่า สุเข ได้แก่ เมื่อทรงสำราญอยู่.
พวกชาวพนักงานมีอำมาตย์เป็นต้น ได้ฟังรับสั่งของพระราชาแล้ว จึงนำอาสนะมาเพื่อพญาหงส์ทั้งสองนั้น แล้วจึงล้างเท้าของพญาหงส์ทั้งสองนั้น ซึ่งจับอยู่บนอาสนะด้วยน้ำหอม ชโลมด้วยน้ำมันที่เคี่ยวให้เดือดแล้วตั้งร้อยครั้ง.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พญาหงส์ธตรฐเข้าไปเกาะตั่ง อันล้วนแล้วไป ด้วยทองคำมี ๘ เท้า น่ารื่นรมย์ใจ เกลี้ยงเกลา ลาด ด้วยผ้าแคว้นกาสี สุมุขหงส์เข้าไปเกาะเก้าอี้ อันล้วน แล้วไปด้วยทองคำ หุ้มด้วยหนังเสือโคร่ง ในลำดับ แห่งพญาหงส์ธตรฐ ชนชาวกาสีเป็นอันมาก ต่าง ถือเอาโภชนะอันเลิศที่เขาส่งไปถวายพระราชา นำเข้า ไปให้แก่พญาหงส์ทั้งสองนั้น ด้วยภาชนะทองคำ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏฺํ ได้แก่ เป็นตั่งที่สำเร็จขึ้นด้วยการกระทำ. บทว่า กาสิกวตฺถินํ ได้แก่ เป็นตั่งที่ปูลาดด้วยผ้าอันมาจากแคว้นกาสี. บทว่า โกจฺฉํ ได้แก่ ตั่งที่เขาสานไว้ในท่ามกลาง. บทว่า เวยฺยคฺฆปริสิพฺพิตํ ได้แก่ ตั่งสำหรับเป็นที่ประทับนั่งของพระอัครมเหสีในวันมงคล หุ้มด้วยหนึ่งเสือโคร่ง. กาญฺจนปตฺเตหิ ได้แก่ ภาชนะทองคำ. บทว่า ปุถู ได้แก่ เป็นจำนวนมาก. บทว่า กาสิโย ได้แก่ ชนผู้อยู่ในแคว้นกาสี. บทว่า อภิหาเรสุํ คือ น้อมเข้าไป. บทว่า อคฺคํ รญฺโ ปวาสิตํ ความว่า ชนชาวกาสีเป็นอันมาก นำเอาโภชนะมีรสอันเลิศต่าง ๆที่พวกเขาใส่ไว้ในจานทอง ๑๐๘ ใบ สำหรับส่งไปถวายพระราชา เข้าไปเพื่อประโยชน์เป็นบรรณาการแก่พญาหงส์.
ก็เมื่ออำมาตย์น้อมนำโภชนะนั้นเข้าไปอย่างนี้แล้ว พระเจ้ากาสิกราชทรงรับภาชนะทองคำจากมือของพวกอำมาตย์เหล่านั้น ด้วยพระหัตถ์แล้ว จึงทรงน้อมนำเข้าไปด้วยพระองค์เองเพื่อจะทรงยกย่อง พญาหงส์ทั้งสองนั้น จึงจิกกินข้าวตอกอันระคนด้วยน้ำผึ้งจากภาชนะนั้น และจึงดื่มน้ำหวาน. ลำดับนั้นพระมหาสัตว์เห็นอาการที่นำมาล้วนแต่ของดีเลิศ และความเลื่อมใสของพระราชาจึงได้กระทำปฏิสันถาร.
พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พญาหงส์ธตรฐที่ฉลาด เห็นโภชนะอันเลิศที่ เขานำมาให้ อันพระเจ้ากาสีประทานส่งไป จึงได้ถาม ธรรมเนียม เครื่องปฏิสันถารในกาลเป็นลำดับนั้นว่า พระองค์ไม่มีพระโรคาพาธแลหรือ ทรงสำราญดีอยู่ หรือ ทรงปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้โดยธรรม หรือ. พระราชาตรัสว่า ดูก่อนพญาหงส์ เราไม่มีโรคาพาธ อนึ่ง เรามี ความสำราญดี และเราก็ปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์ นี้โดยธรรม. พระมหาสัตว์ทูลถามว่า โทษอะไร ๆ ไม่มีในหมู่อำมาตย์ของพระองค์ แลหรือ และอำมาตย์เหล่านั้น ไม่อาลัยชีวิตในประโยชน์ ของพระองค์แลหรือ. พระราชาตรัสตอบว่า โทษอะไร ๆ ไม่มีในหมู่อำมาตย์ของเรา และ อำมาตย์เหล่านั้นไม่อาลัยชีวิตในประโยชน์ของเรา. พระมหาสัตว์ทูลถามว่า พระมเหสีซึ่งมีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟัง มี พระเสาวนีย์อันน่ารัก ทรงประกอบด้วยพระโอรส พระรูป พระโฉม และพระยศ เป็นไปตามพระราช อัธยาศัยของพระองค์แลหรือ. พระราชาตรัสตอบว่า พระมเหสีซึ่งมีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟัง มีพระเสาวนีย์อันน่ารัก ทรงประกอบด้วยพระโอรส พระรูป พระโฉม และพระยศ เป็นไปตามอัธยาศัย ของเรา. พระมหาสัตว์ทูลถามว่า พระองค์มิได้ทรงเบียดเบียนชาวแว่นแคว้น ทรง ปกครองให้ปราศจากอันตรายแต่ที่ไหน ๆ โดยความ ไม่เกรี้ยวกราด โดยธรรม โดยความสม่ำเสมอแลหรือ. พระราชาตรัสตอบว่า เรามิได้เบียดเบียนชาวแว่นแคว้น ปกครองให้ ปราศจากอันตรายแต่ที่ไหน ๆ โดยความไม่เกรี้ยวกราด โดยธรรม โดยความสม่ำเสมอ. พระมหาสัตว์ทูลถามว่า พระองค์ทรงยำเกรงสัตบุรุษ ทรงเว้นอสัตบุรุษ แลหรือ พระองค์ไม่ทรงละทิ้งธรรม ไม่ทรงประพฤติ คล้อยตามอธรรมแลหรือ. พระราชาตรัสตอบว่า เรายำเกรงสัตบุรุษ เว้นอสัตบุรุษ ประพฤติคล้อย ตามธรรม ละทิ้งอธรรม. พระมหาสัตว์ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นกษัตริย์ พระองค์ทรง พิจารณาเห็นชัดซึ่งพระชนมายุ อันเป็นอนาคตยังยืน ยาวอยู่หรือ พระองค์ทรงมัวเมาในอารมณ์เป็นที่ตั้ง แห่งความมัวเมา ไม่สะดุ้งกลัวปรโลกหรือ. พระราชาตรัสตอบว่า ดูก่อนพญาหงส์ เราพิจารณาเห็นชัดซึ่งอายุ อันเป็นอนาคตยังยืนยาวอยู่ เราตั้งอยู่แล้วในธรรม ๑๐ ประการ จึงไม่สะดุ้งกลัวปรโลก เราเห็นกุศลธรรม ที่ดำรงอยู่ในตนเหล่านี้ คือ ทาน ศีล การบริจาค ความซื่อตรง ความอ่อนโยน ความเพียร ความไม่ โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความอดทน และความ ไม่พิโรธ แต่นั้นมีปีติและโสมนัสไม่ใช่น้อย ย่อมเกิด แก่เรา ก็สุมุขหงส์นี้ ไม่ทันคิดถึงคุณสมบัติของเรา ไม่ทราบความประทุษร้ายแห่งจิต จึงเปล่งวาจาอัน หยาบคาย ย่อมกล่าวถึงโทษที่ไม่มีอยู่ในเรา คำของ สุมุขหงส์นี้ ย่อมไม่เป็นเหมือนคำของคนมีปัญญา.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๓๙๐–๔๔๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
อสีตินิบาตชาดก ๕๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๕๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
|199.1| Ete haṃsā pakkamanti vaṅkaṅgā bhayameritā harittaca hemavaṇṇa kāmaṃ sumukha pakkama. |199.2| Ohāya maṃ ñātigaṇā ekaṃ pāsavasaṃ gataṃ anapekkhamānā gacchanti kiṃ eko avahīyasi. |199.3| Pateva patataṃ seṭṭha natthi bandhe 1- sahāyatā mā anīghāya hāpesi kāmaṃ sumukha pakkama.
