สุวรรณสามชาดก
ว่าด้วยสุวรรณสามบำเพ็ญเมตตาบารมี
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๔๘๒ · บรรทัด ๓๒๐๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๔ จาก ๕
เรื่องเล่า
กาลนั้น เทพธิดามีนามว่าพสูนธรี อยู่ภูเขาคันธมาทน์ เคยเป็นมารดาของพระมหาสัตว์ในอัตภาพที่เจ็ด พิจารณาดูพระโพธิสัตว์อยู่เป็นนิจ ด้วยความสิเนหาในบุตร ก็วันนั้นนางเสวยทิพยสมบัติ มิได้พิจารณาดูพระมหาสัตว์บางอาจารย์ว่า นางไปสู่เทวสมาคมเสีย ดังนี้ก็มี ในเวลาที่พระมหาสัตว์สลบนางพิจารณาดูว่า ความเป็นไปของบุตรเราเป็นอย่างไรบ้างหนอ ได้เห็นว่าพระเจ้าปิลยักษ์นี้ ยิงบุตรของเราด้วยลูกศรอาบยาพิษ ให้ล้มอยู่ที่หาดทรายฝั่งแม่น้ำมิคสัมมตา พร่ำรำพันด้วยเสียงอันดัง ถ้าเราจักไม่ไปในที่นั้นสุวรรณสามบุตรของเราจักพินาศอยู่ในที่นี้ แม้พระหทัยของพระราชาก็จักแตกบิดามารดาของสามะจักอดอาหาร จะไม่ได้น้ำดื่ม จักเหือดแห้งตาย แต่เมื่อเราไป พระราชาจักถือเอาหม้อน้ำดื่มไปสู่สำนักบิดามารดาของสุวรรณสามนั้นก็แลครั้นเสด็จไปแล้วจักรับสั่งว่า บุตรของท่านทั้งสอง เราฆ่าเสียแล้ว และทรงสดับคำของท่านทั้งสองนั้นแล้ว จักนำท่านทั้งสองนั้นไปสู่สำนักของสุวรรณสามผู้บุตร เมื่อเป็นเช่นนี้ ดาบสดาบสินีทั้งสอง และเราจักทำสัจจกิริยาพิษของสุวรรณสามก็จักหาย บุตรของเราจักได้ชีวิตคืนมา จักษุทั้งสองข้างของบิดามารดาสุวรรณสามจักแลเห็นเป็นปกติ และพระราชาจักได้ทรงสดับธรรมเทศนาของสุวรรณสาม เสด็จกลับพระนคร ทรงบริจาคมหาทานครองราชสมบัติโดยยุติธรรม มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า เพราะเหตุนั้น เราจะไปในที่นั้น เทพธิดานั้นจึงไปสถิตอยู่ในอากาศโดยไม่ปรากฏกาย ที่ฝั่งมิคสัมมตานที กล่าวกับพระเจ้าปิลยักขราช.
พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
เทพธิดานั้นอันตรธานไปในภูเขาคันธมาทน์ มา ภาษิตคาถาเหล่านี้ เพื่ออนุเคราะห์พระราชาว่า พระองค์ทำความผิดมาก ได้ทำกรรมอันชั่วช้า บิดามารดา และบุตรทั้งสามผู้หาความประทุษร้ายมิได้ ถูก พระองค์ฆ่าเสียด้วยลูกศรลูกเดียวกัน เชิญเสด็จมาเถิด ข้าพเจ้าจะพร่ำสอนพระองค์ ด้วยวิธีที่พระองค์จะได้ สุคติ พระองค์จงเลี้ยงดูบิดามารดาทั้งสอง ผู้มีจักษุมืด โดยธรรม ในป่า ข้าพเจ้าเข้าใจว่า สุคติจะพึงมีแก่ พระองค์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รญฺโว แปลว่า พระราชานั่นแหละ. บทว่า อาคุํ กริ ความว่า ดูก่อนพระราชาผู้ใหญ่ พระองค์ได้ทรงกระทำความผิดมากคือบาปมาก. บทว่า ทุกฺกฏํ ความว่า ความชั่วใดที่พระองค์กระทำแล้วมีอยู่ พระองค์ได้กระทำแล้วซึ่งความชั่วนั้นอันเป็นกรรมลามก. บทว่า อทูสกา แปลว่า ผู้หาโทษมิได้. บทว่า ปิตาปุตฺตา ความว่าชนสามคนเหล่านั้น คือ มารดาหนึ่ง บิดาหนึ่ง บุตรหนึ่ง พระองค์ฆ่าด้วยลูกศรลูกเดียว ด้วยว่าเมื่อพระองค์ฆ่าสุวรรณสามนั้น แม้บิดามารดาของสุวรรณสามผู้ปฏิพัทธ์สุวรรณสามนั้น ย่อมเป็นอันพระองค์ฆ่าเสียเหมือนกัน. บทว่า อนุสิกฺขามิ ความว่า จักให้ศึกษา คือ จักพร่ำสอน. บทว่า โปเสความว่า จงตั้งอยู่ ในฐานะสุวรรณสาม ยังความสิเนหาให้เกิดขึ้น เลี้ยงดูบิดามารดาทั้งสองซึ่งตาบอดนั้น ราวกะว่าสุวรรณสาม. บทว่า มญฺเหํ สุคตีสิยา ความว่า ข้าพเจ้าเข้าใจว่า พระองค์จักพึงไปสุคติเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้.
