กุณาลชาดก
ว่าด้วยนางนกดุเหว่า
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๒๙๖ · บรรทัด ๑๘๙๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๑๐ จาก ๑๐
เรื่องเล่า
บัณฑิตพึงเจรจากับบุรุษผู้ถือดาบอย่างคมกล้า พึงเจรจากับปีศาจผู้ดุร้าย แม้จะพึงเข้าไปนั่งใกล้งูพิษร้าย แต่ไม่ควรเจรจากับหญิงตัวต่อตัว เพราะว่า หญิงเป็นผู้ย่ำยีจิตของโลก ถืออาวุธ คือ การฟ้อนรำ ขับร้องและการเจรจา ย่อมเบียดเบียนบุรุษผู้ไม่ตั้งสติ ไว้ เหมือนหมู่รากษสที่เกาะเบียดเบียนพวกพ่อค้า ฉะนั้น หญิงไม่มีวินัย ไม่มีสังวร ยินดีในน้ำเมา และเนื้อสัตว์ ไม่สำรวม ผลาญทรัพย์ที่บุรุษหามาได้ โดยยากให้ฉิบหาย เหมือนปลาติมิงคละกลืนกินมังกร ในทะเลฉะนั้น หญิงมีกามคุณ ๕ อันน่ายินดีเป็นทำเล หากิน เป็นคนหยิ่ง จิตไม่เที่ยงตรง ไม่สำรวม ย่อม เข้าไปหาชายผู้ประมาทเหมือนแม่น้ำทั้งหลาย อันไหล ไปสู่มหาสมุทร ฉะนั้น หญิงได้ชื่อว่าฆ่าข่ายด้วยราคะ และโทสะ เข้าไปหาชายคนใด เพราะความพอใจ เพราะความกำหนัด หรือเพราะต้องการทรัพย์ ย่อม เผาชายเช่นนั้นเสีย เช่นดังเปลวไฟ หญิงรู้ว่าชายมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก ย่อมเข้าไปหาชาย ยอมให้ทั้งทรัพย์และ ตนเอง ย่อมเกาะชายที่มีจิตถูกราคะย้อม เหมือนเถา ย่านทรายเกาะไม้สาละในป่า ฉะนั้น หญิงประดับ ร่างกายหน้าตาให้สวย เข้าไปหาชายด้วยความพอใจ มีประการต่าง ๆ ทำยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ใช้มารยาตั้งร้อย เหมือนดังคนเล่นกลและอสุรินทราหู หญิงประดับ ประดาด้วยทอง แก้วมณี และมุกดาถึงจะมีคนสักการะ และรักษาไว้ในตระกูลสาม ก็ยังประพฤตินอกใจสามี ดังหญิงที่อยู่ในทรวงอกประพฤตินอกใจทานพ ฉะนั้น จริงอยู่ นรชนผู้มีปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา แม้จะ มีเดช มีมหาชนสักการะบูชา ถ้าตกอยู่ในอำนาจของ หญิงแล้ว ย่อมไม่รุ่งเรือง เหมือนพระจันทร์ถูกราหูจับ ฉะนั้น โจรผู้มีจิตโกรธคิดประทุษร้าย พึงกระทำแก่ โจรอื่น ซึ่งเป็นข้าศึกที่มาประจัญหน้า ส่วนผู้ตกอยู่ ในอำนาจของหญิง ไม่มีอุเบกขา ย่อมเข้าถึงความ พินาศยิ่งกว่านั้นอีก หญิงถึงจะถูกชายฉุดกระชาก ลากผม และหยิกข่วนด้วยเล็บ คุกคามทุบตีด้วยเท้า ด้วยมือ และท่อนไม้ กลับวิ่งเข้ามาหา เหมือนหมู่ แมลงวันที่ซากศพฉะนั้น บุรุษผู้มีจักษุคือปัญญา ปรารถนาความสุขแก่ตน พึงเว้นหญิงเสีย เหมือนกับ บ่วงและข่ายที่ดักไว้ในสกุล ในถนนสายหนึ่ง ใน ราชธานี หรือในนิคม ผู้ใดสละเสียแล้วซึ่งตบะคุณ อันเป็นกุศล ประพฤติจริตอันมิใช่ของพระอริยะ ผู้นั้น ต้องกลับจากเทวโลกไปคลุกเคล้าอยู่กับนรก เหมือน พ่อค้าซื้อหม้อแตก ฉะนั้น บุรุษผู้ตกอยู่ในอำนาจของ หญิง ย่อมถูกติเตียนทั้งในโลกนี้และโลกหน้า กรรม ของตนกระทบแล้ว เป็นคนโง่เขลา ย่อมไปพลั้ง ๆ พลาด ๆ โดยไม่แน่นอน เหมือนรถที่เทียมด้วยลาโกง ย่อมไปผิดทาง ฉะนั้น ผู้ตกอยู่ในอำนาจของหญิง ย่อมเข้าถึงนรกเป็นที่เผาสัตว์ให้รุ่มร้อน และนรกอัน มีป่าไม้งิ้ว มีหนามแหลมดังหอกเหล็ก แล้วมาใน กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ย่อมไม่พ้นจากวิสัยเปรต และ อสุรกาย หญิงย่อมทำลายความเล่นหัว ความยินดี ความเพลิดเพลินอันเป็นทิพย์ และจักรพรรดิสมบัติ ในมนุษย์ของชายผู้ประมาทให้พินาศ และยังทำชาย นั้นให้ถึงทุคติอีกด้วย ชายเหล่าใดไม่ต้องการหญิง ประพฤติพรหมจรรย์ ชายเหล่านั้นพึงได้การเล่นหัว ความยินดีอันเป็นทิพย์ จักรพรรดิสมบัติในมนุษย์ และนางเทพอัปสรอันอยู่ในวิมานทอง โดยไม่ยากเลย ชายเหล่าใดไม่ต้องการหญิง ประพฤติพรหมจรรย์ ชาย เหล่านั้นพึงได้คติที่ก้าวล่วงเสียซึ่งกามธาตุ รูปธาตุ สมภพ และคติที่เข้าถึงวิสัยความปราศจากราคะโดย ไม่ยากเลย ชายเหล่าใดไม่ต้องการหญิง ประพฤติ พรหมจรรย์ ชายเหล่านั้นเป็นผู้ดับแล้ว สะอาดพึงได้ นิพพานอันเกษม อันก้าวล่วงเสียซึ่งทุกข์ทั้งปวง ล่วง ส่วน ไม่หวั่นไหว ไม่มีอะไรปรุงแต่ง โดยไม่ยากเลย.
