ภูริทัตชาดก
ว่าด้วยพระเจ้าภูริทัตทรงบำเพ็ญศีลบารมี
เล่มที่ ๒๘ · ข้อ ๖๘๗ · บรรทัด ๔๓๒๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๒
อรรถกถาชาดก ตอนที่ ๒ จาก ๑๓
เรื่องเล่า
พระราชธิดาแก่พระราชาของข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพานิ เต อุปยนฺตุ ความว่า ขอรัตนะทั้งหมดของท้าวธตรฐนั้นจงนำเข้ามา คือจงเข้ามาสู่พระนิเวศน์ของพระองค์
พระราชาครั้นได้สดับดังนั้นจึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า
พวกเราไม่เคยทำการวิวาห์กับนาคทั้งหลาย ใน กาลไหน ๆ เลย พวกเราจะทำวิวาห์อันไม่สมควรนั้น ได้อย่างไรเล่า.
บรรดาบทเหล่านั้น บ ว่า อสํยุตฺตํ ความว่า ไม่สมควรคือไม่เหมาะสมกับสัตว์ดิรัจฉาน พวกเราเป็นชาติมนุษย์ จะกระทำความสัมพันธ์กับสัตว์ดิรัจฉานอย่างไรได้.
พวกนาคมาณพ ได้ฟังคำดังนั้นแล้วจึงกล่าวว่า ถ้าความสัมพันธ์กับพระยานาคธตรฐไม่เหมาะสมกับท่าน เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะเหตุไร ท่านจึงส่งเต่าชื่อว่าจิตตจูฬผู้อุปฐากของตนไปเป็นทูตแก่พระราชาของพวกเราว่า เราจะให้ธิดาของเราชื่อว่า สมุททชา เล่า ครั้นส่งสาสน์อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อท่านกระทำการดูหมิ่นพระราชาของพวกเรา พวกเราแลชื่อว่าเป็นนาคมาณพจักรู้กรรมที่ควรกระทำแก่ท่าน เมื่อจะขู่พระราชาจึงกล่าว ๒ พระคาถาว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ พระองค์ จำต้องทรงสละพระชนม์ชีพหรือแว้นแคว้นเสียเป็นแน่ เพราะเมื่อพวกนาคโกรธแล้ว คนทั้งหลาย เช่นพระองค์ จะมีชีวิตอยู่นานไม่ได้ ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระองค์เป็นมนุษย์ไม่มีฤทธิ์ มาดูหมิ่นพวกพระยานาค ธตรผู้มีฤทธิ์ ผู้เป็นบุตรของท้าววรุณนาคราช เกิด ภายใต้แม่น้ำยมุนา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รฏฺํ วา ความว่า ชีวิตหรือรัฐท่านจักสละโดยส่วนเดียว. บทว่า ตาทิสา ความว่า พระราชาทั้งหลายผู้เช่นท่าน ถูกนาคผู้มีอานุภาพมากโกรธแล้วอย่างนี้ ไม่สามารถจะดำรงชีวิตอยู่ได้นาน ย่อมอันตรธานไปในระหว่างเทียว. บทว่า โย ตฺวํ เทว ความว่า ข้าแต่สมมติเทพท่านใดแม้เป็นมนุษย์. บทว่า วรุณสฺส ได้แก่ พระยานาคชื่อว่าวรุณ. บทว่า นิยํ ปุตฺตํ ได้ แก่บุตรผู้อยู่ในภายใน (ตน). บทว่า ยามุนํ ได้แก่ เกิดในภายใต้แม่น้ำยมุนา.
ลำดับนั้น พระราชาได้ตรัส ๒ คาถาว่า
เราไม่ได้ดูหมิ่นท้าวธตรฐเรื่องยศ ก็ท้าวธตรฐ ผู้เป็นใหญ่กว่านาคแม้ทั้งหมด ถึงจะเป็นพระยานาคผู้ มีอานุภาพมา ก็ไม่สมควรกะธิดาของเรา เราเป็น กษัตริย์ของชนชาววิเทหรัฐ และนางสมุททชาธิดาของ เราก็เป็นอภิชาต.
