กุณาลชาดก
ว่าด้วยนางนกดุเหว่า
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๒๙๖ · บรรทัด ๑๘๙๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๔ จาก ๑๐
เรื่องเล่า
คราวนั้นมีราชกุมาร ๕ พระองค์ เป็นราชบุตรแห่งพระเจ้าบัณฑุราชองค์หนึ่งมีพระนามว่าอัชชุน องค์หนึ่งมีพระนามว่านกุล องค์หนึ่งมีพระนามว่าภีมเสน องค์หนึ่งมีพระนามว่ายุธิษฐิล องค์หนึ่งมีพระนามว่าสหเทพ พากันไปเล่าเรียนศิลปศาสตร์ ในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เมืองตักกศิลา สำเร็จแล้วใคร่จะทราบถึงจารีตในประเทศต่าง ๆ จึงพากันไปเที่ยวถึงเมืองพาราณสีได้ยินเขาวุ่นวายกันในเมืองจึงเข้าไปถาม ครั้นทราบความแล้วก็ปรึกษากันว่าจะไปบ้าง กุมารทั้ง ๕ องค์นั้นมีรูปร่างงามผ่องใสคล้าย ๆ กัน ต่างก็พากันไปยืนอยู่ต่อ ๆ กัน. ฝ่ายนางกัณหานั้นเห็นราชกุมารทั้ง ๕ ก็มีความสิเนหาทุก ๆ องค์จึงโยนพวงมาลัยไปคล้องให้ทั้ง ๕ แล้วกราบทูลพระมารดาว่า หม่อมฉันเลือกเอาคนทั้ง ๕ คนนี้ พระมารดาก็ไปกราบทูลพระเจ้าพรหมทัต ๆ ไม่พอพระทัยแต่ไม่อาจตรัสว่าไม่ได้ เพราะพระราชทานพรไว้เสียแล้ว จึงตรัสถึงชาติตระกูลและนามบิดา ครั้นทรงทราบว่า เป็นราชกุมารของพระเจ้าบัณฑุราช ก็พระราชทานราชสักการะแล้ว ยกนางกัณหาให้เป็นบริจาริกาพระราชกุมารทั้ง ๕องค์ นางกัณหาก็บำเรอราชกุมารทั้ง ๕ ด้วยสามารถกิเลสอยู่บนปราสาท ๗ ชั้นและนางกัณหานั้นมีบุรุษคอยรับใช้อยู่คนหนึ่ง เป็นคนเปลี้ยค่อม เมื่อนางกัณหาบำเรอราชกุมารที่ ๕ ด้วยกิเลสแล้ว พอราชกุมารนั้นออกไปภายนอก นางมีเวลาว่าง เมื่อกิเลสลุกลามขึ้นก็ทำความชั่วกับบุรุษเปลี้ย เมื่อนางเจรจากับบุรุษเปลี้ยนั้นได้กล่าวว่า คนอื่นซึ่งเป็นที่รักของเรายิ่งกว่าท่านไม่มี เราจักฆ่าพระราชกุมารทั้ง ๕ เสีย เอาเลือดในลำคอมาล้างเท้าท่านดังนี้ ถึงพระราชกุมารทั้ง ๕ นางก็พูดอย่างนี้ คือ เวลาคลอเคลียอยู่กับราชกุมารพี่ชายใหญ่ นางก็พูดว่าหม่อมฉันรักพระองค์ยิ่งกว่าพระราชกุมารทั้ง ๔ ชีวิตของหม่อมฉันสละถวายพระองค์แล้วถ้าบิดาของหม่อมฉันทิวงคต หม่อมฉันจะให้เขาถวายราชสมบัติแก่พระองค์ดังนี้เวลานางคลอเคลียอยู่กับราชกุมารองค์อื่นอีก นางก็กล่าวอย่างนี้ทั้ง ๔ พระองค์พระราชกุมารทั้ง ๕ องค์ก็ทรงยินดีด้วยนางกัณหายิ่งนัก ด้วยใส่ใจว่า นางกัณหารักตนและอิสริยยศจะเกิดกับตนก็เพราะอาศัยนางกัณหา ต่อมาภายหลังวันหนึ่งนางกัณหาประชวรไข้ พระราชกุมารทั้ง ๕ ก็ไปนั่งแวดล้อม องค์หนึ่งนวดฟั้นศีรษะ อีก ๔ องค์นวดมือและเท้าทั้ง ๔ เจ้าเปลี้ยนั่งอยู่ใกล้เท้า. ส่วนนางกัณหาก็ให้อาณัติสัญญาอย่างรวม ๆ แก่พระอัชชุนผู้เป็นเชษฐาด้วยศีรษะ เป็นเชิงแสดงให้รู้ว่า คนอื่นซึ่งเป็นที่รักของหม่อมฉันยิ่งกว่าพระองค์ไม่มี เมื่อหม่อมฉันมีชีวิตอยู่ก็จักมีชีวิตอยู่สำหรับพระองค์ ถ้าพระราชบิดาทิวงคตแล้วจะให้เขาถวายราชสมบัติแก่พระองค์ ส่วนราชกุมารอีก ๘ องค์ นางก็ให้อาณัติสัญญาด้วยมือและเท้าตามทิศที่นั่ง แสดงเลศนัยอย่างเดียวกัน ใช่แต่เท่านั้นยังทำลิ้นให้อาณัติสัญญาแก่บุรุษเปลี้ยตามถ้อยคำที่เคยพูด คือว่า เจ้าคนเดียวเท่านั้นเป็นที่รักของข้า ข้าจักมีชีวิตอยู่สำหรับเจ้า ทุก ๆ คนเห็นอาณัติสัญญาแล้วก็รู้เนื้อความ เพราะนางเคยพูดมาแต่ก่อนเนือง ๆ แต่อัชชุนกุมารสังเกตเห็นอาการเคลื่อนไหวมือเท้าและลิ้นของนางก็ดำริว่า นางกัณหาให้อาณัติสัญญาแก่เราฉันใด ชะรอยจะให้แก่ผู้อื่นฉันนั้น เห็นจะทำความรักใคร่ชิดชมกับอ้ายเปลี้ยด้วย โดยไม่ต้องสงสัย ดำริแล้วจึงพาน้องชายออกไปข้างนอกแล้วไต่ถามว่านาง ๕ ผัวแสดงท่าด้วยศีรษะให้เรา เจ้าเห็นหรือไม่ พระราชกุมาร๔ องค์ก็รับว่าเห็น อัชชุนกุมารจึงถามว่า เจ้ารู้เท่าทันหรือไม่ พระราชกุมารทั้ง ๔ ตอบว่า ไม่รู้ อัชชุนกุมารจึงถามว่า ก็ที่นางทำอาณัติสัญญาให้เจ้าทั้ง๔ ด้วยมือ และเท้าทั้ง ๔ นั้นเจ้ารู้หรือไม่เล่า. พระราชกุมารทั้ง ๔ ตอบว่ารู้. อัชชุนกุมารตรัสว่า นางให้สัญญาแก่พวกเราด้วยเรื่องอย่างเดียวกันนั่นแหละแล้วถามต่อไปว่า ที่นางแสดงกิริยาพิรุธด้วยลิ้นแก่อ้ายเปลี้ยนั้น เจ้ารู้เท่าทันหรือไม่เล่า พระราชกุมารทั้ง ๔ ก็ตอบว่าไม่รู้ ลำดับนั้น อัชชุนกุมารจึงบอกแก่น้องชายว่า ชะรอยนางนี่จะได้ประพฤติชั่วกับอ้ายเปลี้ยด้วยอีกคนหนึ่งเป็นแน่ เมื่อเห็นว่าน้องชายทั้ง ๔ ไม่เชื่อ จึงเรียกให้บุรุษเปลี้ยเข้ามาถาม บุรุษเปลี้ยก็ยอมรับสารภาพทั้งหมดสิ้น พระราชกุมารทั้ง ๕ ได้ฟังแล้วก็หมดความยินดีรักใคร่ ติเตียนมาตุคามโดยอเนกปริยายว่า น่าสลดใจนัก ขึ้นชื่อว่ามาตุคามแล้วลามกทุศีล มาสละละคนที่บริบูรณ์ด้วยชาติและสวยงามเช่นพวกเราเสีย แล้วไปประพฤติลามกกับด้วยอ้ายเปลี้ยอันน่าเกลียดปฏิกูลได้ ก็ใครเล่าที่เขาเป็นนักปราชญ์จะพึงรื่นรมย์ยินดีกับด้วยหญิงทั้งหลาย ผู้หาความละอายมิได้มีแต่ธรรมลามก เมื่อติเตียนแล้ว พระราชกุมารทั้ง ๕ ก็ตกลงใจกันว่า ไม่ต้องการอยู่เป็นฆราวาสจึงพากันเข้าไปสู่ป่าหิมพานต์ ถือเพศบรรพชา กระทำกสิณบริกรรม เมื่อสิ้นอายุแล้วก็ได้ไปตามยถากรรม.
ก็ในกาลนั้น พญานกกุณาละเกิดเป็นอัชชุนกุมาร ฉะนั้นเมื่อแสดงเหตุที่ตนได้เห็นมาจึงกล่าวว่า เราได้เห็นมาแล้ว ดังนี้.