|200.1| Nāhaṃ dukkhaparetopi dhataraṭṭha tuvaṃ jahe jīvitaṃ maraṇaṃ vā me tayā saddhiṃ bhavissati. |200.2| Nāhaṃ dukkhaparetopi dhataraṭṭha tuvaṃ jahe na maṃ anariyasaṃyutte kamme yojetumarahasi. |200.3| Sakumāro sakhā tyasmi sacittesmi 2- te ṭhito ñāto senāpati tyāhaṃ haṃsānaṃ pavaruttama |200.4| kathamahaṃ vikatthissaṃ 3- ñātimajjhe ito gato taṃ hitvā patataṃ seṭṭha kinte vakkhāmito gato idha pāṇaṃ cajissāmi nānariyaṃ kattumussahe. @Footnote: 1 Ma. baddhe . 2 Ma. sacitte casmi . 3 Yu. vikattissaṃ.
|201.1| Eso hi dhammo sumukha yaṃ tvaṃ ariyapathe ṭhito yo bhattāraṃ sakhāraṃ maṃ na pariccattumussahe. |201.2| Tañhi me pekkhamānassa bhayaṃ natveva jāyati adhigacchasi tvaṃ mayhaṃ evaṃbhūtassa jīvitaṃ.
|202.1| Iccevaṃ mantayantānaṃ ariyānaṃ ariyavuttinaṃ daṇḍamādāya nesādo āpatī turito bhusaṃ. |202.2| Tamāpatantaṃ disvāna sumukho atibrūhayi 1- aṭṭhāsi purato rañño haṃso vissāsayaṃ byathaṃ. |202.3| Mā bhāyi patataṃ seṭṭha na hi bhāyanti tādisā ahaṃ yogaṃ payuñjissaṃ yuttaṃ dhammūpasañhitaṃ tena pariyāpadānena khippaṃ pāsā pamokkhasi.
|203.1| Tassa taṃ vacanaṃ sutvā sumukhassa subhāsitaṃ pahaṭṭhalomo nesādo añjalissūpanāmayi 2- . |203.2| Na me sutaṃ vā diṭṭhaṃ vā bhāsanto mānusiṃ dijo ariyaṃ brūhanto 3- vaṅkaṅgo cajanto mānusiṃ giraṃ. |203.3| Kinnu tāyaṃ dijo hoti mutto bandhaṃ 4- upāsasi ohāya sakuṇā yanti kiṃ eko avahīyasi.
|204.1| Rājā me so dijāmitta senāpaccassa kārayiṃ tamāpade pariccattuṃ nussahe vihagādhipaṃ. |204.2| Mahāgaṇāyaṃ 5- bhattā me mā eko byasanaṃ agā @Footnote: 1 Sī. Yu. aparibrūhayi . 2 Ma. añjalissa paṇāmayi . 3 Ma. bruvāno. @ 4 Ma. baddhaṃ. ito paraṃ īdisameva . 5 Ma. mahāgaṇāya. Yathā taṃ samma nesāda bhattāyaṃ abhito rame.
Ariyavutti 1- vaṅkaṅga yo piṇḍamapacāyasi cajāmi te taṃ bhattāraṃ gacchathūbho yathāsukhaṃ.
|206.1| Sace attappayogena ohito haṃsapakkhinaṃ paṭiggaṇhāma te samma etaṃ abhayadakkhiṇaṃ. |206.2| No ce attappayogena ohito haṃsapakkhinaṃ anissaro muñcaṃ amhe theyyaṃ kayirāsi luddaka.