บรรดาบทเหล่านั้นด้วยบทว่า พหูนมฺปิ นี้ ท่านกล่าวหมายเอาความเป็นใหญ่ แห่งภพนาคประมาณ ๕๐๐ โยชน์. บทว่า น เม ธีตรมารโหความว่า ก็ท่านแม้เป็นผู้มีอานุภาพมากอย่างนี้ก็ไม่สมควรกะธิดาของเรา เพราะท่านเป็นอหิชาติ (ชาติงู). พระองค์เมื่อแสดงถึงผู้เป็นญาติอันเป็นฝ่ายมารดาจึงตรัสคำนี้ว่า ขตฺติโย จ วิเทหานํ ดังนี้. ด้วยบทว่า สมุทฺทชา นี้ท่านกล่าวว่า คนทั้งสอง คือกษัตริย์ผู้เป็นราชโอรสของพระจ้าวิเทหะ และพระธิดาของเรานามว่าสมุททชา เป็นอภิชาตสมควรจะสังวาสกันและกัน เพราะนางย่อมไม่คู่ควรแก่งูผู้มีกบเป็นภักษา.
พวกนาคมาณพได้ฟังดังนั้นแล้ว แม้ประสงค์จะฆ่าพระองค์ด้วยสมในนาสิก ในที่นั้นนั่นเอง จึงคิดว่า แม้เมื่อพวกเราถูกพระราชาส่งไปเพื่อกำหนดวัน การที่เราจะฆ่าพระราชานี้แล้วไปไม่สมควรเลย พวกเราจักไปกราบทูลพระราชาแล้วจักทราบ ดังนี้แล้ว พวกเขาจึงลุกจากที่นั้นอกจากราชนิเวศน์ดำรงแผ่นดินไปในที่นั้น ถูกพระยานาคถามว่า พ่อทั้งหลาย พวกท่านได้ราชธิดาแล้วหรือ ? ดังนี้แล้วโกรธต่อพระราชา จึงกราบทูลว่า ข้าแต่สมบัติเทพ พระองค์ส่งพวกข้าพระองค์ไปในที่ใดที่หนึ่ง เพราะเหตุอันไม่สมควรอะไรเลย ถ้าพระองค์ปรารถนาจะฆ่า พระองค์จงฆ่าพวกข้าพระองค์เสียในที่นี้แหละ พระราชานั้นด่าบริภาษพระองค์ ยกธิดาของตนขึ้นด้วยความเมาในชาติ ดังนี้แล้วกราบทูลถึงความที่พระองค์กล่าวและมิได้กล่าว ทำความโกรธให้เกิดขึ้นแก่พระราชา. พระองค์เมื่อจะทรงสั่งบังคับให้ประชุมบริษัทจึงตรัสว่า
พวกนาคเหล่ากัมพลอัสสดรจงเตรียมตัว จง ไปบอกให้พวกนาคทั้งปวงรู้กัน จงพากันไปกรุง พาราณสี แต่อย่าได้เบียดเบียนใคร ๆ เลย.
บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า กมฺพลสฺสตรา พระองค์เมื่อสั่งบังคับว่า นาคชื่อว่ากัมพลอัสสดร ผู้เป็นฝักฝ่ายมารดาของเรานั้น นาคผู้อยู่ที่เชิงเขาสิเนรุ และนาคเหล่านั้นจงลุกขึ้นเถิด และนาคเหล่าอื่นผู้กระทำตามคำของเราในทิศใหญ่ ๔ ในทิศน้อย ๔ มีประมาณเท่าใด จงไปบอกนาคทั้งหมดนั้นให้ทราบ ข่าวว่าพวกท่านจงรีบประชุมกันจึงได้ตรัสอย่างนั้น. ลำดับนั้นเมื่อพวกนาคทั้งหมดนั่นแลรีบประชุมกันทูลว่า พวกข้าพระองค์จะทำอย่างไร พระเจ้าข้า. พระองค์จึงตรัสว่า นาคของเราทั้งหมดจงรีบไปกรุงพาราณสี. และเมื่อพวกนาคเหล่านั้นกล่าวว่า พวกข้าพระองค์ไปในที่นั้นจะพึงทำอย่างไร พระเจ้าข้าอย่างไรพวกข้าพระองค์จะทำให้เป็นขี้เถ้าโดยการประหารด้วยพ่นลมทางนาสิก. พระยานาคไม่ปรารถนาความพินาศแก่นาง เพราะมีจิตปฎิพัทธ์ในราชธิดา จึงตรัสว่าพวกนาคอย่าพึงเบียดเบียนใคร ๆ. อธิบายว่า บรรดาพวกท่านบางพวกอย่าพึงเบียดเบียนใคร ๆ อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน.