พระราชาทรงสดับคำของเทพธิดาแล้วทรงเชื่อว่า เราเลี้ยงบิดามารดาของสุวรรณสามแล้วจักไปสู่สวรรค์ ทรงดำริว่า เราจะต้องการราชสมบัติทำไมเราจักเลี้ยงดูท่านทั้งสองนั้น ทรงตั้งพระหฤทัยมั่น ทรงร่ำไรร่ำพันเป็นกำลังทรงทำความโศกให้เบาบาง เข้าพระหฤทัยว่า สุวรรณสามโพธิสัตว์สิ้นชีพแล้วจึงทรงบูชาสรีระของพระโพธิสัตว์นั้น ด้วยบุปผชาติต่าง ๆ ประพรมด้วยน้ำทำประทักษิณสามรอบ ทรงกราบในฐานะทั้งสี่แล้วถือหม้อน้ำที่พระโพธิสัตว์ใส่ไว้เต็มแล้ว ถึงความโทมนัส บ่ายพระพักตร์ทางทิศทักษิณเสด็จไป.
พระศาสดาเมื่อทรงประกาศข้อความนั้น จึงตรัสว่า
พระราชานั้น ทรงคร่ำครวญอย่างน่าสงสารเป็น อันมาก ทรงถือหม้อน้ำ บ่ายพระพักตร์ทางทิศทักษิณ เสด็จหลีกไปแล้ว.
แม้โดยปกติพระราชาเป็นผู้มีพระกำลังมาก ทรงถือหม้อน้ำเข้าไปสู่อาศรมบท ถึงประตูบรรณศาลาของทุกูลบัณฑิต ดุจบุคคลกระแตกอาศรมให้กระเทือน ทุกูลบัณฑิตนั่งอยู่ภายในได้ฟังเสียงฝีพระบาทแห่งพระเจ้าปิลยักขราชก็นึกในใจว่า นี้ไม่ใช่เสียงแห่งฝีเท้าสุวรรณสามบุตรเรา เสียงฝีเท้าใครหนอเมื่อจะถามจึงกล่าวคาถาสองคาถาว่า
นั่นเสียงฝีเท้าใครหนอ เสียงฝีเท้ามนุษย์เดิน เป็นแน่ เสียงฝีเท้าสามบุตรเราไม่ดัง ดูก่อนท่านผู้ นิรทุกข์ ท่านเป็นใครหนอ สามบุตรเราเดินเบา วาง เท้าเบา เสียงฝีเท้าสามบุตรเราไม่ดัง ท่านเป็นใครหนอ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มนุสฺสสฺเสว ความว่า เสียงฝีเท้าที่มานไม่ใช่ของราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง ยักษ์ และกินนรเป็นต้น เป็นเสียงฝีเท้าของมนุษย์แน่ แต่ไม่ใช่ของสุวรรณสาม. บทว่า สนฺตํ หิ ได้แก่ เงียบ. บทว่า วชฺชติ ได้แก่ ก้าวไป. บทว่า หญฺติ ได้แก่ วาง.
พระราชาได้สดับคำถามนั้น ทรงดำริว่า ถ้าเราไม่บอกกความที่เราเป็นพระราชา บอกว่าเราฆ่าบุตรของท่านเสียแล้ว ท่านทั้งสองนี้จักโกรธเรากล่าวคำหยาบกะเรา เมื่อเป็นเช่นนี้ ความโกรธในท่านทั้งสองนี้ก็จักเกิดขึ้นแก่เรา ครั้นความโกรธเกิดขึ้น เราก็จักเบียดเบียนท่านทั้งสองนั้น กรรมนั้นจักเป็นอกุศลของเรา แต่เมื่อเราบอกว่าเราเป็นพระราชา ชื่อว่าผู้ที่ไม่เกรงกลัวย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น เราจะบอกความที่เราเป็นพระราชาก่อน ทรงดำริฉะนี้แล้ว ทรงวางหม้อน้ำไว้ที่โรงน้ำดื่ม แล้วประทับยืนที่ประดูบรรณศาลาเมื่อจะแสดงพระองค์ให้ฤๅษีรู้จัก จึงตรัสว่า
เราเป็นพระราชาของชาวกาสี คนเรียกเราว่า พระเจ้าปิลยักษ์ เราละแว่นแคว้นเที่ยวแสวงหามฤค เพราะความโลภ อนึ่ง เราเป็นผู้ฉลาดในธนูศิลป์ ปรากฏว่าเป็นผู้แม่นยำนัก แม้ช้างมาสู่ระยะลูกศร ของเราก็ไม่พึงพ้นไปได้. ฝ่ายทุกูลบัณฑิตเมื่อจะทำปฏิสันถารกับพระราชา จึงทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร พระองค์เสด็จมาดีแล้ว อนึ่ง พระองค์เสด็จมาแต่ไกลก็เหมือนใกล้ พระองค์ผู้มี อิสระเสด็จมาถึงแล้ว ขอจงทรงทราบสิ่งที่มีอยู่ในที่นี้ ข้าแต่มหาบพิตร เชิญเสวยผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง และผลหมากเม่า อันเป็นผลไม้เล็กน้อย ขอได้โปรดเลือกเสวยผลที่ดี ๆ เถิด ข้าแต่มหาบพิตร ขอจงทรงดื่มน้ำซึ่งเป็นน้ำเย็น นำมาแต่มิคสัมมตานที ซึ่งไหลจากซอกเขา ถ้าทรงพระประสงค์.
เนื้อความของคาถานั้น ได้กล่าวไว้แล้วในสัตติคุมพชาดก แต่ในที่นี้บทว่า คิริคพฺภรา ท่านกล่าวหมายเอามิคสัมมตานที เพราะมิคสัมมตานทีนั้นไหลมาแต่ซอกเขา จึงชื่อว่า เกิดแต่ซอกเขา.