ในคาถาเหล่านั้นมีอรรถาธิบายว่า คำว่า พึงเจรจา อธิบายว่า บัณฑิตพึงเจรจาแม้กับบุรุษผู้ยืนถือดาบกล่าวว่า ถ้าท่านเจรจากับเรา เราจักตัดศีรษะท่านเสียดังนี้ อนึ่ง บัณฑิตพึงเจรจากับปีศาจที่กำลังโกรธจัดยืนกล่าวอยู่ว่า เราจักกินท่านเสียในขณะที่ท่านพูดทีเดียว จักทำให้ท่านถึงความพินาศแห่งชีวิตอนึ่ง พึงเข้าไปนั่งใกล้งูที่มีเดชสูงซึ่งกล่าวว่า เราจักกัดท่านผู้เข้ามาใกล้แล้วทำให้พินาศ แต่เมื่ออยู่คนเดียวแล้ว อย่าได้เจรจากับหญิงในที่ลับสองต่อสองเป็นอันขาด. คำว่า เป็นผู้ย่ำยีจิตของสัตวโลก อธิบายว่า หญิงทั้งหลายเป็นผู้เหยียบย่ำจิตของสัตวโลก คือบีบคั้นจิตของชาวโลก. คำว่า เหมือนหมู่นางรากษส อธิบายว่า หมู่นางรากษสอาศัยอยู่ที่เกาะกลางสมุทรนิมิตเพศเป็นหญิงมนุษย์ มาล่อลวงพวกพ่อค้าพาไปไว้ในอำนาจของตนแล้วเคี้ยวกินเสียฉันใด แม้หญิงเหล่านั้นก็ฉันนั้น กระทำสัตวโลกไว้ในอำนาจขอนตนด้วยกามคุณทั้ง ๕ มีรูปเป็นต้น แล้วให้ถือความพินาศอย่างใหญ่หลวง. คำว่า วินัยหมายถึงความประพฤติ. คำว่า สังวร หมายถึงมรรยาท. คำว่า หามาได้อธิบายว่า หญิงทั้งหลายย่อมกลืนกิน คือ ย่อมทำทรัพย์ที่สามีหามาได้ด้วยความเหนื่อยยากให้พินาศไป. คำว่า ไม่เที่ยงตรง คือมีจิตไม่แน่นอน. คำว่าไหลไปสู่สมุทร คือไหลไปสู่น้ำเค็มได้แก่สมุทรนั่นเอง. คำว่า แม่น้ำหมายถึงแม่น้ำทุกสาย. อีกอย่างหนึ่ง พระบาลีเป็น นทิโย เลยดังนี้ก็มี อธิบายว่า แม่น้ำทั้งหลาย ย่อมไหลลงสู่สมุทรฉันใด หญิงทั้งหลายย่อมซ่านไปหาชายผู้ประมาท. ด้วยความประมาทฉันนั้นเหมือนกัน. คำว่า ความพอใจ หมายถึงความรัก. คำว่า ความกำหนัด หมายถึงความยินดีในกามคุณทั้ง ๕. คำว่าเห็นแก่ทรัพย์ หมายถึงว่า หรือเพราะเหตุแห่งทรัพย์. คำว่า ดังเปลวไฟอธิบายว่า ประดุจไฟที่ลุกโพลงแล้ว เพราะความถึงพร้อมแห่งโทษ. คำว่าฆ่าชายด้วยราคะ โทสะ อธิบายว่า เป็นผู้ฆ่าด้วยกามราคะ และโทสะอีกอย่างหนึ่ง บาลีเป็น ราคโทสคติโย ดังนี้ก็มี. คำว่า ย่อมซ่านไปหาอธิบายว่า เข้าไปผูกพันชายนั้น ด้วยถ้อยคำอันไพเราะ. คำว่า มีทรัพย์มากหมายถึงมีเงินมีทองมาก. บาลีเป็น สธนา ดังนี้ก็มี อธิบายว่า แม้ให้ทรัพย์ของตนอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วก็ยังซ่านไปหาเพื่อต้องการผ้าและเครื่องประดับ. คำว่า พร้อมทั้งตน อธิบายว่า ย่อมเป็นเหมือนเสียสละตัวของตัวด้วยตัวเองแก่ชายนั้นผู้เดียว. คำว่า เกาะแน่น อธิบายว่า พัวพันบีบคั้นอย่างเหลือเกินเพื่อต้องการเอาทรัพย์. คำว่า ด้วยความพอใจมีประการต่าง ๆ คือด้วยอาการหลายอย่าง. คำว่า ประดับร่างกายหน้าตาให้วิจิตร คือ มีร่างกายอันงดงาม และมีหน้างดงามด้วยสามารถแห่งเครื่องประดับ.
คำว่า ยิ้มใหญ่ ได้แก่ หัวเราะด้วยเสียงดัง. คำว่า ยิ้มน้อย คือหัวเราะด้วยเสียงค่อย. คำว่า ดังคนเล่นกลและอสุรินทราหู หมายถึงบุรุษผู้กระทำการล่อลวงและท้าวอสุรินท์. คำว่า เหมือนหญิงที่อยู่ในทรวงอกประพฤติล่วงทานพ อธิบายว่า มีเรื่องกล่าวไว้ในกรัณฑชาดกว่า ทานพตนหนึ่งให้ภรรยานั่งในผอบแล้วกลืนเข้าไว้ในท้อง วันหนึ่งไปคายผอบออกชมเชยกันแล้วลงอาบน้ำในสระ วิชาธรตนหนึ่งเหาะมาเห็นภรรยาทานพก็ลงไปทำชู้ด้วย พอทานพขึ้นจากน้ำ นางก็เอาวิชาธรอมไว้เสีย ทานพก็เอาภรรยาซึ่งอมชู้ใส่ไว้ในผอบอมไปอีก พระอรรถกถาจารย์แสดงว่า หญิงที่อยู่ในทรวงอกแม้ถูกกลืนเก็บไว้ในท้องยังทิ้งทานพเสีย ประพฤติล่วงกับวิชาธรตนอื่น ดังในเรื่องกรัณฑชาดก มีคำเป็นต้นว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ ท่านไปไหนกันมาตั้ง ๓ คนเล่าหนอดังนี้ หญิงทั้งหลายย่อมประพฤตินอกใจอย่างนี้ จะป่วยกล่าวไปไยถึงหญิงเหล่านี้ ที่มิได้มีใครดูแลรักษา. คำว่า ไม่รุ่งเรือง อธิบายว่า ย่อมไม่รุ่งโรจน์ เหมือนพระเจ้าหาริต พระเจ้าโสมกัสสปะ และพระเจ้ากุสราช ฉะนั้น. คำว่า ยิ่งกว่านั้น อธิบายว่า ย่อมถึงความพินาศยิ่งกว่าความพินาศที่ศัตรูการทำไปนั้นอีก. คำว่า ไม่มีอุเบกขา หมายถึงยังมีความอยาก. คำว่าฉุดกระชากลากผมหยิกข่วนด้วยเล็บ อธิบายว่า มีผมอันถูกฉุดกระชากมีตัวถูกข่วนด้วยเล็บถูกคุกคามแล้ว. คำว่า ทุบตี อธิบายว่า และถูกทุบตีด้วยอวัยวะมีเท้าเป็นต้น ชายใดย่อมการทำอาการแปลก ๆ เหล่านี้ ด้วยอำนาจกลีโทษ หญิงทั้งหลายย่อมเข้าไปหาชายผู้เลวทรามเช่นนั้นแล้วอภิรมย์ด้วย. ถามว่า นางย่อมประคับประคองชายที่มีอาการวิปริตเหล่านั้น ย่อมไม่รื่นรมย์ชายที่มีความประพฤติเรียบร้อย เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะหมู่แมลงวันย่อมชอบศพ. คำว่า หมู่แมลงวันที่ซากศพ อธิบายว่า ถ้าชายชั่วทำเช่นนั้น หญิงย่อมอยู่ด้วย เหมือนแมลงวันชอบอยู่ในซากศพช้างเป็นต้นอันน่าเกลียดฉะนั้น.
คำว่า เป็นเหมือนบ่วง อธิบายว่า พึงเว้นหญิงพวกเหล่านี้เสีย โดยที่แท้บุรุษผู้มีจักษุด้วยปัญญาจักษุ ผู้มีความต้องการด้วยความสุขอันเป็นทิพย์ และความสุขอันเป็นของมนุษย์ สำคัญอยู่ว่าหญิงนั้นเป็นประดุจบ่วงแห่งเทพยดา ผู้เป็นเจ้าแห่งความรัก กล่าวคือ กิเลสมารในที่เหล่านี้พึงเว้นเสีย เหมือนเนื้อและนกเว้นบ่วงและตาข่ายที่พวกนายพรานดักไว้เพื่อจะจับฉะนั้น. คำว่า สละเสีย คือ ทิ้งเสียซึ่งคุณคือตบะอันสามารถได้ซึ่งสมบัติอันยิ่งใหญ่ในสวรรค์และมนุษย์. คำว่า ผู้ใด อธิบายว่า บุรุษผู้ใดมาประพฤติซึ่งจริตกล่าวคือความยินดีในกามคุณ ในกามคุณทั้งหลายอันไม่ประเสริฐไม่บริสุทธิ์. คำว่า จักเคลื่อนจากเทวดาไปคลุกเคล้าอยู่กับนรก อธิบายว่า บุรุษผู้นั้นจักกลับจากเทวโลกแล้วมาถือเอากำเนิดในนรก. คำว่า เหมือนพ่อค้าซื้อหม้อน้ำอันแตก อธิบายว่า พ่อค้าโง่ให้สิ่งของมีราคามาก แลกเอาหม้อน้ำที่แตกไปฉันใด บุรุษนี้เป็นเหมือนอย่างนั้นแล. คำว่า บุรุษนั้น หมายถึงบุรุษผู้ตกอยู่ในอำนาจของหญิงทั้งหลาย. คำว่าโดยไม่แน่นอน คือไม่แน่นอนก็จักไหม้อยู่ในอบายทั้งหลาย ตลอดกาลมีประมาณเพียงเท่านี้. คำว่า พลั้ง ๆ พลาด ๆ อธิบายว่า พลาดจากเทวโลกหรือมนุษยโลกแล้ว ย่อมไปสู่อบายอย่างเดียว ถามว่า เปรียบเหมือนอะไร ? ตอบว่า เปรียบเหมือนรถที่ลาโกงพาไปผิดทางฉะนั้น อธิบายว่า รถที่เทียมด้วยลาโกง ย่อมแวะออกจากทางไปนอกทางฉันใด บุรุษผู้ลุอำนาจแห่งหญิงก็ฉันนั้น. คำว่า มีป่าไม้งิ้วมีหนามแหลมเป็นหอกเหล็ก อธิบายว่านรกนั้น มีป่าไม้งิ้วเป็นเหล็กประกอบด้วยหนามเหมือนหอก. คำว่า วิสัยเปรตอสุรกาย หมายเอาวิสัยแห่งเปรตและวิสัยแห่งกาลกัญชิกอสูร.
