กุณาลชาดก
ว่าด้วยนางนกดุเหว่า
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๒๙๖ · บรรทัด ๑๘๙๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๕ จาก ๑๐
เรื่องเล่า
ต่อมาภายหลัง นางกุรุงคเทวีลอบลักประพฤติอนาจารกับฉฬังคกุมาร. ฉฬังคกุมารมีคนใช้คนหนึ่งชื่อธนันเตวาสี ฉฬังคกุมารเคยใช้ให้นำสิ่งของเป็นต้นว่า ผ้าและเครื่องประดับไปให้นางกุรุงคเทวี นางกุรุงคเทวีก็ประพฤติลามกกับคนใช้นั้นอีก.
เมื่อพญานกกุณาละนำเอาเหตุนี้มาแสดง จึงได้กล่าวว่า เราได้เห็นมาแล้ว. คำว่า นางขนงาม ในพระบาลีนั้น ท่านกล่าวหมายถึงนางผู้มีท้องอันประดับด้วยขนเป็นแถว ๆ. คำว่า กับ ฉฬังคกุมารเสนาบดีและธนันเตวาสีอธิบายว่า แม้นางปรารถนาอยู่กับเอฬกกุมาร ก็ได้กระทำกรรมอันลามกกับฉฬังคกุมารเสนาบดีและธันนเตวาสีคนใช้ของเสนาบดีนั้นอีกด้วย พญานกกุณาละกล่าวว่า หญิงทั้งหลายมีความประพฤติเลวทรามอย่างนี้ เป็นผู้ทุศีลมีธรรมอันลามกด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่สรรเสริญหญิงเหล่านั้นเลย พระมหาสัตว์นำอดีตนิทานนี้มาแสดงแล้ว ก็ในกาลนั้น เธอได้เป็นฉฬังคกุมาร เพราะฉะนั้นจึงนำเหตุที่ตนเห็นมากล่าวให้ฟัง.
แม้ในเรื่องที่ ๔ พระอรรถกถาจารย์นำเรื่องพิสดารมาสาธกไว้ว่า ในกาลอันล่วงมาแล้ว พระเจ้าโกศลราชยึดราชสมบัติเมืองพาราณสีได้ จึงทรงตั้งพระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี ซึ่งทรงครรภ์อยู่แล้ว ให้เป็นอัครมเหสีของพระองค์ ต่อมาไม่ช้านัก พระอัครมเหสีนั้นก็ประสูติพระราชโอรส ส่วนพระเจ้าโกศลราชก็ทรงเลี้ยงไว้ด้วยความรักใคร่ เหมือนโอรสของพระองค์เหตุพระองค์หาพระโอรสมิได้ ครั้นพระกุมารนั้นทรงเจริญก็ให้ศึกษาศิลปศาสตร์แล้ว ส่งไปให้ครองเมืองพระชนก พระราชกุมารก็ไปเสวยสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสี.
ต่อมาภายหลัง พระมารดาของพระเจ้าพาราณสีจึงเข้าไปทูลลาพระเจ้าโกศลราชว่าจะไปเยี่ยมพระราชบุตร แล้วนางก็พาบริวารเป็นอันมากไปสู่เมืองพาราณสี หยุดพักอาศัยในนิคมหนึ่งอันอยู่ในระหว่างแคว้นทั้งสองมีพราหมณ์กุมารคนหนึ่งชื่อปัญจาลจัณฑะ รูปร่างสะสวยอยู่ที่นิคมนั้น ได้นำเครื่องบรรณาการมาถวายพระนาง. พระนางพอเห็นก็มีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ลอบทำลามกกับพราหมณ์ผู้นั้น พักอยู่ ๒ - ๓ วัน แล้วจึงไปยังเมืองพาราณสี พบกับพระราชบุตรแล้วก็รีบกลับมาพักที่นิคมนั้นอีก ลอบประพฤติอนาจารกับพราหมณ์นั้นอีก ๒-๓ วันแล้ว จึงไปยังเมืองโกศล ตั้งแต่นั้นมาไม่ช้านานนักนางก็เข้าไปทูลลาพระเจ้าโกศล อ้างเหตุไปเยี่ยมพระราชโอรสอีก เวลาไปและกลับก็ไปพักพระพฤติอนาจารกับพราหมณ์ที่นิคมนั้นอยู่ตั้งครึ่งเดือน.
ดูก่อนสหายปุณณมุขะเอ๋ย ขึ้นชื่อว่าหญิงเหล่านี้ เป็นผู้ทุศีล มีปกติชอบกล่าวคำเท็จ. พระมหาสัตว์แสดงอดีตนิทานเรื่องนี้ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่าเป็นความจริงเราเห็นมาอย่างนี้ พระอรรถกถาจารย์กล่าวคำอธิบายในพระบาลีนั้นว่า คำว่า พระมารดาของพระเจ้าพรหมทัต หมายถึงพระชนนีของพรหมทัตกุมาร ซึ่งได้เสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี ได้ยินว่า ในกาลนั้นพญานกกุณาละได้เป็นพราหมณ์ ชื่อปัญจาลจัณฑะ เพราะฉะนั้น เมื่อจะแสดงเหตุที่ตนได้รู้มานั้น จึงได้กล่าวอย่างนี้.
คำว่า หญิงที่กล่าวมาแล้วนี้ อธิบายว่า ดูก่อนสหายปุณณมุขะเอ๋ยก็หญิงทั้ง ๕ คนนี้ ได้กระทำกรรมอันลามกแล้ว ท่านจงอย่าได้สำคัญว่าหญิงเหล่าอื่นจะไม่กระทำ หญิงเหล่านี้ก็ดี หญิงเหล่าอื่นอีกมากมายก็ดี ได้กระทำกรรมอันลามกในกาลทุกเมื่อแล เราอยู่ในที่นี้ จะพึงกล่าวถึงเรื่องของหญิงที่ประพฤตินอกใจได้ทั้งโลก. คำว่า สัตวโลก อธิบายว่า แผ่นดินเมทนีดล วสุนธรา ปฐพี กล่าวคือโลกย่อมรับรองทั้งสิ่งดีและชั่ว ฉันใดคำว่า สรรพแก้วยินดีเสมอกัน อธิบายว่า ชื่อว่า ยินดีเสมอกันในสิ่งทั้งหมดด้วยภาวะแม้รับรอง ด้วยว่า แผ่นดินนั้นเป็นที่รับรองทุกสิ่งทุกอย่างทั้งดีและชั่ว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นที่รับรองสิ่งที่สูงที่สุดและต่ำที่สุด แม้หญิงทั้งหลายก็เหมือนกัน ย่อมเป็นที่รับรองของสิ่งที่ดีที่สุดและชั่วที่สุดทุกชนิดด้วยอำนาจกิเลส จริงอยู่ หญิงทั้งหลายเมื่อได้โอกาส ชื่อว่าจะไม่กระทำกรรมอันลามกกับบุรุษไร ๆ ย่อมไม่มีเลย. คำว่า ทนทานได้หมดอธิบายว่า ธรรมดาว่า แผ่นดินย่อมทนทานได้ทั้งหมดทีเดียว คือไม่สะทกสะท้าน ไม่ดิ้นรน ไม่หวั่นไหว ฉันใด หญิงทั้งหลายก็เหมือนกัน ย่อมทนทานได้ในบุรุษทั้งหมด ด้วยอำนาจความยินดีในโลก ถ้าหากว่า ชายคนใดเป็นที่ถูกใจนาง นางย่อมไม่ดิ้นรนและไม่กระทำความโกลาหล เพราะจะรักษาชายนั้นอนึ่ง แผ่นดินย่อมไม่สะเทือนไม่หวั่นไหว ฉันใด แม้หญิงทั้งหลายก็ฉันนั้นเมถุนธรรมสะเทือน ไม่หวั่นไหวด้วยเมถุนธรรม คือไม่อาจที่จะให้เต็มด้วยเมถุนธรรมนั้นได้. คำว่า พาฬมฤค หมายถึงเนื้อร้าย. คำว่า มีอาวุธ ๕อย่างนี้ ท่านกล่าวหมายถึงปากและเล็บเท้าทั้ง ๔. คำว่า ร้ายกาจ คือหยาบช้าโหดร้ายทารุณ. คำว่า หญิงเหล่านั้นก็เหมือนกัน อธิบายว่าราชสีห์มีอาวุธ ๕ อย่าง คือ ปาก ๑ และมีเท้าอีก ๔ ฉันใด หญิงทั้งหลายก็เหมือนกัน มีอาวุธ ๕ อย่าง คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ราชสีห์นั้นเมื่อจะถือเอาอาหารของตน ย่อมถือเอาด้วยอาวุธ ๕ อย่างนั้น ฉันใด แม้พวกหญิงเหล่านั้นก็เหมือนกัน เมื่อจะถือเอาอาหารคือกิเลส ย่อมประหารด้วยอาวุธมีรูปเป็นต้น แล้วจึงถือเอา ราชสีห์นั้นดุร้าย ข่มขี่สัตว์จับกินเป็นอาหารฉันใด แม้หญิงเหล่านั้นก็เหมือนกัน หยาบช้า ข่มขี่กิน จริงอย่างนั้น หญิงทั้งหลายย่อมกระทำอาการคือความข่มขี่ในบุรุษผู้มีศีลอย่างเคร่งครัดด้วยกำลังของตน ให้ถึงความพินาศแห่งศีลเสียได้ ราชสีห์ย่อมยินดีแต่ที่จะเบียดเบียนสัตว์อื่นฉันใด แม้หญิงเหล่านั้นก็เหมือนกัน ยินดีในการเบียดเบียนผู้อื่นด้วยอำนาจกิเลส. คำว่า หญิงเหล่านั้น อธิบายว่า หญิงผู้ไม่ประกอบด้วยคุณสมบัติอย่างนี้ นรชนไม่ควรวิสาสะเลย. คำว่า สัญจร หมายถึงหญิงโสเภณีมีคำกล่าวอธิบายว่า ดูก่อนสหายปุณณมุขะเอ๋ย ชื่อของหญิงทั้งหลายเป็นต้นว่าแพศยาเหล่านี้เป็นชื่อเดิมของพวกนางก็หาไม่ หญิงเหล่านั้นมีชื่อว่า แพศยา ชื่อว่านารี ชื่อว่าสัญจร ชื่อว่าเกี่ยวพันธ์ก็หาไม่ แต่หญิงเหล่านั้นโดยชื่อเดิมแล้วเรียกว่าผู้ฆ่า หญิงเหล่านั้นเรียกกันต่าง ๆ ว่า แพศยา นารี สัญจร. คำว่าผู้ฆ่า หมายความว่า ฆ่าสามี ข้อความอันนี้ บัณฑิตพึงแสดงด้วยเรื่องมหาหังสชาดก. จริงอยู่ ท่านกล่าวไว้ในชาดกนั้นว่า
อนึ่ง หญิงนี้มีมารยาเหมือนพยับแดด เป็นวัตถุ ที่ตั้งแห่งความเศร้าโศก โรคและอุปัทวันตราย และ หญิงนี้เป็นคนหยาบนัก เป็นเครื่องผูกมัด เป็นบ่วง เป็นถ้ำ และเป็นที่อยู่ของพญามัจจุราช บุรุษใดระเริง ใจในหญิงเหล่านั้น บุรุษนั้นนับว่าเป็นคนอธรรมใน นรชนทั้งหลาย.
