มหาสุตโสมชาดก
ว่าด้วยพระเจ้าสุตโสมทรงทรมานพระยาโปริสาท
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๓๑๕ · บรรทัด ๒๒๕๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๖ จาก ๑๐
เรื่องเล่า
คำว่า ด้วยตนเอง ในคาถานั้น อธิบายว่า เจ้าจงรู้ด้วยตัวของเจ้าเองทีเดียว. คำว่า มีที่ไหน อธิบายว่า คาถาที่ควรราคาถึงพันนั้นมีอยู่ ณ ที่ไหนกัน.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะกราบทูลพระราชบิดานั้น ให้ทรงทราบว่าข้าพระองค์ไม่ปรารถนาความเจริญทางทรัพย์เท่านั้น ย่อมปรารถนาความเจริญทางการศึกษาด้วย ได้ตรัสคาถาดังต่อไปนี้ว่า
ข้าพระองค์ปรารถนาความเจริญของตนทางการ ศึกษา พวกสัตบุรุษผู้สงบจึงคบข้าพระองค์ ข้าพระองค์ ไม่อิ่มด้วยสุภาษิต ดุจมหาสมุทรไม่อิ่มด้วยแม่น้ำ ฉะนั้น พระทูลกระหม่อม. ไฟที่ไหม้หญ้าและไม่ย่อมไม่อิ่ม และสาครไม่ อิ่มด้วยแม่น้ำทั้งหลาย ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้ ประเสริฐสุด แต่บัณฑิตทั้งหลายได้สดับถ้อยคำของ ข้าพระองค์ ย่อมไม่อิ่มด้วยสุภาษิตเหมือนกัน ฉะนั้น พระทูลกระหม่อมผู้เป็นจอมประชาชน เวลาใด ข้าพระองค์จะต้องเรียนคาถาที่นี้ประโยชน์ต่อทาสของ ตน เวลานั้นข้าพระองค์ต้องเรียนโดยเคารพเหมือนกัน ความอิ่มในธรรมของข้าพระองค์ไม่มีเลย พระทูลกระหม่อม.
คำว่า โว ในคาถานั้น เป็นนิบาตสำหรับลงแทรกในระหว่างคำ. คำว่า พวกสัตบุรุษ อธิบายว่า ข้าพระองค์ปรารถนาว่า พวกสัตบุรุษเหล่านี้แลพึงคบข้าพระองค์. คำว่า แม่น้ำ หมายถึงแม่น้ำทุกสาย. คำว่า ของตนอธิบายว่า นันทพราหมณ์จงยกไว้ก่อนเถิด เวลาใดข้าพระองค์จะต้องฟังธรรมกถาแม้จากทาสของคนเอง เวลานั้นข้าพระองค์ก็ต้องฟังธรรมกถาโดยความเคารพ.
ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว พระเจ้าสุตโสมจึงทูลต่อไปว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม พระองค์อย่าทรงบริภาษข้าพระองค์เพราะทรัพย์ ข้าพระองค์ให้ปฏิญาณต่อโปริสาทไว้ว่า ฟังธรรมแล้วจักกลับ บัดนี้ข้าพระองค์จักไปยังสำนักของโปริสาท ขอพระทูลกระหม่อมจงทรงรับราชสมบัตินี้เถิด เมื่อจะกราบทูลมอบราชสมบัติ ได้ตรัสพระคาถาว่า
แว่นแคว้นของพระองค์นี้ บริบูรณ์ด้วยสมบัติ ทั้งปวง ทั้งทรัพย์ทั้งยานทั้งพระธำมรงค์ พระองค์จะ บริภาษข้าพระองค์เพราะเหตุแห่งกามทำไม ข้าพระองค์ ขอทูลลาไปในสำนักโปริสาทในบัดนี้. คำว่า สำนัก ในคาถานั้น หมายถึงที่อยู่ของเจ้าโปริสาท.
ในสมัยนั้น พระหฤทัยของพระราชบิดาร้อนขึ้นทันที ท้าวเธอตรัสว่าพ่อสุตโสม ทำไมจึงพูดอย่างนี้ บิดาจักจับโจรด้วยจตุรงคเสนาแล้วตรัสคาถาว่า
ทัพช้าง ทัพรถ ทัพเดินเท่า ทัพม้า ล้วนแต่ ได้ศึกษาเชี่ยวชาญในการธนูทุกหมู่เหล่า พอที่จะรักษา ตัวได้ เราจะยกทัพจับศัตรูฆ่าเสีย.
ในคาถาเหล่านั้น บทว่า หนาม อธิบายว่า ถ้าเสนาที่เราเตรียมไว้อย่างนี้ อาจที่จะจับโจรนั้นได้ ลำดับนั้น เราจะพาชนชาวแคว้นทั้งหมดไปจับโจรนั้น แล้วฆ่าทิ้งเสีย คือจะฆ่าศัตรูซึ่งเป็นปัจจามิตรของพวกเรา.
ลำดับนั้น พระราชมารดาบิดา มีพระพักตร์นองด้วยอัสสุชล ทรงกันแสงพิไรร่ำรำพันอยู่ว่า อย่าไปนะพ่อ ไปไม่ได้นะพ่อ ทั้งพระสนมกำนัลจำนวนหมื่นหกพันนาง ทั้งราชบริพารนอกจากนี้ ก็ปริเวทนาว่าพระองค์จะเสด็จไปไหน ทิ้งพวกข้าพระองค์ไว้ให้อนาถา แม้ใคร ๆ ในพระนครทั้งสิ้น ก็ไม่อาจดำรงอยู่โดยภาวะของตนได้ ได้เกิดโกลาหลเป็นอันเดียวกันทั่วพระนครว่า ได้ยินว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงรับปฏิญาณพระเจ้าโปริสาทมา บัดนี้ ได้ทรงสดับ สตารหาคาถา ๔ คาถา ทรงทำสักการะแก่พราหมณ์ธรรมกถึก ถวายบังคมลาพระราชมารดาบิดาแล้ว จักเสด็จไปสู่สำนักโจรอีกดังนี้ ส่วนพระมหาสัตว์ได้ทรงสดับพระดำรัสพระราชมารดาบิดาแล้วตรัสพระคาถาว่า
โปริสาทได้ทำกิจที่ทำได้แสนยากจับข้าพระองค์ ได้ทั้งเป็นแล้วปล่อยมา ข้าพระองค์ยังนึกถึงบุรพกิจ เช่นนั้นอยู่ ข้าแต่พระทูลกระหม่อม ผู้เป็นจอม ประชาชน ข้าพระองค์จะพึงประทุษร้ายเขาได้อย่างไร.
คำว่า จับได้ทั้งเป็น ในคาถานั้นมีอธิบายว่า จับได้ทั้งกำลังที่มีชีวิตอยู่. คำว่า เช่นนั้น คือบุรพกิจเห็นปานนั้นที่เขากระทำไว้แล้ว. คำว่าบุรพกิจ หมายถึงอุปการะซึ่งมีมาแล้วในกาลก่อน พระเจ้าสุตโสมทรงเรียกพระบิดาว่า พระทูลกระหม่อมผู้เป็นจอมประชาชน.
พระเจ้าสุตโสมทูลอนุศาสน์พระราชมารดาบิดาแล้ว กราบทูลต่อไปว่าขอพระราชมารดาบิดาอย่าได้วิตกถึงข้าพระองค์เลย ข้าพระองค์มีกัลยาณธรรมได้กระทำไว้แล้ว ความเป็นอิสระในฉกามาวจร ของข้าพระองค์ไม่เป็นผลที่จะพึงได้ด้วยยาก แล้วถวายบังคมพระราชมารดาบิดาทูลลาแล้ว ตรัสสั่งชนอื่น ๆ ที่เหลือแล้วเสด็จไป.
พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระโพธิสัตว์ ถวายบังคมพระราชบิดาและพระราชมารดา ตรัสสั่งชาวนิคมและพลนิกรแล้ว พระองค์ เป็นผู้ตรัสคำสัตย์ รักษาความสัตย์ ได้เสด็จไปยังสำนัก ของโปริสาทแล้ว.
คำว่า รักษาความสัตย์ ในคาถานั้น มีอธิบายว่า พระโพธิสัตย์ทรงรักษาคำสัตย์อย่างมั่นคง ได้เสด็จไปแล้ว.
พระอรรถกถาจารย์พรรณนาว่า ในคืนนั้นพระโพธิสัตว์ประทับอยู่ในพระราชนิเวศน์ รุ่งขึ้นเข้าพอได้อรุณก็ถวายบังคมลาพระราชมารดาพระราชบิดา ตรัสสั่งนิกรชนทั่วกันแล้ว อันมหาชนมีพวกฝ่ายในเป็นต้น มีหน้านองด้วยน้ำตา คร่ำครวญอยู่เซ็งแซ่ พากันไปส่งเสด็จ พระองค์เสด็จออกจากพระนคร เมื่อไม่อาจให้มิตรชนเหล่านั้นกลับได้ จึงทำขีดขวางด้วยท่อนไม้ในหนทางให้ตรัสว่า ถ้ามีความรักใครในเรา อย่าล่วงขีดนี้มามหาชนไม่อาจล่วงขีดอาชญาของพระโพธิสัตว์ผู้มีศีลมีเดช คร่ำครวญอยู่ด้วยเสียงอันดัง และดูพระโพธิสัตว์ ผู้มีอาการอันองอาจดุจราชสีห์เสด็จไปอยู่ เมื่อพระมหาสัตว์ล่วงลับสายตาแล้ว ร้องเซ่งแซ่ขึ้นพร้อมกันกลับเข้าพระนครแล้ว ฝ่ายพระโพธิสัตว์เสด็จไปยังสำนักของเจ้าโปริสาทโดยหนทางที่เสด็จมา เพราะฉะนั้น พระศาสดาจึงตรัสว่า พระโพธิสัตว์ไปยังสำนักของเจ้าโปริสาทนั้นแล้วแล. จบธรรมสวนกัณฑ์.
ตั้งแต่พระโพธิสัตว์เสด็จไป เจ้าโปริสาทคิดว่า ถ้าท่านสุตโสมสหายของเราต้องการจะมา ก็จงมา ถ้าไม่ต้องการจะมา ก็อย่ามา รุกขเทวดาจงลงโทษแก่เราตามความปรารถนา เราจักฆ่าพระราชาเหล่านี้แล้ว จักทำพลีกรรมด้วยมังสะมีรส ๕ เวลาที่เจ้าโปริสาททำจิตกาธาร ก่อไฟขึ้นลุกโพลง นั่งถากหลาวรอเวลาจะให้เป็นถ่านเสียก่อน พระโพธิสัตว์ก็เสด็จไปถึง เจ้าโปริสาทครั้นได้เห็นพระโพธิสัตว์ก็มีจิตโสมนัส ทูลถามว่า สหายเอ๋ย ท่านเสด็จไปทรงทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้วหรือ. พระมหาสัตว์ตอบว่า ใช่แล้วมหาราชคาถาอันพระกัสสปทศพลทรงแสดงไว้ เราได้สดับแล้วและการสักการะ สำหรับพราหมณ์ธรรมกถึก เราได้การทำเสร็จแล้ว เพราะฉะนั้นเป็นอันว่า เราได้ไปทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว จึงตรัสคาถาว่า
การนัดหมาย อันเราผู้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นพระเจ้า แผ่นดิน ได้ทำไว้กับพราหมณ์ในแคว้นของตน การ นัดหมายนั้นต่อพราหมณ์ผู้ประเสริฐ เราเป็นผู้รักษา ความสัตย์กลับมาแล้ว ดูก่อนท่านโปริสาท เชิญท่าน บูชายัญกินเราเถิด.
คำว่า จงบูชายัญ ในคาถานั้น มีอธิบายว่า ขอเชิญท่านฆ่าข้าพเจ้าเสียแล้วจงบูชายัญแก่เทวดา หรือจงเคี้ยวกินเนื้อของข้าพเจ้า ก็เชิญตามสบายเถิด.
เจ้าโปริสาทได้สดับดังนั้น จึงคิดว่า พระราชานี้ไม่กลัว เป็นผู้องอาจไม่หวาดหวั่นต่อมรณภัยตรัสได้อย่างนี้ นี่อานุภาพของอะไรหนอ จึงสันนิษฐานว่า สิ่งอื่นไม่มี พระเจ้าสุตโสมนัสตรัสว่า เราได้สดับ คาถาที่พระกัสสปทศพลทรงแสดงแล้ว นั่นพึงเป็นอานุภาพของคาถาเหล่านั้น เราจะให้เธอตรัสฟังคาถาคงจักเป็นผู้หาความกลัวมิได้อย่างนี้ แล้วกล่าวคาถาว่า
การกินของข้าพเจ้าที่มีหวังได้ไม่หายไปไหนเสีย ทั้งจิตถาธารนี้ก็ยังมีควันอยู่ มังสะที่ให้สุกบนถ่านที่ หมดควันชื่อว่า ให้สุกดี ข้าพเจ้าขอสดับคาถาชื่อว่า สตารหาเสียก่อน.
ในคาถานั้น คำว่า การกิน หมายถึงการเคี้ยวกิน อธิบายว่า การกินตัวท่านเสียนั้น สำหรับข้าพเจ้าจะกินก่อนหรือหลังก็ได้ มิได้หายไปไหน แต่ว่าข้าพเจ้าจะพึงกินท่านในภายหลัง. คำว่า ให้สุก อธิบายว่า เนื้อที่ให้สุกในไฟที่ไม่มีควัน คือ ไม่มีเปลว ย่อมชื่อว่าเป็นเนื้อที่สุกดี.
พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้น จึงทรงดำริว่า โปริสาทนี้เป็นคนมีธรรมอันลามก เราจะข่มเธอหน่อยหนึ่งให้เกิดความละอายแก่ใจ แล้วจึงจะแสดงให้ฟัง แล้วตรัสคาถาว่า
ดูก่อนท่านโปริสาท ท่านเป็นคนประพฤติไม่ชอบธรรม ต้องจำจากแคว้น เพราะเหตุแห่งท้อง ส่วนคาถาเหล่านี้ ย่อมกล่าวสรรเสริญธรรม ธรรมและ อธรรมจะลงรอยกันได้ที่ไหน. คนที่ประพฤติไม่ชอบธรรม ทำกรรมที่ร้ายแรง มีฝ่ามือนองด้วยเลือดเป็นนิจ ย่อมหาสัจจะมิได้ ธรรม จักมีแต่ที่ไหน ท่านจะทำอะไรด้วยการสดับ.
คำว่า ธรรม ในคาถานั้น มีอธิบายว่า ส่วนคาถาเหล่านั้นกล่าวสรรเสริญโลกุตรธรรม ๙ ประการ. คำว่า จะลงรอยกันได้ที่ไหน อธิบายว่า จะมารวมกันได้อย่างไร ด้วยว่า ธรรมยังสัตว์ให้ถึงสุคติหรือนิพพาน ส่วนอธรรมยังสัตว์ให้ไปถึงทุคติ. คำว่า สัจจะ อธิบายว่า แม้เพียงว่า วาจาสัตย์ยังไม่มี แล้วธรรมะจะมีแต่ที่ไหน. คำว่า จะทำอะไรด้วยการสดับ มีอธิบายว่าท่านจักทำอะไรด้วยการสดับนี้ เพราะท่านไม่ใช่ภาชนะของธรรมเป็นดุจภาชนะดิน ไม่ใช่ภาชนะสำหรับใส่มันเหลวสีหะฉะนั้น.