คำว่า ผู้ประมาท คือ ผู้เลินเล่อ จริงอยู่ ชายเหล่านั้นเป็นผู้ประมาทแล้วในหญิงทั้งหลาย ย่อมไม่กระทำคุณงามความดีอันเป็นมูลรากแห่งสมบัติเหล่านั้น หญิงเหล่านั้นทั้งหมดชื่อว่า ย่อมทำบุรุษผู้ประมาทแล้วเหล่านั้น ให้พินาศไปด้วยประการฉะนี้. คำว่า ทำบุรุษผู้นั้นให้ตกไปอธิบายว่า หญิงเหล่านั้นย่อมยังบุรุษเห็นปานนั้นให้กระทำแต่อกุศลกรรมด้วยสามารถแห่งความประมาท ชื่อว่าย่อทำบุรุษนั้นให้ตกไปยังทุคติ. คำว่า อยู่วิมานทอง คือมีปกติอยู่ในวิมานอันสำเร็จด้วยทองคำ. คำว่าไม่ต้องการด้วยหญิง อธิบายว่า ชายเหล่าใดเป็นผู้ไม่มีความต้องการด้วยหญิงทั้งหลายแล้ว ย่อมประพฤติพรหมจรรย์. คำว่า ก้าวล่วงเสียซึ่งกามธาตุ หมายถึงหนทางดำเนิน เพราะก้าวล่วงกามธาตุเสียได้. คำว่า รูปธาตุสมภพ หมายถึงความมีพร้อมแห่งธาตุ กล่าวคือทางดำเนินที่ก้าวล่วงกามธาตุ ย่อมเป็นของหาได้ไม่ยาก แก่ชนเหล่านั้นเลย. คำว่า คติที่เข้าถึงความปราศจากราคะ อธิบายว่า การบังเกิดในเทวโลกชั้นสุทธาวาสในวิสัยแห่งบุคคลผู้ปราศจากราคะแม้นั้น ก็เป็นของหาได้ไม่ยากแก่ชนเหล่านั้น. คำว่าล่วงส่วน อธิบายว่า ไม่เป็นไปล่วงคือเป็นธรรมที่ไม่ถึงความพินาศ. คำว่าไม่หวั่นไหว คือไม่กระทบกระเทือนด้วยกิเลสทั้งหลาย. คำว่า ดับแล้วคือมีกิเลสอันดับแล้ว. คำว่า สะอาด คือพระนิพพานเห็นปานนี้ อันท่านผู้บริสุทธิ์สะอาดทั้งหลายจะพึงได้โดยไม่ยากเลย.
พระมหาสัตว์ ยังเทศนาให้จบลงจนถึงอมตมหานิพพานอย่างนี้แล้วสัตว์ทั้งหลายเป็นต้นว่า กินนรและพระยานาคในป่าหิมพานต์และเทวดาที่อยู่ในอากาศก็พากันให้สาธุการว่า น่าอัศจรรย์จริง พญานกกุณาละกล่าวอย่างลีลาของพระพุทธเจ้าดีมาก.
พญาแร้งชื่อว่า อานนท์ พราหมณ์ฤาษีชื่อนารทะ และพญานกปุณณมุขะดุเหว่า ก็พาบริวารของตน ๆ ไปสู่ที่อยู่เดิม แท้พระมหาสัตว์ก็กลับไปยังที่อยู่ของตนเช่นเดียวก้น ฝ่ายพวกที่กล่าวมาแล้วนอกนี้ ย่อมไปมาหาสู่กันเสมอและตั้งอยู่ในโอวาทของพระมหาสัตว์ ก็ย่อมมีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว เมื่อจะทรงประชุมชาดก จึงตรัสคาถาที่สุดว่า
พญานกกุณาละในครั้งนั้นเป็นเรา พญานก ดุเหว่าขาว เป็นพระอุทายี พญาแร้งเป็นพระอานนท์ นารทฤาษีเป็นพระสารีบุตร บริษัททั้งหลายเป็นพุทธบริษัท เธอทั้งหลายจงทรงจำกุณาลชาดกไว้อย่างนี้แล.
ฝ่ายพระภิกษุราชกุมารทั้งหลาย เวลาจะไปก็ไปด้วยอานุภาพของพระศาสดา แต่เวลามานั้น มาด้วยอานุภาพของตน คือ พระศาสดาทรงแสดงกัมมัฏฐานให้ภิกษุเหล่านั้นในป่ามหาวัน พระภิกษุเหล่านั้น ได้บรรลุพระอรหัตในวันนั้นเอง และได้มีเทวดาสมาคมใหญ่. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงมหาสมัยสูตร เมื่อจบลง เทวดาทั้งหลายได้บรรลุมรรคผลมีพระโสดาบันเป็นต้น.
จบอรรถกถากุณาลชาดก
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๕๓๖–๖๑๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
อสีตินิบาตชาดก ๑๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
เอวมกฺขายติ เอวมนุสุยฺยติ สพฺโพสธธรณีธเร เนกปุปฺผมาลฺยวิตเต คชควยมหิสรุรุจามริปสทขคฺคโคกณฺณสีหพฺยคฺฆ- ทีปิอจฺฉโกกตรจฺฉอุทฺทารกทลิมิควิฬารสสกณฺณิกานุจริเต อากิณฺณ- เนลมณฺฑลมหาวราหนาคกุลกเรณุสงฺฆาธิวุตฺเถ อิสฺสมิคสาขมิคสรภ- มิคเอณิมิควาตมิคปสทมิคปุริสาลุกึปุริสยกฺขรกฺขสนิเสวิเต อมชฺชว- มญฺชริธรปหฏฺฐปุปฺผผุสิตคฺคาเนกปาทปคณวิตเต กุรุรจงฺโกรวารณ- มยูรปราภูตชีวชีวกเจลาวก ๑ (พลาก) ภิงฺการกรวิกมตฺตวิหงฺคสตสงฺฆุฏฺเฐ ๒ อญฺชนมโนสิลาหริตาลหิงฺคุลกเหมรชตกนกาเนกธาตุสตวินทฺธปฏิ- มณฺฑิตปฺปเทเส เอวรูเป ขลุ โภ รมฺเม วนสณฺเฑ กุณาโล นาม สกุโณ ปฏิวสติ อติวิย จิตฺโต อติวิย จิตฺตปตฺตฉทโน ฯ ตสฺเสว ขลุ โภ กุณาลสฺส สกุณสฺส อฑฺฒุฑฺฒานิ อิตฺถีสหสฺสานิ ปริจาริกา ทิชกญฺญาโย ฯ อถ ขลุ โภ เทฺว ทิชกญฺญาโย กฏฺฐํ มุเขน ฑํสิตฺวา ตํ กุณาลํ สกุณํ มชฺเฌ นิสีทาเปตฺวา อุฑฺเฑนฺติ มา นํ กุณาลํ สกุณํ อทฺธานปริยายปเถ กิลมโถ อุพฺพาเหตฺถาติ ๔ ฯ ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย เหฏฺฐโต เหฏฺฐโต เฑนฺติ สจายํ # อิทํ มรมฺม โปตฺถเกเยว ทิสฺสติ ฯ ๑ ม. -ชีวญฺชีวก- ฯ ๒ ม. สตตสมฺปฆุฏฺเฐ ฯ กุณาโล สกุโณ อาสนา ปริปติสฺสติ มยํ ตํ ปกฺเขหิ ปฏิคฺคเหสฺสามาติ ฯ ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย อุปรูปริ เฑนฺติ มา นํ กุณาลํ สกุณํ อาตาโป ปริตาเปสีติ ฯ ปญฺจสตา ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย อุภโต ปสฺเสน เฑนฺติ มา นํ กุณาลํ สกุณํ สีตํ วา อุณฺหํ วา ติณํ วา รโช วา วาโต วา อุสฺสาโว วา อุปปฺผุสีติ ฯ ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย ปุรโต ปุรโต เฑนฺติ มา นํ กุณาลํ สกุณํ โคปาลกา วา ปสุปาลกา วา ติณหารกา วา กฏฺฐหารกา วา วนกมฺมิกา วา กฏฺเฐน วา กถลาย ๑ วา ปาณินา วา (ปาสาเณน วา) เลฑฺฑุนา