คำว่า เกล้ามวยผม คือ มีมวยผมเกล้าไว้แล้ว. จริงอยู่ พวกโจรที่อยู่ในดง ย่อมผูกมวยผมแล้วจึงแย่งชิงทรัพย์ฉันใด แม้พวกหญิงเหล่านี้ก็เหมือนกัน นำเอาพวกบุรุษไปสู่อำนาจกิเลสแล้วปล้นทรัพย์. คำว่า ประทุษร้ายให้เป็นพิษเหมือนสุราเจือยาพิษ คือ เหมือนสุราที่เจือด้วยยาพิษ ฉะนั้นอธิบายว่า สุราที่เจือยาพิษแสดงอาการที่แปลก ๆ ฉันใด แม้หญิงเหล่านี้ก็เหมือนกัน เป็นผู้มีความกำหนัดในบุรุษทั้งหลายอื่น ไม่รู้จักกิจน้อยใหญ่ เมื่อกระทำกิจในบุรุษอื่นแล้วกระทำกะบุรุษอื่นต่อไปอีก ชื่อว่าย่อมแสดงอาการแปลก ๆ. คำว่า พูดโอ้อวด อธิบายว่า คนขายของย่อมกล่าวอวดคุณภาพแห่งสินค้าของตน ฉันใด แม้หญิงเหล่านั้นก็เหมือนกัน ปิดบังโทษอันมิใช่คุณของตนเสียแล้ว ประกาศแต่คุณอย่างเดียว. คำว่า ตลบตะแลง อธิบายว่าเขาของเนื้อบิดไปบิดมา ฉันใด พวกหญิงเหล่านี้ ก็ตลบตะแลงพลิกไปพลิกมาเพราะความที่ตนมีจิตเบาฉันนั้นเหมือนกัน. คำว่า เหมือนงู อธิบายว่าหญิงทั้งหลายชื่อว่ามีสองลิ้นเหมือนงู เพราะเป็นคนมักกล่าวเท็จเสมอ ๆ. คำว่าเหมือนบ่อคูถ อธิบายว่า บ่อคูถย่อมถูกปิดด้วยไม้กระดานฉันใด แม้หญิงทั้งหลายก็ปกปิดร่างกายด้วยผ้าและเครื่องอาภรณ์เที่ยวไปฉันนั้นเหมือนกันอีกอย่างหนึ่ง บ่อที่ปกปิดด้วยหยากเยื่อเป็นต้น เมื่อเหยียบลงไปย่อมให้เกิดความลำบากแก่เท้าฉันใด แม้หญิงเหล่านี้ก็เหมือนกัน เมื่อใครเข้าไปคบหาด้วย ก็ให้เกิดทุกข์แก่ผู้นั้น. คำว่า เหมือนบาดาล อธิบายว่า บาดาลในมหาสมุทร ย่อมทำให้เต็มได้ยากฉันใด แม้หญิงเหล่านั้นก็เหมือนกัน ย่อมทำให้เต็มได้ยากด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ ด้วยเมถุน ๑ ด้วยการตลอด ๑ ด้วยการแต่งตัว ๑ เพราะเหตุนั้นแล สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หญิงทุกคนไม่อิ่มด้วยธรรม ๓ ประการ คือ ด้วยเมถุนธรรม ๑ ด้วยการตลอด ๑ ด้วยการแต่งตัว ๑ ย่อมกระทำกาละดังนี้เป็นต้น. คำว่า เหมือนรากษส อธิบายว่า ธรรมดาว่ารากษส ใคร ๆ ไม่อาจจะให้ยินดีด้วยทรัพย์ได้เพราะตนอยากกินเนื้ออย่างเดียว รากษสนั้น ย่อมห้ามทรัพย์แม้เป็นจำนวนมากเสียแล้ว ปรารถนาแต่เนื้ออย่างเดียว ฉันใด แม้หญิงเหล่านั้นก็เหมือนกันย่อมไม่ยินดีด้วยทรัพย์แม้มาก เพราะตนปรารถนาเมถุน หญิงเหล่านั้นย่อมไม่รับทรัพย์ ปรารถนาเมถุนอย่างเดียว. คำว่า เหมือนพระยม อธิบายว่าพระยมมีแต่นำไปโดยส่วนเดียว มิได้ยกเว้นใคร ๆ ไว้เลย ฉันใด แม้หญิงเหล่านี้ก็เหมือนกัน ย่อมไม่เหลือใคร ๆ ไว้เลย ในบรรดาบุคคลที่สมบูรณ์ด้วยชาติเป็นต้น นางย่อมให้ถึงความพินาศแห่งศีลด้วยอำนาจกิเลสทั้งหมดในวาระแห่งจิตดวงที่ ๒ ก็ย่อมนำไปสู่นรก. คำว่า เปรียบเหมือนไฟอธิบายว่า ธรรมดาว่าเปลวไฟย่อมกินสิ่งทั้งหมด แม้สะอาดหรือไม่สะอาดฉันใด แม้หญิงเหล่านั้นก็เหมือนกัน ย่อมเสพสิ่งทั้งหมดตั้งแต่เลวจนถึงดีที่สุดแม้ในข้อความที่เปรียบด้วยแม่น้ำ ก็มีนัยเหมือนกันทีเดียว. คำว่า ตามใจตัวอธิบายว่า หญิงเหล่านั้น ย่อมมีความรักใคร่ในสถานทีใด ก็ย่อมวิ่งไปในสถานที่นั้นทันที. คำว่า เหมือนเขาพระสุเมรุ อธิบายว่า ในป่าหิมพานต์มีภูเขาทองอยู่ลูกหนึ่ง แม้กาซึ่งมีสีดำแก่พอเข้าไปใกล้ภูเขานั้น ก็กลับกลายเป็นสีทอง ภูเขานั้นมีอุปมาฉันใด แม้หญิงเหล่านั้นก็เหมือนกัน มิได้กระทำสิ่งใดให้วิเศษเลย ย่อมมองเห็นชายที่เข้าไปใกล้ตนเหมือนเป็นคนเดียวกันหมด. คำว่า เหมือนต้นไม้มีพิษ อธิบายว่า ต้นไม้ที่มีผลสุก เช่นกับมะม่วงนั้นย่อมผลิตผลเป็นนิจ และย่อมเป็นผลที่ไม่สมบูรณ์ด้วยสีเป็นต้น บุคคลไม่มีความสงสัยบริโภคผลไม้นั้น ย่อมตายฉันใด แม้หญิงเหล่านั้นก็เหมือนกัน ย่อมปรากฏเหมือนเป็นที่น่ารื่นรมย์ด้วยอำนาจรูปเป็นต้น เพราะผลิตผลเป็นนิจก็เมื่อผู้ใดเสพอยู่ ย่อมนำผู้นั้นให้เกิดความประมาทแล้ว ฉุดให้ตกลงไปในอบายเพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า
ผู้ใดเสพถามเพราะไม่รู้จักโทษ กามก็ย่อมฆ่า ผู้นั้นเสีย เหมือนบริโภคผลไม้ที่มีพิษ ฉะนั้น.
