สุวรรณสามชาดก
ว่าด้วยสุวรรณสามบำเพ็ญเมตตาบารมี
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๔๘๒ · บรรทัด ๓๒๐๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๕
เรื่องเล่า
ขณะนั้น พิภพแห่งท้าวสักกเทวราชสำแดงอาการเร่าร้อน ท้าวสักกเทวราชทรงอาวัชนาการก็ทรงทราบการณ์นั้น จึงตรัสเรียกพระวิสสุกรรมเทพบุตรมา ตรัสว่า แน่ะพ่อวิสสุกรรม ท่านมหาบุรุษทั้งสองออกจากบ้านใคร่จะบวชเป็นฤๅษี เข้าสู่หิมวันตประเทศ ควรที่ท่านทั้งสองนั้นจะได้ที่อยู่ท่านจงเนรมิตบรรณศาลา และบรรพชิตบริขารเพื่อท่านทั้งสองนั้น ณ ภายในกึ่งเสียงกู่ ตั้งแต่มิคสัมมตานที เสร็จแล้วกลับมา พระวิสสุกรรมเทพบุตรรับเทวบัญชาแล้ว ไปจัดกิจทั้งปวงโดยนัยทีกล่าวแล้วในมูคปักขชาดก ไล่เนื้อและนกที่มีสำเนียง ไม่เป็นที่ชอบใจให้หนีไป แล้วเนรมิตมรรคาเดินผู้เดียว แล้วกลับไปที่อยู่ของตน กุมารกุมารีทั้งสองเห็นทางนั้น แล้วก็เดินไปตามทางนั้นถึงอาศรมบท ทุกูลบัณฑิตเข้าสู่บรรณศาลา เห็นบรรพชิตบริขารก็ทราบสักกทัตติยภาพว่า สักกะประทานแก่เรา จึงเปลื้องผ้าสาฎก ออกนุ่งผ้าเปลือกไม้สีแดงผืนหนึ่งห่มผืนหนึ่ง พาดหนังเสือบนบ่า ผูกมณฑลชฎาทรงเพศฤๅษีแล้วให้นางปาริกาบวชเป็นฤๅษิณี ฤๅษีฤๅษิณีทั้งสององค์นั้น เจริญเมตตภูมิกามาพจรอาศัยอยู่ในที่นั้น แม้ฝูงเนื้อและนกทั้งปวง ก็กลับได้เมตตาจิตต่อกันและกัน ด้วยอานุภาพเมตตาแห่งดาบสดาบสินีทั้งสองนั้น บรรดาสัตว์เหล่านั้นไม่มีสัตว์ไร ๆ เบียดเบียนสัตว์ไร ๆ เลย ฝ่ายปาริกาดาบสินีลุกขึ้นแต่เช้าตั้งน้ำดื่มและของฉันแล้วกวาดอาศรมบททำกิจทั้งปวง ดาบสและดาบสินีทั้งสองนั้น นำผลไม้เล็กใหญ่มาฉัน แล้วเข้าสู่บรรณศาลาของตน ๆ เจริญสมณธรรม สำเร็จการอยู่ในที่นั้นนั่นแล.
ท้าวสักกเทวราชเสด็จมาสู่ที่บำรุงแห่งพระมุนีทั้งสองนั้น วันหนึ่งพระองค์ทรงพิจารณาเห็นอันตรายแห่งพระมุนีทั้งสองนั้นว่า จักษุทั้งสองข้างของท่านทั้งสองนี้จักมืด จึงลงมาจากเทวโลกเข้าไปหาทุกูลบัณฑิต นมัสการแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง ตรัสอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อันตรายจะปรากฏแก่ท่านทั้งสอง ควรที่ท่านทั้งสองจะได้บุตรไว้สำหรับปฏิบัติท่าน ขอท่านทั้งสองจงเสพโลกธรรม ทุกูลบัณฑิตได้สดับคำของท้าวสักกเทวราชจึงกล่าวว่า ดูก่อนท้าวสักกะ พระองค์ตรัสอะไร เราทั้งสองแม้อยู่ท่ามกลางเรือนก็หาได้เสพโลกธรรมไม่ เราทั้งสองละโลกธรรมนี้ เกลียดดุจกองคูถอันเต็มไปด้วยหนอน ก็บัดนี้ เราทั้งสองเข้าป่าบวชเป็นฤๅษี จักกระทำกรรมเช่นนี้อย่างไรได้ ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้าไม่ต้องทำอย่างนั้น เป็นแต่เอามือลูบท้องปาริกาดาบสินีเวลานางมีระดู ทุกูลบัณฑิตรับว่า อย่างนี้อาจทำได้ ท้าวสักกเทวราช นมัสการทุกูลดาบสแล้วกลับ ไปที่อยู่ของตน ฝ่ายทุกูลบัณฑิตก็บอกนางปรริกาให้รู้ตัว แล้วเอามือลูบท้องนาง ในเวลาที่นางมีระดู.
ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์จุติจากเทวโลก ถือปฏิสนธิในท้องนางปาริกาฤๅษีณี กาลล่วงไปได้สิบเดือน นางคลอดบุตรมีผิวพรรณดั่งทองคำ ด้วยเหตุนั้นเอง บิดามารดาจึงตั้งชื่อบุตรว่า สุวรรณสามกุมาร เวลาที่ปาริกาดาบสินี ไปป่าเพื่อหามูลผลาผล นางกินรีทั้งหลายที่อยู่ภายในบรรพ ได้ทำหน้าที่นางนม ดาบสดาบสินีทั้งสองสรงน้ำพระโพธิสัตว์แล้วให้บรรทมในบรรณศาลาแล้วพากันไปหาผลไม้เล็กใหญ่ ในขณะนั้น นางกินรีทั้งหลาย อุ้มกุมารไปสรงน้ำที่ซอกเขาเป็นต้น แล้วขึ้นสู่ยอดบรรพต ประดับด้วยบุปผชาติต่าง ๆแล้วฝนหรดาลและมโนศิลาเป็นต้นที่แผ่นศิลา ประให้เป็นเม็ดที่นลาตแล้วนำมาให้ไสยาสน์ในบรรณศาลา ฝ่ายนางปาริกากลับมาก็ให้บุตรดื่มนม กาลต่อมา บิดามารดาปกปักรักษาบุตรนั้น จนมีอายุได้สิบหกปี ให้นั่งอยู่ในบรรณศาลา ตนเองพากันไปป่าเพื่อหามูลผลาผลในป่า ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงคิดว่า อันตรายอะไร ๆ จะพึงมีแก่บิดามารดาของเรา ในกาลบางคราว จึงทรงสังเกตทางที่บิดามารดาไป.
อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อดาบสดาบสินีทั้งสองนำมูลผลาผลในป่ากลับมาในเวลาเย็น ถึงที่ใกล้อาศรมบท มหาเมฆตั้งขึ้นฝนตก ท่านทั้งสองจึงเข้าไปสู่โคนไม้แห่งหนึ่ง ยืนอยู่บนยอดจอมปลวก อสรพิษมีอยู่ภายในจอมปลวกนั้นน้ำฝนเจือกลิ่นเหงื่อจากสรีระของสองท่านนั้น ไหลลงเข้ารูจมูกแห่งอสรพิษนั้นมันโกรธพ่นลมในจมูกออกนา ลมในจมูกนั้นถูกจักษุทั้งสองข้างแห่งดาบสและดาบสินีนั้น ทั้งสองท่านก็เป็นคนจักษุมืดไม่เห็นกันและกัน เพราะลมนั้นทุกูลบัณฑิตเรียกนางปาริกามาบอกว่า ปาริกา จักษุทั้งสองของฉันมืด ฉันมองไม่เห็นเธอ แม้นางปาริกา ก็กล่าวอย่างนั้นเหมือนกัน ทั้งสองมองไม่เห็นทางก็ยืนคร่ำครวญอยู่ด้วยเข้าใจว่า บัดนี้ชีวิตของเราทั้งสองไม่มีละ.
ก็ดาบสและดาบสินีทั้งสองนั้น มีบุรพกรรมเป็นอย่างไร ได้ยินว่าท่านทั้งสองนั้นในปางก่อนเกิดในสกุลแพทย์ ครั้งนั้น แพทย์นั้นรักษาโรคในจักษุของบุรุษมีทรัพย์มากคนหนึ่ง บุรุษนั้นจักษุหายดีแล้ว ไม่ให้ทรัพย์ค่ารักษาอะไร ๆ แก่แพทย์นั้น แพทย์โกรธเขา ไปสู่เรือนแจ้งแก่ภริยาของตนว่า ที่รัก ฉันรักษาโรคในจักษุของบุรุษนั้นหาย บัดนี้เขาไม่ให้ทรัพย์ค่ารักษาแก่ฉัน เราจะทำอย่างไรดี ฝ่ายภริยาได้สดับสามีกล่าวก็โกรธ จึงกล่าวว่าเราไม่ต้องการทรัพย์ที่มีอยู่ของมัน ท่านจงประกอบยาขนานหนึ่งให้มันหยอดทำจักษุทั้งสองของมันให้บอดเสียเลย สามีเห็นชอบด้วย จึงออกจากเรือนไปหาบุรุษนั้น ได้กระทำตามนั้น บุรุษผู้มีทรัพย์มากคนนั้น ไม่นานนักก็กลับจักษุมืดไปอีก ดาบสและดาบสินีทั้งสองมีจักษุมืดด้วยบาปกรรมอันนี้.
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์คิดว่า บิดามารดาของเรา ในวันอื่น ๆ เคยกลับเวลานี้ บัดนี้เราไม่รู้เรื่องราวของท่านทั้งสองนั้น จึงเดินสวนทางร้องเรียกหาไป ท่านทั้งสองนั้นจำเสียงบุตรได้ก็ขานรับ แล้วกล่าวห้ามด้วยความรักในบุตรว่า มีอันตรายในที่นี้ อย่ามาเลยลูก พระมหาสัตว์ตอบท่านทั้งสองว่าถ้าเช่นนั้น ท่านทั้งสองจงจับปลายไม้เท้านี้มาเถิด แล้วยื่นไม้เท้ายาวให้ท่านทรงลองจับ ท่านทั้งสองจับปลายไม้เท้าแล้วมาหาบุตร พระมหาสัตว์ถามว่าจักษุของท่านทั้งสองมืดไปด้วยเหตุอะไร บิดามารดาทั้งสอง ก็เล่าให้พระมหาสัตว์ผู้บุตรฟังว่า ลูกรัก เมื่อฝนตก เราทั้งสองยืนอยู่บนยอดจอมปลวกที่โคนไม้ในที่นี้ จักษุทั้งสองมืดไปด้วยเหตุนั้น พระมหาสัตว์ได้สดับคำของบิดามารดาก็รู้ว่าอสรพิษมีในจอมปลวกนั้น อสรพิษนั้นขัดเคืองปล่อยลมในจมูกออกมาพระมหาสัตว์เห็นบิดามารดาแล้วร้องไห้และหัวเราะ บิดามารดาจึงถามว่าทำไมถึงร้องไห้ และหัวเราะ พระมหาสัตว์ตอบว่า ข้าพเจ้าร้องไห้ ด้วยเสียใจว่าจักษุของท่านทั้งสองพินาศไป