วา ทณฺเฑน วา สตฺเถน วา สกฺขราหิ วา ปหารํ อทํสุ มายํ กุณาโล สกุโณ คจฺเฉหิ วา ลตาหิ วา รุกฺเขหิ วา สาขาหิ วา ถมฺเภหิ วา ปาสาเณหิ วา พลวนฺเตหิ วา ปกฺขีหิ สงฺคาเมสีติ ๒ ฯ ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย ปจฺฉโต ปจฺฉโต เฑนฺติ สณฺหาหิ สขิลาหิ มญฺชูหิ มธุราหิ วาจาหิ สมุทาจรนฺติโย มายํ กุณาโล สกุโณ อาสเน ปริยุกฺกณฺฐีติ ฯ ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย ทิโสทิสํ เฑนฺติ อเนกรุกฺขวิวิธวิกติผลมาหรนฺติโย มายํ กุณาโล สกุโณ ขุทฺทาย ปริกิลมิตฺถาติ ฯ อถ ขลุ โภ ตา ทิชกญฺญาโย ตํ กุณาลํ สกุณํ อาราเมเนว อารามํ อุยฺยาเนเนว อุยฺยานํ นทีติตฺเถเนว นทีติตฺถํ ปพฺพตสิขเรเนว ปพฺพตสิขรํ อมฺพวเนเนว อมฺพวนํ ชมฺพูวเนเนว ชมฺพูวนํ ลพุชวเนเนว ลพุชวนํ นาฬิเกรสญฺจาริเยเนว นาฬิเกรสญฺจารึ ๓ ขิปฺปเมว #๑ ม. กฐเลน วา ฯ ๒ ม. สงฺคเมสีติ ฯ ๓ ม. นาฬิเกรสญฺจาริยํ ฯ อภิสมฺโภนฺติ รติตฺถาย ฯ อถ ขลุ โภ กุณาโล สกุโณ ตาหิ ทิชกญฺญาหิ ทิวสํ ปริพฺยูโฬฺห เอวํ อปสาเทติ นสฺสถ ตุเมฺห วสลิโย วินสฺสถ ตุเมฺห วสลิโย โจริโย ธุตฺติโย อสติโย ลหุจิตฺตาโย กตสฺส อปฺปฏิการิกาโย อนิโล วิย เยนกามงฺคมาโยติ ฯ
ตสฺเสว ขลุ โภ หิมวโต ปพฺพตราชสฺส ปุรตฺถิเม ทิสาภาเค สุสุขุมสุนิปุณคิริปภวา หริตุปยนฺติโย ฯ อุปฺปลปทุม- กุมุทนฬินสตปตฺตโสคนฺธิกมนฺทาลกสมฺปติวิรูฬฺหสุจิคนฺธมนุญฺญมนาปกปฺปเทเส กุรวกมุจลินฺทเกตกเวทิสวญฺชุลปุนฺนาคพกุลติลกปิยกหสนสาล- สลฬจมฺปกอโสกนาครุกฺขติริฏิภุชปตฺตโลทฺทจนฺทโนฆวเน กาลาครุปทุมปิยงฺคุเทวทารุกโจจคหเน กกุธกุฏชองฺโกลกจฺจิการกณิการ- กณเวรโกรณฺฑโกวิฬารกึสุกโยธิกวนมลฺลิกมนงฺคณมนวชฺชภณฺฑิสุรุจิภคินิมาล- มลฺยธเร ชาติสุมนมธุคนฺธิกธนุตกฺการิตาลิสตครอุสีรโกฏฺฐคจฺฉวิตเต อธิมุตฺติกสํกุสุมิตลตาวิตตปฏิมณฺฑิตปฺปเทเส หํสปิลวกาทมฺพการณฺฑกาภินาทิเต วิชฺชาธรสิทฺธสมณตาปสคณาธิวุตฺเถ นรเทวยกฺขรกฺขสทานวคนฺธพฺพกินฺนรมโหรคานุจิณฺณปฺปเทเส เอวรูเป ขลุ โภ รมฺเม วนสณฺเฑ ปุณฺณมุโข นาม ปุสฺสโกกิโล ปฏิวสติ อติวิย มธุรคิโร วิลาสิตนยนมตฺตกฺโข ฯ ตสฺเสว ขลุ โภ ปุณฺณมุขสฺส ปุสฺสโกกิลสฺส อฑฺฒุฑฺฒานิ อิตฺถีสตานิ ปริจาริกา ทิชกญฺญาโย ฯ อถ ขลุ โภ เทฺว ทิชกญฺญาโย กฏฺฐํ มุเขน ฑํสิตฺวา ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ มชฺเฌ นิสีทาเปตฺวา อุฑฺเฑนฺติ มา นํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ อทฺธานปริยายปเถ กิลมโถ อุพฺพาเหตฺถาติ ฯ ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย เหฏฺฐโต เหฏฺฐโต เฑนฺติ สจายํ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล อาสนา ปริปติสฺสติ มยํ ตํ ปกฺเขหิ ปฏิคฺคเหสฺสามาติ ฯ ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย อุปรูปริ เฑนฺติ มา นํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ อาตาโป ปริตาเปสีติ ฯ ปญฺญาส ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย อุภโต ปสฺเสน เฑนฺติ มา นํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ สีตํ วา อุณฺหํ วา ติณํ วา รโช วา วาโต วา อุสฺสาโว วา อุปปฺผุสีติ ฯ ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย ปุรโต ปุรโต เฑนฺติ มา นํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ โคปาลกา วา ปสุปาลกา วา ติณหารกา วา กฏฺฐหารกา วา วนกมฺมิกา วา กฏฺเฐน วา กถลาย ๑ วา ปาณินา วา (ปาสาเณน วา) เลฑฺฑุนา วา ทณฺเฑน วา สตฺเถน วา สกฺขราหิ วา ปหารํ อทํสุ มายํ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล คจฺเฉหิ วา ลตาหิ วา รุกฺเขหิ วา สาขาหิ วา ถมฺเภหิ วา ปาสาเณหิ วา พลวนฺเตหิ วา ปกฺขีหิ สงฺคาเมสีติ ฯ ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย ปจฺฉโต ปจฺฉโต เฑนฺติ สณฺหาหิ สขิลาหิ มญฺชูหิ มธุราหิ วาจาหิ สมุทาจรนฺติโย มายํ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล อาสเน ปริยุกฺกณฺฐีติ ฯ ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย ทิโสทิสํ เฑนฺติ อเนกรุกฺขวิวิธวิกติผลมาหรนฺติโย มายํ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล ขุทฺทาย ปริกิลมิตฺถาติ ฯ อถ ขลุ โภ ตา ทิชกญฺญาโย ตํ ปุณฺณมุขํ #๑ ม. กฐเลน วา ฯ ปุสฺสโกกิลํ อาราเมเนว อารามํ อุยฺยาเนเนว อุยฺยานํ นทีติตฺเถเนว นทีติตฺถํ ปพฺพตสิขเรเนว ปพฺพตสิขรํ อมฺพวเนเนว อมฺพวนํ ชมฺพูวเนเนว ชมฺพูวนํ ลพุชวเนเนว ลพุชวนํ นาฬิเกรสญฺจาริเยเนว นาฬิเกรสญฺจารึ ขิปฺปเมว อภิสมฺโภนฺติ รติตฺถาย ฯ อถ ขลุ โภ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล ตาหิ ทิชกญฺญาหิ ทิวสํ ปริพฺยูโฬฺห เอวํ ปสํสติ สาธุ สาธุ ภคินิโย เอตํ โข ภคินิโย ตุมฺหากํ ปฏิรูปํ กุลธีตานํ ยํ ตุเมฺห ภตฺตารํ ปริจเรยฺยาถาติ ฯ