Yassa tvaṃ bhatako rañño kāmaṃ tasseva pāpaya tassa 2- saṃyamano rājā yathābhiññaṃ karissati.
|208.1| Iccevaṃ vutto nesādo hemavaṇṇe harittace ubho hatthehi paggayha 3- pañjare ajjhavodahi. |208.2| Te pañjaragate pakkhī ubho bhassaravaṇṇine sumukhaṃ dhataraṭṭhañca luddo ādāya pakkami.
|209.1| Hariyamāno dhataraṭṭho sumukhaṃ etadabravi bāḷhaṃ bhāyāmi sumukha sāmāya lakkhaṇūruyā asmākaṃ vadhamaññāya athattānaṃ vadhissati. |209.2| Pākahaṃsā ca sumukha suhemā hemasuttacā koñcī samuddatīreva kapaṇā nūna ruccati.
|210.1| Evaṃ mahanto lokassa appameyyo mahāgaṇī ekitthimanusoceyya nayidaṃ paññavatomiva. @Footnote: 1 Ma. ariyavattasi . 2 Ma. tattha . 3 Ma. saṅgayha. |210.2| Vātova gandhamādeti ubhayaṃ chekapāpakaṃ bālo āmakapakkaṃva lolo andhova āmisaṃ. |210.3| Avinicchayaññū atthesu mandova paṭibhāsi maṃ kiccākiccaṃ na jānāsi sampatto kālapariyāyaṃ. |210.4| Aḍḍhummatto udīresi yo seyyo maññasitthiyo bahusādhāraṇā hetā soṇḍānaṃva surāgharaṃ. |210.5| Māyā cetā marīcīva sokā rogā cupaddavā kharāva bandhanā cetā maccupāsā guhāsayā tāsu yo vissase poso so naresu narādhamo.
|211.1| Yaṃ vuḍḍhehi upaññātaṃ ko taṃ ninditumarahati mahābhūtitthiyo nāma lokasmiṃ upapajjisuṃ. |211.2| Khiḍḍā paṇihitā tāsu rati tāsu patiṭṭhitā vījāni tāsu rūhanti yadidaṃ sattā pajāyare tāsu ko nibbije 1- poso pāṇamāsajja pāṇibhi. |211.3| Tvameva nāñño sumukha thīnaṃ atthesu yuñjasi tassa tyajja bhaye jāte bhītena jāyate mati. |211.4| Sabbo hi saṃsayaṃ patto bhayaṃ bhīru titikkhati paṇḍitā hi mahantāno atthe yuñjanti duyyuje. |211.5| Etadatthāya rājāno sūramicchanti mantinaṃ paṭibāhati yaṃ sūro āpadaṃ attapariyāyaṃ. @Footnote: 1 Ma. nibbide. |211.6| Mā no ajja vikantiṃsu rañño sūdā mahānase tathāhi vaṇṇo pattānaṃ phalaṃ veḷuṃva taṃ vadhi. |211.7| Muttopi necchasi uḍḍetuṃ sayaṃ bandhaṃ upāgami sopajja saṃsayaṃ patto atthaṃ gaṇhāhi mā mukhaṃ.
So tvaṃ 1- yogaṃ payuñjassu yuttaṃ dhammūpasañhitaṃ tava pariyāpadānena mama pāṇesanaṃ cara.
Mā bhāyi patataṃ seṭṭha na hi bhāyanti tādisā ahaṃ yogaṃ payuñjissaṃ yuttaṃ dhammūpasañhitaṃ mama pariyāpadānena khippaṃ pāsā pamokkhasi.