อีกอย่างหนึ่ง ต้นไม้มีพิษย่อมนำความพินาศมาให้ในกาลทุกเมื่อเพราะมีผลเป็นนิจ ฉันใด แม้หญิงเหล่านั้นก็เหมือนกัน ย่อมนำความฉิบหายมาให้ในกาลทุกเมื่อ ด้วยอำนาจความพินาศแห่งคุณมีศีลเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่งราก เปลือก ใบ ดอก ผลของต้นไม้มีพิษนั้นย่อมเป็นพิษ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่ามีผลเป็นนิจฉันใด แม้รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส แม้ทั้ง ๕ อย่างของหญิงเหล่านั้น ก็เป็นพิษเหมือนกันฉันนั้น เพราะฉะนั้น หญิงเหล่านั้นจึงชื่อว่าเผล็ดผลเป็นนิจ ประหนึ่งต้นไม้มีพิษ ฉะนั้น. คำว่า มีคาถากล่าวความนี้ไว้อีกส่วนหนึ่ง อธิบายว่า พญานกกุณาละกล่าวอย่างนี้ เพื่อจะกระทำเนื้อความนั้นให้ปรากฏยิ่งขึ้น ด้วยคำอันประพันธ์ขึ้นเป็นคาถา. คำว่าหญิงทั้งหลาย เป็นผู้กอบกำเอารัตนะไว้ในมือจนนับไม่ถ้วน อธิบายว่าหญิงทั้งหลาย เป็นผู้กระทำอันตรายแก่รัตนะทั้งหลายที่สามีหามาได้ ด้วยความเหนื่อยยาก นำเอารัตนะแม้เหล่านั้นไปให้ชายเหล่าอื่น ย่อมประพฤติอนาจาร.
เบื้องหน้าแต่นี้ไป พญานกกุณาละเมื่อจะแสดงกถาอันสละสลวยของคนโดยประการต่าง ๆ จึงกล่าวว่า ดูก่อนสหายปุณณมุขะเอ๋ย ทรัพย์ ๔ อย่างนี้คือ โคผู้ โคนม ยาน ภริยา ไม่ควรให้อยู่ในตระกูลอื่น ผู้เป็นบัณฑิตย่อมไม่ยอมให้ทรัพย์ ๔ อย่างนี้อยู่พรากจากเรือน.
พญานกกุณาละ กล่าวคาถาแสดงถึงเหตุผลแห่งทรัพย์ ๔ อย่างนั้นต่อไปว่า
คนฉลาด ย่อมไม่ให้ทรัพย์ ๔ อย่างอยู่ในตระกูล ญาติ คือ โคผู้ ๑ โคนม ๑ ยานพาหนะ ๑ ภริยา ๑ เพราะเหตุว่า คนทั้งหลายที่ไม่มียานย่อมใช้รถที่ฝากไว้ ย่อมฆ่าโคตัวผู้เสีย เพราะใช้ลากเข็ญเกินกำลัง และ ย่อมฆ่าลูกโคเพราะรีดนมแม่โคจนหมด ภริยาย่อม ประทุษร้ายตระกูลญาติ.
ดูก่อนสหายปุณณมุขะเอ๋ย ของ ๖ อย่างนี้ เมื่อเกิดธุระจำเป็นขึ้นแล้วใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย อันได้แก่
ธนูไม่มีสาย ๑ ภริยาอยู่ในตระกูลญาติ ๑ เรืออยู่ ฝั่งโน้น ๑ รถเพลาหัก ๑ มิตรอยู่ไกล ๑ สหายชั่ว ๑ ทั้ง ๖ ประการนี้ เมื่อเกิดธุระขึ้นแล้ว ใช้ประโยชน์ อะไรไม่ได้เลย.
ดูก่อนสหายปุณณมุขะเอ๋ย หญิงย่อมดูหมิ่นสามีด้วยฐานะ ๘ อย่าง คือดูหมิ่นเพราะความจน ๑ เพราะความเจ็บกระเสาะกระแสะ ๑ เพราะความชรา ๑เพราะเป็นนักเลงสุรา ๑ เพราะโง่เซอะ ๑ เพราะมัวเมา ๑ เพราะหมุนตามการงานไม่ทัน ๑ เพราะทำให้ทรัพย์เกิดขึ้นไม่ได้ ๑ ต่อไปนี้เป็นคาถาอีกส่วนหนึ่ง อันแสดงถึงเหตุแห่งวัตถุทั้ง ๘ นั้นว่า
หญิงทั้งหลาย ย่อมดูหมิ่นสามีด้วยเหตุ ๘ ประการ คือ ความจน ๑ เจ็บกระเสาะกระแสะ ๑ แก่ชรา ๑ เป็นนักเลงสุรา ๑ โล่เซอะ ๑ มัวเมา ๑ หมุนตาม การงานไม่ทัน ๑ ทำทรัพย์ให้เกิดขึ้นเพื่อให้สำเร็จ ความปรารถนาทั้งหมดไม่ได้ ๑.
ดูก่อนสหายปุณณมุขะเอ๋ย หญิงทั้งหลายย่อมนำความประทุษร้ายมาให้สามีด้วยฐาน ๙ อย่าง คือมักไปเที่ยวสถานที่รื่นรมย์ ๑ มักไปเที่ยวอุทยาน ๑มักไปเที่ยวตามท่าน้ำ ๑ มักไปหาตระกูลญาติ ๑ มักไปหาตระกูลผู้อื่น ๑มักใช้กระจกและประดับด้วยผ้า ๑ มักดื่มน้ำเมา ๑ มักเยี่ยมมองหน้าต่าง ๑ มักยืนแอบประตู ๑ ต่อไปนี้เป็นคาถาประพันธ์อีกส่วนหนึ่ง แสดงฐานะทั้ง ๙นั้นว่า
หญิงทั้งหลาย ย่อมนำความประทุษร้ายมาด้วย ฐานะ ๙ ประการเหล่านี้ คือ มักไปเที่ยวตามสถาน รื่นรมย์ ๑ ไปเที่ยวสวน ๑ ไปสู่แม่น้ำ ๑ ไปหาตระกูล ญาติ ๑ ไปหาตระกูลอื่น ๑ มักประดับด้วยผ้า ๑ มัก ดื่มน้ำเมา ๑ มักมองหน้าต่าง ๑ มักแอบประตู ๑.
ดูก่อนสหายปุณณมุขะเอ๋ย หญิงย่อมยั่วยวนชายด้วยฐานะ ๔๐ อย่างคือ ทำดัดกาย ทำท่าก้ม ทำกรีดกราย ทำอาย ทำทีแกะเล็บ ทำท่าเอาเท้าเหยียบกัน ทำท่าเอาไม่ขีดแผ่นดิน ทำท่ากระโดดเอง ทำท่าให้เด็กกระโดดทำท่าวิ่ง ให้เด็กวิ่ง เล่นกับเด็ก ให้เด็กเล่น จูบเด็ก ให้เด็กจูบ กินเองให้เด็กกิน ให้ของแก่เด็ก ทำทีขอคืน ทำท่าวอนขอ เลียนแบบเด็ก ทำเสียงสูง ทำเสียงต่ำ ทำพูดเปิดเผย ทำพูดกระซิบ ทำซิกซี้ ฟ้อน ขับ เป่าร้องให้ คร่ำครวญ กรีดกราย แต่งกาย ทำปึ่ง ทำยักเอว ทำส่ายผ้าที่ปิดของลับ ทำเลิกขา ทำปิดขา ทำท่าให้เห็นนม ทำให้เห็นรักแร้ ทำให้เห็นท้องน้อย ทำหลิ่วตา ทำเลิกคิ้ว ทำเม้มปาก ทำแลบลิ้น ทำขยายผ้าและกลับนุ่งผ้า ทำสยายและมุ่นผม.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๕๓๖–๖๑๖ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
อสีตินิบาตชาดก ๑๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