อถ ขลุ โภ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล เยน กุณาโล สกุโณ เตนุปสงฺกมิ ฯ อทฺทสํสุ โข กุณาลสฺส สกุณสฺส ปริจาริกา ทิชกญฺญาโย ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน เยน ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ เอตทโวจุํ อยํ สมฺม ปุณฺณมุข กุณาโล สกุโณ อติวิย ผรุโส อติวิย ผรุสวาโจ อปฺเปวนาม ตุวํปิ อาคมฺม ปิยวาจํ ลเภยฺยามาติ ฯ อปฺเปวนาม ภคินิโยติ วตฺวา เยน กุณาโล สกุโณ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา กุณาเลน สกุเณน สทฺธึ ปฏิสมฺโมทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล ตํ กุณาลํ สกุณํ เอตทโวจ กิสฺส ตฺวํ สมฺม กุณาล อิตฺถีนํ สุชาตานํ กุลธีตานํ สมฺมาปฏิปนฺนานํ มิจฺฉาปฏิปนฺโนสิ อมนาปภาณีนํปิ กิร สมฺม กุณาล อิตฺถีนํ มนาปภาณินา ภวิตพฺพํ กิมงฺคํ ปน มนาปภาณีนนฺติ ฯ เอวํ วุตฺเต กุณาโล สกุโณ ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ เอวํ อปสาเทสิ นสฺส ตฺวํ สมฺม ชมฺม วสล วินสฺส ตฺวํ สมฺม ชมฺม วสล โก นุ ตยา วิยตฺโต ชายาชิเนนาติ ฯ เอวํ อปสาทิโต จ ปน ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล ตโตเยว ปฏินิวตฺติ ฯ
อถ ขลุ โภ ปุณฺณมุขสฺส ปุสฺสโกกิลสฺส อปเรน สมเยน อจิรสฺเสว อจฺจเยน ขโร อาพาโธ อุปฺปชฺชิ ฯ โลหิตปกฺขนฺทิกา พาฬฺหา เวทนา วตฺตนฺติ มรณนฺติกา ฯ อถ ขลุ โภ ปุณฺณมุขสฺส ปุสฺสโกกิลสฺส ปริจาริกานํ ทิชกญฺญานํ เอตทโหสิ อาพาธิโก โข อยํ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล อปฺเปวนาม อิมมฺหา อาพาธา วุฏฺฐเหยฺยาติ ฯ ตํ ๑ เอกกํ ๒ อทุติยํ โอหาย เยน กุณาโล สกุโณ เตนุปสงฺกมึสุ ฯ อทฺทสา โข กุณาโล สกุโณ ตา ทิชกญฺญาโย ทูรโตว อาคจฺฉนฺติโย ทิสฺวาน ตา ทิชกญฺญาโย เอตทโวจ กหํ ปน ตุมฺหํ วสลิโย ภตฺตาติ ฯ อาพาธิโก โข สมฺม กุณาล ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล อปฺเปวนาม ตมฺหา อาพาธา วุฏฺฐเหยฺยาติ ฯ เอวํ วุตฺเต กุณาโล สกุโณ ตา ทิชกญฺญาโย เอวํ อปสาเทสิ นสฺสถ ตุเมฺห วสลิโย วินสฺสถ ตุเมฺห วสลิโย โจริโย ธุตฺติโย อสติโย ลหุจิตฺตาโย กตสฺส อปฺปฏิการิกาโย อนิโล วิย เยนกามงฺคมาโยติ วตฺวา เยน ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา #๑ ม. ตนฺติสทฺโท นตฺถิ ฯ ๒ ม. เอกํ ฯ ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ เอตทโวจ หํ สมฺม ปุณฺณมุขาติ ฯ หํ สมฺม กุณาลาติ ฯ อถ ขลุ โภ กุณาโล สกุโณ ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ ปกฺเขหิ จ มุขตุณฺเฑน จ ปริคฺคเหตฺวา วุฏฺฐาเปตฺวา นานาเภสชฺชานิ ปายาเปสิ ฯ อถ ขลุ โภ ปุณฺณมุขสฺส ปุสฺสโกกิลสฺส โส อาพาโธ ปฏิปสฺสมฺภีติ ฯ
อถ ขลุ โภ กุณาโล สกุโณ ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ คิลานา วุฏฺฐิตํ อจิรวุฏฺฐิตํ เคลญฺญา เอตทโวจ ทิฏฺฐา มยา สมฺม ปุณฺณมุข กณฺหา เทฺวปิติกา ปญฺจปติกาย ฉฏฺเฐ ปุริเส จิตฺตํ ปฏิพทฺธนฺติยา ยทิทํ กพนฺเธ ปีฐสปฺปิมฺหิ ฯ ภวติ จ ปนุตฺตเรตฺถ วากฺยํ อถชฺชุโน นกุโล ภีมเสโน ยุธิฏฺฐิโล สหเทโว จ ราชา เอเต ปตี ปญฺจมติจฺจ นารี อกาสิ ขุชฺชวามนเกน ปาปนฺติ ฯ ทิฏฺฐา มยา สมฺม ปุณฺณมุข ปญฺจตปาวี ๑ นาม สมณี สุสานมชฺเฌ วสนฺตี จตุตฺถภตฺตํ ปริณามยมานา สุราธุตฺตเกน ปาปมกาสิ ฯ ทิฏฺฐา มยา สมฺม ปุณฺณมุข กากวตี นาม เทวี สมุทฺทมชฺเฌ วสนฺตี ภริยา เวนเตยฺยสฺส นฏกุเวเรน ปาปมกาสิ ฯ ทิฏฺฐา มยา สมฺม ปุณฺณมุข กุรุงฺคเทวี นาม โลมสุนฺทรี เอฬกกุมารํ กามยมานา ฉฬงฺคกุมารธนนฺเตวาสินา ปาปมกาสิ ฯ #๑ ม. สจฺจตปาปิ ฯ เอวเญฺหตํ มยา ญาตํ พฺรหฺมทตฺตสฺส มาตุกา โอหาย โกสลราชํ ปญฺจาลจณฺเฑน ปาปมกาสิ ฯ เอตา จ อญฺญา จ อกํสุ ปาปํ ตสฺมาหํ อิตฺถีนํ น วิสฺสเส นปฺปสํเส มหี ยถา ชคติ สมานรตฺตา วสุนฺธรา อิตรีตรานํ ๑ ปติฏฺฐา สพฺพสฺสหา อผนฺทนา อกุปฺปา ตถิตฺถิโย ตาโย น วิสฺสเส นโร สีโห ยถา โลหิตมํสโภชโน วาฬมิโค ปญฺจาวุโธ สุรุทฺโธ ปสยฺห ขาที ปรหึสเน รโต ตถิตฺถิโย ตาโย น วิสฺสเส นโร ฯ น ขลุ โภ สมฺม ปุณฺณมุข เวสิโย นาริโย คมนิโย นเหตา พนฺธกิโย นาม วธิกาโย นาม เอตาโย ยทิทํ เวสิโย นาริโย คมนิโยติ ฯ โจรา ๒ วิย เวณิกตา มทิรา วิย วิสทุฏฺฐา ๓ วาณิโช วิย วาจาสนฺถุติโย อิสฺสสิงฺคมิว วิปริวตฺตาโย อุรคมิว ทุชิวฺหาโย โสพฺภมิว ปฏิจฺฉนฺนา ปาตาลมิว ทุปฺปูรา รกฺขสี วิย ทุตฺโตสา ยโมเวกนฺตหาริโย สิขีริว สพฺพภกฺขา นทีริว สพฺพวาหนี ๔ อนิโล วิย เยนกามํจรา เนรุ วิย อวิเสสกรา วิสรุกฺโข วิย นิจฺจผลิตาโย ๕ ฯ ภวติ จ ปนุตฺตเรตฺถ วากฺยํ #๑ ม. อิตรีตราปติฏฺฐา ฯ ๒ ม. โจโร วิย ฯ ๓ ม. มทิราว ทิทฺธา ฯ #๔ ม. สพฺพวาหี ฯ ๕ ม. -โยติ ฯ ยถา โจโร ยถา ทุฏฺโฐ ๑ วาณิโชว วิกตฺถนี อิสฺสสิงฺคมิว ปริวตฺตา ๒ ทุชิวฺหา อุรโค ยถา ฯ โสพฺภมิว ปฏิจฺฉนฺนา ปาตาลมิว ทุปฺปุรา รกฺขสี วิย ทุตฺโตสา ยโมเวกนฺตหาริโย ฯ ยถา สิขี นที วาโห ๓ อนิโล กามปารวา ๔ เนรูว อวิเสสา จ วิสรุกฺโขว นิจฺจผลี ๕ นาสยนฺติ ฆเร โภคํ รตนานนฺตกริตฺถิโยติ ฯ