ในเวลาที่ข้าพเจ้ายังเป็นเด็กอยู่ แต่ข้าพเจ้าหัวเราะด้วยดีใจว่า ข้าพเจ้าจักได้ปฏิบัติบำรุงท่านทั้งสองในบัดนี้ ขอท่านทั้งสองอย่าได้คิดอะไรเลย ข้าพเจ้าจักปฏิบัติบำรุงท่านทั้งสองให้ผาสุก พระมหาสัตว์ปลอบโยนให้บิดามารดาทั้งสองเบาใจ แล้วนำมาอาศรมบท ผูกเชือกเป็นราวในที่ทั้งปวงสำหรับ บิดามารดาทั้งสองนั้น คือที่พักกลางคืน ที่พักกลางวันที่จงกรม บรรณศาลา ที่ถ่ายอุจจาระปัสสาวะ จำเดิมแต่นั้นมา ให้บิดามารดาอยู่ในอาศรมบท ไปนำมูลผลาผลในป่ามาเองตั้งไว้ในบรรณศาลา กวาดที่อยู่ของบิดามารดาแต่เช้าทีเดียว ไหว้บิดามารดาแล้ว ถือหม้อน้ำไปสู่มิคสัมมตานที่นำน้ำดื่มมา แต่งตั้งของฉันไว้ ให้ไม้สีฟันและน้ำบ้วนปากเป็นต้น ให้ผลาผลที่มีรสอร่อย เมื่อบิดามารดาบริโภคแลบ้วนปากแล้ว ตนเองจึงบริโภคผลาผลที่เหลือ เสร็จกิจบริโภคแล้วไหว้ลาบิดามารดา มีฝูงมฤคแวดล้อมเข้าป่าเพื่อต้องการหาผลาผล เหล่ากินนรที่เชิงบรรพต แวดล้อมพระโพธิสัตว์ช่วยเก็บผลาผลให้พระโพธิสัตว์ เวลาเย็นพระโพธิสัตว์กลับมาอาศรม เอาหม้อตักน้ำมาตั้งไว้ ต้มน้ำให้ร้อนแล้วอาบและล้างเท้าบิดามารดาตามอัธยาศัย นำกระเบื้องถ่านเพลิงมาให้ผิง เช็ดมือเท้าของบิดามารดา เมื่อบิดามารดานั่งแล้วให้บริโภคผลาผล ส่วนตนเองบริโภคเมื่อบิดามารดาบริโภคเสร็จแล้ว จัดวางผลาผล ที่เหลือไว้ในอาศรมบท พระโพธิสัตว์ปฏิบัติบำรุงบิดามารดาโดยทำนองนี้ทีเดียว.
สมัยนั้น พระราชาพระนามว่า ปิลยักขราช เสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระองค์ทรงโลภเนื้อมฤค จึงมอบราชสมบัติให้พระชนนีปกครอง ผูกสอดราชาวุธห้าอย่างเข้าสู่หิมวันตประเทศ ทรงฆ่ามฤคทั้งหลายเสวยเนื้อ เสด็จถึงมิคสัมมตานที แล้วถึงท่าที่สุวรรณสามพระโพธิสัตว์ตักน้ำโดยลำดับ ทอดพระเนตรเห็นรอยเท้ามฤค ก็ทรงทำซุ้มด้วยกิ่งไม้มีสีเขียวโก่งคันศรสอดลูกศรอาบยาพิษ ประทับนั่งเตรียมอยู่ในซุ้มนั้น ฝ่ายพระมหาสัตว์นำผลาผลมาในเวลาเย็น วางไว้ในอาศรมบท ไหว้บิดามารดาลาไปตักน้ำถือหม้อน้ำมีฝูงมฤคแวดล้อม ให้มฤคสองตัวเดินเคียงกัน วางหม้อน้ำดื่มบนหลังมฤคทั้งสองมือประคองไปสู่ท่าน้ำ ฝ่ายพระราชาประทับอยู่ในซุ้ม ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ดำเนินมาทรงคิดว่า เราเที่ยวมาในหิมวันตประเทศตลอดกาลถึงเพียงนี้ ยังไม่เคยเห็นมนุษย์ ผู้นี้จะเป็นเทวดาหรือนาคหนอถ้าเราจักเข้าไปไต่ถามผู้นี้ ถ้าเป็นเทวดาก็จักเหาะขึ้นสู่อากาศ ถ้าเป็นนาคก็จักดำดินไป แต่เราจะเที่ยวอยู่ในหิมวันตประเทศตลอดกาลทั้งปวงก็หาไม่ ถ้าเราจักกลับพาราณสี อมาตย์ทั้งหลายจักถามเราในการที่เราเที่ยวในหิมวันตประเทศนั้นว่า เมื่อพระองค์อยู่ในหิมวันตประเทศได้เคยทอดพระเนตรเห็นอะไรอัศจรรย์บ้าง เราจักกล่าวว่าได้เคยเห็นสัตว์เช่นนี้ เขาก็จักถามว่า สัตว์นั้นชื่ออะไร ถ้าเราจักตอบว่า ไม่รู้จัก เขาก็จักติเตียนเรา เพราะเหตุนั้น เราจักยิงผู้นี้ทำให้ทุรพลแล้ว จึงถามเรื่อง ลำดับนั้น ในเมื่อฝูงมฤคนั้นลงดื่มน้ำแล้วขึ้นก่อน พระโพธิสัตว์จึงค่อย ๆ ลงราวกะพระเถระผู้มีวัตรอันเรียนแล้ว อาบน้ำระงับความกระวนกระวายแล้วขึ้นจากน้ำ นุ่งผ้าเปลือกไม้สีแดงผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง เอาหนังเสือพาดเฉวียงบ่า ยกหม้อน้ำขึ้นเช็ดน้ำแล้ววางบนบ่าซ้ายก็ในกาลนั้น พระราชาทรงคิดว่า บัดนี้เป็นสมัยที่จะยิง จึงยกลูกศรอาบยาพิษนั้นขึ้นยิงพระโพธิสัตว์ถูกข้างขวาทะลุออกข้างซ้าย ฝูงมฤครู้ว่าพระมหาสัตว์ถูกยิง ตกใจกลัวหนีไป ฝ่ายสุวรรณสามบัณฑิตแม้ถูกยิง ก็ประคองหม้อน้ำไว้โดยปกติ ตั้งสติค่อย ๆ วางหม้อน้ำลง คุ้ยเกลี่ยทรายตั้งหม้อน้ำ กำหนดทิศหันศีรษะไปทางทิศาภาคเป็นที่อยู่ช่องบิดามารดา เป็นดุจสุวรรณปฏิมานอนบนทรายมีพรรณดังแผ่นเงิน ตั้งสติกล่าวว่า ชื่อว่าบุคคลผู้มีเวรของเราในหิมวัน ประเทศนี้ย่อมไม่มี บุคคลผู้มีเวรของบิดามารดาของเราก็ไม่มีกล่าวดังนี้แล้วถ่มโลหิตในปาก ไม่เห็นพระราชาเลย เมื่อจะถามจึงกล่าวคาถาที่หนึ่งว่า