เอวมกฺขายติ เอวมนุสุยฺยติ สพฺโพสธธรณีธเร เนกปุปฺผมาลฺยวิตเต คชควยมหิสรุรุจามริปสทขคฺคโคกณฺณสีหพฺยคฺฆ- ทีปิอจฺฉโกกตรจฺฉอุทฺทารกทลิมิควิฬารสสกณฺณิกานุจริเต อากิณฺณ- เนลมณฺฑลมหาวราหนาคกุลกเรณุสงฺฆาธิวุตฺเถ อิสฺสมิคสาขมิคสรภ- มิคเอณิมิควาตมิคปสทมิคปุริสาลุกึปุริสยกฺขรกฺขสนิเสวิเต อมชฺชว- มญฺชริธรปหฏฺฐปุปฺผผุสิตคฺคาเนกปาทปคณวิตเต กุรุรจงฺโกรวารณ- มยูรปราภูตชีวชีวกเจลาวก ๑ (พลาก) ภิงฺการกรวิกมตฺตวิหงฺคสตสงฺฆุฏฺเฐ ๒ อญฺชนมโนสิลาหริตาลหิงฺคุลกเหมรชตกนกาเนกธาตุสตวินทฺธปฏิ- มณฺฑิตปฺปเทเส เอวรูเป ขลุ โภ รมฺเม วนสณฺเฑ กุณาโล นาม สกุโณ ปฏิวสติ อติวิย จิตฺโต อติวิย จิตฺตปตฺตฉทโน ฯ ตสฺเสว ขลุ โภ กุณาลสฺส สกุณสฺส อฑฺฒุฑฺฒานิ อิตฺถีสหสฺสานิ ปริจาริกา ทิชกญฺญาโย ฯ อถ ขลุ โภ เทฺว ทิชกญฺญาโย กฏฺฐํ มุเขน ฑํสิตฺวา ตํ กุณาลํ สกุณํ มชฺเฌ นิสีทาเปตฺวา อุฑฺเฑนฺติ มา นํ กุณาลํ สกุณํ อทฺธานปริยายปเถ กิลมโถ อุพฺพาเหตฺถาติ ๔ ฯ ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย เหฏฺฐโต เหฏฺฐโต เฑนฺติ สจายํ # อิทํ มรมฺม โปตฺถเกเยว ทิสฺสติ ฯ ๑ ม. -ชีวญฺชีวก- ฯ ๒ ม. สตตสมฺปฆุฏฺเฐ ฯ กุณาโล สกุโณ อาสนา ปริปติสฺสติ มยํ ตํ ปกฺเขหิ ปฏิคฺคเหสฺสามาติ ฯ ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย อุปรูปริ เฑนฺติ มา นํ กุณาลํ สกุณํ อาตาโป ปริตาเปสีติ ฯ ปญฺจสตา ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย อุภโต ปสฺเสน เฑนฺติ มา นํ กุณาลํ สกุณํ สีตํ วา อุณฺหํ วา ติณํ วา รโช วา วาโต วา อุสฺสาโว วา อุปปฺผุสีติ ฯ ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย ปุรโต ปุรโต เฑนฺติ มา นํ กุณาลํ สกุณํ โคปาลกา วา ปสุปาลกา วา ติณหารกา วา กฏฺฐหารกา วา วนกมฺมิกา วา กฏฺเฐน วา กถลาย ๑ วา ปาณินา วา (ปาสาเณน วา) เลฑฺฑุนา วา ทณฺเฑน วา สตฺเถน วา สกฺขราหิ วา ปหารํ อทํสุ มายํ กุณาโล สกุโณ คจฺเฉหิ วา ลตาหิ วา รุกฺเขหิ วา สาขาหิ วา ถมฺเภหิ วา ปาสาเณหิ วา พลวนฺเตหิ วา ปกฺขีหิ สงฺคาเมสีติ ๒ ฯ ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย ปจฺฉโต ปจฺฉโต เฑนฺติ สณฺหาหิ สขิลาหิ มญฺชูหิ มธุราหิ วาจาหิ สมุทาจรนฺติโย มายํ กุณาโล สกุโณ อาสเน ปริยุกฺกณฺฐีติ ฯ ปญฺจสตา ทิชกญฺญาโย ทิโสทิสํ เฑนฺติ อเนกรุกฺขวิวิธวิกติผลมาหรนฺติโย มายํ กุณาโล สกุโณ ขุทฺทาย ปริกิลมิตฺถาติ ฯ อถ ขลุ โภ ตา ทิชกญฺญาโย ตํ กุณาลํ สกุณํ อาราเมเนว อารามํ อุยฺยาเนเนว อุยฺยานํ นทีติตฺเถเนว นทีติตฺถํ ปพฺพตสิขเรเนว ปพฺพตสิขรํ อมฺพวเนเนว อมฺพวนํ ชมฺพูวเนเนว ชมฺพูวนํ ลพุชวเนเนว ลพุชวนํ นาฬิเกรสญฺจาริเยเนว นาฬิเกรสญฺจารึ ๓ ขิปฺปเมว #๑ ม. กฐเลน วา ฯ ๒ ม. สงฺคเมสีติ ฯ ๓ ม. นาฬิเกรสญฺจาริยํ ฯ อภิสมฺโภนฺติ รติตฺถาย ฯ อถ ขลุ โภ กุณาโล สกุโณ ตาหิ ทิชกญฺญาหิ ทิวสํ ปริพฺยูโฬฺห เอวํ อปสาเทติ นสฺสถ ตุเมฺห วสลิโย วินสฺสถ ตุเมฺห วสลิโย โจริโย ธุตฺติโย อสติโย ลหุจิตฺตาโย กตสฺส อปฺปฏิการิกาโย อนิโล วิย เยนกามงฺคมาโยติ ฯ
ตสฺเสว ขลุ โภ หิมวโต ปพฺพตราชสฺส ปุรตฺถิเม ทิสาภาเค สุสุขุมสุนิปุณคิริปภวา หริตุปยนฺติโย ฯ อุปฺปลปทุม- กุมุทนฬินสตปตฺตโสคนฺธิกมนฺทาลกสมฺปติวิรูฬฺหสุจิคนฺธมนุญฺญมนาปกปฺปเทเส กุรวกมุจลินฺทเกตกเวทิสวญฺชุลปุนฺนาคพกุลติลกปิยกหสนสาล- สลฬจมฺปกอโสกนาครุกฺขติริฏิภุชปตฺตโลทฺทจนฺทโนฆวเน กาลาครุปทุมปิยงฺคุเทวทารุกโจจคหเน กกุธกุฏชองฺโกลกจฺจิการกณิการ- กณเวรโกรณฺฑโกวิฬารกึสุกโยธิกวนมลฺลิกมนงฺคณมนวชฺชภณฺฑิสุรุจิภคินิมาล- มลฺยธเร ชาติสุมนมธุคนฺธิกธนุตกฺการิตาลิสตครอุสีรโกฏฺฐคจฺฉวิตเต อธิมุตฺติกสํกุสุมิตลตาวิตตปฏิมณฺฑิตปฺปเทเส หํสปิลวกาทมฺพการณฺฑกาภินาทิเต วิชฺชาธรสิทฺธสมณตาปสคณาธิวุตฺเถ นรเทวยกฺขรกฺขสทานวคนฺธพฺพกินฺนรมโหรคานุจิณฺณปฺปเทเส เอวรูเป ขลุ โภ รมฺเม วนสณฺเฑ ปุณฺณมุโข นาม ปุสฺสโกกิโล ปฏิวสติ อติวิย มธุรคิโร วิลาสิตนยนมตฺตกฺโข ฯ ตสฺเสว ขลุ โภ ปุณฺณมุขสฺส ปุสฺสโกกิลสฺส อฑฺฒุฑฺฒานิ อิตฺถีสตานิ ปริจาริกา ทิชกญฺญาโย ฯ อถ ขลุ โภ เทฺว ทิชกญฺญาโย กฏฺฐํ มุเขน ฑํสิตฺวา ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ มชฺเฌ นิสีทาเปตฺวา อุฑฺเฑนฺติ มา นํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ อทฺธานปริยายปเถ กิลมโถ อุพฺพาเหตฺถาติ ฯ ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย เหฏฺฐโต เหฏฺฐโต เฑนฺติ สจายํ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล อาสนา ปริปติสฺสติ มยํ ตํ ปกฺเขหิ ปฏิคฺคเหสฺสามาติ ฯ ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย อุปรูปริ เฑนฺติ มา นํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ อาตาโป ปริตาเปสีติ ฯ ปญฺญาส ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย อุภโต ปสฺเสน เฑนฺติ มา นํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ สีตํ วา อุณฺหํ วา ติณํ วา รโช วา วาโต วา อุสฺสาโว วา อุปปฺผุสีติ ฯ ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย ปุรโต ปุรโต เฑนฺติ มา นํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ โคปาลกา วา ปสุปาลกา วา ติณหารกา วา กฏฺฐหารกา วา วนกมฺมิกา วา กฏฺเฐน วา กถลาย ๑ วา ปาณินา วา (ปาสาเณน วา) เลฑฺฑุนา วา ทณฺเฑน วา สตฺเถน วา สกฺขราหิ วา ปหารํ อทํสุ มายํ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล คจฺเฉหิ วา ลตาหิ วา รุกฺเขหิ วา สาขาหิ วา ถมฺเภหิ วา ปาสาเณหิ วา พลวนฺเตหิ วา ปกฺขีหิ สงฺคาเมสีติ ฯ ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย ปจฺฉโต ปจฺฉโต เฑนฺติ สณฺหาหิ สขิลาหิ มญฺชูหิ มธุราหิ วาจาหิ สมุทาจรนฺติโย