ลำดับนั้น พวกนาคจึงกล่าวกะพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช ถ้าไม่เบียดเบียนมนุษย์บางคน พวกเราไปในที่นั้นแล้วจะกระทำอะไร ? ลำดับนั้นพระราชาจึงตรัสกะพวกนาคนั้นว่า พวกท่านจงทำสิ่งนี้และสิ่งนี้ แม้เราก็จะทำสิ่งชื่อนี้ ดังนี้แล้ว เมื่อจะตรัสบอกจึงตรัสสองคาถาว่า
นาคทั้งหลาย จงแผ่พังพานห้อยอยู่ที่บ้านเรือน ในสระน้ำ ที่ทางเดิน ที่ทาง ๔ แพร่ง บนยอดไม้ และบนเสาระเนียด แม้เราก็จะนิรมิตตัวใหญ่ขาวล้วน วงล้อมเมืองใหญ่ด้วยขนดหาง ยังความกลัวให้เกิดแก่ ชนชาวกาสี.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสพฺเภสุ แปลว่า ในสระโบกขรณี. บทว่า รถิยา แปลว่า ที่ถนน. บทว่า ลมฺพนฺตุ แปลว่า ห้อยลงอยู่. บทว่า วิตตา ความว่า นาคทั้งหลายจงแผ่พังพาน มีร่างกายใหญ่ ห้อยลงอยู่ ที่บ้านเรือนเป็นต้นเหล่านั้น และที่ประตูและทาง ๔ แพร่ง ประมาณเท่านี้ ก็แลเมื่อทำ อันดับแรกจงนิรมิตร่างกายให้ใหญ่และแผ่พังพานให้ใหญ่ภายในห้องและภายนอกห้องเป็นต้น ภายใต้และบนเตียงและตั่ง ที่บ้านเรือนที่ข้างทางเดินเป็นต้น บนหลังน้ำในสระโบกขรณี บนบกและที่เรือน บังหวนควัน เหมือนสูบของช่างโลหะกระทำเสียงว่า สุ สุ ห้อยลงและนอนลง และอย่าแสดงตนแก่คน ๔ คน คือ เด็กหนุ่ม คนแก่ชรา หญิงมีครรภ์ และนางสมุททชา แม้เราก็จะไปด้วยร่างกายอันใหญ่ขาวล้วน วงล้อมเมืองกาสีไว้โดยรอบ ๗ ชั้น ปิดด้วยพังพานใหญ่ การทำให้มืดมนเป็นอันเดียวกัน ให้เกิดความกลัวแก่ชนชาวกาสี เปล่งเสียงว่า สุ สุ ดังนี้. นาคทั้งหลายได้กระทำอย่างนั้น.
พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสว่า
นาคทั้งหลายได้ฟังคำของท้าวธตรฐแล้ว แปลง เพศเป็นหลายอย่าง พากันเข้าไปยังกรุงพาราณสี แต่ มิได้เบียดเบียนใคร ๆ เลย แผ่พังพานห้อยอยู่ที่บ้าน เรือน ในสระน้ำ ที่ทางเดิน ที่ทาง ๔ แพร่ง บนยอดไม้ พวกสตรีเป็นอันมากได้เห็นนาคเหล่านั้น แผ่พังพาน ห้อยอยู่ ตามที่ต่าง ๆ หายใจฟู่ ๆ ก็พากันร้องคร่ำครวญ ชาวเมืองพาราณสีมีความสะดุ้งกลัว เดือดร้อนก็พากัน ไปประชุมกอดอกร้องทุกข์ว่า ขอพระองค์ จง พระราชทานพระราชธิดา แก่พระยานาคเถิด พระเจ้าข้า.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเนกวณฺณิโน ความว่า ก็นาคเหล่านั้นแปลงเพศเป็นหลายอย่าง ด้วยอำนาจสีเขียวเป็นต้น นิรมิตรูปเห็นปานนั้น. บทว่า ปวชฺชึสุ ความว่า นาคเหล่านั้น เข้าไปในเวลาเที่ยงคืน. บทว่า ลมฺพึสุ ความว่า โดยทำนองที่ท้าวธตรฐกล่าวแล้วนั่นแล นาคทั้งหมดห้อยลงอยู่ตัดการสัญจรของพวกมนุษย์ในที่นั้น ๆ ก็นาคมาณพทั้ง ๔ ตนเป็นทูตมาวงล้อมเท้าทั้ง ๔ แห่งที่บรรทมของพระราชา แผ่พังพานใหญ่บนพระเศียรได้แยกเขี้ยวยืนดูอยู่ เหมือนจะฉกกัดศีรษะด้วยปาก. ฝ่ายท้าวธตรฐ รับสั่งให้ปิดพระนครโดยทำนองที่ตนกล่าวแล้วนั่นแล บุรุษทั้งหลายเมื่อตื่นขึ้น เหยียดมือหรือเท้าไปทางที่ใด ๆ ก็ถูกต้องงูในที่นั้น ๆ แล้วร้องว่า งู ๆ ดังนี้. บทว่าปุถู กนฺทึสุ ความว่า ประทีปจุดขึ้นในเรือนใด ๆ หญิงทั้งหลายในเรือนนั้น ๆ ตื่นขึ้นแล้ว แลดูประตู เสา ไม้จันทัน เห็นพวกนาคห้อยลงอยู่ ร้องคร่ำครวญกันเป็นอันมากโดยพร้อม ๆ กันทีเดียว พระนครทั้งสิ้นได้เกิดโกลาหลเป็นอันเดียวกันด้วยประการฉะนี้. บทว่า โสณฺฑิกเต แปลว่าแผ่พังพาน. บทว่า ปกฺกนฺทุํ ความว่า ครั้นราตรีสว่าง เมื่อนครทั้งสิ้นและพระราชนิเวศน์ถูกปกคลุมด้วยลมหายใจเข้าออกของพวกนาค มนุษย์ทั้งหลายพากันกลัว จึงกล่าวกะนาคราชทั้งหลายว่า พวกท่านเบียดเบียนพวกเราเพื่ออะไร ? ดังนี้แล้วจึงส่งทูตไปถึงท้าวธตรฐว่า พระราชาของพวกท่านทรงพระดำริว่า จะให้ธิดาของเราแก่ท่าน เมื่อทูตของท้าวเธอมากล่าวอีกว่า จงให้ แล้วด่าบริภาษพระราชาของพวกเรา เมื่อทูตกล่าวว่า ถ้าไม่ให้ธิดาแก่พระราชาของพวกเรา ชีวิตของชาวพระนครทั้งสิ้นจะไม่มี จึงอ้อนวอนว่า เพราะเหตุนั้นแล ท่านจงให้โอกาสแก่นายของเรา พวกเราจักไปอ้อนวอนพระราชาได้โอกาสแล้วไปยังประตูพระนคร พากันร้องคร่ำครวญด้วยเสียงดัง. ฝ่ายมเหสีของพระองค์ บรรทมอยู่ในห้องของตน ๆ ร้องคร่ำครวญในทันทีทันใดว่า พระเจ้าข้า ขอพระองค์จงให้ธิดาแก่พระเจ้าธตรฐเถิด.