So luddo haṃsakājena rājadvāraṃ upāgami paṭivedetha maṃ rañño dhataraṭṭhāyamāgato.
|215.1| Te disvā puññasaṅkāse ubho lakkhaṇasammate 2- khalu saññamano rājā amacce ajjhabhāsatha. |215.2| Detha luddassa vatthāni annaṃ pānañca bhojanaṃ kāmaṅkaro hiraññassa yāvanto esa icchati.
|216.1| Disvā luddaṃ pasannattaṃ kāsirājetadabravi 3- yadāyaṃ 4- samma khemaka puṇṇā haṃsehi tiṭṭhati. |216.2| Kathaṃ rucimajjhagataṃ pāsahattho upāgami okiṇṇaṃ ñātisaṅghehi nimmajjhimaṃ kathaṃ gahi.
|217.1| Ajja me sattamā ratti ādānāni 5- upāsato @Footnote: 1 Ma. taṃ . 2 Sī. Yu. lakkhaññāsammate . 3 Ma. kāsirājā tadabravi . 4 yadyāyaṃ. @ 5 Ma. adanāni. Padametassa anvesaṃ appamatto ghaṭassito. |217.2| Athassa padamaddakkhiṃ carato ādanesanaṃ tatthāhaṃ odahiṃ pāsaṃ evantaṃ dijamaggahiṃ.
Ludda dve ime sakuṇā atha ekoti bhāsasi cittaṃ nu te vipariyattaṃ 1- ādū kinnu jigiṃsasi.
|219.1| Yassa lohitakā tālā tapaneyyānibhā 2- subhā uraṃ saṃhacca tiṭṭhanti so me bandhaṃ upāgami. |219.2| Athāyaṃ bhassaro pakkhī abandho bandhamāturaṃ ariyaṃ brūhanto 3- aṭṭhāsi vadanto 4- mānusiṃ giraṃ.
Kathannudāni 5- sumukha hanuṃ saṃhacca tiṭṭhasi ādū me parisaṃ patto bhayā bhīto na bhāsasi.
Nāhaṃ kāsipati bhīto oggayha parisaṃ tava nāhaṃ bhayā na bhāsissaṃ vākyaṃ atthasmi tādise.
|222.1| Na te abhissaraṃ passe na rathe napi pattike nāssa cammaṃ va kīṭaṃ vā vammine 6- ca dhanuggahe. |222.2| Na hiraññaṃ suvaṇṇaṃ vā nagaraṃ vā sumāpitaṃ okiṇṇaparikhaṃ duggaṃ daḷhamaṭṭālakoṭṭhakaṃ yattha paviṭṭho sumukha bhāyitabbaṃ na bhāyasi.
|223.1| Na me abhissarenattho nagarena dhanena vā apathena pathaṃ yāma antalikkhe carā mayaṃ. @Footnote: 1 vipallatthantipi . 2 Ma. tapanīyanibhā . 3 Ma. bruvāno . 4 Ma. cajanto. @ 5 Ma. atha kiṃ dāni. Sī. Yu. atha kinnu . 6 Ma. vammite. |223.2| Sutā ca paṇḍitātyamhā nipuṇā catthacintakā 1- bhāsematthavatiṃ vācaṃ sacce cassa patiṭṭhito. |223.3| Kiñca tuyhaṃ asaccassa anariyassa karissati musāvādissa luddassa bhaṇitaṃpi subhāsitaṃ.
|224.1| Taṃ brāhmaṇānaṃ vacanā imaṃ khemamakārayi abhayañca tayā ghuṭṭhaṃ imāyo dasadhā disā. |224.2| Oggayha te pokkharaṇiṃ vippasannodakaṃ suciṃ pahūtaṃ khādanaṃ 2- tattha ahiṃsā cettha pakkhinaṃ. |224.3| Idaṃ sutvāna nigghosaṃ āgatamhā tavantike te te bandhasmā pāsena etante bhāsitaṃ musā. |224.4| Musāvādaṃ purakkhatvā icchālobhañca pāpakaṃ ubhosandhiṃ atikkamma asātaṃ upapajjati.