เมื่อดาบสทำปฏิสันถารอย่างนี้แล้ว พระราชาทรงคิดว่า เราไม่ควรจะบอกว่า เราฆ่าบุตรของท่านเสียแล้ว ดังนี้ก่อน ทำเหมือนไม่รู้ พูดเรื่องอะไร ๆ ไปก่อนแล้วจึงบอก ทรงดำริดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า
ท่านทั้งสองจักษุมืดไม่สามารถจะเห็นอะไร ๆ ในป่า ใครเล่าหนอนำผลไม้มาเพื่อท่านทั้งสอง ความ สะสมผลไม้น้อยใหญ่ไว้โดยเรียบร้อยนี้ ปรากฏแก่ ข้าพเจ้าว่า ดูเหมือนคนตาดีสะสมไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาลํ ความว่า ท่านทั้งสองตามืด ไม่สามารถจะมองเห็นอะไร ๆ ในบ้านได้. บทว่า โก นุ โว ผลมาหริความว่า ใครหนอนำผลไม้น้อยใหญ่มาเพื่อท่านทั้งสอง. บทว่า นิวาโปความว่า การเก็บคือสะสมผลไม้น้อยใหญ่ที่บริสุทธิ์ดี ซึ่งควรที่จะรับประทานที่ทำไว้อย่างเรียบร้อย คือโดยนัย โดยอุบาย โดยเหตุ นี้. บทว่า อนนฺธสฺเสว ความว่า ย่อมปรากฏ คือเข้าไปตั้งไว้ แก่เราเหมือนคนตาดีทำไว้.
ทุกูลบัณฑิตได้ฟังดังนั้น เพื่อจะแสดงว่ามูลผลาผลตนมิได้นำมา แต่บุตรของตนนำมา จึงได้กล่าวสองคาถาว่า
สามะหนุ่มน้อยรูปร่างสันทัดงดงามน่าดู เกศา ของเธอยาวดำ เฟื้อยลงไปปลายงอนช้อนขึ้นข้างบน เธอนั่นแหละนำผลไม้มา ถือหม้อนำจากที่นี่ ไปสู่ แม่น้ำนำน้ำมา เห็นจะกลับมาใกล้แล้ว.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาติพฺรหา ความว่า ไม่สูงไป ไม่เตี้ยไป. บทว่า สุนคฺคเวลฺลิตา ความว่า งอนขึ้นเหมือนปลายมีดเชือดเนื้อสำหรับสับเนื้อ กล่าวคือมีปลายงอนขึ้น. บทว่า กมณฺฑลุํ ได้แก่ หม้อ. บทว่า ทูรมาคโต ความว่า เข้าใจว่า บัดนี้พ่อสุวรรณสามจักมาใกล้แล้วคือจักมาแล้วสู่ที่ใกล้.
พระราชาได้ทรงสดับดังนั้นแล้วจึงตรัสว่า
ข้าพเจ้าได้ฆ่าสามกุมารผู้ปฏิบัติบำรุงท่านเสีย แล้ว ผู้เป็นเจ้ากล่าวถึงสามกุมารผู้งดงามน่าดูใด เกศา ของสามกุมารนั้นยาวดำ เฟื้อยลงไปปลายงอนช้อนขึ้น เบื้องบน สามกุมารนั้นข้าพเจ้าฆ่าเสียแล้ว นอนอยู่ที่ หาดทรายเปรอะเปื้อนด้วยโลหิต.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวธึ ความว่า ข้าพเจ้ายิงด้วยลูกศรยิงมฤคให้ตายแล้ว. บทว่า ปเวเทถ ได้แก่ กล่าวถึง. บทว่า เสติ ความว่านอนอยู่บนหาดทรายริมฝั่งมิคสัมมตานที.
ก็บรรณศาลาของปาริกาดาบสินีอยู่ใกล้ของทุกูลบัณฑิต นางนั่งอยู่ในบรรณศาลานั้น ได้ฟังพระดำรัสของพระราชา ก็ใคร่จะรู้ประพฤติการณ์นั้นจึงออกจากบรรณศาลาของคน ไปสำนักทุกูลบัณฑิตด้วยสำคัญเชือกที่สำหรับสาวเดินไปได้กล่าวว่า
ข้าแต่ทุกูลบัณฑิต ท่านพูดกับใครซึ่งบอกว่า ข้าพเจ้าฆ่าสามกุมารเสียแล้ว ใจของดิฉันย่อมหวั่นไหว เพราะได้ยินว่า สามกุมารถูกฆ่าเสียแล้ว กิ่งอ่อนแห่ง ต้นโพธิ์ใบ อันลมพัดให้หวั่นไหว ฉันใด ใจของ ดิฉันย่อมหวั่นไหวเพราะได้ยินว่า สามกุมารถูกฆ่าเสีย แล้ว ฉันนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาทินา ความว่า ผู้กล่าวว่า ข้าพเจ้าฆ่าสามกุมารเสียแล้ว. บทว่า ปวาลํ ได้แก่ หน่ออ่อน. บทว่า มาลุเตริตํ ความว่า ถูกลมพัดให้หวั่นไหว.
ลำดับนั้น ทุกูลบัณฑิตเมื่อจะโอวาทนางปาริกาดาบสินีนั้น จึงกล่าวว่า
ดูก่อนนางปาริกา ท่านผู้นี้คือพระเจ้ากาสี พระองค์ทรงยิงสามกุมารด้วยลูกศร ที่มิคสัมมตานที ด้วย ความโกรธ เราทั้งสองอย่าปรารถนาบาปต่อพระองค์ เลย.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิคสมฺมเต ความว่า ที่หาดทรายริมฝั่งมิคสัมมตานที. บทว่า โกธสา ความว่า ด้วยความโกรธที่เกิดขึ้นในเพราะมฤคทั้งหลาย. บทว่า มา ปาปมิจฺฉิมฺหา ความว่า เราทั้งสองอย่าปรารถนาบาปต่อพระองค์เลย.