แม้เมื่อพระโพธิสัตว์ตรัสอย่างนี้ เจ้าโปริสาทก็ไม่โกรธ เพราะเหตุไรเพราะพระมหาสัตว์เป็นผู้ประเสริฐด้วยเมตตาภาวนา. ลำดับนั้น เจ้าโปริสาทจึงทูลว่า พระสหายสุตโสม ข้าพเจ้าเป็นผู้ประพฤติไม่ชอบธรรมคนเดียวละหรือแล้วกล่าวคาถาว่า
คนใดเที่ยวป่าฆ่ามฤค เพราะเหตุมังสะ หรือ คนใดฆ่าคนเพราะเหตุตน ทั้งสองคนนั้นเป็นผู้เสมอกัน ในโลกเบื้องหน้า ทำไมหนอพระองค์จึงตรัส ถึงข้าพเจ้า ว่าเป็นคนประพฤติไม่ชอบธรรม.
ในคาถานั้น บทว่า กสฺมา โน ความว่า เจ้าโปริสาททูลว่าพวกพระราชาในพื้นชมพูทวีป. แต่งตัวประดับประดาแล้ว มีพลนิกรเป็นบริวารใหญ่ ทรงรถอย่างดี เที่ยวประพาสป่าที่สำหรับล่าฆ่ามฤค แทงมฤคด้วยลูกศรที่คม ๆ ฆ่าจนให้ตาย ทำไมพระองค์จึงไม่ตรัสว่าพระราชาเหล่านั้นตรัสว่าข้าพเจ้าเป็นผู้ประพฤติไม่ชอบธรรมแต่คนเดียว ถ้าเขาไม่มีโทษ แม้ข้าพเจ้าก็ไม่มีโทษเหมือนกันแหละ.
พระมหาสัตว์ทรงสดับดังนั้น เมื่อจะทรงแก้ลัทธิของเจ้าโปริสาทนั้นจึงตรัสว่า
เนื้อสัตว์ ๑๐ ชนิด อันกษัตริย์ผู้รู้จักขัตติยธรรม ไม่ควรบริโภค ท่านบริโภคเนื้อมนุษย์ซึ่งไม่ควรบริโภค เพราะฉะนั้น ท่านเป็นผู้ประพฤติไม่ชอบธรรม.
คาถานั้นมีอธิบายว่า ดูก่อนสหายโปริสาท ธรรมดากษัตริย์ผู้รู้จักธรรมของกษัตริย์ ไม่ควรบริโภคเนื้อสัตว์มีเนื้อช้างเป็นต้น ๕ ชนิด สองหนรวมเป็น ๑๐ ชนิด ซึ่งเป็นมังสะที่ไม่ควรบริโภคเลย. คำว่า น ขา ในคาถานั้นบาลีบางฉบับเป็น น โข ดังนี้ก็มี. อีกนัยหนึ่ง มีอธิบายว่า กษัตริย์ผู้รู้จักขัตติยธรรมควรบริโภคเนื้อสัตว์ ๕ ชนิด คือ กระต่าย เม่น เหี้ย หมู เต่าในบรรดาสัตว์ที่มี ๕ เล็บเหล่านั้นเป็นภักษาหาร ไม่ควรบริโภคเนื้อชนิดอื่นส่วนท่านบริโภคเนื้อมนุษย์ ซึ่งมิใช่เป็นเนื้อที่ควรบริโภคเลย เพราะฉะนั้นท่านจึงเป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม.
เจ้าโปริสาทถูกพระมหาสัตว์ตรัสข่มขี่อย่างนี้ มองไม่เห็นอุบายที่จะโต้ตอบนั้นอย่างอื่นได้ เมื่อจะให้พระมหาสัตว์รับบาปบ้าง จึงได้กล่าวคาถาว่า
พระองค์พ้นจากมือของโปริสาทแล้ว ไปถึง พระราชมณเฑียรของตน ทรงอภิรมย์ด้วยกามคุณแล้ว ยังมาถึงมือของโปริสาทผู้เป็นศัตรูอีก พระองค์เป็นผู้ ไม่ฉลาดในขัตติยธรรมเสียเลยนะพระราชา.
ในคาถานี้มีอธิบายว่า เจ้าโปริสาทนั้นกล่าวว่า พระองค์ไม่ฉลาดในคัมภีร์นิติศาสตร์ ส่วนที่เป็นขัตติยธรรม พระองค์ไม่รู้จักความเจริญและความพินาศของตน เกียรติของพระองค์เลื่องลือระบือไปในโลกว่าเป็นบัณฑิต โดยหาเหตุมิได้เลย ส่วนข้าพเจ้าไม่เห็นเลยว่า พระองค์เป็นบัณฑิต เห็นแต่เพียงว่าพระองค์เป็นคนโง่มากที่สุด
พระมหาสัตว์ได้ทรงสดับดังนั้น ตรัสว่า ดูก่อนสหายอันคนที่ฉลาดในขัตติยธรรม ควรเป็นเช่นตัวเรานี้แหละ เพราะเรารู้จักขัตติยธรรม แต่มิได้ปฏิบัติอย่างที่ท่านกล่าว แล้วตรัสคาถาว่า
ชนเหล่าใดเป็นผู้ฉลาดในขัตติยธรรม ชนเหล่า นั้นต้องตกนรกเสียโดยมาก เพราะฉะนั้น เราจึงละ ขัตติยธรรมเป็นผู้รักษาความสัตย์กลับมาแล้ว ดูก่อน ท่านโปริสาท ท่านจงบูชายัญกินเราเสียเถิด.
ในคาถานั้น คำว่า เป็นผู้ฉลาด คือฉลาดในการปฏิบัติเพื่อความเป็นอย่างนั้น. คำว่า โดยมาก อธิบายว่า ชนเหล่านั้นโดยมากต้องตกนรกส่วนชนเหล่าใดมิได้บังเกิดในนรกนั้น ชนเหล่านั้นก็ย่อมบังเกิดในอบายที่เหลือ.
เจ้าโปริสาทกล่าวว่า
ปราสาทราชมณเฑียร แผ่นดิน โค และม้า สตรีที่น่าอภิรมย์ทั้งกาสิกพัสตร์ และแก่นจันทน์ พระองค์ยังได้ในพระนครนั้นทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะเป็น พระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ทรงเห็นอานิสงส์อะไรด้วย ความสัตย์.
ในคาถานั้น บทว่า ปาสาทวาสา อธิบายว่า ดูก่อนสหายสุตโสมปราสาทที่ประทับ ๓ หลังสร้างขึ้นประดุจดังทิพยวิมานของพระองค์ เหมาะแก่ฤดูทั้ง ๓. บทว่า ปวีควสฺสา ได้แก่ แผ่นดิน โค และม้า. บทว่า กามิตฺถิโย คือสตรีอันเป็นวัตถุแห่งกามารมณ์. บทว่า กาสิกจนฺทนญฺจ ได้แก่ ทั้งผ้ากาสิกพัสตร์และแก่นจันทน์แดง. บทว่า สพฺพํ ตหํ ความว่าเครื่องเหล่านี้ แสะเครื่องอุปโภคบริโภคอย่างอื่น พระองค์ย่อมได้ในพระนครของพระองค์นั้นทุกอย่าง เพราะทรงเป็นเจ้าของ เมื่อทรงเป็นเจ้าของแล้วจะปรารถนาสิ่งใด ก็ย่อมได้บริโภคสิ่งนั้นทุก ๆ อย่างทุก ๆ ประการ พระองค์ละสิ่งนั้นทั้งหมด เป็นผู้รักษาความสัตย์เสด็จมาในที่นี้ ทรงเห็นอานิสงส์อะไรด้วยความสัตย์.