|225.1| Nāparajjhāma sumukha napi lobhāva maggahiṃ sutā ca paṇḍitātyattha nipuṇā catthacintakā 3- . |225.2| Appevatthavatiṃ vācaṃ byāhareyyuṃ 4- idhāgatā tathātaṃ samma nesādo vutto sumukha maggahi.
|226.1| Neva bhūtā 5- kāsipati upanītasmi jīvite bhāsematthavatiṃ vācaṃ sampattā kālapariyāyaṃ. |226.2| Yo migena migaṃ hanti pakkhīnaṃ 6- pana pakkhinā sutena vā sutaṃ kilyā 7- kiṃ anariyataraṃ tato. @Footnote: 1-3 Ma. atthacintakā . 2 Ma. cādanaṃ . 4 Sī. Yu. byākareyyuṃ . 5 Ma. bhītā. @ 6 Ma. pakkhiṃ vā . 7 Ma. kiṇyā. Sī. Yu. kiṇe. kīlye itipi. |226.3| Yo cāriyarudaṃ bhāse anariyadhammavassito ubho so dhaṃsate lokā idha ceva parattha ca. |226.4| Na majjetha yasaṃ patto na byādhe 1- pattasaṃsayaṃ vāyametheva kiccesu saṃvare vivarāni ca. |226.5| Ye vuḍḍhā abbhatikkantā sampattā kālapariyāyaṃ idha dhammaṃ caritvāna evaṃ te 2- tidivaṅgatā. |226.6| Idaṃ sutvā kāsipati dhammamattani pālaya dhataraṭṭhañca muñcāhi haṃsānaṃ pavaruttamaṃ.
|227.1| Āharantūdakaṃ pajjaṃ āsanañca mahārahaṃ pañjarato pamokkhāmi dhataraṭṭhaṃ yasassinaṃ. |227.2| Tañca senāpatiṃ dhīraṃ nipuṇaṃ atthacintakaṃ yo sukhe sukhito rañño 3- dukkhite hoti dukkhito. |227.3| Ediso kho arahati piṇḍamasnātu bhattuno yathāyaṃ sumukho rañño pāṇasādhāraṇo sakhā.
|228.1| Pīṭhañca sabbasovaṇṇaṃ aṭṭhapādaṃ manoramaṃ maṭṭhaṃ kāsikavatthinaṃ 4- dhataraṭṭho upāvisi. |228.2| Kocchañca sabbasovaṇṇaṃ veyyagghaparisibbitaṃ sumukho ajjhapāvekkhi 5- dhataraṭṭhassanantarā. |228.3| Tesaṃ kāñcanapattehi puthū ādāya kāsiyo haṃsānaṃ abhihāresuṃ aggaṃ rañño pavāsitaṃ. @Footnote: 1 Sī. Yu. byathe. 2 Sī. Yu. evete. 3 Ma. raññe. 4 Sī. kāsikapatthiṇṇaṃ. @Ma. kāsikamatthannaṃ. 5 Ma. ajjhupāvekkhi.
|229.1| Disvā abhihataṃ aggaṃ kāsirājena pesitaṃ kusalo khattadhammānaṃ tato pucchi anantarā. |229.2| Kacci nu bhoto kusalaṃ kacci bhoto anāmayaṃ kacci raṭṭhamidaṃ phītaṃ dhammena anusāsasi 1- .
Kusalañceva me haṃsa atho haṃsa anāmayaṃ atho raṭṭhamidaṃ phītaṃ dhammena anusāsahaṃ.
Kacci bhoto amaccesu doso koci na vijjati kacci ca te tavatthesu nāvakaṅkhanti jīvitaṃ.
Athopi me amaccesu doso koci na vijjati athopi te mamatthesu nāvakaṅkhanti jīvitaṃ.
Kacci te sādisī bhariyā assavā piyabhāṇinī puttarūpayasūpetā tava chandavasānugā.
Atho me sādisī bhariyā assavā piyabhāṇinī puttarūpayasūpetā mama chandavasānugā.
Kacci raṭṭhaṃ anuppīḷaṃ akutociupaddavaṃ asāhasena dhammena samena anusāsasi.