คำว่า สองพ่อ ในพระพุทธพจน์นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงพระเจ้ากรุงโกศลกับพระเจ้ากาสิกราช. คำว่า มีผัว ๕ คน หมายความว่า ผัวของนางมีถึง ๕ คน. ย อักษรเป็นเพียงนิบาตที่แทรกเข้ามา. คำว่า ยังมีจิตปฏิพัทธ์ คือมีจิตผูกพันอยู่. คำว่า ถึงท้อง อธิบายว่าได้ยินว่า คอของชายเปลี้ยนั้นโค้งลงมาตลอดหน้าอกถึงท้อง เพราะฉะนั้น เขาจึงปรากฏเหมือนมีศีรษะขาด. คำว่า ล่วงละเมิดสามี ๕ คน อธิบายว่า นางล่วงละเมิดสามีทั้ง ๕ คนเหล่านั้นเสียแล้ว. คำว่า กับบุรุษเปลี้ย อธิบายว่านางทำกรรมอันลามกกับบุรุษเปลี้ยเตี้ยแคระ. พญานกกุณาละครั้นกล่าวเรื่องนี้จบลงแล้ว เมื่อจะแสดงเรื่องที่ตนเคยเห็นมา เรื่องอื่นอีกจึงกล่าวต่อไปว่าดูก่อนสหายปุณณมุขะ ยังมีอีกเราได้เห็นมาแล้ว นางสมณี ชื่อปัญจตปาวีอาศัยอยู่ในป่าช้า ถือพรตอดอาหาร ๔ วัน จึงบริโภคครั้งหนึ่ง นางได้ทำกรรมลามกกับนักเลงสุรา บรรดาเรื่องเหล่านั้น เรื่องที่หนึ่งนี้ พระอรรถกถาจารย์นำเอานิทานพิสดารมาสาธกว่า ดังได้ยินมา ในอดีตกาล ยังมีนางสมณีนุ่งขาวรูปหนึ่งชื่อปัญจตปาวีอาศัยอยู่ในเมืองพาราณสี นางให้ทำบรรณศาลาอาศัยอยู่ในป่าช้า นางถือพรตอดอาหารข้ามเวลาถึง ๔ วัน จึงฉันครั้งหนึ่ง จนเกียรติคุณปรากฏดุจกับพระจันทร์และพระอาทิตย์ถึงกับพวกชาวพาราณสีไอจามหรือพลาดหกล้ม ก็เปล่งเสียงนมัสการนางปัญจตปาวี. ต่อมาภายหลัง ครั้งหนึ่งเป็นเวลานักขัตฤกษ์ วันแรกพวกช่างทองก็ชักชวนพวกไปสร้างปรำขึ้นหลังหนึ่ง แล้วจัดหาของต่าง ๆ เป็นต้นว่า ปลา เนื้อ สุรา ของหอม นั่งล้อมกันจะเสพสุราเวลานั้นช่างทองคนหนึ่งทำกระติกเหล้าตกลง ก็ตกใจเปล่งเสียงนมัสการนางปัญจตปาวี ในที่นั้นมีชายฉลาดคนหนึ่งพูดขึ้นว่า ท่านนี้เขลานัก ไฉนจึงนอบน้อมไหว้ผู้หญิงซึ่งมีจิตกลับกลอกเล่า ช่างทองนั้นตอบว่า ดูก่อนสหายเอ๋ยท่านอย่าพูดอย่างนี้ อย่าทำกรรมที่จะนำไปตกนรกเลย บุรุษผู้ฉลาดจึงตอบว่าท่านนี้งมงายหาปัญญามิได้ มาพนันกันพันหนึ่งหรือ ต่อไปนี้อีก ๗ วัน เราจะไปพานางปัญจตปาวีมาให้แต่งตัวงดงามแล้วให้มานั่งที่นี่ ให้ถือกระติกเหล้ารินให้เรากินให้ได้ ขึ้นชื่อว่ามาตุคามแล้ว ที่จะมีศีลยั่งยืนนั้นไม่มีเลย ช่างทองคนนั้นก็ตอบว่า เป็นไปไม่ได้ จึงพนันกับบุรุษผู้เป็นบัณฑิตพันหนึ่ง.
บุรุษบัณฑิตนั้นระบุเรื่องการพนันให้ช่างทองอื่น ๆ ฟังแล้วครั้นรุ่งขึ้นเวลาเช้าก็เข้าไปในป่าช้า นั่งนมัสการพระอาทิตย์อยู่ใกล้กับที่อยู่ของนางปัญจตปาวี เมื่อนางปัญจตปาวีเข้าไปเที่ยวภิกขาจารในพระนคร กลับมาพบบุรุษนั้นแล้วก็คิดว่า ดาบสรูปนี้เห็นจะมีฤทธิมากมาย เราอยู่ริมป่าช้านี่เข้ามาอยู่กึ่งกลางเห็นจะมีสัปบุรุษธรรมอยู่ในภายใน จำเราจักเข้าไปทำความเคารพ คิดแล้วนางก็เข้าไปไหว้ ดาบสปลอมแกล้งนิ่งเฉย มิได้เหลียวดูและไม่ทุกทาย วันที่๒ ก็ทำอย่างนั้นอีก พอถึงวันที่ ๓ เมื่อนางปัญจตปาวีไหว้เเล้ว ดาบสปลอมก้มหน้าพูดว่า ไปเถอะ ครั้นวันที่ ๔ จึงทักทายปราศรัยว่า ท่านไม่ลำบากด้วยภิกขาหารดอกหรือ นางปัญจตปาวีดีใจมากที่ได้รับคำปฏิสันถาร ครั้นวันที่ ๕นางได้รับคำปฏิสันถารมากขึ้นอีก ถึงต้องนั่งอยู่หน่อยหนึ่งจึงลุกไป ครั้นวันที่๖ พอนางมานั่งไหว้ ดาบสปลอมก็ถามว่า น้องหญิงวันนี้เสียงขับร้องเอิกเกริกในเมืองพาราณสีทำไมกันหนอ นางปัญจตปาวีตอบว่า พระผู้เป็นเจ้าไม่รู้ดอกหรือ เขาเล่นมหรสพกันกึกก้องในพระนคร นั่นเป็นเสียงนักเล่นมหรสพดาบสปลอมแกล้งทำเป็นไม่รู้ว่าเสียงอะไร แกล้งถามเรื่องอื่นต่อไปว่า เจ้ามาประพฤติพรตอยู่นี้เว้นอาหารเท่าไร นางตอบว่าเว้น ๔ วัน แล้วย้อนถามว่าก็พระผู้เป็นเจ้าเว้นเท่าไรเล่า ดาบสปลอมตอบว่า เว้น ๗ วัน ที่แท้ก็เท็จทั้งนั้นเว้นแต่กลางวัน กลางคืนกินทุกคืน แล้วดาบสปลอมถามต่อไปว่า น้องหญิงเจ้าบวชมากี่ปีแล้ว ครั้นนางบอกว่า ๑๒ ปี แล้วย้อนถามบ้างว่า พระผู้เป็นเจ้าเล่าบวชมากี่ปีแล้ว จึงตอบว่า ๖ ปีแล้ว แล้วถามต่อไปว่าเจ้าได้บรรลุธรรมเครื่องระงับแล้วหรือ ครั้นนางปฏิเสธว่าไม่ได้บรรลุและย้อนถามบ้าง ดาบสปลอมก็บอกว่า ยังไม่ได้บรรลุเหมือนกัน ต่อนั้นก็รำพันเป็นเชิงชวนให้เกิดความต้องการดังนี้ว่า น้องหญิงเอ๋ย เราทั้งสองนี้มิได้รับความสุขทั้ง ๒ อย่างทางกามโภคีสำหรับผู้ครองเรือนที่จะเป็นสุขด้วยทรัพย์สมบัติก็ไม่ได้ เนกขัมมสุขเครื่องระงับทางใจก็ไม่เกิดขึ้น ไฟนรกมันจะร้อนแต่เราสองคนเท่านั้นหรือถ้าเราจักประพฤติอย่างมหาชนคนหมู่มากเขาทำกัน ข้าเห็นจะทนทุกข์เช่นนี้อยู่อีกไม่ได้ จักต้องสึกเป็นคฤหัสถ์ ทรัพย์สมบัติของแม่ก็ยังมีอยู่บ้าง พอจะก่อร่างสร้างตัวต่อไป นางปัญจตปาวีได้ฟังคำเช่นนั้นก็เกิดความกำหนัดรักใคร่ จึงปฏิญาณความในใจออกมาว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า เรื่องนี้เป็นหัวอกอันเดียวกันแต่จนใจที่มิรู้จะหันหน้าไปหาใคร ถ้าท่านจะไม่ทอดทิ้งข้าพเจ้าแล้วไซร้ ข้าพเจ้าจะยอมเป็นน้องสาวสึกไปอยู่รับใช้ท่าน ดาบสปลอมจึงตอบว่า ถ้าปลงใจเช่นนั้นก็มาเถิด พี่จะไม่ทอดทิ้ง จะเลี้ยงเจ้าเป็นภรรยา ว่าแล้วก็พากันไปในเมือง อยู่สมัครสังวาสอย่างสามีภรรยาทั้งหลายแล้ว ก็ให้นางถือกระดิกสุราพากันไปสู่ปรำสุราบาน นั่งดื่มสุราอยู่. ฝ่ายนายช่างทองก็แพ้เสียเงินพันหนึ่งนางปัญจตปาวีก็เกิดบุตรธิดาด้วยนักเลงสุรานั้นหลายคน. ในคราวนั้น พญานกกุณาละเกิดเป็นนักเลงสุรา เมื่อนำเหตุนั้นมาแสดงจึงได้กล่าวว่า เราได้เห็นมาแล้วดังนี้.