ฝ่ายนาคมาณพทั้ง ๔ นั้น ได้ยืนอยู่เหมือนจะเอาปากฉกกัดศีรษะว่า จงให้ จงให้ พระองค์ทรงบรรทมอยู่ ได้สดับเสียงชาวพระนครและมเหสีของพระองค์ร้องคร่ำครวญอยู่ และพระองค์ถูกนาคมาณพทั้ง ๔ คุกคาม ทรงสะดุ้งพระทัยแต่มรณภัย จึงได้ตรัสขึ้น ๓ ครั้งว่า เราจะให้พระนางสมุททชาผู้เป็นธิดาของเราแก่ท้าวธตรฐ. นาคราชทั้งหมด ครั้นได้ฟังพระดำรัสดังนั้นแล้ว ก็กลับไปยังที่ประมาณหนึ่งคาวุต สร้างนครขึ้นแห่งหนึ่ง เหมือนเทวนคร ได้อยู่ในที่นั้นจึงส่งบรรณาการไปว่า ข่าวว่า ขอพระองค์จงส่งพระธิดา พระราชายึดเอาเครื่องบรรณาการที่พวกนาคนำมา จึงส่งพวกนาคเหล่านั้นไปว่า พวกท่านไปเถิด เราจักส่งธิดาไปในความคุ้มครองของพวกอำมาตย์ของเรา แล้วรับส่งให้เรียกธิดามาให้ขึ้นสู่ปราสาทชั้นบน ให้เปิดสีหบัญชรแล้วให้สัญญาว่า ดูก่อนแม่ เจ้าจงดูนครอันตบแต่งแล้วนี้ เจ้าเป็นอัครมเหสีของพระราชานี้ในที่นี้ นครนั้นไม่ไกลแต่ที่นี้ เมื่อเวลาเจ้าเกิดความเบื่อหน่ายนครนั้นขึ้นมา เจ้าสามารถจะมาในที่นี้ได้ เจ้าพึงมาในที่นี้ แล้วให้สนานศีรษะ ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงให้นั่งในวอที่ปกปิดแล้วได้ประทานส่งไปในความคุ้มครองของอำมาตย์ของพระองค์. พระยานาคทั้งหลายกระทำการต้อนรับพระธิดาแล้วได้กระทำมหาสักการะอำมาตย์ทั้งหลายเข้าไปสู่พระนคร ถวายพระธิดานั้นแก่ท้าวเธอ ได้ถือเอาทรัพย์เป็นอันมากแล้วกลับมา. พระราชาให้พระธิดาขึ้นสู่ปราสาท ให้นอนบนที่นอนอันเป็นทิพย์ที่ประดับไว้. ในขณะนั้นนั่นเอง พวกนาคมาณพ แปลงเพศเป็นคนค่อมและคนเตี้ยเป็นต้น แวดล้อมพระธิดาเหมือนพวกบริจาริกาของมนุษย์พระธิดาพอนอนบนที่นอนอันเป็นทิพย์ ถูกต้องสัมผัสอันเป็นทิพย์เท่านั้นก็ก้าวลงสู่ความหลับ. ท้าวธตรฐพาพระธิดา พร้อมบริษัทนาคหายไปในที่นั้นได้ปรากฏในภพนาค. พระราชธิดา ทรงตื่นขึ้น ทรงทอดพระเนตรที่บรรทมอันเป็นทิพย์ที่ตบแต่งไว้ และที่อื่นเช่นปราสาทอันสำเร็จด้วยทองคำและสำเร็จด้วยแก้วมณี พระอุทยานและสระโบกขรณีและภพนาค เหมือนเทพนครที่ตบแต่งไว้ จึงตรัสถามหญิงบำเรอมีหญิงค่อมเป็นต้นว่า นครนี้ช่างตบแต่งเหลือเกินไม่เหมือนนครของเรา นครนั่นเป็นของใคร. หญิงบำเรอทูลว่า ข้าแต่พระเทวีนั่นเป็นของพระสวามีของพระนาง พระเจ้าข้า ผู้ที่มีบุญน้อยย่อมไม่ได้สมบัติเห็นปานนี้ ท่านได้สมบัตินี้ เพราะท่านมีบุญมาก. ฝ่ายท้าวธตรฐ รับสั่งให้ตีกลองร้องประกาศไปในภพนาคประมาณ ๕๐๐ โยชน์ว่า ผู้ใด ๆ แสดงเพศงูแด่พระนางสมุททชา ผู้นั้น ๆ จักต้องราชทัณฑ์. เพราะเหตุนั้น ขึ้นชื่อว่าผู้สามารถเพื่อจะแสดงเพศงูแก่พระนางแม้คนเดียวไม่ได้มีเลย. เพราะความสำคัญว่าเป็นโลกมนุษย์ พระนางจึงชื่นชมยินดีกับท้าวธตรฐนั้น ในที่นั้นนั่นเอง อยู่สังวาสด้วยความรักด้วยอาการอย่างนี้. จบนครกัณฑ์