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ตรัสพระคาถาว่า
รสเหล่าใดบรรดาที่มีอยู่ในแผ่นดิน ความสัตย์ ย่อมดีกว่ารสเหล่านั้น เพราะสมณพราหมณ์ที่ตั้งอยู่ใน ความสัตย์ ย่อมข้ามฝั่งแห่งชาติและมรณะเสียได้.
ในคาถานั้น บทว่า สาธุตรํ อธิบายว่า เพราะเหตุที่รสแม้ทั้งหมดย่อมเป็นของประณีตแก่สัตว์ทั้งหลาย ในกาลทุกเมื่อทีเดียว เพราะฉะนั้นความสัตย์จึงดีกว่ารสเหล่านั้น อีกอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่บุคคลตั้งอยู่ในวิรัติสัตย์ และวจีสัตย์แล้ว ย่อมข้ามฝั่งแห่งเตภูมิกวัฏ กล่าวคือ ชาติและมรณะเสียได้ คือถึงพระอมตมหานิพพานได้ เพราะฉะนั้น ความสัตย์จึงดีกว่ารสเหล่านั้น.
พระมหาสัตว์ ตรัสอานิสงส์ในความสัตย์แก่เจ้าโปริสาทด้วยประการฉะนี้แล้ว ลำดับนั้น เจ้าโปริสาทแลดูพระพักตร์ของพระมหาสัตว์ ซึ่งคล้ายกับดอกบัวที่แย้มแล้ว และพระจันทร์เต็มดวง ทรงดำริว่า ท่านสุตโสมนี้ แม้เห็นถ่านและกองเพลิง แม้เห็นเราผู้ถากหลาวอยู่ อาการของเธอแม้สักว่าความหวาดเสียวก็ไม่มี นี้เป็นอานุภาพแห่งสตารหาคาถาหรือของความสัตย์หรืออะไรอย่างอื่นหนอ จะถามเธอดูก่อน เมื่อจะถามได้กล่าวคาถาว่า
พระองค์พ้นจากมือของโปริสาทแล้ว เสด็จไป ถึงพระราชมณเฑียรของพระองค์ ทรงอภิรมย์ด้วย กามคุณแล้ว ยังกลับมาสู่มือของโปริสาทผู้เป็นศัตรูอีก ได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งประชาชน ความ กลัวตายของพระองค์ไม่มีแน่ละหรือ และพระองค์ผู้ ตรัสซึ่งความสัตย์ไม่มีพระทัยท้อแท้บ้างเทียวหรือ.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะตรัสแจ้งแก่เจ้าโปริสาทนั้น จึงตรัสเป็นคาถาว่า
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๒ หน้า ๖๓๙ – เล่ม ๖๓ หน้า ๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
อสีตินิบาตชาดก ๗๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๗๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
กสฺมา ตุวํ รสก เอทิสานิ กโรสิ กมฺมานิ สุทารุณานิ หนาสิ อิตฺถี ปุริเส จ มุโฬฺห มํสสฺส เหตุ อาทู ธนสฺส การณา ฯ
น อตฺตเหตุ น ธนสฺส การณา น ปุตฺตทารสฺส สหายญาตินํ ภตฺตา จ เม ภควา ภูมิปาโล โส ขาทติ มํสํ ภทนฺเต เอทิสํ ฯ
สเจ ตุวํ ภตฺตุรตฺเถ ปยุตฺโต กโรสิ กมฺมานิ สุทารุณานิ ปาโตว อนฺเตปุรํ ปาปุณิตฺวา ลเปยฺยาสิ เม ราชิโน สมฺมุเข ตํ ฯ
ตถา กริสฺสามิ อหํ ภทนฺเต ยถา ตุวํ ๑ ภาสสิ กาฬหตฺถิ ปาโตว อนฺเตปุรํ ปาปุณิตฺวา #๑ สี. ยเมว ตฺวํ ฯ วกฺขามิ เต ราชิโน สมฺมุเข ตํ ฯ
ตโต รตฺยา วิวสเน ๑ สุริยสฺสุคฺคมนํ ๒ ปติ กาโฬ รสกมาทาย ราชานํ อุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ๓ ราชานํ อิทํ วจนมพฺรวิ ฯ สจฺจํ กิร มหาราช รสโก เปสิโต ตยา หนติ อิตฺถีปุริเส ตุวํ มํสานิ ขาทสิ ฯ
เอวเมว ตถา กาฬ รสโก เปสิโต มยา มม อตฺถํ กโรนฺตสฺส กิเมตํ ปริภาสสิ ฯ
อานนฺโท สพฺพมจฺฉานํ ขาทิตฺวา รสคิทฺธิมา ปริกฺขีณาย ปริสาย อตฺตานํ ขาทิยา มโต ฯ เอวํ ปมตฺโต รสคารเว รโต ๔ พาโล ยที อายติ นาวพุชฺฌสิ วิธมฺม ปุตฺเต จชิ ญาตเก จ ปริวตฺติย อตฺตานญฺเญว ๕ ขาทติ ฯ อิทํ เต สุตฺวาน วิเคตุ ๖ ฉนฺโท มา ภกฺขยิ ๗ ราช มนุสฺสมํสํ มา ตฺวํ อิมํ เกวลํ วาริโชว ทฺวิปทาธิป สุญฺญมกาสิ รฏฺฐํ ฯ
สุชาโต นาม นาเมน โอรโส ตสฺส อตฺรโช ชมฺพูเปสึ อลทฺธาน มโต โส ตสฺส สงฺขเย #๑ ม. วิวสาเน ฯ ๒ ม. สูริยุคฺคมนํ ฯ ๓ ม. อุปสงฺกมฺม ฯ ๔ ม. รตฺโต ฯ #๕ สี. ยุ. อตฺตานเมว ฯ ๖ สี. ยุ. วิเหตุ ฯ ๗ สี. ยุ. มา ภกฺขสี ฯ เอวเมว อหํ กาฬ ภุตฺวา ภกฺขํ รสุตฺตมํ อลทฺธา มานุสํ มํสํ มญฺเญ เหสฺสามิ ๑ ชีวิตํ ฯ
มาณว อภิรูโปสิ กุเล ชาโตสิ โสตฺถิเย น ตฺวํ อรหสิ ตาต อภกฺขํ ภกฺขเยตเว ฯ
รสานญฺญตรํ เอตํ กสฺมา มํ ตฺวํ นิวารเย โสหํ ตตฺถ คมิสฺสามิ ยตฺถ ลจฺฉามิ เอทิสํ ฯ โสวาหํ นิปฺปติสฺสามิ น เต วจฺฉามิ สนฺติเก อสฺส เม ทสฺสเนน ตฺวํ นาภินนฺทสิ พฺราหฺมณ ฯ
อทฺธา อญฺเญปิ ทายาเท ปุตฺเต ลจฺฉาม มาณว ตฺวญฺจ ชมฺม วินสฺสสฺสุ ยตฺถ ปตฺตํ น ตํ สุเณ ฯ
เอวเมว ตุวํ ราช ทิปทินฺท สุโณหิ เม ปพฺพาชิสฺสนฺติ ๒ ตํ รฏฺฐา โสณฺฑํ มาณวกํ ยถา ฯ
สุชาโต นาม นาเมน ภาวิตตฺตาน สาวโก อจฺฉรํ กามยนฺโตว น โส ภุญฺชิ น โส ปิวิ ฯ กุสคฺเคนุทกมาทาย ๓ สมุทฺเท อุทกํ มิเน เอวํ มานุสิกา กามา ทิพฺพกามาน สนฺติเก ฯ เอวเมว อหํ กาฬ ภุตฺวา ภกฺขํ รสุตฺตมํ อลทฺธา มานุสํ มํสํ มญฺเญ เหสฺสามิ ๕ ชีวิตํ ฯ
ยถาปิ เต ธตรฏฺฐา หํสา เวหายสงฺคมา อยุตฺตปริโภเคน ๔ สพฺเพ อพฺภตฺถตํ คตา ฯ #๑-๕ ม. หิสฺสามิ ฯ ๒ ม. ปพฺพาเชสฺสนฺติ ฯ ๓ สี. ยุ. กุสคฺเค อุทกมาทาย ฯ #๔ ม. อภุตฺตปริโภเคน ฯ เอวเมว ตุวํ ราช ทิปทินฺท สุโณหิ เม อภกฺขํ ราช ภกฺเขสิ ตสฺมา ปพฺพาชิสฺสนฺติ ๑ ตํ ฯ
ติฏฺฐาหีติ มยา วุตฺโต โส ตฺวํ คจฺฉสิ ปมฺมุโข อฏฺฐิโต ตฺวํ ฐิโตมฺหีติ ลปสิ พฺรหฺมจารินิ อิทํ เต สมณายุตฺตํ อสิญฺจ เม มญฺญสิ กงฺขปตฺตํ ๒ ฯ
ฐิโตหมสฺมิ สธมฺเมสุ ราช น นามโคตฺตํ ปริวตฺตยามิ โจรญฺจ โลเก อฐิตํ วทนฺติ อาปายิกํ เนรยิกํ อิโต จุตํ ฯ สเจ ตฺวํ สทฺทหสิ ๓ ราช สุตํ คณฺหาหิ ขตฺติยํ ๔ เตน ยญฺญํ ยชิตฺวาน เอวํ สคฺคํ คมิสฺสสิ ฯ
กิสฺมึ นุ รฏฺเฐ ตว ชาติภูมิ อถ เกน อตฺเถน อิธานุปตฺโต อกฺขาหิ เม พฺราหฺมณ เอตมตฺถํ กิมิจฺฉสิ เทมิ ตยชฺช ปตฺถิตํ ฯ
คาถา จตสฺโส ธรณีมหิสฺสร สุคมฺภีรตฺถวรา สาครูปมา ตเวว อตฺถาย อิธาคโตสฺมิ สุโณหิ คาถา ปรมตฺถสญฺหิตา ฯ
น เว รุทนฺติ มติมนฺโต สปญฺญา #๑ ม. ปพฺพาชยนฺติ ฯ ๒ ม. กงฺกปตฺตํ ฯ ๓ สี. ยุ. สเจปิ สหสิ ฯ ๔. ม. ขตฺติย ฯS พหุสฺสุตา เย พหุฐานจินฺติโน ทีปํ หิ เอตํ ปรมํ นรานํ ยํ ปณฺฑิตา โสกนุทา ภวนฺติ ฯ อตฺตาน ญาตี อุทาหุ ปุตฺตทารํ ธญฺญํ ธนํ รชตํ ชาตรูปํ กิเมว ตฺวํ สุตโสมานุตปฺเป โกรพฺยเสฏฺฐ วจนํ สุโณม เต ฯ
น จาหมตฺตานมนุตฺถุนามิ น ปุตฺตทารํ น ธนํ น รฏฺฐํ สตญฺจ ธมฺโม จริโต ปุราโณ ตํ สงฺครํ ๑ พฺราหฺมณสฺสานุตปฺเป ฯ กโต มยา สงฺคโร พฺราหฺมเณน รฏฺเฐ สเก อิสฺสริเย ฐิเตน ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสมฺปทาย สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชิสฺสํ ฯ
น วาหเมตํ อภิสทฺทหามิ สุขี นโร มจฺจุมุขา ปมุตฺโต อมิตฺตหตฺถํ ปุนราวเชยฺย โกรพฺยเสฏฺฐ น หิ มํ อุเปสิ ฯ มุตฺโต ตุวํ โปริสาทสฺส หตฺถา #๑ ม. สงฺกรํ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ คนฺตฺวา สกํ มนฺทิรํ กามกามี มธุรํ ปิยํ ชีวิตํ ลทฺธ ราช กุโต ตุวํ เอหิสิ เม สกาสํ ฯ
มตํ วเรยฺย ปริสุทฺธสีโล น ชีวิตํ ครหิโต ปาปธมฺโม น หิ ตํ นรํ ตายเต ๑ ทุคฺคตีภิ ยสฺสาปิ เหตุ อลิกํ ภเณยฺย ฯ สเจปิ วาโต คิริมาวเหยฺย จนฺโท จ สุริโย จ ฉมา ปเตยฺยุํ สพฺพา จ นชฺโช ปฏิโสตํ วเชยฺยุํ น เตฺววาหํ ราช มุสา ภเณยฺยํ ฯ
นภํ ผเลยฺย อุทธิ วิสุสฺเส ๒ สํวตฺเตยฺย ๓ ภูตธรา วสุนฺธรา สิลุจฺจโย เมรุ สมูลมุปฺปเตยฺย ๔ น เตฺววาหํ ราช มุสา ภเณยฺยํ ฯ
อสิญฺจ สตฺติญฺจ ปรามสามิ สปถํปิ เต สมฺม อหํ กโรมิ ตยา ปมุตฺโต อนโณ ภวิตฺวา สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชิสฺสํ ฯ
โย เต กโต สงฺคโร พฺราหฺมเณน #๑ ม. ตายติ ฯ ๒ ม. อุทธีปิ สุสฺเส ฯ ๓ ม. สํวฏฺฏเย ฯ ๔ ม. -มุปฺปเต ฯ รฏฺเฐ สเก อิสฺสริเย ฐิเตน ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสมฺปทาย สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชสฺสุ ฯ
โย เม กโต สงฺคโร พฺราหฺมเณน รฏฺเฐ สเก อิสฺสริเย ฐิเตน ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสมฺปทาย สจฺจานุรกฺขี ปุนราวชิสฺสํ ฯ
มุตฺโต จ โส โปริสาทสฺส หตฺถา คนฺตฺวาน ตํ พฺราหฺมณํ เอตทโวจ สุโณมิ ๑ คาถาโย สตารหาโย ยา เม สุตา อสฺสุ หิตาย พฺรหฺเม ฯ