อดีตนิทานในเรื่องที่ ๒ มีพรรณนาไว้แล้วในอรรถกถาแห่งกากวันตีชาดก ในจตุกนิบาต ในกาลนั้นพญานกกุณาละเกิดเป็นพญาครุฑ เพราะฉะนั้นเมื่อจะประกาศเหตุที่ตนประสบมาแล้วจึงได้กล่าวว่า เราได้เห็นมาแล้ว ดังนี้.
ในเรื่องที่ ๓ นี้ พระอรรถกถาจารย์นำเรื่องพิสดารมาสาธกไว้ว่า ในอดีตกาล พระเจ้าพรหมทัตปลงพระชนม์พระเจ้าโกศลราช ทรงริบเอาราชสมบัติแล้ว พาพระอัครมเหสีของพระเจ้าโกศลไปสู่เมืองพาราณสี แม้ทรงทราบอยู่ว่านางนั้นมีครรภ์ ก็ยังทรงตั้งนางนั้นเป็นพระอัครมเหสี ครั้นนางมีครรภ์แก่แล้วก็ประสูติพระราชบุตรอันงดงามดุจดังทองคำ. นางจึงดำริว่า เมื่อกุมารนี้เติบโตพระเจ้าพาราณสีก็จักให้ฆ่าทิ้งเสีย ด้วยทรงเห็นว่าเป็นบุตรของข้าศึก ไม่ต้องพระประสงค์จะเลี้ยงไว้ อย่าให้บุตรของเราตายด้วยมือคนอื่นเลย. นางดำริแล้วจึงสั่งนางนมว่า เจ้าจงเอาผ้าเก่า ๆ ห่อทารกนี้แล้ว จงนำไปทิ้งเสียที่ป่าช้าผีดิบ นางนมทำตามสั่งอาบน้ำชำระเกล้าแล้วจึงกลับมา.
ฝ่ายพระเจ้าโกศลราชทิวงคตแล้วไปเกิดเป็นรุกขเทวดา จึงบันดาลด้วยอานุภาพของตนให้คนเลี้ยงแพต้อนแพะไปสู่ประเทศนั้น นางแพะตัวหนึ่งไปพบทารกนั้นเข้าก็เกิดความสิเนหา จึงให้ทารกนั้นดื่มกินน้ำนมแล้ว ก็เที่ยวไปแล้วกลับมาให้กินอีก ๓-๔ ครั้ง. คนเลี้ยงแพะเห็นกิริยาของนางแพะนั้นจึงเข้าไปดู เห็นทารกนั้นแล้วก็เกิดความรักใคร่เหมือนบุตร จึงอุ้มมาให้ภรรยาของตน. ภรรยาของคนเลี้ยงแพะไม่มีบุตร ก็ไม่มีนมจะให้กิน จึงให้ทารกกินนมแพะตัวนั้น. แต่วันนั้นมา นางแพะก็ตายลง ๒ ตัว ๓ ตัวทุกวัน คนเลี้ยงแพะจึงคิดว่า ถ้าเรายังเลี้ยงเด็กคนนี้ไว้ นางแพะก็คงจะตายหมดแน่ จะเลี้ยงมันไว้ทำไม จึงเอาทารกนั้นวางลงในภาชนะดินใบหนึ่ง แล้วเอาอีกใบหนึ่งคว่ำปิดลง เอาแป้งถั่วมายาปิดปากไม่ให้มีช่องแล้ว ปล่อยให้ลอยน้ำไป. มีคนจัณฑาลผัวเมียซึ่งเป็นคนซ่อมของเก่าในพระราชนิเวศน์ ลงไปล้างปอที่ท่าข้างใต้ เห็นภาชนะลอยมาก็รีบว่ายไปพาขึ้นมาบนฝั่ง พอเปิดขึ้นก็ได้เห็นทารกรูปงดงาม. ภรรยาของคนจัณฑาลไม่มีบุตรก็มีความรักใคร่ทารกเหมือนดังบุตรจึงนำไปเลี้ยงไว้ที่เรือน พอทารกนั้นเจริญวัยได้ ๗ ปี เมื่อบิดามารดาไปสู่ราชตระกูล ก็พากันไปด้วย พอทารกนั้นเจริญวัยได้ ๑๖ ปี ก็ได้ไปช่วยทำการปฏิสังขรณ์ของเก่าในราชตระกูล ก็พระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตนั้นมีพระราชธิดาพระองค์หนึ่ง พระนามว่า กุรุงคเทวี มีรูปร่างงดงาม ตั้งแต่นางกุรุงคเทวีได้เห็นกุมารนั้น ก็มีจิตผูกพันรักใคร่ ไม่ยินดีในผู้อื่น. นางเสด็จไปที่ทำการของกุมารนั้นเนือง ๆ เมื่อพบกันบ่อย ๆ เข้า ทั้งสองก็มีจิตผูกพันรักใคร่กัน ลอบประพฤติสังวาสกันในที่ลับในราชตระกูลนั่นเองนาน ๆเข้า พวกเหล่าบริจาริกาก็รู้เรื่องนั้น จึงนำความกราบทูลพระเจ้าพรหมทัตพระเจ้าพรหมทัตทรงพระพิโรธ จึงให้ประชุมอำมาตย์ทั้งหลาย ตรัสปรึกษาโทษว่า ลูกคนจัณฑาลทำอย่างนี้ ท่านทั้งหลายจงวางบทกำหนดโทษตามควรแก่โทษเถิด. อำมาตย์ทั้งหลายก็กราบทูลว่า โทษผิดใหญ่หลวงควรทำโทษทรมานก่อนแล้ว จึงฆ่าในภายหลัง.
ในขณะนั้น รุกขเทวดาผู้เป็นบิดาของกุมารนั้น จึงมาเข้าสิงนางอัครมเหสีผู้เป็นมารดา นางก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าพรหมทัต ด้วยอานุภาพแห่งเทวดาแล้วทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า กุมารนี้ไม่ใช่ลูกคนจัณฑาล กุมารนี้เกิดในครรภ์ของหม่อมฉัน เป็นบุตรพระเจ้าโกศลราช หม่อมฉันได้ทูลมุสาวาทแก่พระองค์ว่า พระโอรสตายแล้ว ด้วยคิดว่าเป็นบุตรของพระราชาผู้เป็นข้าศึกของพระองค์ จึงมอบให้นางนมเอาไปทิ้งเสียในป่าช้าผีดิบ คนเลี้ยงแพะคนหนึ่งจึงรับปฏิบัติต่อมา ครั้นเกิดเหตุแม่แพะตายขึ้นหลายตัว คนเลี้ยงแพะก็เอาไปลอยน้ำเสีย. คนจัณฑาลซึ่งเป็นผู้ซ่อมของเก่าในราชตระกูลของพระองค์พบกุมารนี้ลอยน้ำมาจึงเอาเลี้ยงไว้ ถ้าพระองค์ไม่ทรงเธอจงให้หาเขาเหล่านั้นมาตรัสถามดูเถิด. พระเจ้าพรหมทัตตรัสให้หาคนเหล่านั้น ตั้งต้นแต่นางนมเข้ามาตรัสถาม เขาเหล่านั้นก็ทูลความตั้งแต่ต้นจนอวสาน. พระเจ้าพรหมทัตก็ทรงยินดีว่า กุมารประกอบด้วยชาติ จึงให้สรงสนานแต่งเครื่องอลังการแล้วพระราชทานราชธิดาให้ และคนทั้งหลายขนานนามว่า เอฬกกุมาร ถือเอาเหตุที่แพะตาย ต่อมาพระเจ้าพรหมทัตจึงพระราชทานเสนา พาหนะแก่เอฬกกุมารแล้วส่งให้ไปปกครองราชสมบัติของบิดา เอฬกกุมารก็พานางกุรุงคเทวีไปครองราชสมบัติ ภายหลังพระเจ้าพรหมทัตทรงดำริเห็นว่า เอฬกกุมารมิได้ศึกษาศิลปศาสตร์ จึงทรงตั้งฉฬังคกุมารเป็นเสนาบดี ด้วยเห็นว่าเป็นอาจารย์ของพระองค์.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๕๓๖–๖๑๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
อสีตินิบาตชาดก ๑๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