ใครหนอใช้ลูกศรยิ่งเราผู้ประมาทกำลังแบก หม้อน้ำ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ คนไหนยิ่งเรา ซ่อนกายอยู่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปมตฺตํ ความว่า ผู้ไม่ตั้งสติในการเจริญเมตตา ก็คำนี้พระโพธิสัตว์กล่าวหมายเนื้อความว่า ได้กระทำคนเป็นผู้ประมาทในขณะนั้น. บทว่า วิทฺธา ความว่า ยิงแล้วซ่อนกายอยู่ในที่นี้ชนชื่อไรหนอ เป็นกษัตริย์ หรือพราหมณ์ หรือแพศย์ ใช้ลูกศรอาบยาพิษยิงเราผู้กำลังไปตักน้ำที่มิคสัมมตานที คือชนชื่อไรหนอยิงเราแล้วซ่อนกายอยู่คือปกปิดตนในพุ่มไม้.
ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เพื่อจะแสดงความที่มังสะในสรีระของตนเห็นว่าไม่เป็นภักษา จึงกล่าวคาถาที่สองว่า
เนื้อของเราก็กินไม่ได้ หนังก็ไม่มีประโยชน์นี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาเข้าใจว่าเราเป็นผู้ควรยิง ด้วยเหตุ อะไรหนอ.
ในคาถานั้นมีความว่า ท่านมาณพผู้เจริญ เนื้อของเรา คือเนื้อในสรีระของเรา กินไม่ได้ คือมนุษย์ทั้งหลายไม่พึงกิน หนังของเรา คือหนังในสรีระของเรา ไม่มีประโยชน์แก่มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนี้ คือแม้เมื่อเป็นอย่างนี้ บุรุษนี้ได้เข้าใจว่าเราเป็นผู้ควรยิง คือควรแทง คือยิงเราโดยไม่พิจารณาด้วยวรรณะอะไร คือด้วยเหตุอะไร.
ครั้นกล่าวคาถาที่สองแล้ว เมื่อจะถามถึงชื่อเป็นต้น พระโพธิสัตว์จึงกล่าวคาถาว่า
ท่านคือใคร หรือเป็นบุตรของใคร เราจะรู้จัก ท่านได้อย่างไร ดูก่อนสหาย เราถามท่านแล้ว ขอ
ท่านจงบอกเถิด ทำไมท่านยิงเราแล้วจึงซ่อนตัวเสียครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วก็ได้นิ่งอยู่.
พระราชาทรงสดับดังนั้น ทรงดำริว่า บุรุษนี้แม้ถูกเรายิงด้วยลูกศรอาบยาพิษล้มแล้ว ก็ไม่ด่าไม่ตัดพ้อเรา เรียกหาเราด้วยถ้อยคำที่น่ารัก ดุจบุคคลจับฟั้นหัวใจ เราจักไปหาเขา แล้วเสด็จไปประทับยืนในที่ใกล้พระโพธิสัตว์ แล้วตรัสว่า
เราเป็นพระราชาของชาวกาสี คนเรียกเราว่า พระเจ้าปิลยักษ์ เราละแว่นแคว้นเที่ยวแสวงหามฤค เพราะความโลภ อนึ่ง เราเป็นผู้ฉลาดในธนูศิลป์ ปรากฏว่าเป็นผู้แม่นยำนัก แม้ช้างมาสู่ระยะลูกศร ของเรา ก็ไม่พึงพ้นไปได้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราชาหมสฺมิ ความว่า ได้ยินว่าพระเจ้าปิลยักษ์นั้นมีพระดำริอย่างนี้ว่า เทวดาก็ตามนาคก็ตาม ย่อมพูดภาษามนุษย์ได้ทั้งนั้น เราไม่รู้จักผู้นี้ว่าเป็นเทวดา หรือนาค หรือมนุษย์ ถ้าเขาโกรธ จะทำให้พินาศได้ เมื่อกล่าวถึงเราว่า เป็นพระราชา ใคร ๆ ที่ไม่กลัวย่อมไม่มี เพราะเหตุดังนี้นั้น เพื่อจะให้รู้ว่าพระองค์เป็นพระราชา จึงได้ตรัสก่อนว่า ราชาหมสฺมิ ดังนี้. ดูก่อนมาณพผู้เจริญ เราเป็นพระราชาของชาวกาสี คือของชนผู้อยู่ในกาสิกรัฐ. บทว่า มํ ได้แก่ ประชาชนรู้จักเราโดยนามว่า พระเจ้าปิลยักษ์. บทว่า วิทู ได้แก่ รู้จัก คือเรียก. บทว่าโลภา ความว่า มอบราชสมบัติแก่พระชนนี เพราะความโลภเนื้อมฤค. บทว่า มิคเมสํ ได้แก่ แสวงหา คือค้นหาเหล่ามฤค. บทว่า จรามหํ ความว่าเราเที่ยวไปในป่าผู้เดียวเท่านั้น พระราชาประสงค์จะแสดงกำลังของพระองค์จึงตรัสคาถาที่สอง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิสฺสฏฺเ ได้แก่ ในธนูศิลป์. บทว่า ทฬฺหธมฺโม ความว่า เป็นผู้สามารถโก่งและลดซึ่งธนูอันหนัก คือธนูหนักพันแรงคนยกได้ ได้ยินกันแพร่หลาย คือปรากฏไปทั่วพื้นชมพูทวีป. บทว่า อาคโต อุสุปาตนํ ความว่า ช้างที่มีกำลังมาในที่ลูกศรของเราตกก็ไม่พ้นจากที่ไปได้ถึงเจ็ดก้าว.