Atho raṭṭhaṃ anuppīḷaṃ akutociupaddavaṃ asāhasena dhammena samena anusāsahaṃ.
Kacci santo apacitā asanto parivajjitā no ca 2- dhammaṃ niraṅkatvā adhammamanuvattasi. @Footnote: 1 Ma. manusāsasi. 2 Ma. ce.
Santo ca me apacitā asanto parivajjitā dhammamevānuvattāmi adhammo me niraṅkato.
Kacci nunāgataṃ 1- dīghaṃ samavekkhasi khattiya kacci matto madanīye paralokaṃ na santasi.
|240.1| Ahaṃ anāgataṃ dīghaṃ samavekkhāmi pakkhima ṭhito dasasu dhammesu paralokaṃ na santasiṃ 2- . |240.2| Dānaṃ sīlaṃ pariccāgaṃ ājjavaṃ maddavaṃ tapaṃ akkodhaṃ avihiṃsañca khantiñca avirodhanaṃ. |240.3| Iccete kusale dhamme ṭhite passāmi attani tato me jāyate pīti somanassañcanappakaṃ. |240.4| Sumukho ca acintetvā visajji 3- pharusaṃ giraṃ bhāvadosamanaññāya asmākāyaṃ vihaṅgamo. |240.5| So kuddho pharusaṃ vācaṃ nicchāresi ayoniso yānasmāsu 4- na vijjanti nayidaṃ paññavatāmiva.
|241.1| Atthi me taṃ atisāraṃ vegena manujādhipa dhataraṭṭhe ca bandhasmiṃ dukkhaṃ me vipulaṃ ahu. |241.2| Tvaṃ no pitāva puttānaṃ bhūtānaṃ dharaṇīriva asmākaṃ adhipannānaṃ khamassu rājakuñjara.
Evante 5- anumodāma yaṃ bhāvaṃ na nigūhasi khīlaṃ pabhindasi pakkhi ujukosi vihaṅgama. @Footnote: 1 Ma. nānāgataṃ. 2 Ma. santase. 3 Sī. Yu. vissaji. 4 Ma. yānasmesu. @ 5 Ma. etaṃ te.
|243.1| Yaṅkiñci ratanaṃ atthi kāsirājanivesane rajataṃ jātarūpañca muttā veḷuriyā bahū. |243.2| Maṇayo saṅkhamuttañca vatthikaṃ 1- haricandanaṃ ajinaṃ dantabhaṇḍañca lohaṃ kāḷāyasaṃ bahuṃ etaṃ dadāmi vo vittaṃ issaraṃ 2- vissajāmi vo.
|244.1| Addhā apacitā tyamhā sakkatā ca rathesabha dhammesu vattamānānaṃ tvaṃ no ācariyo bhava. |244.2| Ācariya samanuññātā tayā anumatā mayaṃ taṃ padakkhiṇato katvā ñātī 3- passemurindama.
Sabbarattiṃ cintayitvā mantayitvā yathātathaṃ kāsirājā anuññāsi haṃsānaṃ pavaruttamaṃ.
Tato ratyā vivasane suriyassuggamanaṃ pati pekkhato kāsirājassa bhavanato 4- vigāhisuṃ.
|247.1| Te aroge anuppatte disvāna parame dije kekātimakaruṃ haṃsā puthusaddo ajāyatha. |247.2| Te patītā pamuttena bhattunā bhattugāravā samantā parikariṃsu 5- aṇḍajā laddhapaccayā.
Evaṃ mittavataṃ atthā sabbe honti padakkhiṇā haṃsā yathā dhataraṭṭhā ñātisaṅghamupāgamunti. Mahāhaṃsajātakaṃ dutiyaṃ. @Footnote: 1 Ma. vatthakaṃ. 2 Ma. issariyaṃ. 3 Ma. ñātī. 4 Ma. bhavanā te. @ 5 Ma. parikiriṃsu. sabbattha īdisameva.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๑๙๙
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