มายํ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล อาสเน ปริยุกฺกณฺฐีติ ฯ ปญฺญาส ทิชกญฺญาโย ทิโสทิสํ เฑนฺติ อเนกรุกฺขวิวิธวิกติผลมาหรนฺติโย มายํ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล ขุทฺทาย ปริกิลมิตฺถาติ ฯ อถ ขลุ โภ ตา ทิชกญฺญาโย ตํ ปุณฺณมุขํ #๑ ม. กฐเลน วา ฯ ปุสฺสโกกิลํ อาราเมเนว อารามํ อุยฺยาเนเนว อุยฺยานํ นทีติตฺเถเนว นทีติตฺถํ ปพฺพตสิขเรเนว ปพฺพตสิขรํ อมฺพวเนเนว อมฺพวนํ ชมฺพูวเนเนว ชมฺพูวนํ ลพุชวเนเนว ลพุชวนํ นาฬิเกรสญฺจาริเยเนว นาฬิเกรสญฺจารึ ขิปฺปเมว อภิสมฺโภนฺติ รติตฺถาย ฯ อถ ขลุ โภ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล ตาหิ ทิชกญฺญาหิ ทิวสํ ปริพฺยูโฬฺห เอวํ ปสํสติ สาธุ สาธุ ภคินิโย เอตํ โข ภคินิโย ตุมฺหากํ ปฏิรูปํ กุลธีตานํ ยํ ตุเมฺห ภตฺตารํ ปริจเรยฺยาถาติ ฯ
อถ ขลุ โภ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล เยน กุณาโล สกุโณ เตนุปสงฺกมิ ฯ อทฺทสํสุ โข กุณาลสฺส สกุณสฺส ปริจาริกา ทิชกญฺญาโย ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน เยน ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล เตนุปสงฺกมึสุ อุปสงฺกมิตฺวา ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ เอตทโวจุํ อยํ สมฺม ปุณฺณมุข กุณาโล สกุโณ อติวิย ผรุโส อติวิย ผรุสวาโจ อปฺเปวนาม ตุวํปิ อาคมฺม ปิยวาจํ ลเภยฺยามาติ ฯ อปฺเปวนาม ภคินิโยติ วตฺวา เยน กุณาโล สกุโณ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา กุณาเลน สกุเณน สทฺธึ ปฏิสมฺโมทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล ตํ กุณาลํ สกุณํ เอตทโวจ กิสฺส ตฺวํ สมฺม กุณาล อิตฺถีนํ สุชาตานํ กุลธีตานํ สมฺมาปฏิปนฺนานํ มิจฺฉาปฏิปนฺโนสิ อมนาปภาณีนํปิ กิร สมฺม กุณาล อิตฺถีนํ มนาปภาณินา ภวิตพฺพํ กิมงฺคํ ปน มนาปภาณีนนฺติ ฯ เอวํ วุตฺเต กุณาโล สกุโณ ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ เอวํ อปสาเทสิ นสฺส ตฺวํ สมฺม ชมฺม วสล วินสฺส ตฺวํ สมฺม ชมฺม วสล โก นุ ตยา วิยตฺโต ชายาชิเนนาติ ฯ เอวํ อปสาทิโต จ ปน ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล ตโตเยว ปฏินิวตฺติ ฯ
อถ ขลุ โภ ปุณฺณมุขสฺส ปุสฺสโกกิลสฺส อปเรน สมเยน อจิรสฺเสว อจฺจเยน ขโร อาพาโธ อุปฺปชฺชิ ฯ โลหิตปกฺขนฺทิกา พาฬฺหา เวทนา วตฺตนฺติ มรณนฺติกา ฯ อถ ขลุ โภ ปุณฺณมุขสฺส ปุสฺสโกกิลสฺส ปริจาริกานํ ทิชกญฺญานํ เอตทโหสิ อาพาธิโก โข อยํ ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล อปฺเปวนาม อิมมฺหา อาพาธา วุฏฺฐเหยฺยาติ ฯ ตํ ๑ เอกกํ ๒ อทุติยํ โอหาย เยน กุณาโล สกุโณ เตนุปสงฺกมึสุ ฯ อทฺทสา โข กุณาโล สกุโณ ตา ทิชกญฺญาโย ทูรโตว อาคจฺฉนฺติโย ทิสฺวาน ตา ทิชกญฺญาโย เอตทโวจ กหํ ปน ตุมฺหํ วสลิโย ภตฺตาติ ฯ อาพาธิโก โข สมฺม กุณาล ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล อปฺเปวนาม ตมฺหา อาพาธา วุฏฺฐเหยฺยาติ ฯ เอวํ วุตฺเต กุณาโล สกุโณ ตา ทิชกญฺญาโย เอวํ อปสาเทสิ นสฺสถ ตุเมฺห วสลิโย วินสฺสถ ตุเมฺห วสลิโย โจริโย ธุตฺติโย อสติโย ลหุจิตฺตาโย กตสฺส อปฺปฏิการิกาโย อนิโล วิย เยนกามงฺคมาโยติ วตฺวา เยน ปุณฺณมุโข ปุสฺสโกกิโล เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา #๑ ม. ตนฺติสทฺโท นตฺถิ ฯ ๒ ม. เอกํ ฯ ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ เอตทโวจ หํ สมฺม ปุณฺณมุขาติ ฯ หํ สมฺม กุณาลาติ ฯ อถ ขลุ โภ กุณาโล สกุโณ ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ ปกฺเขหิ จ มุขตุณฺเฑน จ ปริคฺคเหตฺวา วุฏฺฐาเปตฺวา นานาเภสชฺชานิ ปายาเปสิ ฯ อถ ขลุ โภ ปุณฺณมุขสฺส ปุสฺสโกกิลสฺส โส อาพาโธ ปฏิปสฺสมฺภีติ ฯ
อถ ขลุ โภ กุณาโล สกุโณ ตํ ปุณฺณมุขํ ปุสฺสโกกิลํ คิลานา วุฏฺฐิตํ อจิรวุฏฺฐิตํ เคลญฺญา เอตทโวจ ทิฏฺฐา มยา สมฺม ปุณฺณมุข กณฺหา เทฺวปิติกา ปญฺจปติกาย ฉฏฺเฐ ปุริเส จิตฺตํ ปฏิพทฺธนฺติยา ยทิทํ กพนฺเธ ปีฐสปฺปิมฺหิ ฯ ภวติ จ ปนุตฺตเรตฺถ วากฺยํ อถชฺชุโน นกุโล ภีมเสโน ยุธิฏฺฐิโล สหเทโว จ ราชา เอเต ปตี ปญฺจมติจฺจ นารี อกาสิ ขุชฺชวามนเกน ปาปนฺติ ฯ ทิฏฺฐา มยา สมฺม ปุณฺณมุข ปญฺจตปาวี ๑ นาม สมณี สุสานมชฺเฌ วสนฺตี จตุตฺถภตฺตํ ปริณามยมานา สุราธุตฺตเกน ปาปมกาสิ ฯ ทิฏฺฐา มยา สมฺม ปุณฺณมุข กากวตี นาม เทวี สมุทฺทมชฺเฌ วสนฺตี ภริยา เวนเตยฺยสฺส นฏกุเวเรน ปาปมกาสิ ฯ ทิฏฺฐา มยา สมฺม ปุณฺณมุข กุรุงฺคเทวี นาม โลมสุนฺทรี เอฬกกุมารํ กามยมานา ฉฬงฺคกุมารธนนฺเตวาสินา ปาปมกาสิ ฯ #๑ ม. สจฺจตปาปิ ฯ เอวเญฺหตํ มยา ญาตํ พฺรหฺมทตฺตสฺส มาตุกา โอหาย โกสลราชํ ปญฺจาลจณฺเฑน ปาปมกาสิ ฯ เอตา จ อญฺญา จ อกํสุ ปาปํ ตสฺมาหํ อิตฺถีนํ น วิสฺสเส นปฺปสํเส มหี ยถา ชคติ สมานรตฺตา วสุนฺธรา อิตรีตรานํ ๑ ปติฏฺฐา สพฺพสฺสหา อผนฺทนา อกุปฺปา ตถิตฺถิโย ตาโย น วิสฺสเส นโร สีโห ยถา โลหิตมํสโภชโน วาฬมิโค ปญฺจาวุโธ สุรุทฺโธ ปสยฺห ขาที ปรหึสเน รโต ตถิตฺถิโย ตาโย น วิสฺสเส นโร ฯ น ขลุ โภ สมฺม ปุณฺณมุข เวสิโย นาริโย คมนิโย นเหตา พนฺธกิโย นาม วธิกาโย