ปาริกาดาบสินีกล่าวอีกว่า
บุตรที่รักอันหาได้ด้วยยาก ผู้ได้เลี้ยงเราทั้งสอง ผู้ตามืดในป่า จะไม่ยังจิตให้โกรธ ในบุคคลผู้ฆ่าบุตร คนเดียวนั้น ได้อย่างไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฆาตมฺหิ แปลว่า ในบุคคลผู้ฆ่า. ทุกูลบัณฑิตกล่าวว่า บุตรที่รักอันหาได้ด้วยยาก ผู้ได้เลี้ยงเราทั้งสอง ผู้ตามืดในป่า บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญบุคคล ผู้ไม่โกรธในบุคคลผู้ฆ่าบุตรคนเดียวนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโกธํ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญ คือกล่าวถึงบุคคลผู้ไม่โกรธนั้นว่า ขึ้นชื่อว่าความโกรธ ย่อมทำให้ตกนรก ฉะนั้น ไม่พึงทำความโกรธนั้น พึงทำความไม่โกรธในบุคคลผู้ฆ่าบุตรเท่านั้น.
ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ดาบสดาบสินีทั้งสอง ก็ข้อนทรวงด้วยมือทั้งสอง พรรณนาคุณของพระมหาสัตว์ คร่ำครวญเป็นอันมาก.
ลำดับนั้น พระเจ้าปิลยักขราชเมื่อจะทรงเล้าโลมเอาใจดาบสทั้งสองนั้น จึงตรัสว่า
อยู่เป็นเจ้าทั้งสองอย่างคร่ำครวญ เพราะข้าพเจ้า กล่าวว่าข้าพเจ้าฆ่าสามกุมารเสียแล้ว ไปมากเลย ข้าพเจ้าจักรับการงานเลี้ยงดูผู้เป็นเจ้า ทั้งสอง ในป่าใหญ่ ข้าพเจ้าเป็นผู้ฉลาดในธนูศิลป์ ปรากฏว่า เป็นผู้แม่นยำนัก ข้าพเจ้าจักรับการงานเลี้ยงดูผู้เป็นเจ้า ทั้งสอง ในป่าใหญ่ ข้าพเจ้าจักฆ่ามฤคและแสวงหา มูลผลในป่า รับการงานเลี้ยงดูผู้เป็นเจ้าทั้งสองในป่า ใหญ่.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาทินา ความว่า ท่านทั้งสองอย่ากล่าวคำเป็นต้นว่า บุตรผู้ถึงพร้อมด้วยคุณอย่างนี้ของเรา ถูกท่านผู้กล่าวอยู่กับข้าพเจ้าว่า ฆ่าสามกุมารเสียแล้วดังนี้ ฆ่าแล้ว บัดนี้ใครจักเลี้ยงดูพวกเรา ดังนี้คร่ำครวญมากไปเลย ข้าพเจ้าจักทำการงานแก่ท่านทั้งสอง เลี้ยงดูท่านทั้งสองเหมือนสามกุมาร ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว พระราชาได้ปลอบใจท่านทั้งสองนั้นว่า ขอท่านทั้งสองอย่าได้คิดเลย ข้าพเจ้าไม่ต้องการราชสมบัติ ข้าพเจ้าจักเลี้ยงดูท่านทั้งสองตลอดชีวิต.
ลำดับนั้น ฝ่ายดาบสดาบสินีทั้งสองนั้นสนทนากับพระราชา ทูลว่า
ขอถวายพระพรมหาบพิตร สภาพนั้นไม่สม ควร การทรงทำอย่างนั้นไม่ควร ในอาตมาทั้งสอง พระองค์เป็นพระราชาของอาตมาทั้งสอง อาตมาทั้ง สอง ขอถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺโม ได้แก่ สภาพหรือเหตุการณ์บทว่า เนตํ กปฺปติ ความว่า การกระทำการงานของพระองค์นั้น ย่อมไม่ควร คือไม่งาม ไม่สมควรในอาตมาทั้งสอง. บทว่า ปาเท วนฺทาม เตความว่า ก็ดาบสดาบสินีทั้งสองนั้น ตั้งอยู่ในเพศบรรพชิต ทูลพระราชาดังนี้เพราะความโศกในบุตรครอบงำ และเพราะไม่มีมานะ.
พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น ทรงยินดีเหลือเกิน ทรงดำริว่า โอน่าอัศจรรย์ แม้เพียงคำหยาบของฤๅษีทั้งสองนี้ ก็ไม่มีในเราผู้ทำความประทุษร้ายถึงเพียงนี้ กลับยกย่องเราเสียอีก จึงตรัสอย่างนี้ว่า
ข้าแต่ท่านผู้เชื้อชาติเนสาท ท่านกล่าวเป็นธรรม ท่านบำเพ็ญความถ่อมตนแล้ว ขอท่านจงเป็นบิดาของ ข้าพเจ้า ข้าแต่นางปาริกา ขอท่านจงเป็นมารดาของ ข้าพเจ้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตยา ความว่า เมื่อกล่าวเป็นคน ๆ ก็กล่าวอย่างนี้. บทว่า ปิตา เป็นต้น ความว่า ข้าแต่พ่อทุกูลบัณฑิต ตั้งแต่วันนี้ไป ขอท่านจงตั้งอยู่ในฐานะแห่งบิดาของข้าพเจ้า ข้าแต่แม่ปาริกา แม้ท่านก็ขอจงตั้งอยู่ในฐานะแห่งมารดา ข้าพเจ้าก็จักตั้งอยู่ในฐานะแห่งสามกุมารบุตรของท่าน กระทำกิจทุกอย่างมีล้างเท้าเป็นต้น ขอท่านทั้งสองจงอย่ากำหนดข้าพเจ้าว่าเป็นพระราชา จงกำหนดว่าเหมือนสามกุมารเถิด.