เอวมกฺขายติ เอวมนุสุยฺยติ สพฺโพสธธรณีธเร เนกปุปฺผมาลฺยวิตเต คชควยมหิสรุรุจามริปสทขคฺคโคกณฺณสีหพฺยคฺฆ- ทีปิอจฺฉโกกตรจฺฉอุทฺทารกทลิมิควิฬารสสกณฺณิกานุจริเต อากิณฺณ- เนลมณฺฑลมหาวราหนาคกุลกเรณุสงฺฆาธิวุตฺเถ อิสฺสมิคสาขมิคสรภ- มิคเอณิมิควาตมิคปสทมิคปุริสาลุกึปุริสยกฺขรกฺขสนิเสวิเต อมชฺชว- มญฺชริธรปหฏฺฐปุปฺผผุสิตคฺคาเนกปาทปคณวิตเต กุรุรจงฺโกรวารณ- มยูรปราภูตชีวชีวกเจลาวก ๑ (พลาก) ภิงฺการกรวิกมตฺตวิหงฺคสตสงฺฆุฏฺเฐ ๒ อญฺชนมโนสิลาหริตาลหิงฺคุลกเหมรชตกนกาเนกธาตุสตวินทฺธปฏิ- มณฺฑิตปฺปเทเส เอวรูเป ขลุ โภ รมฺเม วนสณฺเฑ กุณาโล นาม สกุโณ ปฏิวสติ อติวิย จิตฺโต อติวิย จิตฺตปตฺตฉทโน ฯ ตสฺเสว ขลุ โภ กุณาลสฺส สกุณสฺส อฑฺฒุฑฺฒานิ อิตฺถีสหสฺสานิ ปริจาริกา ทิชกญฺญาโย ฯ อถ ขลุ โภ เทฺว ทิชกญฺญาโย กฏฺฐํ มุเขน ฑํสิตฺวา ตํ กุณาลํ สกุณํ มชฺเฌ นิสีทาเปตฺวา อุฑฺเฑนฺติ มา นํ กุณาลํ สกุณํ อทฺธานปริยายปเถ กิลมโถ อุพฺพาเหตฺถาติ ๔ ฯ ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย เหฏฺฐโต เหฏฺฐโต เฑนฺติ สจายํ # อิทํ มรมฺม โปตฺถเกเยว ทิสฺสติ ฯ ๑ ม. -ชีวญฺชีวก- ฯ ๒ ม. สตตสมฺปฆุฏฺเฐ ฯ กุณาโล สกุโณ อาสนา ปริปติสฺสติ มยํ ตํ ปกฺเขหิ ปฏิคฺคเหสฺสามาติ ฯ ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย อุปรูปริ เฑนฺติ มา นํ กุณาลํ สกุณํ อาตาโป ปริตาเปสีติ ฯ ปญฺจสตา ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย อุภโต ปสฺเสน เฑนฺติ มา นํ กุณาลํ สกุณํ สีตํ วา อุณฺหํ วา ติณํ วา รโช วา วาโต วา อุสฺสาโว วา อุปปฺผุสีติ ฯ ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย ปุรโต ปุรโต เฑนฺติ มา นํ กุณาลํ สกุณํ โคปาลกา วา ปสุปาลกา วา ติณหารกา วา กฏฺฐหารกา วา วนกมฺมิกา วา กฏฺเฐน วา กถลาย ๑ วา ปาณินา วา (ปาสาเณน วา) เลฑฺฑุนา วา ทณฺเฑน วา สตฺเถน วา สกฺขราหิ วา ปหารํ อทํสุ มายํ กุณาโล สกุโณ คจฺเฉหิ วา ลตาหิ วา รุกฺเขหิ วา สาขาหิ วา ถมฺเภหิ วา ปาสาเณหิ วา พลวนฺเตหิ วา ปกฺขีหิ สงฺคาเมสีติ ๒ ฯ ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย ปจฺฉโต ปจฺฉโต เฑนฺติ สณฺหาหิ สขิลาหิ มญฺชูหิ มธุราหิ วาจาหิ สมุทาจรนฺติโย มายํ กุณาโล สกุโณ อาสเน ปริยุกฺกณฺฐีติ ฯ ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย ทิโสทิสํ เฑนฺติ อเนกรุกฺขวิวิธวิกติผลมาหรนฺติโย มายํ กุณาโล สกุโณ ขุทฺทาย ปริกิลมิตฺถาติ ฯ อถ ขลุ โภ ตา ทิชกญฺญาโย ตํ กุณาลํ สกุณํ อาราเมเนว อารามํ อุยฺยาเนเนว อุยฺยานํ นทีติตฺเถเนว นทีติตฺถํ ปพฺพตสิขเรเนว ปพฺพตสิขรํ อมฺพวเนเนว อมฺพวนํ ชมฺพูวเนเนว ชมฺพูวนํ ลพุชวเนเนว ลพุชวนํ นาฬิเกรสญฺจาริเยเนว นาฬิเกรสญฺจารึ ๓ ขิปฺปเมว #๑ ม. กฐเลน วา ฯ ๒ ม. สงฺคเมสีติ ฯ ๓ ม. นาฬิเกรสญฺจาริยํ ฯ อภิสมฺโภนฺติ รติตฺถาย ฯ อถ ขลุ โภ กุณาโล สกุโณ ตาหิ ทิชกญฺญาหิ ทิวสํ ปริพฺยูโฬฺห เอวํ อปสาเทติ นสฺสถ ตุเมฺห วสลิโย วินสฺสถ ตุเมฺห วสลิโย โจริโย ธุตฺติโย อสติโย ลหุจิตฺตาโย กตสฺส อปฺปฏิการิกาโย อนิโล วิย เยนกามงฺคมาโยติ ฯ
ตสฺเสว ขลุ โภ หิมวโต ปพฺพตราชสฺส ปุรตฺถิเม ทิสาภาเค สุสุขุมสุนิปุณคิริปภวา หริตุปยนฺติโย ฯ อุปฺปลปทุม- กุมุทนฬินสตปตฺตโสคนฺธิกมนฺทาลกสมฺปติวิรูฬฺหสุจิคนฺธมนุญฺญมนาปกปฺปเทเส กุรวกมุจลินฺทเกตกเวทิสวญฺชุลปุนฺนาคพกุลติลกปิยกหสนสาล- สลฬจมฺปกอโสกนาครุกฺขติริฏิภุชปตฺตโลทฺทจนฺทโนฆวเน กาลาครุปทุมปิยงฺคุเทวทารุกโจจคหเน กกุธกุฏชองฺโกลกจฺจิการกณิการ- กณเวรโกรณฺฑโกวิฬารกึสุกโยธิกวนมลฺลิกมนงฺคณมนวชฺชภณฺฑิสุรุจิภคินิมาล- มลฺยธเร ชาติสุมนมธุคนฺธิกธนุตกฺการิตาลิสตครอุสีรโกฏฺฐคจฺฉวิตเต อธิมุตฺติกสํกุสุมิตลตาวิตตปฏิมณฺฑิตปฺปเทเส หํสปิลวกาทมฺพการณฺฑกาภินาทิเต วิชฺชาธรสิทฺธสมณตาปสคณาธิวุตฺเถ นรเทวยกฺขรกฺขสทานวคนฺธพฺพกินฺนรมโหรคานุจิณฺณปฺปเทเส เอวรูเป ขลุ โภ รมฺเม วนสณฺเฑ ปุณฺณมุโข นาม ปุสฺสโกกิโล ปฏิวสติ อติวิย มธุรคิโร วิลาสิตนยนมตฺตกฺโข ฯ ตสฺเสว ขลุ โภ ปุณฺณมุขสฺส ปุสฺสโกกิลสฺส อฑฺฒุฑฺฒานิ อิตฺถีสตานิ ปริจาริกา ทิชกญฺญาโย ฯ อถ ขลุ โภ เทฺว ทิชกญฺญาโย กฏฺฐํ มุเขน ฑํสิตฺวา ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ มชฺเฌ นิสีทาเปตฺวา อุฑฺเฑนฺติ มา นํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ อทฺธานปริยายปเถ กิลมโถ อุพฺพาเหตฺถาติ ฯ ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย เหฏฺฐโต เหฏฺฐโต เฑนฺติ สจายํ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล อาสนา ปริปติสฺสติ มยํ ตํ ปกฺเขหิ ปฏิคฺคเหสฺสามาติ ฯ ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย อุปรูปริ เฑนฺติ มา นํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ อาตาโป ปริตาเปสีติ ฯ ปญฺญาส ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย อุภโต ปสฺเสน เฑนฺติ มา นํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ สีตํ วา อุณฺหํ วา ติณํ วา รโช วา วาโต วา อุสฺสาโว วา อุปปฺผุสีติ ฯ ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย ปุรโต ปุรโต เฑนฺติ มา นํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ โคปาลกา วา ปสุปาลกา วา ติณหารกา วา กฏฺฐหารกา วา วนกมฺมิกา วา กฏฺเฐน วา กถลาย ๑ วา ปาณินา วา (ปาสาเณน วา) เลฑฺฑุนา วา ทณฺเฑน วา สตฺเถน วา สกฺขราหิ วา ปหารํ อทํสุ มายํ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล คจฺเฉหิ วา ลตาหิ วา รุกฺเขหิ วา สาขาหิ วา