นาม เอตาโย ยทิทํ เวสิโย นาริโย คมนิโยติ ฯ โจรา ๒ วิย เวณิกตา มทิรา วิย วิสทุฏฺฐา ๓ วาณิโช วิย วาจาสนฺถุติโย อิสฺสสิงฺคมิว วิปริวตฺตาโย อุรคมิว ทุชิวฺหาโย โสพฺภมิว ปฏิจฺฉนฺนา ปาตาลมิว ทุปฺปูรา รกฺขสี วิย ทุตฺโตสา ยโมเวกนฺตหาริโย สิขีริว สพฺพภกฺขา นทีริว สพฺพวาหนี ๔ อนิโล วิย เยนกามํจรา เนรุ วิย อวิเสสกรา วิสรุกฺโข วิย นิจฺจผลิตาโย ๕ ฯ ภวติ จ ปนุตฺตเรตฺถ วากฺยํ #๑ ม. อิตรีตราปติฏฺฐา ฯ ๒ ม. โจโร วิย ฯ ๓ ม. มทิราว ทิทฺธา ฯ #๔ ม. สพฺพวาหี ฯ ๕ ม. -โยติ ฯ ยถา โจโร ยถา ทุฏฺโฐ ๑ วาณิโชว วิกตฺถนี อิสฺสสิงฺคมิว ปริวตฺตา ๒ ทุชิวฺหา อุรโค ยถา ฯ โสพฺภมิว ปฏิจฺฉนฺนา ปาตาลมิว ทุปฺปุรา รกฺขสี วิย ทุตฺโตสา ยโมเวกนฺตหาริโย ฯ ยถา สิขี นที วาโห ๓ อนิโล กามปารวา ๔ เนรูว อวิเสสา จ วิสรุกฺโขว นิจฺจผลี ๕ นาสยนฺติ ฆเร โภคํ รตนานนฺตกริตฺถิโยติ ฯ
จตฺตารีมานิ สมฺม ปุณฺณมุข ยานิ ปรกุเล น วาเสตพฺพานิ โคณํ เธนน ยานํ ภริยา จตฺตาริ ธนานิ ๖ ปณฺฑิโต ยานิ ๗ ฆรา น วิปฺปวาสเย ฯ โคณํ เธนุญฺจ ยานญฺจ ภริยํ ญาติกุเล น วาสเย ภุญฺชนฺติ รถํ อยานกา อติวาเหน หนนฺติ ปุงฺควํ โทเหน หนนฺติ วจฺฉกํ ภริยา ญาติกุเล ปทุสฺสตีติ ฯ
ฉ อิมานิ สมฺม ปุณฺณมุข ยานิ วตฺถูนิ กิจฺเจ ชาเต อนตฺถจรานิ ภวนฺติ อคุณํ ธนุ ญาติกุเล จ ภริยา ปารํ นาวา อกฺขภคฺคญฺจ ยานํ #๑ ม. ทิทฺโธ ฯ ๒ สี. -มิวาวฏฺฏา ฯ ยุ. -มิวาวตฺตา ฯ ๓ ม. วาโต ฯ ๔ ม. เนรุนาว #สมาคตา ฯ ๕ ม. วิสรุกฺโขวิย นิจฺจผลา ฯ ๖ ม. เอตานิ ฯ ๗ ม. ธนานิ ฯ ทูเร มิตฺโต ปาปสหายโก จ กิจฺเจ ชาเต อนตฺถจรานิ ภวนฺตีติ ฯ
อฏฺฐหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข ฐาเนหิ อิตฺถี สามิกํ อวชานาติ ทลิทฺทตา อาตุรตา ชิณฺณกตา ๑ สุราโสณฺฑตา มุทฺธตา ปมตฺตตา สพฺพกิจฺเจสุ อนุวตฺตนตา สพฺพธนมนุปฺปาทเนน อิเมหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข อฏฺฐหิ ฐาเนหิ อิตฺถี สามิกํ อวชานาติ ฯ ภวติ จ ปนุตฺตเรตฺถ วากฺยํ ทลิทฺทํ อาตุรญฺจาปิ ชิณฺณกํ สุรโสณฺฑกํ ปมตฺตํ มุทฺธปตฺตญฺจ ทตฺตํ กิจฺเจสุ ๒ หาปนํ สพฺพกามปณิธาเนน ๓ อวชานาติ สามิกนฺติ ฯ
นวหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข ฐาเนหิ อิตฺถี ปโทสมาหรติ อารามคมนสีลา จ โหติ อุยฺยานคมนสีลา จ โหติ นทีติตฺถคมนสีลา จ โหติ ญาติกุลคมนสีลา จ โหติ ปรกุลคมนสีลา จ โหติ อาทาสทุสฺสมณฺฑนานุโยคมนุยุตฺตสีลา จ โหติ มชฺชปายินี จ โหติ นิลฺโลกนสีลา จ โหติ ปทฺวารฏฺฐายินี ๔ จ โหติ อิเมหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข นวหิ ฐาเนหิ อิตฺถี ปโทสมาหรตีติ ฯ ภวติ จ ปนุตฺตเรตฺถ วากฺยํ อารามคมนสีลา ๕ จ อุยฺยานํ นทึ ญาติปรกุลํ (๖) ทุสฺสมณฺฑนมนุยุตฺตา #๑ ม. ชิณฺณตา ฯ ๒ ม. สพฺพกิจฺเจสุ ฯ สี. ยุ. รตฺตํ ฯ ๓ ม. สพฺพกามปฺปทาเนน ฯ #๔ ม. สทฺวารฐายินี ฯ ๕ ม. อารามสีลา จ ฯ ๖ ม. อาทาส ฯ ยา จิตฺถี มชฺชปายินี ยา จ นิลฺโลกนสีลา ยา จ ปทฺวารฏฺฐายินี ๑ นวเหเตหิ ฐาเนหิ ปโทสมาหรนฺติ อิตฺถิโย ๒ ฯ
จตฺตาลีสาย ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข ฐาเนหิ อิตฺถี ปุริสํ อจฺจาวทติ ๓ วิชมฺภติ วินมติ วิลาสติ วิลชฺชติ นเขน นขํ ฆฏฺเฏติ ปาเทน ปาทํ อกฺกมติ กฏฺเฐน ปฐวึ วิเลขติ ๔ ทารกํ อุลฺลงฺฆติ อุลฺลงฺฆาเปติ กีฬติ กีฬาเปติ จุมฺพติ จุมฺพาเปติ ภุญฺชติ ภุญฺชาเปติ ททาติ ยาจติ กตมนุกโรติ อุจฺจํ ภาสติ นีจํ ภาสติ อาวิจฺจํ ภาสติ วิวิจฺจํ ภาสติ นจฺเจน คีเตน วาทิเตน โรทิเตน ๕ วิลาสิเตน วิภูสิเตน ชคฺฆติ เปกฺขติ กฏึ จาเลติ คุยฺหภณฺฑกํ สญฺจาเลติ อูรุํ วิวรติ อูรุํ ปิทหติ ถนํ ทสฺเสติ กจฺฉํ ทสฺเสติ นาภึ ทสฺเสติ อกฺขึ นิขนติ ภมุกํ อุกฺขิปติ โอฏฺฐํ ปลิกฺขติ ชิวฺหํ นิลฺลาเลติ ทุสฺสํ มุญฺจติ ทุสฺสํ ๖ ปฏิพนฺธติ สิรสํ มุญฺจติ สิรสํ พนฺธติ อิเมหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข จตฺตาลีสาย ฐาเนหิ อิตฺถี ปุริสํ อจฺจาวทติ ฯ
ปญฺจวีสาย ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข ฐาเนหิ อิตฺถี ปทุฏฺฐา เวทิตพฺพา ภวติ สามิกสฺส ปวาสํ วณฺเณติ ปวุตฺถํ #๑ ม. สทฺวารฐายินี ฯ ๒ ม. อิตฺถิโยติ ฯ ๓ ม. อจฺจาจรติ ฯ ๔ ม. วิลิขติ ฯ #สี. ยุ. ลิขติ ฯ ๕ ม. โรทเนน ฯ ๖ สีสนฺติปิ ฯ น สรติ อาคตํ นาภินนฺทติ อวณฺณํ ตสฺส ภณติ วณฺณํ ตสฺส น ภณติ อนตฺถํ ตสฺส จรติ อตฺถํ ตสฺส น จรติ อกิจฺจํ ตสฺส กโรติ กิจฺจํ ตสฺส น กโรติ ปริทหิตฺวา สยติ ปรมฺมุขี นิปชฺชติ ปริวตฺตกชาตา โข ปน โหติ กุงฺกุมิยชาตา ทีฆํ อสฺสาสติ ทุกฺขํ เวทยติ อุจฺจารปสฺสาวํ อภิณฺหํ คจฺฉติ วิโลมมาจรติ ปรปุริสสทฺทํ สุตฺวา กณฺณโสตํ วิทหติ ๑ นีหตโภคา โข ปน โหติ ปฏิวิสฺสเกหิ สนฺถวํ กโรติ นิกฺขนฺตปาทา โข๕ ปน โหติ วิสิขานุจารินี อติจารินี โข ปน โหติ [๒] สามิเก อคารวา ปทุฏฺฐมนสงฺกปฺปา อภิณฺหํ ทฺวาเร ติฏฺฐติ กจฺฉานิ องฺคานิ ถนานิ ทสฺเสติ ทิโสทิสํ คนฺตฺวา เปกฺขติ อิเมหิ ขลุ สมฺม ปุณฺณมุข ปญฺจวีสาย ฐาเนหิ อิตฺถี ปทุฏฺฐา เวทิตพฺพา ภวติ ฯ ภวติ จ ปนุตฺตเรตฺถ วากฺยํ ปวาสํ ตสฺส วณฺเณติ คตํ ตสฺส น โสจติ ๓ ทิสฺวาน ปติมาคตํ ๔ นาภินนฺทติ ภตฺตรํ วณฺณํ น กทาจิ ภาสติ ๔ เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ อนตฺถํ ตสฺส จรติ อสญฺญตา อตฺถญฺจ หาเปติ อกิจฺจการินี #๑ ยุ. วิวรติ ตโมทหติ ฯ ๒ ม. นิจฺจํ ฯ ๓ สี. ยุ คตึ นานุโสจติ ฯ #๔-๕ ทิสฺวาน ปติมาคตํ นาภินนฺทติ ภตฺตารวณฺณํ น กทาจิ ภาสติ ฯ ปริทหิตฺวา สยติ ปรมฺมุขี เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ ปริวตฺตชาตา จ ภวติ กุงฺกุมี ทีฆญฺจ อสฺสาสติ ทุกฺขเวทินี อุจฺจารปสฺสาวมภิณฺห คจฺฉติ เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ วิโลมมาจรติ อกิจฺจการินี สทฺทํ นิสาเมติ ปรสฺส ภาสโต นีหตโภคา จ กโรติ สนฺถวํ เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ กิจฺเฉน ลทฺธํ กสิราภตํ ธนํ วิตฺตํ วินาเสติ ทุกฺเขน สมฺภตํ ปฏิวิสฺสเกหิ จ กโรติ สนฺถวํ เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ นิกฺขนฺตปาทา วิสิขานุจารินี นิจฺจญฺจ สามิมฺหิ ปทุฏฺฐมานสา อติจารินี โหติ อเปตคารวา เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ อภิกฺขณํ ติฏฺฐติ ทฺวารมูเล ถนานิ กจฺฉานิ จ ทสฺสยนฺตี ทิโสทิสํ เปกฺขติ ภนฺตจิตฺตา เอเต ปทุฏฺฐาย ภวนฺติ ลกฺขณา ฯ สพฺพา นที วงฺกคตี สพฺเพ กฏฺฐมยา วนา สพฺพิตฺถิโย กเร ปาปํ ลพฺภมาเน นิวาตเก ฯ สเจ ลเภถ ขณํ วา รโห วา นิวาตกํ วาปิ ลเภถ ตาทิสํ สพฺพาว อิตฺถี กยิรุํ นุ ๑ ปาปํ อญฺญํ อลทฺธา ๒ ปีฐสปฺปินา สทฺธึ ฯ นรานมารามกราสุ นาริสุ อเนกจิตฺตาสุ อนิคฺคหาสุ จ สพฺพตฺถตา ปีติกราปิ เจ สิยุํ ๓ น วิสฺสเส ติตฺถสมา หิ นาริโยติ ฯ
ยญฺจ ทิสฺวา กินฺนรกินฺนรีนํ ๔ สพฺพิตฺถิโย น รมนฺติ อคาเร ตํ ตาทิสํ มจฺจํ จชิตฺวา ภริยา อญฺญํ ทิสฺวา ปรปุริสํ ๕ ปีฐสปฺปึ ฯ
พกสฺส จ พาวริยสฺส ๖ รญฺโญ อจฺจนฺตกามานุคตสฺส ภริยา อนาจรี ๗ ปฏฺฐวสานุคสฺส กํ วา อิตฺถี นาติจเร ตทญฺญํ ฯ #๑ สี. กเรยฺยุ โน ฯ ยุ. กเรยฺยุํ โน ฯ ๒ ม. อลตฺถ ฯ ๓ ม. สพฺพตฺถ นาปีติกราปิ #เจ สิยา ฯ ๔ ม. ยํ เจ ทิสฺวา กณฺฑรีกินฺนรานํ ฯ ๕ ม. ปุริสํ ฯ ๖ ม. พาวริกสฺส #สี. ปาวาริกสฺส ฯ ๗ ม. อวาจรี ฯ
ปิงฺคิยานี สพฺพโลกิสฺสรสฺส รญฺโญ ปิยา พฺรหฺมทตฺตสฺส ภริยา อนาจรี ๑ ปฏฺฐวสานุคสฺส ตํ วาปิ สา นาชฺฌคา กามกามินี ฯ
ขุทฺทานํ ๒ ลหุจิตฺตานํ อกตญฺญูน ทุพฺภินํ นาเทวสตฺโต ปุริโส ถีนํ สทฺธาตุมรหติ ฯ น ตา ปชานนฺติ กตํ น กิจฺจํ น มาตรํ ปิตรํ ภาตรํ วา อนริยา สมติกฺกนฺตธมฺมา สสฺเสว จิตฺตสฺส วสํ วชนฺติ ฯ จิรานุวุตฺถํปิ ปิยํ มนาปํ อนุกมฺปกํ ปาณสมํปิ สนฺตํ ๓ อาวาสุ กิจฺเจสุ จ นํ ชหนฺติz ตสฺมาหํ อิตฺถีนํ น วิสฺสสามิ ฯ ถีนํ หิ จิตฺตํ ยถา วานรสฺส กนฺนปฺปกนฺนํ ยถา รุกฺขฉายา จลาจลํ หทยํ อิตฺถิยานํ จกฺกสฺส เนมิ วิย ปริวตฺตติ ฯ ยทา ตา ปสฺสนฺติ สเมกฺขมานา อาเทยฺยรูปํ ปุริสสฺส วิตฺตํ #๑ ม. อวาจรี ฯ ๒ ม. ลุทฺธานํ ฯ ๓ ม. ภตฺตรํ ฯ สณฺหาหิ วาจาหิ นยนฺติเมนํ กมฺโพชกา ชลเชเนว อสฺสํ ฯ ยทา น ปสฺสนฺติ สเมกฺขมานา อาเทยฺยรูปํ ปุริสสฺส วิตฺตํ สมนฺตโต ตํ ปริวชฺชยนฺติ ติณฺโณ นทีปารคโตว กุลฺลํ ฯ สิเลสูปมา สิขีริว สพฺพภกฺขา ติกฺขมายา นทีริว สีฆโสตา เสวนฺติ เหตา ปิยมปฺปิยญฺจ นาวา ยถา โอรกูลํ ปรญฺจ ฯ น ตา เอกสฺส น ทฺวินฺนํ อาปโณว ปสาริโต โย ตา มยฺหนฺติ มญฺเญยฺย วาตํ ชาเลน พนฺธเย ฯ ยถา นที จ ปนฺโถ จ ปานาคารํ สภา ปปา เอวํ โลกิตฺถิโย นาม เวลา ตาสํ น วิชฺชติ ฯ ฆตาสนสมา เอตา กณฺหสปฺปสิรูปมา คาโว พหิ ติณสฺเสว โอมสนฺติ วรํ วรํ ฯ ฆตาสนํ กุญฺชรํ กณฺหสปฺปํ มุทฺธาภิสิตฺตํ ปมทา จ สพฺพา เอเต นโร นิจฺจยโต ภเชถ เตสํ หเว ทุพฺพิทุ สจฺจภาโว ๑ ฯ #๑ ม. สพฺพภาโว ฯ นาจฺจนฺตวณฺณา น พหูน กนฺตา น ทกฺขิณา ปมุทา เสวิตพฺพา น ปรสฺส ภริยา น ธนสฺส เหตุ เอติตฺถิโย ปญฺจ น เสวิตพฺพา ฯ
อถ ขลุ โภ อานนฺโท คิชฺฌราชา กุณาลสฺส สกุณสฺส อาทิมชฺฌคาถาปริโยสานํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมา คาถาโย อภาสิ ปุณฺณมฺปิ เจมํ ปฐวึ ธเนน ทชฺชิตฺถิยา ปุริโส สมฺมตาย ลทฺธา ขณํ อติมญฺเญยฺย ตํปิ ตาสํ วสํ อสตีนํ น คจฺเฉ ฯ อุฏฺฐาหกญฺเจว อลีนวุตฺตึ โกมารภตฺตารํ ปิยํ มนาปํ อาวาสุ กิจฺเจสุ จ นํ ชหนฺติ ตสฺมาหํ อิตฺถีนํ น วิสฺสสามิ ฯ น วิสฺสเส อิจฺฉติ มนฺติ โปโส น วิสฺสเส โรทติ เม สกาเส เสวนฺติ เหตา ปิยมปฺปิยญฺจ นาวา ยถา โอรกูลํ ปรญฺจ ฯ น วิสฺสเส สาขปุราณสนฺถตํ น วิสฺสเส มิตฺตปุราณโจรํ น วิสฺสเส ราช สขา ๑ มนนฺติ น วิสฺสเส อิตฺถิ ทสนฺน มาตรํ ฯ น วิสฺสเส รามกราสุ นาริสุ อจฺจนฺตสีลาสุ อสญฺญตาสุ อจฺจนฺตเปมานุคตสฺส ภริยา น วิสฺสเส ติตฺถสมา หิ นาริโย ฯ หเนยฺยยปิ ฉินฺเทยฺยยปิ เฉทาเปยฺยยปิ ๒ กณฺฐํปิ ๓ เฉตฺวา รุธิรํ ปิเวยฺยุํ มา ทีนกามาสุ อสญฺญตาสุ ภาวํกเร คงฺคติตฺถูปมาสุ ฯ มุสา ตาสํ ยถา สจฺจํ สจฺจํ ตาสํ ยถา มุสา คาโว พหิ ติณสฺเสว โอมสนฺติ วรํ วรํ ฯ คเตน ตา ปโลเภนฺติ เปกฺขิเตน หสิเตน จ ๔ อโถปิ ทุนฺนิวตฺเถน มญฺชุนา ภณิเตน จ ฯ โจริโย กฐินา ๕ เหตา วาฬา จ ลปสกฺขรา น ตา กิญฺจิ น ชานนฺติ ยํ มนุสฺเสสุ วญฺจนํ ฯ อสา โลกิตฺถิโย นาม เวลา ตาสํ น วิชฺชติ สารตฺตา จ ปคพฺภา จ สิขี สพฺพฆโส ยถา ฯ #๑ ม. ราชานํ สขา ฯ สี.ยุ. ราชา สขา ฯ ๒ ม. หเนยฺยุํ ฉินฺเทยฺยุํ ฯ สี.ยุ. หเนยฺยุ #ฉินฺเทยฺยยปิ เฉทเยยฺยุํ ฯ ๓ ม. กณฺเฐปิ ฯ ๔ ม. เปกฺขิเตนมฺหิเตน จ ฯ ๕ ม. กถินา ฯ นตฺถิตฺถีนํ ปิโย นาม อปฺปิโยปิ น วิชฺชติ เสวนฺติ เหตา ปิยมปฺปิยญฺจ นาวา ยถา โอรกุลํ ปรญฺจ ฯ นตฺถิตฺถีนํ ปิโย นาม อปฺปิโยปิ น วิชฺชติ ธนตฺถา ปฏิเวลฺลนฺติ ลตาว ทุมนิสฺสิตา ฯ หตฺถิพนฺธํ อสฺสพนฺธํ โคปุริสญฺจ จณฺฑาลํ ฉวทาหกํ ปุปฺผฉฑฺฑกํ สธนํ อนุปตนฺติ นาริโย ฯ กุลปุตฺตํปิ ชหนฺติ อกิญฺจินํ ฉวกสมํ สทิสํ อนุปตนฺติ ธนเหตุ จ นาริโยติ ฯ