ดาบสทั้งสองประคองอัญชลีไหว้ เมื่อจะทูลวิงวอนว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร พระองค์ไม่มีหน้าที่ที่จะทำการงานแก่อาตมาทั้งสอง แต่ขอพระองค์จงทรงถือปลายไม้เท้าของอาตมาทั้งสองนำไปแสดงตัวสุวรรณสามเถิด จึงกล่าวสองคาถาว่า
ข้าแต่พระเจ้ากาสี อาตมาทั้งสองขอนอบน้อม แด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ยังชาวกาสีให้เจริญ อาตมาทั้งสองนอบน้อมแด่พระองค์ อาตมาทั้งสองประคองอัญชลีแด่พระองค์ ขอพระองค์โปรดพาอาตมาทั้ง สองไปให้ถึงสามกุมาร อาตมาทั้งสองจะสัมผัสเท้าทั้ง สองและดวงหน้าอันงดงามน่าดูของเธอ แล้วทรมาน ตนให้ถึงกาลกิริยา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาว สามานุปาปย ความว่า โปรดพาอาตมาทั้งสองไปให้ถึงที่ที่สามกุมารอยู่. บทว่า ภุชทสฺสนํ ความว่า สามกุมารผู้งามน่าดู คือมีรูปงามน่าเลื่อมใส. บทว่า สํสุมฺภมานา ได้แก่ โบย. บทว่า กาลมาคมยามฺหเส ความว่า จักกระทำ คือจักถึงกาลกิริยา.
เมื่อท่านเหล่านั้นสนทนากันอยู่อย่างนี้ พระอาทิตย์อัสดงคต ลำดับนั้นพระราชาทรงดำริว่า ถ้าเรานำฤๅษี ทั้งสองผู้ตามืดไปในสำนักของสุวรรณสามในบัดนี้ทีเดียว หทัยของฤๅษีทั้งสองจักแตกเพราะเห็นสุวรรณสามนั้น เราก็ชื่อว่านอนอยู่ในนรก ในกาลที่ท่านทั้งสามทำกาลกิริยา ด้วยประการฉะนี้เพราะฉะนั้น เราจักไม่ให้ฤๅษีทั้งสองนั้นไป ทรงดำริฉะนี้แล้ว จึงตรัสคาถาสี่คาถาว่า
สามกุมารถูกฆ่านอนอยู่ที่ป่าใด ดุจดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ตกลงเหนือแผ่นดินแล้ว เกลือกเปื้อน ด้วยฝุ่นทราย ป่านั้นเป็นป่าใหญ่ เกลื่อนกล่นด้วยพาล มฤค ปรากฏเหมือนที่สุดอากาศ ผู้เป็นเจ้าทั้งสองจง อยู่ในอาศรมนี้แหละ.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๓ หน้า ๑๖๘–๒๑๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
มหานิบาตชาดก ๔๓ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๔๓ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ
|482.1| Ko nu maṃ usunā vijjhi pamattaṃ udahārikaṃ 2- khattiyo brāhmaṇo vesso ko maṃ viddhā nilīyasi. |482.2| Na me maṃsāni khajjāni cammenattho na vijjati atha kena nu vaṇṇena viddheyyaṃ maṃ amaññatha. |482.3| Ko vā tvaṃ kassa vā putto kathaṃ jānemu taṃ mayaṃ puṭṭho me samma akkhāhi kiṃ maṃ viddhā nilīyasi.
|483.1| Rājāhamasmi kāsīnaṃ pilayakkhoti maṃ vidū lobhā raṭṭhaṃ pahitvāna migamesaṃ carāmahaṃ |483.2| issatthe casmi kusalo daḷhadhammoti vissuto nāgopi me na muñceyya āgato usupātanaṃ. |483.3| Ko vā tvaṃ kassa vā putto 3- kathaṃ jānemu taṃ mayaṃ pituno attano cāpi nāmagottaṃ pavedaya.
|484.1| Nesādaputto bhaddante sāmo iti maṃ ñātayo āmantayiṃsu jīvantaṃ svājjevaṅgato 4- saye |484.2| viddhosmi puthusallena savisena yathā migo sakamhi lohite rāja passa semi paripluto @Footnote: 1 Ma. muñjāvesikā pavāḷhā . 2 Ma. udahārakaṃ . 3 Sī. Yu. tvaṃ ca kassa vā @puttosi. 4 Ma. svajjevāhaṃ gato. |484.3| Paṭivāmagataṃ sallaṃ passa thimhāmi 1- lohitaṃ āturo tyānupucchāmi kiṃ maṃ viddhā nilīyasi |484.4| ajinamhi haññate dīpi nāgo dantehi haññate atha kena nu vaṇṇena viddheyyaṃ maṃ amaññatha.
Migo upaṭṭhito āsi āgato usupātanaṃ taṃ disvā ubbijji sāma tena kodho mamāvisi.
|486.1| Yato sarāmi attānaṃ yato pattosmi viññutaṃ na maṃ migā utrāsanti 2- araññe sāpadānipi. |486.2| Yato nidhiṃ parihāriṃ yato pattosmi yobbanaṃ na maṃ migā utrāsanti araññe sāpadānipi. |486.3| Bhīrū kiṃpurisā rāja pabbate gandhamādane sammodamānā gacchāma pabbatāni vanāni ca atha kena nu vaṇṇena utrāsanti migā mamaṃ.
|487.1| Na taṃ tasa 3- migo sāma kintāhaṃ alikaṃ bhaṇe kodhalobhābhibhūtāhaṃ usuṃ te taṃ avissajiṃ 4- . |487.2| Kuto nu sāma āgamma kassa vā pahito tuvaṃ udahāro nadiṃ gaccha āgato migasammataṃ.