สกิเทว สุตโสม สพฺภิ โหติ ๒ สมาคโม สา นํ สงฺคติ ปาเลติ นาสพฺภิ พหุ สงฺคโม ฯ สพฺภิเรว สมาเสถ สพฺภิ กุพฺเพถ สนฺถวํ สตํ สทฺธมฺมมญฺญาย เสยฺโย โหติ น ปาปิโย ฯ ชีรนฺติ เว ราชรถา สุจิตฺตาl อโถ สรีรมฺปิ ชรํ อุเปติ สตญฺจ ธมฺโม น ชรํ อุเปติ สนฺโต หเว สพฺภิ ปเวทยนฺติ ฯ นภญฺจ ทูเร ปฐวี จ ทูเร #๑ ม. สุโณม ฯ ๒ ยุ. โหตุ ฯ ปารํ สมุทฺทสฺส ตทาหุ ทูเร ตโต หเว ทูรตรํ วทนฺติ สตญฺจ ธมฺโม อสตญฺจ ราช ฯ
สาหสฺสิยา ๑ อิมา คาถา นยิมา ๒ คาถา สตารหา จตฺตาริ ตฺวํ สหสฺสานิ ขิปฺปํ คณฺหาหิ พฺราหฺมณ ฯ
อาสีติยา นาวุติยา จ คาถา สตารหา จาปิ ภเวยฺยุ ๓ คาถา ปจฺจตฺตเมว สุตโสม ชานาหิ สาหสฺสิยา นาม กา อตฺถิ คาถา ฯ
อิจฺฉามิ โวหํ สุตวุฑฺฒิมตฺตโน สนฺโต มมํ สปฺปุริสา ภเชยฺยุํ อหํ สวนฺตีหิ มโหทธีว น หิ ตาต ตปฺปามิ สุภาสิเตน ฯ อคฺคิ ยถา ติณกฏฺฐํ ทหนฺโต น ตปฺปติ สาคโรว นทีหิ เอวํปิ เต ปณฺฑิตา ราชเสฏฺฐ สุตฺวา น ตปฺปนฺติ สุภาสิเตน ฯ สกสฺส ทาสสฺส ยทา สุโณมิ คาถํ อหํ อตฺถวตึ ๔ ชนินฺท ตเมว สกฺกจฺจ นิสามยามิ #๑ สี. ยุ. สหสฺสิโย ฯ ๒ ม. นหิมา คาถา ฯ ๓ ม. ภเวยฺย ฯ ๔ สี. ยุ. คาถา อหํ #อตฺถวตี ฯ น หิ ตาต ธมฺเมสุ มมตฺถิ ติตฺติ ฯ
อิทนฺเต รฏฺฐํ สธนํ สโยคฺคํ สกายุรํ สพฺพกามูปปนฺนํ กึ กามเหตุ ปริภาสเส ๑ มํ คจฺฉามหํ โปริสาทสฺส ญนฺเต ๒ ฯ
อตฺตานุรกฺขาย ภวนฺติ เหเต หตฺถาโรหา รถิกา ปตฺติกา จ อสฺสาโรหา เย จ ธนุคฺคหาเส เสนํ ปยุญฺชาม หนาม สตฺตุํ ฯ
สุทุกฺกรํ โปริสาโท อกาสิ ชีวํ คเหตฺวาน อวสฺสชี มํ ตํ ตาทิสํ ปุพฺพกิจฺจํ สรนฺโต ทุพฺเภ อหํ ตสฺส กถํ ชนินฺท ฯ
วนฺทิตฺวา โส ปิตรํ มาตรญฺจ อนุสาเสตฺวา เนคมญฺจ พลญฺจ สจฺจวาที สจฺจานุรกฺขมาโน อคมาสิ โส ยตฺถ โปริสาโท ฯ
กโต มยา สงฺคโร พฺราหฺมเณน รฏฺเฐ สเก อิสฺสริเย ฐิเตน ตํ สงฺครํ พฺราหฺมณสมฺปทาย่ #๑ ม. ...สสิมํ ฯ ๒ ม. ญตฺเต ฯ สี. ยุ. กนฺเต ฯ สจฺจานุรกฺขี ปุนราคโตสฺมิ ยชสฺสุ ยญฺญํ ขาท มํ โปริสาท ฯ
น หายเต ขาทิตุํ ๑ มยฺหํ ปจฺฉา จิตกา อยํ ตาว สธูมกา ๒ จ นิทฺธูมเก ปจิตํ สาธุ ปกฺกํ สุโณม คาถาโย สตารหาโย ฯ
อธมฺมิโก ตฺวํ ปุริสาทกาสิ รฏฺฐา จ ภฏฺโฐ อุทรสฺส เหตุ ธมฺมญฺจิมา อภิวทนฺติ คาถา ธมฺโม อธมฺโม จ กุหึ สเมติ ฯ อธมฺมิกสฺส ลุทฺทสฺส นิจฺจํ โลหิตปาณิโน นตฺถิ สจฺจํ กุโต ธมฺโม กึ สุเตน กริสฺสสิ ฯ
โย มํสเหตุ มิควํ จเรยฺย โย วา หเน ปุริสมตฺตเหตุ อุโภปิ เต เปจฺจ สมา ภวนฺติ กสฺมา โน อธมฺมิกํ พฺรูสิ มํ ตฺวํ ฯ
ปญฺจ ปญฺจ น ขา ภกฺขา ขตฺติเยน ปชานตา อภกฺขํ ราช ภกฺเขสิ ตสฺมา อธมฺมิโก ตุวํ ฯ
มุตฺโต ตุวํ โปริสาทสฺส หตฺถา คนฺตฺวา สกํ มนฺทิรํ กามกามี #๑ ม. ขาทิตํ ฯ ๒ ม. สธูมิกาว ฯ| อมิตฺตหตฺถํ ปุนราคโตสิ น ขตฺยธมฺเม กุสโลสิ ราช ฯ
เย ขตฺยธมฺเม กุสลา ภวนฺติ ปาเยน เต เนรยิกา ภวนฺติ ตสฺมา อหํ ขตฺยธมฺมํ ๑ ปหาย สจฺจานุรกฺขี ปุนราคโตสฺมิ ยชสฺสุ ยญฺญํ ขาท มํ โปริสาท ฯ
ปาสาทวาสา ปฐวีควสฺสา กามิตฺถิโย กาสิกจนฺทนญฺจ สพฺพํ ตหึ ลภสิ ๒ สามิตาย สจฺเจน กึ ปสฺสติ อานิสํสํ ฯ
เยเกจิเม อตฺถิ รสา ปฐพฺยา สจฺจํ เตสํ สาธุตรํ รสานํ สจฺเจ ฐิตา สมณพฺราหฺมณา จ ตรนฺติ ชาติมรณสฺส ปารํ ฯ
มุตฺโต ตุวํ โปริสาทสฺส หตฺถา คนฺตฺวา สกํ มนฺทิรํ กามกามี อมิตฺตหตฺถํ ปุนราคโตสิ นหิ นูน เต มรณภยํ ชนินฺท อลีนจิตฺโต จสิ ๓ สจฺจวาที ฯ #๑ ม. ขตฺตธมฺมํ ฯ ๒ ยุ. ลพฺภติ ฯ ๓ ม. อสิ ฯ
กตา เม กลฺยาณา อเนกรูปา ยญฺญา ยิฏฺฐา เย วิปุลา ปสตฺถา วิโสธิโต ปรโลกสฺส มคฺโค ธมฺเม ฐิโต โก มรณสฺส ภาเย ฯ กตา เม กลฺยาณา อเนกรูปา ยญฺญา ยิฏฺฐา เย วิปุลา ปสตฺถา อนานุตปฺปํ ปรโลกํ คมิสฺสํ ยชสฺสุ ยญฺญํ ขาท ๑ มํ โปริสาท ฯ ปิตา จ มาตา จ อุปฏฺฐิตา เม ธมฺเมน เม อิสฺสริยํ ปสตฺถํ วิโสธิโต ปรโลกสฺส มคฺโค ธมฺเม ฐิโต โก มรณสฺส ภาเย ฯ ปิตา จ มาตา จ อุปฏฺฐิตา เม ธมฺเมน เม อิสฺสริยํ ปสตฺถํ อนานุตปฺปํ ปรโลกํ คมิสฺสํ ยชสฺสุ ยญฺญํ ขาท มํ โปริสาท ฯ ญาตีสุ มิตฺเตสุ กตูปกาโร ๒ ธมฺเมน เม อิสฺสริยํ ปสตฺถํ วิโสธิโต ปรโลกสฺส มคฺโค ธมฺเม ฐิโต โก มรณสฺส ภาเย ฯ #๑ ม. อท ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒ ม. กตา เม การา ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ญาตีสุ มิตฺเตสุ กตูปกาโร ธมฺเมน เม อิสฺสริยํ ปสตฺถํ อนานุตปฺปํ ปรโลกํ คมิสฺสํ ยชสฺสุ ยญฺญํ ขาท มํ โปริสาท ฯ ทินฺนํ เม ทานํ พหุธา พหูนํ สนฺตปฺปิตา สมณพฺราหฺมณา จ วิโสธิโต ปรโลกสฺส มคฺโค ธมฺเม ฐิโต โก มรณสฺส ภาเย ฯ ทินฺนํ เม ทานํ พหุธา พหูนํ สนฺตปฺปิตา สมณพฺราหฺมณา จ อนานุตปฺปํ ปรโลกํ คมิสฺสํ ยชสฺสุ ยญฺญํ ขาท มํ โปริสาท ฯ