อถ ขลุ โภ นารโท เทวพฺราหฺมโณ อานนฺทสฺส คิชฺฌราชสฺส อาทิมชฺฌคาถาปริโยสานํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมา คาถาโย อภาสิ จตฺตาโรเม น ปูเรนฺติ เต เม สุณาถ ภาสโต สมุทฺโท พฺราหฺมโณ ราชา อิตฺถี จาปิ ทิชมฺปติ ฯ สริตา สาครํ ยนฺติ ยากาจิ ปฐวิสฺสิตา ตา สมุทฺทํ น ปูเรนฺติ โอนตฺตา ๑ หิ น ปูรติ ฯ พฺราหฺมโณ จ อธิยาน ๒ เวทมกฺขานปญฺจมํ ภิยฺโยปิ สุตมิจฺเฉยฺย โอนตฺตา หิ น ปูรติ ฯ ราชา จ ปฐวึ สพฺพํ สสมุทฺทํ สปพฺพตํ อชฺฌาวสํ วิชินิตฺวา อนนฺตรตโนจิตํ #๑ ม. อูนตฺตา ฯ อิโต ปรํ อิทิสเมว ฯ ๒ อธิยานํ อิติปิ ฯ ปารํ สมุทฺทํ ปตฺเถติ โอนตฺตา หิ น ปูรติ ฯ เอกเมกาย อิตฺถิยา อฏฺฐฏฺฐ ปติโน สิยุํ ๑ สูรา จ พลวนฺโต จ สพฺพกามรสาหรา กเรยฺย นวเม ฉนฺทํ โอนตฺตา หิ น ปูรติ ฯ สพฺพิตฺถิโย สิขีริว สพฺพภกฺขา สพฺพิตฺถิโย นทีริว สพฺพวาหินี สพฺพิตฺถิโย กณฺฏกานํว สาขา สพฺพิตฺถิโย ธนเหตุ วชนฺติ ฯ วาตญฺจ ชาเลน นโร ปรามเส โอสิญฺจเย สาครเมกปาณินา สเกน หตฺเถน หเนยฺย ๒ โฆสํ โย สพฺพภาวํ ปมทาสุ โอสฺสเช ฯ( โจรีนํ พหุพุทฺธีนํ ยาสุ สจฺจํ สุทุลฺลภํ ถีนํ ภาโว ทุราชาโน มจฺฉสฺเสโวทเก คตํ ฯ อนลา มุทุสมฺภาสา ทุปฺปูรา ตา นทีสมา สีทนฺติ นํ วิทิตฺวาน อารกา ปริวชฺชเย ฯ อาวฏฺฏนี มหามายา พฺรหฺมจริยวิโกปนา สีทนฺติ นํ วิทิตฺวาน อารกา ปริวชฺชเย ฯ ยญฺเจตา อุปเสวนฺติ ฉนฺทสา วา ธเนน วา ชาตเวโทว สณฺฐานํ ขิปฺปํ อนุทหนฺติ นนฺติ ฯ #๑ ม. สิยา ฯ ๒ ม. กเรยฺย ฯ
อถ ขลุ โภ กุณาโล สกุโณ นารทสฺส เทวพฺราหฺมณสฺส อาทิมชฺฌคาถาปริโยสานํ วิทิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมา คาถาโย อภาสิ สลฺลเป นิสิตขคฺคปาณินา ปณฺฑิโต อปิ ปิสาจโทสินา อุคฺคเตชํ อุรคํปิ อาสิเท เอโก เอกาย ปมุทาย นาลเป ฯ โลกจิตฺตมถนา หิ นาริโย นจฺจคีตภณิตมฺหิตาวุธา พาธยนฺติ อนุปฏฺฐิตสฺสตึ ทีเป รกฺขสิคณาว วาณิเช ฯ นตฺถิ ตาสํ วินโย น สํวโร มชฺชมํสนิรตา อสญฺญตา ตา คิลนฺติ ปุริสสฺส ปาภตํ สาคเรว มกรํ ติมิงฺคโล ๑ ฯ ปญฺจกามคุณสาตโคจรา อุทฺธตา อนิยตา อสญฺญตา โอสรนฺติ ปมุทา ปมาทินํ โลณโตยวติยํว อาปคา ฯ ยํ นรํ อุปลเปนฺติ ๒ นาริโย #๑ สี. ยุ. ติมิงฺคิโล ฯ ๒ สี. ยุ. อุปรมนฺติ ฯ ฉนฺทสา วา รติยา วา ธเนน วา ชาตเวทสทิสํปิ ตาทิสํ ราคโทสวธิโย ๑ ทหนฺติ นํ ฯ อทฺธํ ญตฺวา ปุริสํ มหทฺธนํ โอสรนฺติ สธนํ ๒ สหตฺตนา รตฺตจิตฺตํ อติเวฐยนฺติ นํ สาลํ มาลุวลตาว กานเน ฯ ตา อุเปนฺติ วิวิเธน ฉนฺทสา จิตฺรพิมฺพมุขิโย อลงฺกตา โอหสนฺติ ๓ ปหสนฺติ นาริโย สํวโรว ๔ สตมายโกวิทา ฯ ชาตรูปมณิมุตฺตภูสิตา สกฺกตา ปติกุเลสุ นาริโย รกฺขิตา อติจรนฺติ สามิกํ ทานวํว หทยนฺตรนิสฺสิตา ๕ ฯ เตชวาปิ หิ นโร วิจกฺขโณ สกฺกโต พหุชนสฺส ปูชิโต นารีนํ วสงฺคโต น ภาสติ ราหุนา อุปหโตว จนฺทิมา ฯ ยํ กเรยฺย กุปิโต ทิโส ทิสํ #๑ สี. ยุ. -วติโย ฯ ๒ ม. สธนา ฯ ๓ ม. อุหสนฺติ ฯ สี. ยุ. อูหสนฺติ ฯ #๔ ม. สมฺพโรว ฯ ๕ ม. -รสฺสิตา ฯ ทุฏฺฐจิตฺโตว สมาคตํ อรึ เตน ภิยฺโย พฺยสนํ นิคจฺฉติ นารีนํ วสงฺคโต อเปกฺขวา ฯ เกสลูนนขฉินฺนตชฺชิตา ปาทปาณิกสทณฺฑตาฬิตา หีนเมวุปคตา หิ นาริโย ตา รมนฺติ กุณเปว มกฺขิกา ฯ ตา กุเลสุ วิสิขนฺตเรสุ วา ราชธานีสุ นิคเมสุ วา ปน ๑ โอฑฺฑิตํ นมุจิปาสวาคุรํ ๒ จกฺขุมา ปริวชฺเชยฺย สุขตฺถิโก ฯ โอสฺสชิตฺวา กุสลํ ตโปคุณํ โย อนริยจริตานิ มาจริ เทวตาหิ นิรยํ นิมิสฺสติ เฉทคามิมณิยํว วาณิโช ฯ โส อิธ ครหิโต ปรตฺถ จ ทุมฺมตี อุปหโต ๓ สกมฺมุนา คจฺฉติ อนิยโต คลาคลํ ทุฏฺฐคทฺรภรโถว อุปฺปเถ ฯ โส อุเปติ นิรยํ ปตาปนํ #๑ ม. ปุน ฯ ๒ ม. -วากรํ ฯ ๓ สี. ยุ. อุปคโต ฯ สตฺติสิมฺพลิวนญฺจ อายสํ อาวสิตฺวาน ติรจฺฉานโยนิยํ เปตราชวิสยํ น มุญฺจติ ฯ ทิพฺยา ขิฑฺฑา รติโย จ นนฺทเน จกฺกวตฺติจริตญฺจ มานุเส นาสยนฺติ ปมุทา ปมาทินํ ทุคฺคติญฺจ ปฏิปาทยนฺติ นํ ฯ ทิพฺยา ขิฑฺฑา รติโย น ทุลฺลภา จกฺกวตฺติจริตญฺจ มานุเส โสวณฺณพฺยมฺหนิลยา จ อจฺฉรา เย จรนฺติ ปมุทาหนตฺถิกา ฯ กามธาตุสมติกฺกมา คติ รูปธาตุสมฺภโว น ทุลฺลโภ วีตราควิสยูปปตฺติ ยา เย จรนฺติ ปมุทาหนตฺถิกา ฯ สพฺพทุกฺขสมติกฺกมํ สิวํ อจฺจนฺตํ อจลิตํ อสงฺขตํ นิพฺพุเตหิ สุจีหิ น ทุลฺลภํ เย จรนฺติ ปมุทาหนตฺถิกาติ ฯ
กุณาโลหํ ตทา อาสึ อุทายี ปุสฺสโกกิโล อานนฺโท คิชฺฌราชาสิ สารีปุตฺโต จ นารโท ปริสา พุทฺธปริสา เอวํ ธาเรถ ชาตกนฺติ ฯ กุณาลชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๒๙๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