Andhā mātāpitā mayhaṃ te bharāmi brahāvane tesāhaṃ udakahāro āgato migasammataṃ.
|489.1| Atthi nesaṃ usāmattaṃ atha sāhassa jīvitaṃ @Footnote: 1 Ma. dhimhāmi. vihāmītipi . 2 Ma. uttasanti. ito paraṃ īdisameva. @ 3 na taddasā itipi . 4 Ma. avassajiṃ. Udakassa alābhena maññe andhā marissare. |489.2| Na me idaṃ tathā dukkhaṃ labbhā hi pumunā idaṃ yañca ammaṃ na passāmi taṃ me dukkhataraṃ ito. |489.3| Na me idaṃ tathā dukkhaṃ labbhā hi pumunā idaṃ yañca tātaṃ na passāmi taṃ me dukkhataraṃ ito. |489.4| Sā nūna kapaṇā ammā ciraṃ rattāya rucchati aḍḍharatteva ratte vā nadīva avasussati 1- . So nūna kapaṇo tāto ciraṃ rattāya rucchati |489.5| aḍḍharatteva ratte vā nadīva avasussati. Uṭṭhānapādacariyāya 2- rāja sambāhanassa 3- ca sāma tāta vilapantā hiṇḍissanti brahāvane. |489.6| Idampi dutiyaṃ sallaṃ kampeti hadayaṃ mama yañca andhe na passāmi maññe hissāmi jīvitaṃ.
|490.1| Mā bāḷhaṃ paridevesi sāma kalyāṇadassana ahaṃ kammakaro hutvā bharissante brahāvane. |490.2| Issatthe casmi kusalo daḷhadhammoti vissuto ahaṃ kammakaro hutvā bharissante brahāvane. |490.3| Migānaṃ vighāsamanvesaṃ vanamūlaphalāni ca ahaṃ kammakaro hutvā bharissante brahāvane. |490.4| Katamantaṃ vanaṃ sāma yattha mātāpitā tava @Footnote: 1 Ma. avasucchati . 2 Sī. Yu. pāricariyāya . 3 Ma. pādasambāhanassa ca. Ahante tathā bharissaṃ yathā te abharī tuvaṃ.
Ayaṃ ekapadī rāja yoyaṃ ussīsake mama ito gantvā aḍḍhaghosaṃ 1- tattha nesaṃ agārakaṃ yattha mātāpitā mayhaṃ te bharassu ito gato.
|492.1| Namo te kāsirājatthu namo te kāsivaḍḍhana andhā mātāpitā mayhaṃ te bharassu brahāvane. |492.2| Añjalinte paggaṇhāmi kāsirāja namatthu te mātaraṃ pitaraṃ mayhaṃ vutto vajjāsi vandanaṃ.
Idaṃ vatvāna so sāmo yuvā kalyāṇadassano mucchito visavegena visaññī samapajjatha.
|494.1| Sa rājā paridevesi bahuṃ kāruññasañhitaṃ ajarāmarohaṃ āsiṃ ajjetaṃ ñāmi no pure. |494.2| Sāmaṃ kālakataṃ disvā natthi maccussa nāgamo yassu maṃ paṭimanteti savisena samappito. |494.3| Svājjevaṅgate kāle na kiñcimabhibhāsati nirayaṃ nūna gacchāmi ettha me natthi saṃsayo. |494.4| Tadā hi pakataṃ pāpaṃ ciraṃ rattāya kibbisaṃ bhavanti tassa vattāro gāme kibbisakārako araññe nimmanussamhi ko maṃ vattumarahati. |494.5| Sārayanti hi kammāni gāme saṅgaccha māṇavā @Footnote: 1 aḍḍhasontipi. Araññe nimmanussamhi ko nu maṃ sārayissati .
|495.1| Sā devatā antarahitā pabbate gandhamādane raññova anukampāya imā gāthā abhāsatha. |495.2| Āguṃ kira mahārāja akari kammadukkaṭaṃ adūsakā pitāputtā tayo ekūsunā hatā. |495.3| Ehi taṃ anusikkhāmi yathā te sugatī siyā dhammenandheva ne posa maññehaṃ sugatī siyā 1- .
Sa rājā paridevitvā bahuṃ kāruññasañhitaṃ udakakumbhamādāya pakkāmi dakkhiṇāmukho.
|497.1| Kassa nu eso padasaddo manussasseva āgato neso sāmassa nigghoso ko nu tvamasi mārisa. |497.2| Santaṃ hi sāmo vajati santaṃ pādāni neyati neso sāmassa nigghoso ko nu tvamasi mārisa.
|498.1| Rājāhamasmi kāsīnaṃ pilayakkhoti maṃ vidū lobhā raṭṭhaṃ pahitvāna migamesaṃ carāmahaṃ. |498.2| Issatthe casmi kusalo daḷhadhammoti vissuto nāgopi me na muñceyya āgato usupātanaṃ.
|499.1| Svāgatante mahārāja atho te adurāgataṃ issarosi anuppatto yaṃ idhatthi pavedaya. |499.2| Tiṇḍukāni piyālāni madhuke kāsamāriyo @Footnote: 1 Ma. tayā. Phalāni khuddakappāni bhuñja rāja varaṃ varaṃ. |499.3| Idampi pānīyaṃ sītaṃ ābhataṃ girigabbharā ito 1- piva mahārāja sace tvaṃ abhikaṅkhasi.