จตฺตารีมานิ สมฺม ปุณฺณมุข ยานิ ปรกุเล น วาเสตพฺพานิ โคณํ เธนน ยานํ ภริยา จตฺตาริ ธนานิ ๖ ปณฺฑิโต ยานิ ๗ ฆรา น วิปฺปวาสเย ฯ โคณํ เธนุญฺจ ยานญฺจ ภริยํ ญาติกุเล น วาสเย ภุญฺชนฺติ รถํ อยานกา อติวาเหน หนนฺติ ปุงฺควํ โทเหน หนนฺติ วจฺฉกํ ภริยา ญาติกุเล ปทุสฺสตีติ ฯ
ฉ อิมานิ สมฺม ปุณฺณมุข ยานิ วตฺถูนิ กิจฺเจ ชาเต อนตฺถจรานิ ภวนฺติ อคุณํ ธนุ ญาติกุเล จ ภริยา ปารํ นาวา อกฺขภคฺคญฺจ ยานํ #๑ ม. ทิทฺโธ ฯ ๒ สี. -มิวาวฏฺฏา ฯ ยุ. -มิวาวตฺตา ฯ ๓ ม. วาโต ฯ ๔ ม. เนรุนาว #สมาคตา ฯ ๕ ม. วิสรุกฺโขวิย นิจฺจผลา ฯ ๖ ม. เอตานิ ฯ ๗ ม. ธนานิ ฯ ทูเร มิตฺโต ปาปสหายโก จ กิจฺเจ ชาเต อนตฺถจรานิ ภวนฺตีติ ฯ
อฏฺฐหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข ฐาเนหิ อิตฺถี สามิกํ อวชานาติ ทลิทฺทตา อาตุรตา ชิณฺณกตา ๑ สุราโสณฺฑตา มุทฺธตา ปมตฺตตา สพฺพกิจฺเจสุ อนุวตฺตนตา สพฺพธนมนุปฺปาทเนน อิเมหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข อฏฺฐหิ ฐาเนหิ อิตฺถี สามิกํ อวชานาติ ฯ ภวติ จ ปนุตฺตเรตฺถ วากฺยํ ทลิทฺทํ อาตุรญฺจาปิ ชิณฺณกํ สุรโสณฺฑกํ ปมตฺตํ มุทฺธปตฺตญฺจ ทตฺตํ กิจฺเจสุ ๒ หาปนํ สพฺพกามปณิธาเนน ๓ อวชานาติ สามิกนฺติ ฯ
นวหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข ฐาเนหิ อิตฺถี ปโทสมาหรติ อารามคมนสีลา จ โหติ อุยฺยานคมนสีลา จ โหติ นทีติตฺถคมนสีลา จ โหติ ญาติกุลคมนสีลา จ โหติ ปรกุลคมนสีลา จ โหติ อาทาสทุสฺสมณฺฑนานุโยคมนุยุตฺตสีลา จ โหติ มชฺชปายินี จ โหติ นิลฺโลกนสีลา จ โหติ ปทฺวารฏฺฐายินี ๔ จ โหติ อิเมหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข นวหิ ฐาเนหิ อิตฺถี ปโทสมาหรตีติ ฯ ภวติ จ ปนุตฺตเรตฺถ วากฺยํ อารามคมนสีลา ๕ จ อุยฺยานํ นทึ ญาติปรกุลํ (๖) ทุสฺสมณฺฑนมนุยุตฺตา #๑ ม. ชิณฺณตา ฯ ๒ ม. สพฺพกิจฺเจสุ ฯ สี. ยุ. รตฺตํ ฯ ๓ ม. สพฺพกามปฺปทาเนน ฯ #๔ ม. สทฺวารฐายินี ฯ ๕ ม. อารามสีลา จ ฯ ๖ ม. อาทาส ฯ ยา จิตฺถี มชฺชปายินี ยา จ นิลฺโลกนสีลา ยา จ ปทฺวารฏฺฐายินี ๑ นวเหเตหิ ฐาเนหิ ปโทสมาหรนฺติ อิตฺถิโย ๒ ฯ
จตฺตาลีสาย ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข ฐาเนหิ อิตฺถี ปุริสํ อจฺจาวทติ ๓ วิชมฺภติ วินมติ วิลาสติ วิลชฺชติ นเขน นขํ ฆฏฺเฏติ ปาเทน ปาทํ อกฺกมติ กฏฺเฐน ปฐวึ วิเลขติ ๔ ทารกํ อุลฺลงฺฆติ อุลฺลงฺฆาเปติ กีฬติ กีฬาเปติ จุมฺพติ จุมฺพาเปติ ภุญฺชติ ภุญฺชาเปติ ททาติ ยาจติ กตมนุกโรติ อุจฺจํ ภาสติ นีจํ ภาสติ อาวิจฺจํ ภาสติ วิวิจฺจํ ภาสติ นจฺเจน คีเตน วาทิเตน โรทิเตน ๕ วิลาสิเตน วิภูสิเตน ชคฺฆติ เปกฺขติ กฏึ จาเลติ คุยฺหภณฺฑกํ สญฺจาเลติ อูรุํ วิวรติ อูรุํ ปิทหติ ถนํ ทสฺเสติ กจฺฉํ ทสฺเสติ นาภึ ทสฺเสติ อกฺขึ นิขนติ ภมุกํ อุกฺขิปติ โอฏฺฐํ ปลิกฺขติ ชิวฺหํ นิลฺลาเลติ ทุสฺสํ มุญฺจติ ทุสฺสํ ๖ ปฏิพนฺธติ สิรสํ มุญฺจติ สิรสํ พนฺธติ อิเมหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข จตฺตาลีสาย ฐาเนหิ อิตฺถี ปุริสํ อจฺจาวทติ ฯ
ปญฺจวีสาย ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข ฐาเนหิ อิตฺถี ปทุฏฺฐา เวทิตพฺพา ภวติ สามิกสฺส ปวาสํ วณฺเณติ ปวุตฺถํ #๑ ม. สทฺวารฐายินี ฯ ๒ ม. อิตฺถิโยติ ฯ ๓ ม. อจฺจาจรติ ฯ ๔ ม. วิลิขติ ฯ #สี. ยุ. ลิขติ ฯ ๕ ม. โรทเนน ฯ ๖ สีสนฺติปิ ฯ น สรติ อาคตํ นาภินนฺทติ อวณฺณํ ตสฺส ภณติ วณฺณํ ตสฺส น ภณติ อนตฺถํ ตสฺส จรติ อตฺถํ ตสฺส น จรติ อกิจฺจํ ตสฺส กโรติ กิจฺจํ ตสฺส น กโรติ ปริทหิตฺวา สยติ ปรมฺมุขี นิปชฺชติ ปริวตฺตกชาตา โข ปน โหติ กุงฺกุมิยชาตา ทีฆํ อสฺสาสติ ทุกฺขํ เวทยติ อุจฺจารปสฺสาวํ อภิณฺหํ คจฺฉติ วิโลมมาจรติ ปรปุริสสทฺทํ สุตฺวา กณฺณโสตํ วิทหติ ๑ นีหตโภคา โข ปน โหติ ปฏิวิสฺสเกหิ สนฺถวํ กโรติ นิกฺขนฺตปาทา โข๕ ปน โหติ วิสิขานุจารินี อติจารินี โข ปน โหติ [๒] สามิเก อคารวา ปทุฏฺฐมนสงฺกปฺปา อภิณฺหํ ทฺวาเร ติฏฺฐติ กจฺฉานิ องฺคานิ ถนานิ ทสฺเสติ ทิโสทิสํ คนฺตฺวา เปกฺขติ อิเมหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข ปญฺจวีสาย ฐาเนหิ อิตฺถี ปทุฏฺฐา เวทิตพฺพา ภวติ ฯ ภวติ จ ปนุตฺตเรตฺถ วากฺยํ ปวาสํ ตสฺส วณฺเณติ คตํ ตสฺส น โสจติ ๓ ทิสฺวาน ปติมาคตํ ๔ นาภินนฺทติ ภตฺตรํ วณฺณํ น กทาจิ ภาสติ ๔ เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ อนตฺถํ ตสฺส จรติ อสญฺญตา อตฺถญฺจ หาเปติ อกิจฺจการินี #๑ ยุ. วิวรติ ตโมทหติ ฯ ๒ ม. นิจฺจํ ฯ ๓ สี. ยุ คตึ นานุโสจติ ฯ #๔-๕ ทิสฺวาน ปติมาคตํ นาภินนฺทติ ภตฺตารวณฺณํ น กทาจิ ภาสติ ฯ ปริทหิตฺวา สยติ ปรมฺมุขี เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ ปริวตฺตชาตา จ ภวติ กุงฺกุมี ทีฆญฺจ อสฺสาสติ ทุกฺขเวทินี