พระราชาทรงสรรเสริญกำลังของพระองค์ ดังนี้แล้ว เมื่อจะตรัสถามชื่อและโคตรของพระโพธิสัตว์ จึงตรัสว่า
ท่านคือใคร หรือเป็นบุตรของใคร พวกเรา จะรู้จักท่านได้อย่างไร ท่านจงแจ้งชื่อและโคตรของ บิดาท่านและของตัวท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปเวทย แปลว่า พึงบอก.
พระมหาสัตว์ได้สดับดังนั้นแล้ว ดำริว่า ถ้าเราบอกว่า เราเป็นเทวดานาค ยักษ์ กินนร หรือเป็นกษัตริย์เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง พระราชานี้ย่อมเชื่อคำของเรา เราควรกล่าวความจริงเท่านั้น ดำริฉะนี้แล้วจึงทูลว่า
ขอจงทรงพระเจริญ ข้าพระองค์เป็นบุตรฤๅษี ผู้เป็นบุตรของนายพราน ญาติทั้งหลายเรียกข้าพระองค์เมื่อยังมีชีวิตอยู่ว่า สามะ วันนี้ข้าพระองค์ถึง ปากมรณะนอนอยู่อย่างนี้ ข้าพระองค์ถูกพระองค์ยิง ด้วยลูกศรใหญ่อาบยาพิษ เหมือนมฤคที่ถูกพรานป่า ยิงแล้ว ฉะนั้น ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์จงทอด พระเนตร ซึ่งข้าพระองค์ผู้นอนจมอยู่ในโลหิตของตน เชิญทอดพระเนตรลูกศรอันแล่นเข้าข้างขวาทะลุออก ข้างซ้าย ข้าพระองค์บ้วนโลหิตอยู่ เป็นผู้กระสับ กระส่าย ขอทูลถามพระองค์ว่า พระองค์ยิงข้าพระองค์ แล้ว จะซ่อนพระองค์อยู่ทำไม เสือเหลืองถูกฆ่า เพราะหนัง ช้างถูกฆ่าเพราะงา เมื่อเป็นเช่นนี้ พระองค์เข้าพระทัยว่า ข้าพระองค์เป็นผู้ควรยิง ด้วยเหตุ อะไรหนอ.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๓ หน้า ๑๖๘–๒๑๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
มหานิบาตชาดก ๔๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
|482.1| Ko nu maṃ usunā vijjhi pamattaṃ udahārikaṃ 2- khattiyo brāhmaṇo vesso ko maṃ viddhā nilīyasi. |482.2| Na me maṃsāni khajjāni cammenattho na vijjati atha kena nu vaṇṇena viddheyyaṃ maṃ amaññatha. |482.3| Ko vā tvaṃ kassa vā putto kathaṃ jānemu taṃ mayaṃ puṭṭho me samma akkhāhi kiṃ maṃ viddhā nilīyasi.
|483.1| Rājāhamasmi kāsīnaṃ pilayakkhoti maṃ vidū lobhā raṭṭhaṃ pahitvāna migamesaṃ carāmahaṃ |483.2| issatthe casmi kusalo daḷhadhammoti vissuto nāgopi me na muñceyya āgato usupātanaṃ. |483.3| Ko vā tvaṃ kassa vā putto 3- kathaṃ jānemu taṃ mayaṃ pituno attano cāpi nāmagottaṃ pavedaya.
|484.1| Nesādaputto bhaddante sāmo iti maṃ ñātayo āmantayiṃsu jīvantaṃ svājjevaṅgato 4- saye |484.2| viddhosmi puthusallena savisena yathā migo sakamhi lohite rāja passa semi paripluto @Footnote: 1 Ma. muñjāvesikā pavāḷhā . 2 Ma. udahārakaṃ . 3 Sī. Yu. tvaṃ ca kassa vā @puttosi. 4 Ma. svajjevāhaṃ gato. |484.3| Paṭivāmagataṃ sallaṃ passa thimhāmi 1- lohitaṃ āturo tyānupucchāmi kiṃ maṃ viddhā nilīyasi |484.4| ajinamhi haññate dīpi nāgo dantehi haññate atha kena nu vaṇṇena viddheyyaṃ maṃ amaññatha.