ถมฺเภหิ วา ปาสาเณหิ วา พลวนฺเตหิ วา ปกฺขีหิ สงฺคาเมสีติ ฯ ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย ปจฺฉโต ปจฺฉโต เฑนฺติ สณฺหาหิ สขิลาหิ มญฺชูหิ มธุราหิ วาจาหิ สมุทาจรนฺติโย มายํ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล อาสเน ปริยุกฺกณฺฐีติ ฯ ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย ทิโสทิสํ เฑนฺติ อเนกรุกฺขวิวิธวิกติผลมาหรนฺติโย มายํ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล ขุทฺทาย ปริกิลมิตฺถาติ ฯ อถ ขลุ โภ ตา ทิชกญฺญาโย ตํ ปุณฺณมุขํ #๑ ม. กฐเลน วา ฯ ปุสฺสโกกิลํ อาราเมเนว อารามํ อุยฺยาเนเนว อุยฺยานํ นทีติตฺเถเนว นทีติตฺถํ ปพฺพตสิขเรเนว ปพฺพตสิขรํ อมฺพวเนเนว อมฺพวนํ ชมฺพูวเนเนว ชมฺพูวนํ ลพุชวเนเนว ลพุชวนํ นาฬิเกรสญฺจาริเยเนว นาฬิเกรสญฺจารึ ขิปฺปเมว อภิสมฺโภนฺติ รติตฺถาย ฯ อถ ขลุ โภ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล ตาหิ ทิชกญฺญาหิ ทิวสํ ปริพฺยูโฬฺห เอวํ ปสํสติ สาธุ สาธุ ภคินิโย เอตํ โข ภคินิโย ตุมฺหากํ ปฏิรูปํ กุลธีตานํ ยํ ตุเมฺห ภตฺตารํ ปริจเรยฺยาถาติ ฯ
อถ ขลุ โภ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล เยน กุณาโล สกุโณ เตนุปสงฺกมิ ฯ อทฺทสํสุ โข กุณาลสฺส สกุณสฺส ปริจาริกา ทิชกญฺญาโย ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน เยน ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ เอตทโวจุํ อยํ สมฺม ปุณฺณมุข กุณาโล สกุโณ อติวิย ผรุโส อติวิย ผรุสวาโจ อปฺเปวนาม ตุวํปิ อาคมฺม ปิยวาจํ ลเภยฺยามาติ ฯ อปฺเปวนาม ภคินิโยติ วตฺวา เยน กุณาโล สกุโณ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา กุณาเลน สกุเณน สทฺธึ ปฏิสมฺโมทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล ตํ กุณาลํ สกุณํ เอตทโวจ กิสฺส ตฺวํ สมฺม กุณาล อิตฺถีนํ สุชาตานํ กุลธีตานํ สมฺมาปฏิปนฺนานํ มิจฺฉาปฏิปนฺโนสิ อมนาปภาณีนํปิ กิร สมฺม กุณาล อิตฺถีนํ มนาปภาณินา ภวิตพฺพํ กิมงฺคํ ปน มนาปภาณีนนฺติ ฯ เอวํ วุตฺเต กุณาโล สกุโณ ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ เอวํ อปสาเทสิ นสฺส ตฺวํ สมฺม ชมฺม วสล วินสฺส ตฺวํ สมฺม ชมฺม วสล โก นุ ตยา วิยตฺโต ชายาชิเนนาติ ฯ เอวํ อปสาทิโต จ ปน ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล ตโตเยว ปฏินิวตฺติ ฯ
อถ ขลุ โภ ปุณฺณมุขสฺส ปุสฺสโกกิลสฺส อปเรน สมเยน อจิรสฺเสว อจฺจเยน ขโร อาพาโธ อุปฺปชฺชิ ฯ โลหิตปกฺขนฺทิกา พาฬฺหา เวทนา วตฺตนฺติ มรณนฺติกา ฯ อถ ขลุ โภ ปุณฺณมุขสฺส ปุสฺสโกกิลสฺส ปริจาริกานํ ทิชกญฺญานํ เอตทโหสิ อาพาธิโก โข อยํ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล อปฺเปวนาม อิมมฺหา อาพาธา วุฏฺฐเหยฺยาติ ฯ ตํ ๑ เอกกํ ๒ อทุติยํ โอหาย เยน กุณาโล สกุโณ เตนุปสงฺกมึสุ ฯ อทฺทสา โข กุณาโล สกุโณ ตา ทิชกญฺญาโย ทูรโตว อาคจฺฉนฺติโย ทิสฺวาน ตา ทิชกญฺญาโย เอตทโวจ กหํ ปน ตุมฺหํ วสลิโย ภตฺตาติ ฯ อาพาธิโก โข สมฺม กุณาล ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล อปฺเปวนาม ตมฺหา อาพาธา วุฏฺฐเหยฺยาติ ฯ เอวํ วุตฺเต กุณาโล สกุโณ ตา ทิชกญฺญาโย เอวํ อปสาเทสิ นสฺสถ ตุเมฺห วสลิโย วินสฺสถ ตุเมฺห วสลิโย โจริโย ธุตฺติโย อสติโย ลหุจิตฺตาโย กตสฺส อปฺปฏิการิกาโย อนิโล วิย เยนกามงฺคมาโยติ วตฺวา เยน ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา #๑ ม. ตนฺติสทฺโท นตฺถิ ฯ ๒ ม. เอกํ ฯ ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ เอตทโวจ หํ สมฺม ปุณฺณมุขาติ ฯ หํ สมฺม กุณาลาติ ฯ อถ ขลุ โภ กุณาโล สกุโณ ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ ปกฺเขหิ จ มุขตุณฺเฑน จ ปริคฺคเหตฺวา วุฏฺฐาเปตฺวา นานาเภสชฺชานิ ปายาเปสิ ฯ อถ ขลุ โภ ปุณฺณมุขสฺส ปุสฺสโกกิลสฺส โส อาพาโธ ปฏิปสฺสมฺภีติ ฯ
อถ ขลุ โภ กุณาโล สกุโณ ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ คิลานา วุฏฺฐิตํ อจิรวุฏฺฐิตํ เคลญฺญา เอตทโวจ ทิฏฺฐา มยา สมฺม ปุณฺณมุข กณฺหา เทฺวปิติกา ปญฺจปติกาย ฉฏฺเฐ ปุริเส จิตฺตํ ปฏิพทฺธนฺติยา ยทิทํ กพนฺเธ ปีฐสปฺปิมฺหิ ฯ ภวติ จ ปนุตฺตเรตฺถ วากฺยํ อถชฺชุโน นกุโล ภีมเสโน ยุธิฏฺฐิโล สหเทโว จ ราชา เอเต ปตี ปญฺจมติจฺจ นารี อกาสิ ขุชฺชวามนเกน ปาปนฺติ ฯ ทิฏฺฐา มยา สมฺม ปุณฺณมุข ปญฺจตปาวี ๑ นาม สมณี สุสานมชฺเฌ วสนฺตี จตุตฺถภตฺตํ ปริณามยมานา สุราธุตฺตเกน ปาปมกาสิ ฯ ทิฏฺฐา มยา สมฺม ปุณฺณมุข กากวตี นาม เทวี สมุทฺทมชฺเฌ วสนฺตี ภริยา เวนเตยฺยสฺส นฏกุเวเรน ปาปมกาสิ ฯ ทิฏฺฐา มยา สมฺม ปุณฺณมุข กุรุงฺคเทวี นาม โลมสุนฺทรี เอฬกกุมารํ กามยมานา ฉฬงฺคกุมารธนนฺเตวาสินา ปาปมกาสิ ฯ #๑ ม. สจฺจตปาปิ ฯ เอวเญฺหตํ มยา ญาตํ พฺรหฺมทตฺตสฺส มาตุกา โอหาย โกสลราชํ ปญฺจาลจณฺเฑน ปาปมกาสิ ฯ เอตา จ อญฺญา จ อกํสุ ปาปํ ตสฺมาหํ อิตฺถีนํ น วิสฺสเส นปฺปสํเส มหี ยถา ชคติ สมานรตฺตา วสุนฺธรา อิตรีตรานํ ๑ ปติฏฺฐา สพฺพสฺสหา อผนฺทนา อกุปฺปา ตถิตฺถิโย ตาโย น วิสฺสเส นโร สีโห ยถา โลหิตมํสโภชโน วาฬมิโค ปญฺจาวุโธ สุรุทฺโธ ปสยฺห ขาที ปรหึสเน รโต