อุจฺจารปสฺสาวมภิณฺห คจฺฉติ เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ วิโลมมาจรติ อกิจฺจการินี สทฺทํ นิสาเมติ ปรสฺส ภาสโต นีหตโภคา จ กโรติ สนฺถวํ เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ กิจฺเฉน ลทฺธํ กสิราภตํ ธนํ วิตฺตํ วินาเสติ ทุกฺเขน สมฺภตํ ปฏิวิสฺสเกหิ จ กโรติ สนฺถวํ เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ นิกฺขนฺตปาทา วิสิขานุจารินี นิจฺจญฺจ สามิมฺหิ ปทุฏฺฐมานสา อติจารินี โหติ อเปตคารวา เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ อภิกฺขณํ ติฏฺฐติ ทฺวารมูเล ถนานิ กจฺฉานิ จ ทสฺสยนฺตี ทิโสทิสํ เปกฺขติ ภนฺตจิตฺตา เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ สพฺพา นที วงฺกคตี สพฺเพ กฏฺฐมยา วนา สพฺพิตฺถิโย กเร ปาปํ ลพฺภมาเน นิวาตเก ฯ สเจ ลเภถ ขณํ วา รโห วา นิวาตกํ วาปิ ลเภถ ตาทิสํ สพฺพาว อิตฺถี กยิรุํ นุ ๑ ปาปํ อญฺญํ อลทฺธา ๒ ปีฐสปฺปินา สทฺธึ ฯ นรานมารามกราสุ นาริสุ อเนกจิตฺตาสุ อนิคฺคหาสุ จ สพฺพตฺถตา ปีติกราปิ เจ สิยุํ ๓ น วิสฺสเส ติตฺถสมา หิ นาริโยติ ฯ
ยญฺจ ทิสฺวา กินฺนรกินฺนรีนํ ๔ สพฺพิตฺถิโย น รมนฺติ อคาเร ตํ ตาทิสํ มจฺจํ จชิตฺวา ภริยา อญฺญํ ทิสฺวา ปรปุริสํ ๕ ปีฐสปฺปึ ฯ
พกสฺส จ พาวริยสฺส ๖ รญฺโญ อจฺจนฺตกามานุคตสฺส ภริยา อนาจรี ๗ ปฏฺฐวสานุคสฺส กํ วา อิตฺถี นาติจเร ตทญฺญํ ฯ #๑ สี. กเรยฺยุ โน ฯ ยุ. กเรยฺยุํ โน ฯ ๒ ม. อลตฺถ ฯ ๓ ม. สพฺพตฺถ นาปีติกราปิ #เจ สิยา ฯ ๔ ม. ยํ เจ ทิสฺวา กณฺฑรีกินฺนรานํ ฯ ๕ ม. ปุริสํ ฯ ๖ ม. พาวริกสฺส #สี. ปาวาริกสฺส ฯ ๗ ม. อวาจรี ฯ
ปิงฺคิยานี สพฺพโลกิสฺสรสฺส รญฺโญ ปิยา พฺรหฺมทตฺตสฺส ภริยา อนาจรี ๑ ปฏฺฐวสานุคสฺส ตํ วาปิ สา นาชฺฌคา กามกามินี ฯ
ขุทฺทานํ ๒ ลหุจิตฺตานํ อกตญฺญูน ทุพฺภินํ นาเทวสตฺโต ปุริโส ถีนํ สทฺธาตุมรหติ ฯ น ตา ปชานนฺติ กตํ น กิจฺจํ น มาตรํ ปิตรํ ภาตรํ วา อนริยา สมติกฺกนฺตธมฺมา สสฺเสว จิตฺตสฺส วสํ วชนฺติ ฯ จิรานุวุตฺถํปิ ปิยํ มนาปํ อนุกมฺปกํ ปาณสมํปิ สนฺตํ ๓ อาวาสุ กิจฺเจสุ จ นํ ชหนฺติz ตสฺมาหํ อิตฺถีนํ น วิสฺสสามิ ฯ ถีนํ หิ จิตฺตํ ยถา วานรสฺส กนฺนปฺปกนฺนํ ยถา รุกฺขฉายา จลาจลํ หทยํ อิตฺถิยานํ จกฺกสฺส เนมิ วิย ปริวตฺตติ ฯ ยทา ตา ปสฺสนฺติ สเมกฺขมานา อาเทยฺยรูปํ ปุริสสฺส วิตฺตํ #๑ ม. อวาจรี ฯ ๒ ม. ลุทฺธานํ ฯ ๓ ม. ภตฺตรํ ฯ สณฺหาหิ วาจาหิ นยนฺติเมนํ กมฺโพชกา ชลเชเนว อสฺสํ ฯ ยทา น ปสฺสนฺติ สเมกฺขมานา อาเทยฺยรูปํ ปุริสสฺส วิตฺตํ สมนฺตโต ตํ ปริวชฺชยนฺติ ติณฺโณ นทีปารคโตว กุลฺลํ ฯ สิเลสูปมา สิขีริว สพฺพภกฺขา ติกฺขมายา นทีริว สีฆโสตา เสวนฺติ เหตา ปิยมปฺปิยญฺจ นาวา ยถา โอรกูลํ ปรญฺจ ฯ น ตา เอกสฺส น ทฺวินฺนํ อาปโณว ปสาริโต โย ตา มยฺหนฺติ มญฺเญยฺย วาตํ ชาเลน พนฺธเย ฯ ยถา นที จ ปนฺโถ จ ปานาคารํ สภา ปปา เอวํ โลกิตฺถิโย นาม เวลา ตาสํ น วิชฺชติ ฯ ฆตาสนสมา เอตา กณฺหสปฺปสิรูปมา คาโว พหิ ติณสฺเสว โอมสนฺติ วรํ วรํ ฯ ฆตาสนํ กุญฺชรํ กณฺหสปฺปํ มุทฺธาภิสิตฺตํ ปมทา จ สพฺพา เอเต นโร นิจฺจยโต ภเชถ เตสํ หเว ทุพฺพิทุ สจฺจภาโว ๑ ฯ #๑ ม. สพฺพภาโว ฯ นาจฺจนฺตวณฺณา น พหูน กนฺตา น ทกฺขิณา ปมุทา เสวิตพฺพา น ปรสฺส ภริยา น ธนสฺส เหตุ เอติตฺถิโย ปญฺจ น เสวิตพฺพา ฯ
อถ ขลุ โภ อานนฺโท คิชฺฌราชา กุณาลสฺส สกุณสฺส อาทิมชฺฌคาถาปริโยสานํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมา คาถาโย อภาสิ ปุณฺณมฺปิ เจมํ ปฐวึ ธเนน ทชฺชิตฺถิยา ปุริโส สมฺมตาย ลทฺธา ขณํ อติมญฺเญยฺย ตํปิ ตาสํ วสํ อสตีนํ น คจฺเฉ ฯ อุฏฺฐาหกญฺเจว อลีนวุตฺตึ โกมารภตฺตารํ ปิยํ มนาปํ อาวาสุ กิจฺเจสุ จ นํ ชหนฺติ ตสฺมาหํ อิตฺถีนํ น วิสฺสสามิ ฯ น วิสฺสเส อิจฺฉติ มนฺติ โปโส น วิสฺสเส โรทติ เม สกาเส เสวนฺติ เหตา ปิยมปฺปิยญฺจ นาวา ยถา โอรกูลํ ปรญฺจ ฯ น วิสฺสเส สาขปุราณสนฺถตํ น วิสฺสเส มิตฺตปุราณโจรํ น วิสฺสเส ราช สขา ๑ มนนฺติ น วิสฺสเส อิตฺถิ ทสนฺน มาตรํ ฯ น วิสฺสเส รามกราสุ นาริสุ อจฺจนฺตสีลาสุ อสญฺญตาสุ อจฺจนฺตเปมานุคตสฺส ภริยา น วิสฺสเส ติตฺถสมา หิ นาริโย ฯ หเนยฺยยปิ ฉินฺเทยฺยยปิ เฉทาเปยฺยยปิ ๒ กณฺฐํปิ ๓ เฉตฺวา รุธิรํ ปิเวยฺยุํ มา ทีนกามาสุ อสญฺญตาสุ ภาวํกเร คงฺคติตฺถูปมาสุ ฯ มุสา ตาสํ ยถา สจฺจํ สจฺจํ ตาสํ ยถา มุสา คาโว พหิ ติณสฺเสว โอมสนฺติ วรํ วรํ ฯ คเตน ตา ปโลเภนฺติ เปกฺขิเตน หสิเตน จ ๔ อโถปิ ทุนฺนิวตฺเถน มญฺชุนา ภณิเตน จ ฯ โจริโย กฐินา ๕ เหตา วาฬา จ ลปสกฺขรา น ตา กิญฺจิ น ชานนฺติ ยํ มนุสฺเสสุ วญฺจนํ ฯ อสา โลกิตฺถิโย นาม เวลา ตาสํ น วิชฺชติ สารตฺตา จ ปคพฺภา จ สิขี สพฺพฆโส ยถา ฯ #๑ ม. ราชานํ สขา ฯ สี.ยุ. ราชา สขา ฯ ๒ ม. หเนยฺยุํ ฉินฺเทยฺยุํ ฯ สี.ยุ. หเนยฺยุ #ฉินฺเทยฺยยปิ เฉทเยยฺยุํ ฯ ๓ ม. กณฺเฐปิ ฯ ๔ ม. เปกฺขิเตนมฺหิเตน จ ฯ ๕ ม. กถินา ฯ นตฺถิตฺถีนํ ปิโย นาม อปฺปิโยปิ น วิชฺชติ เสวนฺติ เหตา ปิยมปฺปิยญฺจ นาวา ยถา โอรกุลํ ปรญฺจ ฯ นตฺถิตฺถีนํ ปิโย นาม อปฺปิโยปิ น วิชฺชติ ธนตฺถา ปฏิเวลฺลนฺติ ลตาว ทุมนิสฺสิตา ฯ หตฺถิพนฺธํ อสฺสพนฺธํ โคปุริสญฺจ จณฺฑาลํ ฉวทาหกํ ปุปฺผฉฑฺฑกํ สธนํ อนุปตนฺติ นาริโย ฯ กุลปุตฺตํปิ ชหนฺติ อกิญฺจินํ ฉวกสมํ สทิสํ อนุปตนฺติ ธนเหตุ จ นาริโยติ ฯ