Nālaṃ andhā vane daṭṭhuṃ ko nu vo phalamāhari anandhassevāyaṃ sammā nivāpo mayha khāyati.
|501.1| Daharo yuvā nātibrahā sāmo kalyāṇadassano dīghassa kesā asitā atho sunaggavellitā. |501.2| So have phalamāharitvā ito ādāya kamaṇḍaluṃ nadiṃ gato udahāro maññe na dūramāgato.
|502.1| Ahantaṃ avadhiṃ sāmaṃ yo tuyhaṃ paricārako yaṃ kumāraṃ pavedetha sāmaṃ kalyāṇadassanaṃ. |502.2| Dīghassa kesā asitā atho sunaggavellitā tesu lohitalittesu seti sāmo mayā hato.
|503.1| Kena dukūla mantesi hato sāmoti vādinā hato sāmoti sutvāna hadayaṃ me pavedhati. |503.2| Assatthasseva taruṇaṃ pavālaṃ māluteritaṃ hato sāmoti sutvāna hadayaṃ me pavedhati.
Pārike kāsirājāyaṃ so sāmaṃ migasammate kodhasā usunā vijjhi tassa mā pāpamicchimhā.
Kicchā laddho piyo putto yo andhe abharī vane @Footnote: 1 Ma. tato. Tamekaputtaghātimhi kathaṃ cittaṃ na kopaye.
Kicchā laddho piyo putto yo andhe abharī vane tamekaputtaghātimhi akkodhaṃ āhu paṇḍitā.
|507.1| Mā bāḷhaṃ paridevetha hato sāmoti vādinā ahaṃ kammakaro hutvā bharissāmi brahāvane. |507.2| Issatthe casmi kusalo daḷhadhammoti vissuto ahaṃ kammakaro hutvā bharissāmi brahāvane. |507.3| Migānaṃ vighāsamanvesaṃ vanamūlaphalāni ca ahaṃ kammakaro hutvā bharissāmi brahāvane.
Nesa dhammo mahārāja netaṃ amhesu kappati rājā tvamasi amhākaṃ pāde vandāma te mayaṃ.
Dhammaṃ nesāda bhaṇatha katā apacitī tayā pitā tvamasi amhākaṃ mātā tvamasi pārike.
|510.1| Namo te kāsirājatthu namo te kāsivaḍḍhana añjalinte paggaṇhāma yāva sāmānupāpaya. |510.2| Tassa pāde samajjantā 1- mukhañca bhujadassanaṃ saṃsumbhamānā attānaṃ kālamāgamayāmase.
|511.1| Brahā vāḷamigākiṇṇaṃ ākāsantaṃva dissati yattha sāmo hato seti candova patito chamā. @Footnote: 1 si. Yu. pavaṭṭantā. |511.2| Brahā vāḷamigākiṇṇaṃ ākāsantaṃva dissati yattha sāmo hato seti suriyova patito chamā. |511.3| Brahā vāḷamigākiṇṇaṃ ākāsantaṃva dissati yattha sāmo hato seti paṃsunā parikuṇṭhito 1- . |511.4| Brahā vāḷamigākiṇṇaṃ ākāsantaṃva dissati yattha sāmo hato seti idheva vasathassame.
Yadi tattha sahassāni satāni nahutāni 2- ca nevamhākaṃ bhayaṃ koci vane vāḷesu vijjati.
Tato andhānamādāya kāsirājā brahāvane hatthe gahetvā pakkāmi yattha sāmo hato ahu.
|514.1| Disvāna patitaṃ sāmaṃ puttakaṃ paṃsukuṇṭhitaṃ apaviddhaṃ brahāraññe candaṃva patitaṃ chamā. |514.2| Disvāna patitaṃ sāmaṃ puttakaṃ paṃsukuṇṭhitaṃ apaviddhaṃ brahāraññe suriyaṃva patitaṃ chamā. |514.3| Disvāna patitaṃ sāmaṃ puttakaṃ paṃsukuṇṭhitaṃ apaviddhaṃ brahāraññe kalūnaṃ paridevayuṃ. |514.4| Disvāna patitaṃ sāmaṃ puttakaṃ paṃsukuṇṭhitaṃ bāhā paggayha pakkanduṃ adhammo kira bho iti. |514.5| Bāḷhaṃ kho tvaṃ pamattosi sāma kalyāṇadassana yo ajjevaṅgate kāle na kiñcimabhibhāsasi. @Footnote: 1 Ma. patikunthito . 2 Ma. niyutāni. |514.6| Bāḷhaṃ kho tvaṃ padittosi sāma kalyāṇadassana yo ajjevaṅgate kāle na kiñcimabhibhāsasi |514.7| bāḷhaṃ kho tvaṃ pakuddhosi sāma kalyāṇadassana yo ajjevaṅgate kāle na kiñcimabhibhāsasi. |514.8| Bāḷhaṃ kho tvaṃ pasuttosi sāma kalyāṇadassana yo ajjevaṅgate kāle na kiñcimabhibhāsasi. |514.9| Bāḷhaṃ kho tvaṃ vimanosi sāma kalyāṇadassana yo ajjevaṅgate kāle na kiñcimabhibhāsasi. |514.10| Jaṭaṃ valinaṃ paṃsugataṃ kodāni saṇṭhapessati 1- sāmo ayaṃ kālakato andhānaṃ paricāriko. |514.11| Ko no 2- sammajjanādāya sammajjissati assamaṃ sāmo ayaṃ kālakato andhānaṃ paricāriko. |514.12| Kodāni nhāpayissati sītenuṇhodakena ca sāmo ayaṃ kālakato andhānaṃ paricāriko. |514.13| Kodāni bhojayissati vanamūlaphalāni ca sāmo ayaṃ kālakato andhānaṃ paricāriko.