ครั้นต่อมา พระนางทรงอาศัยท้าวธตรัฐ จึงทรงครรภ์ ประสูติพระโอรสพวกพระญาติได้ตั้งชื่อว่า สุทัสสนะ เพราะเห็นแล้วให้เกิดความรัก ในเวลาพระโอรสทรงดำเนินเดินได้ พระนางประสูติพระโอรสอีกองค์หนึ่ง พวกพระญาติได้ตั้งชื่อว่า ทัตตะ ก็พระองค์เป็นพระโพธิสัตว์. พระนางประสูติโอรสอีกองค์หนึ่ง พวกพระญาติตั้งชื่อท่านว่า สุโภคะ พระนางประสูติพระโอรสอีกพระองค์หนึ่ง พวกพระญาติได้ตั้งชื่อท่านว่า อริฏฐะ. ดังนั้นพระนางแม้ประสูติพระโอรส ๔ พระองค์แล้ว ก็ไม่รู้ว่าเป็นภพของนาค ภายหลังวันหนึ่งพวกนาคหนุ่ม ๆ บอกแก่พระโอรสชื่อว่า อริฏฐะว่า มารดาของพระองค์เป็นมนุษย์ ไม่ใช่เป็นนางนาค. พระโอรสนามว่า อริฏฐะ คิดว่าเราจะทดสอบพระมารดานั้น. ครั้นวันหนึ่งเมื่อเสวยนมจึงนิรมิตสรีระเป็นงู เอาปลายหางเสียดสีหลังเท้าพระมารดา. พระนางเห็นร่างงูของพระโอรสนามว่า อริฏฐะ จึงตกพระทัยสะดุ้งกลัวแล้วกรีดร้อง ทิ้งพระโอรสไปที่ภาคพื้น นัยน์ตาของพระโอรสนั้นแตกไปเพราะเล็บ แต่นั้นโลหิตก็ไหล. พระราชาทรงสดับเสียงของพระนาง จึงตรัสถามว่า นั่นเสียงกรีดร้องของใคร ทรงสดับกิริยาที่พระโอรสนามว่าอริฏฐะกระทำ จึงเสด็จพลางคุกคามว่าไปเถิดพวกท่านจงพาอริฎฐะนั้นไปทำให้ถึงความสิ้นชีวิต. พระราชธิดาทรงทราบว่า พระราชาทรงกริ้ว จึงตรัสด้วยความสิเนหาในบุตรว่า พระเจ้าข้า นัยน์ตาบุตรของหม่อมฉันแตกไปแล้วขอพระองค์จงงดโทษให้แก่บุตรของหม่อมฉันเถิด. พระราชา เมื่อพระนางตรัสอย่างนั้น จึงตรัสว่า เราไม่อาจทำอะไรได้ จึงงดโทษให้ก็ในวันนั้นพระนางได้ทราบว่า นี้เป็นภพนาค จำเดิมแต่นั้นมา พระโอรสนามว่าอริฏฐะ ได้ชื่อว่าอริฏฐะบอด. ฝ่ายพระโอรสทั้ง ๔ องค์ถึงความรู้เดียงสาแล้ว. ลำดับนั้น พระบิดาของพระโอรสเหล่านั้น ได้ทรงประทานรัชสมบัติแห่งละ ๑๐๐ โยชน์ ยศใหญ่ได้มีแล้ว. นางสาวนาคพากันแวดล้อมแห่งละ ๑๖,๐๐๐ พระบิดาได้มีรัชสมบัติ๑๐๑ โยชน์เท่านั้น พระโอรสทั้ง ๓ มาเพื่อเฝ้าพระมารดาบิดาทุก ๆ เดือน ฝ่ายพระโพธิสัตว์มาทุกกึ่งเดือน พระโพธิสัตว์นั่นเอง ได้กล่าวถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในภพนาค พร้อมกับพระบิดาจึงไปสู่ที่อุปัฏฐากแม้ของท้าววิรูปักขมหาราช พระองค์ได้กล่าวแม้ปัญหาที่ตั้งขึ้นในสำนักของภพนาคนั้น. ภายหลังวันหนึ่ง เมื่อท้าวมหาราชวิรูปักข์ พร้อมด้วยนาคบริวารไปยังไตรทศบุรี นั่งแวดล้อมท้าวสักกะได้ถกปัญหาขึ้นในระหว่างหมู่เทพทั้งหลาย ใคร ๆ ไม่สามารถจะแก้ปัญหาแม้นั้นได้ พระโพธิสัตว์เป็นผู้นั่งอยู่บนบัลลังก์อันประเสริฐเท่านั้นจึงแก้ได้.