อถ ขลุ โภ นารโท เทวพฺราหฺมโณ อานนฺทสฺส คิชฺฌราชสฺส อาทิมชฺฌคาถาปริโยสานํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมา คาถาโย อภาสิ จตฺตาโรเม น ปูเรนฺติ เต เม สุณาถ ภาสโต สมุทฺโท พฺราหฺมโณ ราชา อิตฺถี จาปิ ทิชมฺปติ ฯ สริตา สาครํ ยนฺติ ยากาจิ ปฐวิสฺสิตา ตา สมุทฺทํ น ปูเรนฺติ โอนตฺตา ๑ หิ น ปูรติ ฯ พฺราหฺมโณ จ อธิยาน ๒ เวทมกฺขานปญฺจมํ ภิยฺโยปิ สุตมิจฺเฉยฺย โอนตฺตา หิ น ปูรติ ฯ ราชา จ ปฐวึ สพฺพํ สสมุทฺทํ สปพฺพตํ อชฺฌาวสํ วิชินิตฺวา อนนฺตรตโนจิตํ #๑ ม. อูนตฺตา ฯ อิโต ปรํ อิทิสเมว ฯ ๒ อธิยานํ อิติปิ ฯ ปารํ สมุทฺทํ ปตฺเถติ โอนตฺตา หิ น ปูรติ ฯ เอกเมกาย อิตฺถิยา อฏฺฐฏฺฐ ปติโน สิยุํ ๑ สูรา จ พลวนฺโต จ สพฺพกามรสาหรา กเรยฺย นวเม ฉนฺทํ โอนตฺตา หิ น ปูรติ ฯ สพฺพิตฺถิโย สิขีริว สพฺพภกฺขา สพฺพิตฺถิโย นทีริว สพฺพวาหินี สพฺพิตฺถิโย กณฺฏกานํว สาขา สพฺพิตฺถิโย ธนเหตุ วชนฺติ ฯ วาตญฺจ ชาเลน นโร ปรามเส โอสิญฺจเย สาครเมกปาณินา สเกน หตฺเถน หเนยฺย ๒ โฆสํ โย สพฺพภาวํ ปมทาสุ โอสฺสเช ฯ( โจรีนํ พหุพุทฺธีนํ ยาสุ สจฺจํ สุทุลฺลภํ ถีนํ ภาโว ทุราชาโน มจฺฉสฺเสโวทเก คตํ ฯ อนลา มุทุสมฺภาสา ทุปฺปูรา ตา นทีสมา สีทนฺติ นํ วิทิตฺวาน อารกา ปริวชฺชเย ฯ อาวฏฺฏนี มหามายา พฺรหฺมจริยวิโกปนา สีทนฺติ นํ วิทิตฺวาน อารกา ปริวชฺชเย ฯ ยญฺเจตา อุปเสวนฺติ ฉนฺทสา วา ธเนน วา ชาตเวโทว สณฺฐานํ ขิปฺปํ อนุทหนฺติ นนฺติ ฯ #๑ ม. สิยา ฯ ๒ ม. กเรยฺย ฯ
อถ ขลุ โภ กุณาโล สกุโณ นารทสฺส เทวพฺราหฺมณสฺส อาทิมชฺฌคาถาปริโยสานํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมา คาถาโย อภาสิ สลฺลเป นิสิตขคฺคปาณินา ปณฺฑิโต อปิ ปิสาจโทสินา อุคฺคเตชํ อุรคํปิ อาสิเท เอโก เอกาย ปมุทาย นาลเป ฯ โลกจิตฺตมถนา หิ นาริโย นจฺจคีตภณิตมฺหิตาวุธา พาธยนฺติ อนุปฏฺฐิตสฺสตึ ทีเป รกฺขสิคณาว วาณิเช ฯ นตฺถิ ตาสํ วินโย น สํวโร มชฺชมํสนิรตา อสญฺญตา ตา คิลนฺติ ปุริสสฺส ปาภตํ สาคเรว มกรํ ติมิงฺคโล ๑ ฯ ปญฺจกามคุณสาตโคจรา อุทฺธตา อนิยตา อสญฺญตา โอสรนฺติ ปมุทา ปมาทินํ โลณโตยวติยํว อาปคา ฯ ยํ นรํ อุปลเปนฺติ ๒ นาริโย #๑ สี. ยุ. ติมิงฺคิโล ฯ ๒ สี. ยุ. อุปรมนฺติ ฯ ฉนฺทสา วา รติยา วา ธเนน วา ชาตเวทสทิสํปิ ตาทิสํ ราคโทสวธิโย ๑ ทหนฺติ นํ ฯ อทฺธํ ญตฺวา ปุริสํ มหทฺธนํ โอสรนฺติ สธนํ ๒ สหตฺตนา รตฺตจิตฺตํ อติเวฐยนฺติ นํ สาลํ มาลุวลตาว กานเน ฯ ตา อุเปนฺติ วิวิเธน ฉนฺทสา จิตฺรพิมฺพมุขิโย อลงฺกตา โอหสนฺติ ๓ ปหสนฺติ นาริโย สํวโรว ๔ สตมายโกวิทา ฯ ชาตรูปมณิมุตฺตภูสิตา สกฺกตา ปติกุเลสุ นาริโย รกฺขิตา อติจรนฺติ สามิกํ ทานวํว หทยนฺตรนิสฺสิตา ๕ ฯ เตชวาปิ หิ นโร วิจกฺขโณ สกฺกโต พหุชนสฺส ปูชิโต นารีนํ วสงฺคโต น ภาสติ ราหุนา อุปหโตว จนฺทิมา ฯ ยํ กเรยฺย กุปิโต ทิโส ทิสํ #๑ สี. ยุ. -วติโย ฯ ๒ ม. สธนา ฯ ๓ ม. อุหสนฺติ ฯ สี. ยุ. อูหสนฺติ ฯ #๔ ม. สมฺพโรว ฯ ๕ ม. -รสฺสิตา ฯ ทุฏฺฐจิตฺโตว สมาคตํ อรึ เตน ภิยฺโย พฺยสนํ นิคจฺฉติ นารีนํ วสงฺคโต อเปกฺขวา ฯ เกสลูนนขฉินฺนตชฺชิตา ปาทปาณิกสทณฺฑตาฬิตา หีนเมวุปคตา หิ นาริโย ตา รมนฺติ กุณเปว มกฺขิกา ฯ ตา กุเลสุ วิสิขนฺตเรสุ วา ราชธานีสุ นิคเมสุ วา ปน ๑ โอฑฺฑิตํ นมุจิปาสวาคุรํ ๒ จกฺขุมา ปริวชฺเชยฺย สุขตฺถิโก ฯ โอสฺสชิตฺวา กุสลํ ตโปคุณํ โย อนริยจริตานิ มาจริ เทวตาหิ นิรยํ นิมิสฺสติ เฉทคามิมณิยํว วาณิโช ฯ โส อิธ ครหิโต ปรตฺถ จ ทุมฺมตี อุปหโต ๓ สกมฺมุนา คจฺฉติ อนิยโต คลาคลํ ทุฏฺฐคทฺรภรโถว อุปฺปเถ ฯ โส อุเปติ นิรยํ ปตาปนํ #๑ ม. ปุน ฯ ๒ ม. -วากรํ ฯ ๓ สี. ยุ. อุปคโต ฯ สตฺติสิมฺพลิวนญฺจ อายสํ อาวสิตฺวาน ติรจฺฉานโยนิยํ เปตราชวิสยํ น มุญฺจติ ฯ ทิพฺยา ขิฑฺฑา รติโย จ นนฺทเน จกฺกวตฺติจริตญฺจ มานุเส นาสยนฺติ ปมุทา ปมาทินํ ทุคฺคติญฺจ ปฏิปาทยนฺติ นํ ฯ ทิพฺยา ขิฑฺฑา รติโย น ทุลฺลภา จกฺกวตฺติจริตญฺจ มานุเส โสวณฺณพฺยมฺหนิลยา จ อจฺฉรา เย จรนฺติ ปมุทาหนตฺถิกา ฯ กามธาตุสมติกฺกมา คติ รูปธาตุสมฺภโว น ทุลฺลโภ วีตราควิสยูปปตฺติ ยา เย จรนฺติ ปมุทาหนตฺถิกา ฯ สพฺพทุกฺขสมติกฺกมํ สิวํ อจฺจนฺตํ อจลิตํ อสงฺขตํ นิพฺพุเตหิ สุจีหิ น ทุลฺลภํ เย จรนฺติ ปมุทาหนตฺถิกาติ ฯ
กุณาโลหํ ตทา อาสึ อุทายี ปุสฺสโกกิโล อานนฺโท คิชฺฌราชาสิ สารีปุตฺโต จ นารโท ปริสา พุทฺธปริสา เอวํ ธาเรถ ชาตกนฺติ ฯ กุณาลชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๒๙๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