ตถิตฺถิโย ตาโย น วิสฺสเส นโร ฯ น ขลุ โภ สมฺม ปุณฺณมุข เวสิโย นาริโย คมนิโย นเหตา พนฺธกิโย นาม วธิกาโย นาม เอตาโย ยทิทํ เวสิโย นาริโย คมนิโยติ ฯ โจรา ๒ วิย เวณิกตา มทิรา วิย วิสทุฏฺฐา ๓ วาณิโช วิย วาจาสนฺถุติโย อิสฺสสิงฺคมิว วิปริวตฺตาโย อุรคมิว ทุชิวฺหาโย โสพฺภมิว ปฏิจฺฉนฺนา ปาตาลมิว ทุปฺปูรา รกฺขสี วิย ทุตฺโตสา ยโมเวกนฺตหาริโย สิขีริว สพฺพภกฺขา นทีริว สพฺพวาหนี ๔ อนิโล วิย เยนกามํจรา เนรุ วิย อวิเสสกรา วิสรุกฺโข วิย นิจฺจผลิตาโย ๕ ฯ ภวติ จ ปนุตฺตเรตฺถ วากฺยํ #๑ ม. อิตรีตราปติฏฺฐา ฯ ๒ ม. โจโร วิย ฯ ๓ ม. มทิราว ทิทฺธา ฯ #๔ ม. สพฺพวาหี ฯ ๕ ม. -โยติ ฯ ยถา โจโร ยถา ทุฏฺโฐ ๑ วาณิโชว วิกตฺถนี อิสฺสสิงฺคมิว ปริวตฺตา ๒ ทุชิวฺหา อุรโค ยถา ฯ โสพฺภมิว ปฏิจฺฉนฺนา ปาตาลมิว ทุปฺปุรา รกฺขสี วิย ทุตฺโตสา ยโมเวกนฺตหาริโย ฯ ยถา สิขี นที วาโห ๓ อนิโล กามปารวา ๔ เนรูว อวิเสสา จ วิสรุกฺโขว นิจฺจผลี ๕ นาสยนฺติ ฆเร โภคํ รตนานนฺตกริตฺถิโยติ ฯ
จตฺตารีมานิ สมฺม ปุณฺณมุข ยานิ ปรกุเล น วาเสตพฺพานิ โคณํ เธนน ยานํ ภริยา จตฺตาริ ธนานิ ๖ ปณฺฑิโต ยานิ ๗ ฆรา น วิปฺปวาสเย ฯ โคณํ เธนุญฺจ ยานญฺจ ภริยํ ญาติกุเล น วาสเย ภุญฺชนฺติ รถํ อยานกา อติวาเหน หนนฺติ ปุงฺควํ โทเหน หนนฺติ วจฺฉกํ ภริยา ญาติกุเล ปทุสฺสตีติ ฯ
ฉ อิมานิ สมฺม ปุณฺณมุข ยานิ วตฺถูนิ กิจฺเจ ชาเต อนตฺถจรานิ ภวนฺติ อคุณํ ธนุ ญาติกุเล จ ภริยา ปารํ นาวา อกฺขภคฺคญฺจ ยานํ #๑ ม. ทิทฺโธ ฯ ๒ สี. -มิวาวฏฺฏา ฯ ยุ. -มิวาวตฺตา ฯ ๓ ม. วาโต ฯ ๔ ม. เนรุนาว #สมาคตา ฯ ๕ ม. วิสรุกฺโขวิย นิจฺจผลา ฯ ๖ ม. เอตานิ ฯ ๗ ม. ธนานิ ฯ ทูเร มิตฺโต ปาปสหายโก จ กิจฺเจ ชาเต อนตฺถจรานิ ภวนฺตีติ ฯ
อฏฺฐหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข ฐาเนหิ อิตฺถี สามิกํ อวชานาติ ทลิทฺทตา อาตุรตา ชิณฺณกตา ๑ สุราโสณฺฑตา มุทฺธตา ปมตฺตตา สพฺพกิจฺเจสุ อนุวตฺตนตา สพฺพธนมนุปฺปาทเนน อิเมหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข อฏฺฐหิ ฐาเนหิ อิตฺถี สามิกํ อวชานาติ ฯ ภวติ จ ปนุตฺตเรตฺถ วากฺยํ ทลิทฺทํ อาตุรญฺจาปิ ชิณฺณกํ สุรโสณฺฑกํ ปมตฺตํ มุทฺธปตฺตญฺจ ทตฺตํ กิจฺเจสุ ๒ หาปนํ สพฺพกามปณิธาเนน ๓ อวชานาติ สามิกนฺติ ฯ
นวหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข ฐาเนหิ อิตฺถี ปโทสมาหรติ อารามคมนสีลา จ โหติ อุยฺยานคมนสีลา จ โหติ นทีติตฺถคมนสีลา จ โหติ ญาติกุลคมนสีลา จ โหติ ปรกุลคมนสีลา จ โหติ อาทาสทุสฺสมณฺฑนานุโยคมนุยุตฺตสีลา จ โหติ มชฺชปายินี จ โหติ นิลฺโลกนสีลา จ โหติ ปทฺวารฏฺฐายินี ๔ จ โหติ อิเมหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข นวหิ ฐาเนหิ อิตฺถี ปโทสมาหรตีติ ฯ ภวติ จ ปนุตฺตเรตฺถ วากฺยํ อารามคมนสีลา ๕ จ อุยฺยานํ นทึ ญาติปรกุลํ (๖) ทุสฺสมณฺฑนมนุยุตฺตา #๑ ม. ชิณฺณตา ฯ ๒ ม. สพฺพกิจฺเจสุ ฯ สี. ยุ. รตฺตํ ฯ ๓ ม. สพฺพกามปฺปทาเนน ฯ #๔ ม. สทฺวารฐายินี ฯ ๕ ม. อารามสีลา จ ฯ ๖ ม. อาทาส ฯ ยา จิตฺถี มชฺชปายินี ยา จ นิลฺโลกนสีลา ยา จ ปทฺวารฏฺฐายินี ๑ นวเหเตหิ ฐาเนหิ ปโทสมาหรนฺติ อิตฺถิโย ๒ ฯ
จตฺตาลีสาย ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข ฐาเนหิ อิตฺถี ปุริสํ อจฺจาวทติ ๓ วิชมฺภติ วินมติ วิลาสติ วิลชฺชติ นเขน นขํ ฆฏฺเฏติ ปาเทน ปาทํ อกฺกมติ กฏฺเฐน ปฐวึ วิเลขติ ๔ ทารกํ อุลฺลงฺฆติ อุลฺลงฺฆาเปติ กีฬติ กีฬาเปติ จุมฺพติ จุมฺพาเปติ ภุญฺชติ ภุญฺชาเปติ ททาติ ยาจติ กตมนุกโรติ อุจฺจํ ภาสติ นีจํ ภาสติ อาวิจฺจํ ภาสติ วิวิจฺจํ ภาสติ นจฺเจน คีเตน วาทิเตน โรทิเตน ๕ วิลาสิเตน วิภูสิเตน ชคฺฆติ เปกฺขติ กฏึ จาเลติ คุยฺหภณฺฑกํ สญฺจาเลติ อูรุํ วิวรติ อูรุํ ปิทหติ ถนํ ทสฺเสติ กจฺฉํ ทสฺเสติ นาภึ ทสฺเสติ อกฺขึ นิขนติ ภมุกํ อุกฺขิปติ โอฏฺฐํ ปลิกฺขติ ชิวฺหํ นิลฺลาเลติ ทุสฺสํ มุญฺจติ ทุสฺสํ ๖ ปฏิพนฺธติ สิรสํ มุญฺจติ สิรสํ พนฺธติ อิเมหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข จตฺตาลีสาย ฐาเนหิ อิตฺถี ปุริสํ อจฺจาวทติ ฯ
ปญฺจวีสาย ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข ฐาเนหิ อิตฺถี ปทุฏฺฐา เวทิตพฺพา ภวติ สามิกสฺส ปวาสํ วณฺเณติ ปวุตฺถํ #๑ ม. สทฺวารฐายินี ฯ ๒ ม. อิตฺถิโยติ ฯ ๓ ม. อจฺจาจรติ ฯ ๔ ม. วิลิขติ ฯ #สี. ยุ. ลิขติ ฯ ๕ ม. โรทเนน ฯ ๖ สีสนฺติปิ ฯ น สรติ อาคตํ นาภินนฺทติ อวณฺณํ ตสฺส ภณติ วณฺณํ ตสฺส น ภณติ อนตฺถํ ตสฺส จรติ อตฺถํ ตสฺส น จรติ อกิจฺจํ ตสฺส กโรติ กิจฺจํ ตสฺส น กโรติ ปริทหิตฺวา สยติ ปรมฺมุขี นิปชฺชติ ปริวตฺตกชาตา โข ปน โหติ กุงฺกุมิยชาตา ทีฆํ อสฺสาสติ ทุกฺขํ เวทยติ อุจฺจารปสฺสาวํ อภิณฺหํ คจฺฉติ วิโลมมาจรติ ปรปุริสสทฺทํ สุตฺวา กณฺณโสตํ วิทหติ ๑ นีหตโภคา โข ปน โหติ ปฏิวิสฺสเกหิ สนฺถวํ กโรติ นิกฺขนฺตปาทา โข๕ ปน โหติ วิสิขานุจารินี อติจารินี โข ปน โหติ [๒] สามิเก อคารวา ปทุฏฺฐมนสงฺกปฺปา อภิณฺหํ ทฺวาเร ติฏฺฐติ กจฺฉานิ องฺคานิ ถนานิ ทสฺเสติ ทิโสทิสํ คนฺตฺวา เปกฺขติ อิเมหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข ปญฺจวีสาย ฐาเนหิ อิตฺถี ปทุฏฺฐา เวทิตพฺพา ภวติ ฯ ภวติ จ ปนุตฺตเรตฺถ วากฺยํ ปวาสํ ตสฺส วณฺเณติ คตํ ตสฺส น โสจติ ๓ ทิสฺวาน ปติมาคตํ ๔ นาภินนฺทติ ภตฺตรํ วณฺณํ น กทาจิ ภาสติ ๔ เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ อนตฺถํ ตสฺส จรติ อสญฺญตา อตฺถญฺจ หาเปติ อกิจฺจการินี #๑ ยุ. วิวรติ ตโมทหติ ฯ ๒ ม. นิจฺจํ ฯ ๓ สี. ยุ คตึ นานุโสจติ ฯ #๔-๕ ทิสฺวาน ปติมาคตํ นาภินนฺทติ ภตฺตารวณฺณํ น กทาจิ ภาสติ ฯ ปริทหิตฺวา สยติ ปรมฺมุขี เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ ปริวตฺตชาตา จ ภวติ กุงฺกุมี ทีฆญฺจ อสฺสาสติ ทุกฺขเวทินี อุจฺจารปสฺสาวมภิณฺห คจฺฉติ เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ วิโลมมาจรติ อกิจฺจการินี สทฺทํ นิสาเมติ ปรสฺส ภาสโต นีหตโภคา จ กโรติ สนฺถวํ เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ กิจฺเฉน ลทฺธํ กสิราภตํ ธนํ วิตฺตํ วินาเสติ ทุกฺเขน สมฺภตํ ปฏิวิสฺสเกหิ จ กโรติ สนฺถวํ เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ นิกฺขนฺตปาทา วิสิขานุจารินี นิจฺจญฺจ สามิมฺหิ ปทุฏฺฐมานสา อติจารินี โหติ อเปตคารวา เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ อภิกฺขณํ ติฏฺฐติ ทฺวารมูเล ถนานิ กจฺฉานิ จ ทสฺสยนฺตี ทิโสทิสํ เปกฺขติ ภนฺตจิตฺตา เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ สพฺพา นที วงฺกคตี สพฺเพ กฏฺฐมยา วนา สพฺพิตฺถิโย กเร ปาปํ ลพฺภมาเน นิวาตเก ฯ สเจ ลเภถ ขณํ วา รโห วา นิวาตกํ วาปิ ลเภถ ตาทิสํ สพฺพาว อิตฺถี กยิรุํ นุ ๑ ปาปํ อญฺญํ อลทฺธา ๒ ปีฐสปฺปินา สทฺธึ ฯ นรานมารามกราสุ นาริสุ อเนกจิตฺตาสุ อนิคฺคหาสุ จ สพฺพตฺถตา ปีติกราปิ เจ สิยุํ ๓ น วิสฺสเส ติตฺถสมา หิ นาริโยติ ฯ
ยญฺจ ทิสฺวา กินฺนรกินฺนรีนํ ๔ สพฺพิตฺถิโย น รมนฺติ อคาเร ตํ ตาทิสํ มจฺจํ จชิตฺวา ภริยา อญฺญํ ทิสฺวา ปรปุริสํ ๕ ปีฐสปฺปึ ฯ
พกสฺส จ พาวริยสฺส ๖ รญฺโญ อจฺจนฺตกามานุคตสฺส ภริยา อนาจรี ๗ ปฏฺฐวสานุคสฺส กํ วา อิตฺถี นาติจเร ตทญฺญํ ฯ #๑ สี. กเรยฺยุ โน ฯ ยุ. กเรยฺยุํ โน ฯ ๒ ม. อลตฺถ ฯ ๓ ม. สพฺพตฺถ นาปีติกราปิ #เจ สิยา ฯ ๔ ม. ยํ เจ ทิสฺวา กณฺฑรีกินฺนรานํ ฯ ๕ ม. ปุริสํ ฯ ๖ ม. พาวริกสฺส #สี. ปาวาริกสฺส ฯ ๗ ม. อวาจรี ฯ
ปิงฺคิยานี สพฺพโลกิสฺสรสฺส รญฺโญ ปิยา พฺรหฺมทตฺตสฺส ภริยา อนาจรี ๑ ปฏฺฐวสานุคสฺส ตํ วาปิ สา นาชฺฌคา กามกามินี ฯ
ขุทฺทานํ ๒ ลหุจิตฺตานํ อกตญฺญูน ทุพฺภินํ นาเทวสตฺโต ปุริโส ถีนํ สทฺธาตุมรหติ ฯ น ตา ปชานนฺติ กตํ น กิจฺจํ น มาตรํ ปิตรํ ภาตรํ วา อนริยา สมติกฺกนฺตธมฺมา สสฺเสว จิตฺตสฺส วสํ วชนฺติ ฯ จิรานุวุตฺถํปิ ปิยํ มนาปํ อนุกมฺปกํ ปาณสมํปิ สนฺตํ ๓ อาวาสุ กิจฺเจสุ จ นํ ชหนฺติz ตสฺมาหํ อิตฺถีนํ น วิสฺสสามิ ฯ ถีนํ หิ จิตฺตํ ยถา วานรสฺส กนฺนปฺปกนฺนํ ยถา รุกฺขฉายา จลาจลํ หทยํ อิตฺถิยานํ จกฺกสฺส เนมิ วิย ปริวตฺตติ ฯ ยทา ตา ปสฺสนฺติ สเมกฺขมานา อาเทยฺยรูปํ ปุริสสฺส วิตฺตํ #๑ ม. อวาจรี ฯ ๒ ม. ลุทฺธานํ ฯ ๓ ม. ภตฺตรํ ฯ สณฺหาหิ วาจาหิ นยนฺติเมนํ กมฺโพชกา ชลเชเนว อสฺสํ ฯ ยทา น ปสฺสนฺติ สเมกฺขมานา อาเทยฺยรูปํ ปุริสสฺส วิตฺตํ สมนฺตโต ตํ ปริวชฺชยนฺติ ติณฺโณ นทีปารคโตว กุลฺลํ ฯ สิเลสูปมา สิขีริว สพฺพภกฺขา ติกฺขมายา นทีริว สีฆโสตา เสวนฺติ เหตา ปิยมปฺปิยญฺจ นาวา ยถา โอรกูลํ ปรญฺจ ฯ น ตา เอกสฺส น ทฺวินฺนํ อาปโณว ปสาริโต โย ตา มยฺหนฺติ มญฺเญยฺย วาตํ ชาเลน พนฺธเย ฯ ยถา นที จ ปนฺโถ จ ปานาคารํ สภา ปปา เอวํ โลกิตฺถิโย นาม เวลา ตาสํ น วิชฺชติ ฯ ฆตาสนสมา เอตา กณฺหสปฺปสิรูปมา คาโว พหิ ติณสฺเสว โอมสนฺติ วรํ วรํ ฯ ฆตาสนํ กุญฺชรํ กณฺหสปฺปํ มุทฺธาภิสิตฺตํ ปมทา จ สพฺพา เอเต นโร นิจฺจยโต ภเชถ เตสํ หเว ทุพฺพิทุ สจฺจภาโว ๑ ฯ #๑ ม. สพฺพภาโว ฯ นาจฺจนฺตวณฺณา น พหูน กนฺตา น ทกฺขิณา ปมุทา เสวิตพฺพา น ปรสฺส ภริยา น ธนสฺส เหตุ เอติตฺถิโย ปญฺจ น เสวิตพฺพา ฯ
อถ ขลุ โภ อานนฺโท คิชฺฌราชา กุณาลสฺส สกุณสฺส อาทิมชฺฌคาถาปริโยสานํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมา คาถาโย อภาสิ ปุณฺณมฺปิ เจมํ ปฐวึ ธเนน ทชฺชิตฺถิยา ปุริโส สมฺมตาย ลทฺธา ขณํ อติมญฺเญยฺย ตํปิ ตาสํ วสํ อสตีนํ น คจฺเฉ ฯ อุฏฺฐาหกญฺเจว อลีนวุตฺตึ โกมารภตฺตารํ ปิยํ มนาปํ อาวาสุ กิจฺเจสุ จ นํ ชหนฺติ ตสฺมาหํ อิตฺถีนํ น วิสฺสสามิ ฯ น วิสฺสเส อิจฺฉติ มนฺติ โปโส น วิสฺสเส โรทติ เม สกาเส เสวนฺติ เหตา ปิยมปฺปิยญฺจ นาวา ยถา โอรกูลํ ปรญฺจ ฯ น วิสฺสเส สาขปุราณสนฺถตํ น วิสฺสเส มิตฺตปุราณโจรํ น วิสฺสเส ราช สขา ๑ มนนฺติ น วิสฺสเส อิตฺถิ ทสนฺน มาตรํ ฯ น วิสฺสเส รามกราสุ นาริสุ อจฺจนฺตสีลาสุ อสญฺญตาสุ อจฺจนฺตเปมานุคตสฺส ภริยา น วิสฺสเส ติตฺถสมา หิ นาริโย ฯ หเนยฺยยปิ ฉินฺเทยฺยยปิ เฉทาเปยฺยยปิ ๒ กณฺฐํปิ ๓ เฉตฺวา รุธิรํ ปิเวยฺยุํ มา ทีนกามาสุ อสญฺญตาสุ ภาวํกเร คงฺคติตฺถูปมาสุ ฯ มุสา ตาสํ ยถา สจฺจํ สจฺจํ ตาสํ ยถา มุสา คาโว พหิ ติณสฺเสว โอมสนฺติ วรํ วรํ ฯ คเตน ตา ปโลเภนฺติ เปกฺขิเตน หสิเตน จ ๔ อโถปิ ทุนฺนิวตฺเถน มญฺชุนา ภณิเตน จ ฯ โจริโย กฐินา ๕ เหตา วาฬา จ ลปสกฺขรา น ตา กิญฺจิ น ชานนฺติ ยํ มนุสฺเสสุ วญฺจนํ ฯ อสา โลกิตฺถิโย นาม เวลา ตาสํ น วิชฺชติ สารตฺตา จ ปคพฺภา จ สิขี สพฺพฆโส ยถา ฯ #๑ ม. ราชานํ สขา ฯ สี.ยุ. ราชา สขา ฯ ๒ ม. หเนยฺยุํ ฉินฺเทยฺยุํ ฯ สี.ยุ. หเนยฺยุ #ฉินฺเทยฺยยปิ เฉทเยยฺยุํ ฯ ๓ ม. กณฺเฐปิ ฯ ๔ ม. เปกฺขิเตนมฺหิเตน จ ฯ ๕ ม. กถินา ฯ นตฺถิตฺถีนํ ปิโย นาม อปฺปิโยปิ น วิชฺชติ เสวนฺติ เหตา ปิยมปฺปิยญฺจ นาวา ยถา โอรกุลํ ปรญฺจ ฯ นตฺถิตฺถีนํ ปิโย นาม อปฺปิโยปิ น วิชฺชติ ธนตฺถา ปฏิเวลฺลนฺติ ลตาว ทุมนิสฺสิตา ฯ หตฺถิพนฺธํ อสฺสพนฺธํ โคปุริสญฺจ จณฺฑาลํ ฉวทาหกํ ปุปฺผฉฑฺฑกํ สธนํ อนุปตนฺติ นาริโย ฯ กุลปุตฺตํปิ ชหนฺติ อกิญฺจินํ ฉวกสมํ สทิสํ อนุปตนฺติ ธนเหตุ จ นาริโยติ ฯ