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๖๔ หน้า ๒๘–๑๔๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
มหานิบาตชาดก ๘๘ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๘๘ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
บาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ
ยงฺกิญฺจิ รตนมตฺถิ ธตรฏฺฐนิเวสเน สพฺพานิ เต อุปยนฺตุ ธีตรํ เทหิ ราชิโน ฯ
น โน วิวาโห นาเคหิ กตปุพฺโพ กุทาจนํ ตํ วิวาหํ อสํยุตฺตํ กถํ อเมฺห กโรมเส ฯ
ชีวิตํ นูน เต จตฺตํ รฏฺฐํ วา มนุชาธิป น หิ นาเค กุปฺปิตมฺหิ จิรํ ชีวนฺติ ตาทิสา ฯ โย ตฺวํ เทว มนุสฺโสสิ อิทฺธิมนฺตํ อนิทฺธิมา วรุณสฺส นิยํ ปุตฺตํ ยามุนํ อติมญฺญสิ ฯ
นาติมญฺญามิ ราชานํ ธตรฏฺฐํ ยสสฺสินํ ธตรฏฺโฐ หิ นาคานํ พหูนมปิ อิสฺสโร ฯ อหิ มหานุภาโวปิ น เม ธีตรมารโห ขตฺติโย จ วิเทหานํ อภิชาตา สมุทฺทชา ฯ
กมฺพลสฺสตรา อุฏฺเฐนฺตุ สพฺเพ นาเค นิเวทย พาราณสึ ปวชฺชนฺตุ มา จ กญฺจิ ๒ วิเหฐยุํ ฯ #๑ ม. อวตฺตถาติ ฯ ๒ สี. ยุ. กิญฺจิ ฯ
นิเวสเนสุ โสพฺเภสุ รถิยา จจฺจเรสุ จ รุกฺขคฺเคสุ จ ลมฺพนฺตุ วิตตา โตรเณสุ จ ฯ อหมฺปิ สพฺพเสเตน มหตา สุมหํ ปุรํ ปริกฺขิปิสฺสํ โภเคหิ กาสีนํ ชนยํ ภยํ ฯ
ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา อุรคาเนกวณฺณิโน พาราณสึ ปวชฺชึสุ น จ กญฺจิ วิเหฐยุํ ฯ นิเวสเนสุ โสพฺเภสุ รถิยา จจฺจเรสุ จ รุกฺขคฺเคสุ จ ลมฺพึสุ วิตตา โตรเณสุ จ ฯ เอเต ทิสฺวาน ลมฺพนฺเต ปูถู กนฺทึสุ นาริโย นาเค โสณฺฑิกเต ทิสฺวา ปสฺสสนฺเต มหุํ มหุํ ๑ ฯ พาราณสี สพฺยาธิตา ๒ อาตุรา สมปชฺชถ พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ ธีตรํ เทหิ ราชิโน ฯ