Migo upaṭṭhito āsi āgato usupātanaṃ taṃ disvā ubbijji sāma tena kodho mamāvisi.
|486.1| Yato sarāmi attānaṃ yato pattosmi viññutaṃ na maṃ migā utrāsanti 2- araññe sāpadānipi. |486.2| Yato nidhiṃ parihāriṃ yato pattosmi yobbanaṃ na maṃ migā utrāsanti araññe sāpadānipi. |486.3| Bhīrū kiṃpurisā rāja pabbate gandhamādane sammodamānā gacchāma pabbatāni vanāni ca atha kena nu vaṇṇena utrāsanti migā mamaṃ.
|487.1| Na taṃ tasa 3- migo sāma kintāhaṃ alikaṃ bhaṇe kodhalobhābhibhūtāhaṃ usuṃ te taṃ avissajiṃ 4- . |487.2| Kuto nu sāma āgamma kassa vā pahito tuvaṃ udahāro nadiṃ gaccha āgato migasammataṃ.
Andhā mātāpitā mayhaṃ te bharāmi brahāvane tesāhaṃ udakahāro āgato migasammataṃ.
|489.1| Atthi nesaṃ usāmattaṃ atha sāhassa jīvitaṃ @Footnote: 1 Ma. dhimhāmi. vihāmītipi . 2 Ma. uttasanti. ito paraṃ īdisameva. @ 3 na taddasā itipi . 4 Ma. avassajiṃ. Udakassa alābhena maññe andhā marissare. |489.2| Na me idaṃ tathā dukkhaṃ labbhā hi pumunā idaṃ yañca ammaṃ na passāmi taṃ me dukkhataraṃ ito. |489.3| Na me idaṃ tathā dukkhaṃ labbhā hi pumunā idaṃ yañca tātaṃ na passāmi taṃ me dukkhataraṃ ito. |489.4| Sā nūna kapaṇā ammā ciraṃ rattāya rucchati aḍḍharatteva ratte vā nadīva avasussati 1- . So nūna kapaṇo tāto ciraṃ rattāya rucchati |489.5| aḍḍharatteva ratte vā nadīva avasussati. Uṭṭhānapādacariyāya 2- rāja sambāhanassa 3- ca sāma tāta vilapantā hiṇḍissanti brahāvane. |489.6| Idampi dutiyaṃ sallaṃ kampeti hadayaṃ mama yañca andhe na passāmi maññe hissāmi jīvitaṃ.
|490.1| Mā bāḷhaṃ paridevesi sāma kalyāṇadassana ahaṃ kammakaro hutvā bharissante brahāvane. |490.2| Issatthe casmi kusalo daḷhadhammoti vissuto ahaṃ kammakaro hutvā bharissante brahāvane. |490.3| Migānaṃ vighāsamanvesaṃ vanamūlaphalāni ca ahaṃ kammakaro hutvā bharissante brahāvane. |490.4| Katamantaṃ vanaṃ sāma yattha mātāpitā tava @Footnote: 1 Ma. avasucchati . 2 Sī. Yu. pāricariyāya . 3 Ma. pādasambāhanassa ca. Ahante tathā bharissaṃ yathā te abharī tuvaṃ.
Ayaṃ ekapadī rāja yoyaṃ ussīsake mama ito gantvā aḍḍhaghosaṃ 1- tattha nesaṃ agārakaṃ yattha mātāpitā mayhaṃ te bharassu ito gato.
|492.1| Namo te kāsirājatthu namo te kāsivaḍḍhana andhā mātāpitā mayhaṃ te bharassu brahāvane. |492.2| Añjalinte paggaṇhāmi kāsirāja namatthu te mātaraṃ pitaraṃ mayhaṃ vutto vajjāsi vandanaṃ.
Idaṃ vatvāna so sāmo yuvā kalyāṇadassano mucchito visavegena visaññī samapajjatha.
|494.1| Sa rājā paridevesi bahuṃ kāruññasañhitaṃ ajarāmarohaṃ āsiṃ ajjetaṃ ñāmi no pure. |494.2| Sāmaṃ kālakataṃ disvā natthi maccussa nāgamo yassu maṃ paṭimanteti savisena samappito. |494.3| Svājjevaṅgate kāle na kiñcimabhibhāsati nirayaṃ nūna gacchāmi ettha me natthi saṃsayo. |494.4| Tadā hi pakataṃ pāpaṃ ciraṃ rattāya kibbisaṃ bhavanti tassa vattāro gāme kibbisakārako araññe nimmanussamhi ko maṃ vattumarahati. |494.5| Sārayanti hi kammāni gāme saṅgaccha māṇavā @Footnote: 1 aḍḍhasontipi. Araññe nimmanussamhi ko nu maṃ sārayissati .
|495.1| Sā devatā antarahitā pabbate gandhamādane raññova anukampāya imā gāthā abhāsatha. |495.2| Āguṃ kira mahārāja akari kammadukkaṭaṃ adūsakā pitāputtā tayo ekūsunā hatā. |495.3| Ehi taṃ anusikkhāmi yathā te sugatī siyā dhammenandheva ne posa maññehaṃ sugatī siyā 1- .
Sa rājā paridevitvā bahuṃ kāruññasañhitaṃ udakakumbhamādāya pakkāmi dakkhiṇāmukho.
|497.1| Kassa nu eso padasaddo manussasseva āgato neso sāmassa nigghoso ko nu tvamasi mārisa. |497.2| Santaṃ hi sāmo vajati santaṃ pādāni neyati neso sāmassa nigghoso ko nu tvamasi mārisa.
|498.1| Rājāhamasmi kāsīnaṃ pilayakkhoti maṃ vidū lobhā raṭṭhaṃ pahitvāna migamesaṃ carāmahaṃ. |498.2| Issatthe casmi kusalo daḷhadhammoti vissuto nāgopi me na muñceyya āgato usupātanaṃ.
|499.1| Svāgatante mahārāja atho te adurāgataṃ issarosi anuppatto yaṃ idhatthi pavedaya. |499.2| Tiṇḍukāni piyālāni madhuke kāsamāriyo @Footnote: 1 Ma. tayā. Phalāni khuddakappāni bhuñja rāja varaṃ varaṃ. |499.3| Idampi pānīyaṃ sītaṃ ābhataṃ girigabbharā ito 1- piva mahārāja sace tvaṃ abhikaṅkhasi.