วิสํ ปชานํ ปุริโส อเทยฺย อาสีวิสํ ชลิตํ อุคฺคเตชํ มุทฺธาปิ ตสฺส วิผเลยฺย ๑ สตฺตธา โย ตาทิสํ สจฺจวาทึ อเทยฺย ฯ
สุตฺวา ธมฺมํ วิชานนฺติ นรา กลฺยาณปาปกํ อปิ คาถา สุณิตฺวาน ธมฺเม เม รมเต มโน ฯ
สกิเทว มหาราช ๒ สพฺภิ โหติ สมาคโม สา นํ สงฺคติ ปาเลติ นาสพฺภิ พหุ สงฺคโม ฯ #๑ สี. ยุ. วิปเตยฺย ฯ ๒ สี. ยุ. สุตโสม ฯ สพฺภิเรว สมาเสถ สพฺภิ กุพฺเพถ สนฺถวํ สตํ สทฺธมฺมมญฺญาย เสยฺโย โหติ น ปาปีโย ฯ ชีรนฺติ เว ราชรถา สุจิตฺตา อโถ สรีรํปิ ชรํ อุเปติ สตญฺจ ธมฺโม น ชรํ อุเปติ สนฺโต หเว สพฺภิ ปเวทยนฺติ ฯ นภญฺจ ทูเร ปฐวี จ ทูเร ปารํ สมุทฺทสฺส ตทาหุ ทูเร ตโต หเว ทูรตรํ วทนฺติ สตญฺจ ธมฺโม อสตญฺจ ราช ฯ
คาถา อิมา อตฺถวตี สุพฺยญฺชนา สุภาสิตา ตุยฺห ชนินฺท สุตฺวา อานนฺทิ วิตฺโต สุมโน ปตีโต จตฺตาริ เต สมฺม วเร ททามิ ฯ
โย นตฺตโน มรณํ พุชฺฌเส ๒ ตุวํ หิตาหิตํ วินิปาตญฺจ สคฺคํ คิทฺโธ รเส ทุจฺจริเต นิวิฏฺโฐ กึ ตฺวํ วรํ ทสฺสสิ ปาปธมฺม ฯ อหญฺจ ตํ เทหิ วรนฺติ วชฺชํ ตฺวญฺจาปิ ทตฺวาน อวากเรยฺย๔ #๑ ม. พุชฺฌสิ ฯ สนฺทิฏฺฐิกํ กลหมิมํ วิวาทํ โก ปณฺฑิโต ชานมุปพฺพเชยฺย ฯ
น ตํ วรํ อรหติ ชนฺตุ ทาตุํ ยํ วาปิ ทตฺวาน อวากเรยฺย วรสฺสุ สมฺม อวิกมฺปมาโน ปาณํ จชิตฺวานปิ ทสฺสเมว ฯ
อริยสฺส อริเยน สเมติ สกฺขิ ๑ ปญฺญสฺส ปญฺญาณวตา สเมติ ปสฺเสยฺย ตํ วสฺสสตํ อโรคํ เอตํ วรานํ ปฐมํ วรามิ ฯ
อริยสฺส อริเยน สเมติ สกฺขิ ๑ ปญฺญสฺส ปญฺญาณวตา สเมติ ปสฺเสสิ มํ วสฺสสตํ อโรคํ เอวํ วรานํ ปฐมํ ททามิ ฯ
เย ขตฺติยาเส อิธ ภูมิปาลา มุทฺธาภิสิตฺตา กตนามเธยฺยา น ตาทิเส ภูมิปตี อเทสิ เอตํ วรานํ ทุติยํ วรามิ ฯ
เย ขตฺติยาเส อิธ ภูมิปาลา มุทฺธาภิสิตฺตา กตนามเธยฺยา #๑ ม. สขฺยํ ฯ น ตาทิเส ภูมิปตี อเทมิ เอตํ วรานํ ทุติยํ ททามิ ฯ
ปโรสตํ ขตฺติยา เต คหีตา ตลาวุตา อสฺสุมุขา รุทนฺตา สเก เต รฏฺเฐ ปฏิปาทยาหิ เอตํ วรานํ ตติยํ วรามิ ฯ
ปโรสตํ ขตฺติยา เม คหีตา ตลาวุตา อสฺสุมุขา รุทนฺตา สเก เต รฏฺเฐ ปฏิปาทยามิ ๑ เอตํ วรานํ ตติยํ ททามิ ฯ
ฉิทฺทํ เต รฏฺฐํ พฺยถิตา ๒ ภยา หิ ปุถู นรา เลณมนุปฺปวิฏฺฐา มนุสฺสมํสํ วิรมาหิ ราช เอตํ วรานํ จตุตฺถํ วรามิ ฯ
อทฺธา หิ โส ภกฺโข มมํ มนาโป เอตสฺส เหตุมฺหิ วนํ ปวิฏฺโฐ โสหํ กถํ เอตฺโต อุปารเมยฺยํ อญฺญํ วรานํ จตุตฺถํ วรสฺสุ ฯ
น เว ปิยํ เมติ ชนินฺท ตาทิโส อตฺตํ นิรงฺกตฺว ๓ ปิยานิ เสวติ #๑ สี. สเกน รฏฺเฐ ปฏิปาทยามิ เต ฯ ๒ สี. พฺยถิตํ ฯ ยุ. พฺยาธิตํ ฯ #๓ ม. นิรงฺกจฺจ ฯ อตฺตาว เสยฺโย ปรมาว ๑ เสยฺโย ลพฺภา ปิยา โอจิตตฺเตน ปจฺฉา ฯ
ปิยํ เม มานุสํ มํสํ สุตโสม วิชานหิ นมฺหิ สกฺโก นิวาเรตุํ อญฺญํ ตุวํ สมฺม วรํ วรสฺสุ ฯ
โย เว ปิยํ เมติ ปิยานุรกฺขี อตฺตํ นิรงฺกตฺว ๒ ปิยานิ เสวติ โสณฺโฑว ปิตฺวา วิสมิสฺสถาลํ ๓ เตเนว โส โหติ ทุกฺขี ปรตฺถ ฯ โย จีธ สงฺขาย ปิยานิ หิตฺวา กิจฺเฉนปิ เสวติ อริยธมฺเม ทุกฺขิโตว ปิตฺวาน ยโถสธานิ เตเนว โส โหติ สุขี ปรตฺถ ฯ
โอหายหํ ปิตรํ มาตรญฺจ มนาปิเก กามคุเณปิ ๔ ปญฺจ เอตสฺส เหตุมฺหิ วนํ ปวิฏฺโฐ ตนฺเต วรํ กินฺติมหํ ททามิ ฯ
น ปณฺฑิตา ทิคุณมาหุ วากฺยํ สจฺจปฺปฏิญฺญาว ภวนฺติ สนฺโต วรสฺสุ สมฺม อิติ มํ อโวจ อิจฺจาพฺรวี ตฺวํ น หิ เต สเมติ ฯ #๑ ม. จ ฯ ๒ ม. นิรงฺกจฺจ ฯ ๓ ม. วิสมิสฺสปานํ ฯ ๔ ม. มนาปิเย กามคุเณ จ ฯ
อปุญฺญลาภํ อยสํ อกิตฺตึ ปาปํ พหุํ ทุจฺจริตํ กิเลสํ มนุสฺสมํสสฺส ภโว ๑ อุปาคา ตนฺเต วรํ กินฺติมหํ ทเทยฺยํ ฯ