อถ ขลุ โภ นารโท เทวพฺราหฺมโณ อานนฺทสฺส คิชฺฌราชสฺส อาทิมชฺฌคาถาปริโยสานํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมา คาถาโย อภาสิ จตฺตาโรเม น ปูเรนฺติ เต เม สุณาถ ภาสโต สมุทฺโท พฺราหฺมโณ ราชา อิตฺถี จาปิ ทิชมฺปติ ฯ สริตา สาครํ ยนฺติ ยากาจิ ปฐวิสฺสิตา ตา สมุทฺทํ น ปูเรนฺติ โอนตฺตา ๑ หิ น ปูรติ ฯ พฺราหฺมโณ จ อธิยาน ๒ เวทมกฺขานปญฺจมํ ภิยฺโยปิ สุตมิจฺเฉยฺย โอนตฺตา หิ น ปูรติ ฯ ราชา จ ปฐวึ สพฺพํ สสมุทฺทํ สปพฺพตํ อชฺฌาวสํ วิชินิตฺวา อนนฺตรตโนจิตํ #๑ ม. อูนตฺตา ฯ อิโต ปรํ อิทิสเมว ฯ ๒ อธิยานํ อิติปิ ฯ ปารํ สมุทฺทํ ปตฺเถติ โอนตฺตา หิ น ปูรติ ฯ เอกเมกาย อิตฺถิยา อฏฺฐฏฺฐ ปติโน สิยุํ ๑ สูรา จ พลวนฺโต จ สพฺพกามรสาหรา กเรยฺย นวเม ฉนฺทํ โอนตฺตา หิ น ปูรติ ฯ สพฺพิตฺถิโย สิขีริว สพฺพภกฺขา สพฺพิตฺถิโย นทีริว สพฺพวาหินี สพฺพิตฺถิโย กณฺฏกานํว สาขา สพฺพิตฺถิโย ธนเหตุ วชนฺติ ฯ วาตญฺจ ชาเลน นโร ปรามเส โอสิญฺจเย สาครเมกปาณินา สเกน หตฺเถน หเนยฺย ๒ โฆสํ โย สพฺพภาวํ ปมทาสุ โอสฺสเช ฯ( โจรีนํ พหุพุทฺธีนํ ยาสุ สจฺจํ สุทุลฺลภํ ถีนํ ภาโว ทุราชาโน มจฺฉสฺเสโวทเก คตํ ฯ อนลา มุทุสมฺภาสา ทุปฺปูรา ตา นทีสมา สีทนฺติ นํ วิทิตฺวาน อารกา ปริวชฺชเย ฯ อาวฏฺฏนี มหามายา พฺรหฺมจริยวิโกปนา สีทนฺติ นํ วิทิตฺวาน อารกา ปริวชฺชเย ฯ ยญฺเจตา อุปเสวนฺติ ฉนฺทสา วา ธเนน วา ชาตเวโทว สณฺฐานํ ขิปฺปํ อนุทหนฺติ นนฺติ ฯ #๑ ม. สิยา ฯ ๒ ม. กเรยฺย ฯ
อถ ขลุ โภ กุณาโล สกุโณ นารทสฺส เทวพฺราหฺมณสฺส อาทิมชฺฌคาถาปริโยสานํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมา คาถาโย อภาสิ สลฺลเป นิสิตขคฺคปาณินา ปณฺฑิโต อปิ ปิสาจโทสินา อุคฺคเตชํ อุรคํปิ อาสิเท เอโก เอกาย ปมุทาย นาลเป ฯ โลกจิตฺตมถนา หิ นาริโย นจฺจคีตภณิตมฺหิตาวุธา พาธยนฺติ อนุปฏฺฐิตสฺสตึ ทีเป รกฺขสิคณาว วาณิเช ฯ นตฺถิ ตาสํ วินโย น สํวโร มชฺชมํสนิรตา อสญฺญตา ตา คิลนฺติ ปุริสสฺส ปาภตํ สาคเรว มกรํ ติมิงฺคโล ๑ ฯ ปญฺจกามคุณสาตโคจรา อุทฺธตา อนิยตา อสญฺญตา โอสรนฺติ ปมุทา ปมาทินํ โลณโตยวติยํว อาปคา ฯ ยํ นรํ อุปลเปนฺติ ๒ นาริโย #๑ สี. ยุ. ติมิงฺคิโล ฯ ๒ สี. ยุ. อุปรมนฺติ ฯ ฉนฺทสา วา รติยา วา ธเนน วา ชาตเวทสทิสํปิ ตาทิสํ ราคโทสวธิโย ๑ ทหนฺติ นํ ฯ อทฺธํ ญตฺวา ปุริสํ มหทฺธนํ โอสรนฺติ สธนํ ๒ สหตฺตนา รตฺตจิตฺตํ อติเวฐยนฺติ นํ สาลํ มาลุวลตาว กานเน ฯ ตา อุเปนฺติ วิวิเธน ฉนฺทสา จิตฺรพิมฺพมุขิโย อลงฺกตา โอหสนฺติ ๓ ปหสนฺติ นาริโย สํวโรว ๔ สตมายโกวิทา ฯ ชาตรูปมณิมุตฺตภูสิตา สกฺกตา ปติกุเลสุ นาริโย รกฺขิตา อติจรนฺติ สามิกํ ทานวํว หทยนฺตรนิสฺสิตา ๕ ฯ เตชวาปิ หิ นโร วิจกฺขโณ สกฺกโต พหุชนสฺส ปูชิโต นารีนํ วสงฺคโต น ภาสติ ราหุนา อุปหโตว จนฺทิมา ฯ ยํ กเรยฺย กุปิโต ทิโส ทิสํ #๑ สี. ยุ. -วติโย ฯ ๒ ม. สธนา ฯ ๓ ม. อุหสนฺติ ฯ สี. ยุ. อูหสนฺติ ฯ #๔ ม. สมฺพโรว ฯ ๕ ม. -รสฺสิตา ฯ ทุฏฺฐจิตฺโตว สมาคตํ อรึ เตน ภิยฺโย พฺยสนํ นิคจฺฉติ นารีนํ วสงฺคโต อเปกฺขวา ฯ เกสลูนนขฉินฺนตชฺชิตา ปาทปาณิกสทณฺฑตาฬิตา หีนเมวุปคตา หิ นาริโย ตา รมนฺติ กุณเปว มกฺขิกา ฯ ตา กุเลสุ วิสิขนฺตเรสุ วา ราชธานีสุ นิคเมสุ วา ปน ๑ โอฑฺฑิตํ นมุจิปาสวาคุรํ ๒ จกฺขุมา ปริวชฺเชยฺย สุขตฺถิโก ฯ โอสฺสชิตฺวา กุสลํ ตโปคุณํ โย อนริยจริตานิ มาจริ เทวตาหิ นิรยํ นิมิสฺสติ เฉทคามิมณิยํว วาณิโช ฯ โส อิธ ครหิโต ปรตฺถ จ ทุมฺมตี อุปหโต ๓ สกมฺมุนา คจฺฉติ อนิยโต คลาคลํ ทุฏฺฐคทฺรภรโถว อุปฺปเถ ฯ โส อุเปติ นิรยํ ปตาปนํ #๑ ม. ปุน ฯ ๒ ม. -วากรํ ฯ ๓ สี. ยุ. อุปคโต ฯ สตฺติสิมฺพลิวนญฺจ อายสํ อาวสิตฺวาน ติรจฺฉานโยนิยํ เปตราชวิสยํ น มุญฺจติ ฯ ทิพฺยา ขิฑฺฑา รติโย จ นนฺทเน จกฺกวตฺติจริตญฺจ มานุเส นาสยนฺติ ปมุทา ปมาทินํ ทุคฺคติญฺจ ปฏิปาทยนฺติ นํ ฯ ทิพฺยา ขิฑฺฑา รติโย น ทุลฺลภา จกฺกวตฺติจริตญฺจ มานุเส โสวณฺณพฺยมฺหนิลยา จ อจฺฉรา เย จรนฺติ ปมุทาหนตฺถิกา ฯ กามธาตุสมติกฺกมา คติ รูปธาตุสมฺภโว น ทุลฺลโภ วีตราควิสยูปปตฺติ ยา เย จรนฺติ ปมุทาหนตฺถิกา ฯ สพฺพทุกฺขสมติกฺกมํ สิวํ อจฺจนฺตํ อจลิตํ อสงฺขตํ นิพฺพุเตหิ สุจีหิ น ทุลฺลภํ เย จรนฺติ ปมุทาหนตฺถิกาติ ฯ
กุณาโลหํ ตทา อาสึ อุทายี ปุสฺสโกกิโล อานนฺโท คิชฺฌราชาสิ สารีปุตฺโต จ นารโท ปริสา พุทฺธปริสา เอวํ ธาเรถ ชาตกนฺติ ฯ กุณาลชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๒๙๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