|515.1| Disvāna patitaṃ sāmaṃ puttakaṃ paṃsukuṇṭhitaṃ aṭṭitā puttasokena mātā saccaṃ abhāsatha. |515.2| Yena saccenayaṃ sāmo dhammacārī pure ahu etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. @Footnote: 1 Ma. santapessati . 2 Ma. me. |515.3| Yena saccenayaṃ sāmo brahmacārī pure ahu etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |515.4| Yena saccenayaṃ sāmo saccavādī pure ahu etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |515.5| Yena saccenayaṃ sāmo mātāpetibharo ahu etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |515.6| Yena saccenayaṃ sāmo kule jeṭṭhāpacāyiko etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |515.7| Yena saccenayaṃ sāmo pāṇā piyataro mama etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |515.8| Yaṅkiñcitthi kataṃ puññaṃ mayhañceva pitucca te sabbena tena kusalena visaṃ sāmassa haññatu.
|516.1| Disvāna patitaṃ sāmaṃ puttakaṃ paṃsukuṇṭhitaṃ aṭṭito puttasokena pitā saccaṃ abhāsatha. |516.2| Yena saccenayaṃ sāmo dhammacārī pure ahu etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |516.3| Yena saccenayaṃ sāmo brahmacārī pure ahu etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |516.4| Yena saccenayaṃ sāmo saccavādī pure ahu etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |516.5| Yena saccenayaṃ sāmo mātāpetibharo ahu etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |516.6| Yena saccenayaṃ sāmo kule jeṭṭhāpacāyiko etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |516.7| Yena saccenayaṃ sāmo pāṇā piyataro mama etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |516.8| Yaṅkiñcitthi kataṃ puññaṃ mayhañceva mātucca te sabbena tena kusalena visaṃ sāmassa haññatu.
|517.1| Sā devatā antarahitā pabbate gandhamādane sāmassa anukampāya imaṃ saccaṃ abhāsatha. |517.2| Pabbatyāhaṃ gandhamādane ciraṃ rattaṃ nivāsinī 1- na me piyataro koci añño sāmena vijjati etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |517.3| Sabbe vanā gandhamayā pabbate gandhamādane etena saccavajjena visaṃ sāmassa haññatu. |517.4| Tesaṃ lālappamānānaṃ bahuṃ kāruññasañhitaṃ khippaṃ sāmo samuṭṭhāsi yuvā kalyāṇadassano.
Sāmohamasmi bhaddaṃ vo sotthināmhi samuṭṭhito mā bāḷhaṃ paridevetha mañjunābhivadetha maṃ.
|519.1| Svāgatante mahārāja atho te adurāgataṃ @Footnote: 1 Ma. cirarattanivāsanī. Issarosi anuppatto yaṃ idhatthi pavedaya. |519.2| Tiṇḍukāni piyālāni madhuke kāsamāriyo phalāni khuddakappāni bhuñja rāja varaṃ varaṃ. |519.3| Atthi me pānīyaṃ sītaṃ ābhataṃ girigabbharā tato piva mahārāja sace tvaṃ abhikaṅkhasi.
Sammuyhāmi pamuyhāmi sabbā muyhanti me disā petantaṃ sāmamaddakkhiṃ ko nu tvaṃ sāma jīvasi.
|521.1| Api jīvaṃ mahārāja purisaṃ gāḷhavedanaṃ upanītamanasaṅkappaṃ jīvantaṃ maññate mataṃ. |521.2| Api jīvaṃ mahārāja purisaṃ gāḷhavedanaṃ taṃ nirodhagataṃ santaṃ jīvantaṃ maññate mataṃ.
|522.1| Yo mātaraṃ pitaraṃ vā macco dhammena posati devāpi naṃ tikicchanti mātāpetibharaṃ naraṃ. |522.2| Yo mātaraṃ pitaraṃ vā macco dhammena posati idheva naṃ pasaṃsanti pecca sagge pamodati.
Esa bhiyyo pamuyhāmi sabbā muyhanti me disā saraṇaṃ [1]- sāma gacchāmi tvañca me saraṇaṃ bhava.
|524.1| Dhammañcara 2- mahārāja mātāpitūsu khattiya idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. @Footnote: 1 Ma. taṃ . 2 Ma. dhammaṃ cara. ito paraṃ īdisameva. |524.2| Dhammañcara mahārāja puttadāresu khattiya idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |524.3| Dhammañcara mahārāja mittāmaccesu khattiya idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |524.4| Dhammañcara mahārāja vāhanesu balesu ca idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |524.5| Dhammañcara mahārāja gāmesu nigamesu ca idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |524.6| Dhammañcara mahārāja raṭṭhesu janapadesu ca idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |524.7| Dhammañcara mahārāja samaṇe 1- brāhmaṇesu ca idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |524.8| Dhammañcara mahārāja migapakkhīsu khattiya idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |524.9| Dhammañcara mahārāja dhammo ciṇṇo sukhāvaho idha dhammaṃ caritvāna rāja saggaṃ gamissasi. |524.10| Dhammañcara mahārāja indā devā sabrahmakā suciṇṇena divaṃ pattā mā dhammaṃ rāja pāmadoti. Suvaṇṇasāmajātakaṃ 2- tatiyaṃ. --------- @Footnote: 1 Ma. samaṇabrāhmaṇesu ca . 2 Sī. Yu. sāmajātakaṃ.
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรโรมัน ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๔๘๒
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