น ตํ วรํ อรหติ ชนฺตุ ทาตุํ ยํ วาปิ ทตฺวา น อวากเรยฺย วรสฺสุ สมฺม อวิกมฺปมาโน ปาณํ จชิตฺวานปิ ทสฺสเมว ฯ
ปาณํ จชนฺติ สตาเนส ธมฺโม ๒ สจฺจปฺปฏิญฺญาว ภวนฺติ สนฺโต ทตฺวา วรํ ขิปฺปมวากโรหิ เอเตน สมฺปชฺช สุราชเสฏฺฐ ฯ จเช ธนํ ๓ องฺควรสฺส เหตุ องฺคํ จเช ชีวิตํ รกฺขมาโน องฺคํ ธนํ ชีวิตญฺจาปิ สพฺพํ จเช นโร ธมฺมมนุสฺสรนฺโต ฯ
ยสฺมา หิ ธมฺมํ ปุริโส วิชญฺญา( เย จสฺส กงฺขํ วินยนฺติ สนฺโต ตญฺหิสฺส ทีปญฺจ ปรายนญฺจ #๑ ม. กเต ฯ ๒ ม. ปาณํ จชนฺติ สนฺโต นาปิ ธมฺมํ ฯ ๓ สี. ธนํ จเช ฯ น เตน เมตฺตึ ชิรเยถ ปญฺโญ ฯ
อทฺธา หิ โส ภกฺโข มม มนาโป เอตสฺส เหตุมฺหิ วนํ ปวิฏฺโฐ สเจ จ มํ ยาจสิ เอตมตฺถํ เอตํปิ เต สมฺม วรํ ททามิ ฯ
สตฺถา จ เม โหสิ สขา จ เมสิ วจนํปิ เต สมฺม อหํ อกาสึ ตฺวํปิ เม สมฺม กโรหิ วากฺยํ อุโภปิ คนฺตฺวาน ปโมจยาม ฯ
สตฺถา จ เต โหมิ สขา จ ตฺยมฺหิ วจนํปิ เม สมฺม ตุวํ อกาสิ อหํปิ เต สมฺม กโรมิ วากฺยํ อุโภปิ คนฺตฺวาน ปโมจยาม ฯ
กมฺมาสปาเทน วิเหฐิตตฺถ ตลาวุตา อสฺสุมุขา รุทนฺตา น ชาตุ ทุพฺเภถ อิมสฺส รญฺโญ สจฺจปฺปฏิญฺญํ เม ปฏิสุณาถ ฯ
กมฺมาสปาเทน วิเหฐิตมฺหา ตลาวุตา อสฺสุมุขา รุทนฺตา น ชาตุ ทุพฺเภม อิมสฺส รญฺโญ สจฺจปฺปฏิญฺญํ เต ปฏิสุโณม ฯ
ยถา ปิตา วา อถวาปิ มาตา อนุกมฺปกา อตฺถกามา ปชานํ เอวมฺปิ ๑ โว โหตุ อยญฺจ ราชา ตุเมฺห จ โว โหถ ยเถว ปุตฺตา ฯ
ยถา ปิตา วา อถวาปิ มาตา อนุกมฺปกา อตฺถกามา ปชานํ เอวมฺปิ ๑ โน โหตุ อยญฺจ ราชา มยมฺปิ เหสฺสาม ยเถว ปุตฺตา ฯ
จตุปฺปทํ สกุณญฺจาปิ มํสํ สูเทหิ รนฺธํ สุกตํ สุนิฏฺฐิตํ สุธํว อินฺโท ปริภุญฺชิยาโน หิตฺวา กเถโก รมสี อรญฺเญ ฯ ตา ขตฺติยา เวลฺลิวิลากมชฺฌา อลงฺกตา สมฺปริวารยิตฺวา อินฺทํว เทเวสุ ปโมทยึสุ หิตฺวา กเถโก รมสี อรญฺเญ ฯ ตมฺพูปธาเน พหุโคณกมฺหิ สุภมฺหิ ๒ สพฺพสฺสยนมฺหิลงฺกเต สยนสฺส ๓ มชฺฌมฺหิ สุขํ สยิตฺวา #๑ ม. เอวเมว ฯ ๒ สี. ยุ. สุจิมฺหิ ฯ ๓ ม. เสยฺยสฺส ฯ หิตฺวา กเถโก รมสี อรญฺเญ ฯ ปาณิสฺสรํ กุมฺภถูนํ นิสีเท ๑ อโถปิ เว นิปฺปุริสํปิ ตูริยํ พหุํ สุคีตญฺจ สุวาทิตญฺจ หิตฺวา กเถโก รมสี อรญฺเญ ฯ อุยฺยาน สมฺปนฺนปหูตมาลฺยํ มิคาชินูเปตปุรํ ๒ สุรมฺมํ หเยหิ นาเคหิ รเถหุเปตํ หิตฺวา กเถโก รมสี อรญฺเญ ฯ
กาฬปกฺเข ยถา จนฺโท หายเตว สุเว สุเว กาฬปกฺขูปโม ราช อสตํ โหติ สมาคโม ฯ ยถาหํ รสกมาคมฺม สูทํ กาปุริสาธมํ ๓ อกาสึ ปาปกํ ธมฺมํ เยน คจฺฉามิ ทุคฺคตึ ฯ สุกฺกปกฺเข ยถา จนฺโท วฑฺฒเตว สุเว สุเว สุกฺกปกฺขูปโม ราช สตํ โหติ สมาคโม ฯ ยถาหํ ตุวมาคมฺม สุตโสม วิชานหิ กาหามิ กุสลํ กมฺมํ เยน คจฺฉามิ สุคฺคตึ ฯ ถเล ยถา วาริ ชนินฺท วุฏฺฐํ อนทฺธเนยฺยํ น จิรฏฺฐิตีกํ #๑ นิสฺสิเวติปิ ฯ ๒ สี. ยุ. มิคาจิรูเปตปูรํ ฯ ๓ สี. ยุ. สูทกํ ปุริสาธมํ ฯ เอวํ เม โหติ อสตํ สมาคโม อนทฺธเนยฺโย อุทกํ ถเลว ฯ สเร ยถา วาริ ชนินฺท วุฏฺฐํ จิรฏฺฐิตีกํ นรวีรเสฏฺฐ เอวํปิ เม ๑ โหติ สตํ สมาคโม จิรฏฺฐิตีโก อุทกํ สเรว ฯ อพฺยายิโก โหติ สตํ สมาคโม ยาวมฺปิ ติฏฺเฐยฺย ตเถว โหติ ขิปฺปํ หิ เวติ อสตํ สมาคโม ตสฺมา สตํ ธมฺโม อสพฺภิ อารกา ฯ
น โส ราชา โย อเชยฺยํ ชินาติ น โส สขา โย สขารํ ชินาติ น สา ภริยา ยา ปติโน น วิเภติ น เต ปุตฺตา เย น ภรนฺติ ชิณฺณํ ฯ น สา สภา ยตฺถ น สนฺติ สนฺโต น เต สนฺโต เย น ภณนฺติ ธมฺมํ ราคญฺจ โทสญฺจ ปหาย โมหํ ธมฺมํ ภณนฺตาว ภวนฺติ สนฺโต ฯj นาภาสมานํ ชานนฺติ มิสฺสํ พาเลหิ ปณฺฑิตํ ภาสมานญฺจ ชานนฺติ เทเสนฺตํ อมตํปทํ ฯ #๑ ม. เว ฯ ภาสเย โชตเย ธมฺมํ ปคฺคเณฺห อิสินํ ธชํ สุภาสิตทฺธชา อิสโย ธมฺโม หิ อิสินํ ธโชติ สุตโสมชาตกํ ปญฺจมํ ฯ ____________ ตสฺสุทฺทานํ ฯ สุมุโข ปน หํสวโร จ มหา สุธโภชนิโก จ ปโร ปวโร สกุณาลทิชาธิปติวฺหยโน สุตโสมวรุตฺตมสวฺหยโน ฯ อสีตินิปาตํ นิฏฺฐิตํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๓๑๕
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