Nālaṃ andhā vane daṭṭhuṃ ko nu vo phalamāhari anandhassevāyaṃ sammā nivāpo mayha khāyati.
|501.1| Daharo yuvā nātibrahā sāmo kalyāṇadassano dīghassa kesā asitā atho sunaggavellitā. |501.2| So have phalamāharitvā ito ādāya kamaṇḍaluṃ nadiṃ gato udahāro maññe na dūramāgato.
|502.1| Ahantaṃ avadhiṃ sāmaṃ yo tuyhaṃ paricārako yaṃ kumāraṃ pavedetha sāmaṃ kalyāṇadassanaṃ. |502.2| Dīghassa kesā asitā atho sunaggavellitā tesu lohitalittesu seti sāmo mayā hato.
|503.1| Kena dukūla mantesi hato sāmoti vādinā hato sāmoti sutvāna hadayaṃ me pavedhati. |503.2| Assatthasseva taruṇaṃ pavālaṃ māluteritaṃ hato sāmoti sutvāna hadayaṃ me pavedhati.
Pārike kāsirājāyaṃ so sāmaṃ migasammate kodhasā usunā vijjhi tassa mā pāpamicchimhā.
Kicchā laddho piyo putto yo andhe abharī vane @Footnote: 1 Ma. tato. Tamekaputtaghātimhi kathaṃ cittaṃ na kopaye.
Kicchā laddho piyo putto yo andhe abharī vane tamekaputtaghātimhi akkodhaṃ āhu paṇḍitā.
|507.1| Mā bāḷhaṃ paridevetha hato sāmoti vādinā ahaṃ kammakaro hutvā bharissāmi brahāvane. |507.2| Issatthe casmi kusalo daḷhadhammoti vissuto ahaṃ kammakaro hutvā bharissāmi brahāvane. |507.3| Migānaṃ vighāsamanvesaṃ vanamūlaphalāni ca ahaṃ kammakaro hutvā bharissāmi brahāvane.
Nesa dhammo mahārāja netaṃ amhesu kappati rājā tvamasi amhākaṃ pāde vandāma te mayaṃ.
Dhammaṃ nesāda bhaṇatha katā apacitī tayā pitā tvamasi amhākaṃ mātā tvamasi pārike.
|510.1| Namo te kāsirājatthu namo te kāsivaḍḍhana añjalinte paggaṇhāma yāva sāmānupāpaya. |510.2| Tassa pāde samajjantā 1- mukhañca bhujadassanaṃ saṃsumbhamānā attānaṃ kālamāgamayāmase.
|511.1| Brahā vāḷamigākiṇṇaṃ ākāsantaṃva dissati yattha sāmo hato seti candova patito chamā. @Footnote: 1 si. Yu. pavaṭṭantā. |511.2| Brahā vāḷamigākiṇṇaṃ ākāsantaṃva dissati yattha sāmo hato seti suriyova patito chamā. |511.3| Brahā vāḷamigākiṇṇaṃ ākāsantaṃva dissati yattha sāmo hato seti paṃsunā parikuṇṭhito 1- . |511.4| Brahā vāḷamigākiṇṇaṃ ākāsantaṃva dissati yattha sāmo hato seti idheva vasathassame.
Yadi tattha sahassāni satāni nahutāni 2- ca nevamhākaṃ bhayaṃ koci vane vāḷesu vijjati.
Tato andhānamādāya kāsirājā brahāvane hatthe gahetvā pakkāmi yattha sāmo hato ahu.
|514.1| Disvāna patitaṃ sāmaṃ puttakaṃ paṃsukuṇṭhitaṃ apaviddhaṃ brahāraññe candaṃva patitaṃ chamā. |514.2| Disvāna patitaṃ sāmaṃ puttakaṃ paṃsukuṇṭhitaṃ apaviddhaṃ brahāraññe suriyaṃva patitaṃ chamā. |514.3| Disvāna patitaṃ sāmaṃ puttakaṃ paṃsukuṇṭhitaṃ apaviddhaṃ brahāraññe kalūnaṃ paridevayuṃ. |514.4| Disvāna patitaṃ sāmaṃ puttakaṃ paṃsukuṇṭhitaṃ bāhā paggayha pakkanduṃ adhammo kira bho iti. |514.5| Bāḷhaṃ kho tvaṃ pamattosi sāma kalyāṇadassana yo ajjevaṅgate kāle na kiñcimabhibhāsasi. @Footnote: 1 Ma. patikunthito . 2 Ma. niyutāni. |514.6| Bāḷhaṃ kho tvaṃ padittosi sāma kalyāṇadassana yo ajjevaṅgate kāle na kiñcimabhibhāsasi |514.7| bāḷhaṃ kho tvaṃ pakuddhosi sāma kalyāṇadassana yo ajjevaṅgate kāle na kiñcimabhibhāsasi. |514.8| Bāḷhaṃ kho tvaṃ pasuttosi sāma kalyāṇadassana yo ajjevaṅgate kāle na kiñcimabhibhāsasi. |514.9| Bāḷhaṃ kho tvaṃ vimanosi sāma kalyāṇadassana yo ajjevaṅgate kāle na kiñcimabhibhāsasi. |514.10| Jaṭaṃ valinaṃ paṃsugataṃ kodāni saṇṭhapessati 1- sāmo ayaṃ kālakato andhānaṃ paricāriko. |514.11| Ko no 2- sammajjanādāya sammajjissati assamaṃ sāmo ayaṃ kālakato andhānaṃ paricāriko. |514.12| Kodāni nhāpayissati sītenuṇhodakena ca sāmo ayaṃ kālakato andhānaṃ paricāriko. |514.13| Kodāni bhojayissati vanamūlaphalāni ca sāmo ayaṃ kālakato andhānaṃ paricāriko.
|515.1| Disvāna patitaṃ sāmaṃ puttakaṃ paṃsukuṇṭhitaṃ aṭṭitā puttasokena mātā saccaṃ abhāsatha. |515.2| Yena saccenayaṃ sāmo dhammacārī pure ahu etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. @Footnote: 1 Ma. santapessati . 2 Ma. me. |515.3| Yena saccenayaṃ sāmo brahmacārī pure ahu etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |515.4| Yena saccenayaṃ sāmo saccavādī pure ahu etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |515.5| Yena saccenayaṃ sāmo mātāpetibharo ahu etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |515.6| Yena saccenayaṃ sāmo kule jeṭṭhāpacāyiko etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |515.7| Yena saccenayaṃ sāmo pāṇā piyataro mama etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |515.8| Yaṅkiñcitthi kataṃ puññaṃ mayhañceva pitucca te sabbena tena kusalena visaṃ sāmassa haññatu.
|516.1| Disvāna patitaṃ sāmaṃ puttakaṃ paṃsukuṇṭhitaṃ aṭṭito puttasokena pitā saccaṃ abhāsatha. |516.2| Yena saccenayaṃ sāmo dhammacārī pure ahu etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |516.3| Yena saccenayaṃ sāmo brahmacārī pure ahu etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |516.4| Yena saccenayaṃ sāmo saccavādī pure ahu etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |516.5| Yena saccenayaṃ sāmo mātāpetibharo ahu etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |516.6| Yena saccenayaṃ sāmo kule jeṭṭhāpacāyiko etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |516.7| Yena saccenayaṃ sāmo pāṇā piyataro mama etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |516.8| Yaṅkiñcitthi kataṃ puññaṃ mayhañceva mātucca te sabbena tena kusalena visaṃ sāmassa haññatu.
|517.1| Sā devatā antarahitā pabbate gandhamādane sāmassa anukampāya imaṃ saccaṃ abhāsatha. |517.2| Pabbatyāhaṃ gandhamādane ciraṃ rattaṃ nivāsinī 1- na me piyataro koci añño sāmena vijjati etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |517.3| Sabbe vanā gandhamayā pabbate gandhamādane etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |517.4| Tesaṃ lālappamānānaṃ bahuṃ kāruññasañhitaṃ khippaṃ sāmo samuṭṭhāsi yuvā kalyāṇadassano.
Sāmohamasmi bhaddaṃ vo sotthināmhi samuṭṭhito mā bāḷhaṃ paridevetha mañjunābhivadetha maṃ.
|519.1| Svāgatante mahārāja atho te adurāgataṃ @Footnote: 1 Ma. cirarattanivāsanī. Issarosi anuppatto yaṃ idhatthi pavedaya. |519.2| Tiṇḍukāni piyālāni madhuke kāsamāriyo phalāni khuddakappāni bhuñja rāja varaṃ varaṃ. |519.3| Atthi me pānīyaṃ sītaṃ ābhataṃ girigabbharā tato piva mahārāja sace tvaṃ abhikaṅkhasi.
Sammuyhāmi pamuyhāmi sabbā muyhanti me disā petantaṃ sāmamaddakkhiṃ ko nu tvaṃ sāma jīvasi.
|521.1| Api jīvaṃ mahārāja purisaṃ gāḷhavedanaṃ upanītamanasaṅkappaṃ jīvantaṃ maññate mataṃ. |521.2| Api jīvaṃ mahārāja purisaṃ gāḷhavedanaṃ taṃ nirodhagataṃ santaṃ jīvantaṃ maññate mataṃ.
|522.1| Yo mātaraṃ pitaraṃ vā macco dhammena posati devāpi naṃ tikicchanti mātāpetibharaṃ naraṃ. |522.2| Yo mātaraṃ pitaraṃ vā macco dhammena posati idheva naṃ pasaṃsanti pecca sagge pamodati.
Esa bhiyyo pamuyhāmi sabbā muyhanti me disā saraṇaṃ [1]- sāma gacchāmi tvañca me saraṇaṃ bhava.
|524.1| Dhammañcara 2- mahārāja mātāpitūsu khattiya idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. @Footnote: 1 Ma. taṃ . 2 Ma. dhammaṃ cara. ito paraṃ īdisameva. |524.2| Dhammañcara mahārāja puttadāresu khattiya idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |524.3| Dhammañcara mahārāja mittāmaccesu khattiya idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |524.4| Dhammañcara mahārāja vāhanesu balesu ca idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |524.5| Dhammañcara mahārāja gāmesu nigamesu ca idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |524.6| Dhammañcara mahārāja raṭṭhesu janapadesu ca idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |524.7| Dhammañcara mahārāja samaṇe 1- brāhmaṇesu ca idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |524.8| Dhammañcara mahārāja migapakkhīsu khattiya idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |524.9| Dhammañcara mahārāja dhammo ciṇṇo sukhāvaho idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |524.10| Dhammañcara mahārāja indā devā sabrahmakā suciṇṇena divaṃ pattā mā dhammaṃ rāja pāmadoti. Suvaṇṇasāmajātakaṃ 2- tatiyaṃ. --------- @Footnote: 1 Ma. samaṇabrāhmaṇesu ca . 2 Sī. Yu. sāmajātakaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๔๘๒
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