ปุปฺผาภิหารสฺส วนสฺส มชฺเฌน โก โลหิตกฺโข วิหตนฺตรํโส ๓ กา กมฺพุกายูรธรา สุวตฺถา ติฏฺฐนฺติ นาริโย ทส วนฺทมานา ฯ โก ตฺวํ พฺรหาพาหุ วนสฺส มชฺเฌ วิโรจสิ ฆตสิตฺโต ว อคฺคิ มเหสกฺโข อญฺญตโรสิ ยกฺโข อุทาหุ นาโคสิ มหานุภาโว ฯ #๑ ม. มุหุํ มุหุํ ฯ ๒ ม. ปพฺยธิตา ฯ ๓ ม. วิตตนฺตรํโส ฯ
นาโคหมสฺมิ อิทฺธิมา เตชสี ๑ ทุรติกฺกโม ฑํเสยฺยํ เตชสา กุทฺโธ ผีตํ ชนปทํ อปิ ฯ สมุทฺทชา หิ เม มาตา ธตรฏฺโฐ จ เม ปิตา สุทสฺสนกนิฏฺโฐสฺมิ ภูริทตฺโตติ มํ วิทู ฯ
ยํ คมฺภีรํ สทาวฏฺฏํ รหทํ เภสฺมํ ๒ เปกฺขสิ เอโส ทิโพฺย มมาวาโส อเนกสตโปริโส ฯ มยูรโกญฺจาภิรุทํ นีโลทํ วนมชฺฌโต ยมุนํ ปวิส มา ภีโต เขมํ วตฺตวตึ ๓ สิวํ ฯ
ตตฺถ ปตฺโต สานุจโร สห ปุตฺเตน พฺราหฺมณ ปูชิโต มยฺหํ กาเมหิ สุขํ พฺราหฺมณ วจฺฉสิ ฯ
สมา สมนฺตปริโต ปหุตตครา ๔ มหี อินฺทโคปกสญฺฉนฺนา โสภติ หริตุตฺตมา ฯ รมฺมานิ วนเจตฺยานิ รมฺมา หํสุปกูชิตา โอปุปฺผปทุมา ติฏฺฐนฺติ โปกฺขรญฺญา ๕ สุนิมฺมิตา ฯ อฏฺฐํสา สุกตา ถมฺภา สพฺเพ เวฬุริยามยา สหสฺสถมฺภา ปาสาทา ปูรา กญฺญาหิ โชตเร ฯ วิมานํ อุปปนฺโนสิ ทิพฺพํ ปุญฺเญหิ อตฺตโน อสมฺพาธํ สิวํ รมฺมํ อจฺจนฺตสุขสญฺหิตํ ฯ มญฺเญ สหสฺสเนตฺตสฺส วิมานํ นาภิกงฺขสิ อิทฺธิ หิ ตฺยายํ วิปุลา สกฺกสฺเสว ชุตีมโต ฯ #๑ ม. เตชสฺสี ฯ ๒ ม. ภิสฺมํ ฯ ๓ ม. วตฺตวตํ ฯ ๔ ม. ปหูตตครา ฯ สี. ยุ. #พหุกา ตตฺครา ฯ ๕ ม. โปกฺขรญฺโญ ฯ
มนสาปิ น ปตฺตพฺโพ อานุภาโว ชุตีมโต ปริจาริยมานานํ อินฺทานํ ๑ วสวตฺตินํ ฯ
ตํ วิมานํ อภิชฺฌาย อมรานํ สุเขสินํ อุโปสถํ อุปวสนฺโต เสมิ วมฺมิกมุทฺธนิ ฯ
อหญฺจ มิคเมสาโน สปุตฺโต ปาวิสึ วนํ เต ๒ มํ มตํ วา ชีวํ วา นาภิเวเทนฺติ ญาตกา ฯ อามนฺตเย ภูริทตฺตํ กาสิปุตฺตํ ยสสฺสินํ ตยา โน สมนุญฺญาตา อปิ ปสฺเสมุ ญาตเก ฯ
เอโส หิ วต เม ฉนฺโท ยํ วเสสิ มมนฺติเก น หิ เอตาทิสา กามา สุลภา โหนฺติ มานุเส ฯ สเจ ตฺวํ นิจฺฉเส วตฺถุํ มม กาเมหิ ปูชิโต มยา ตฺวํ สมนุญฺญาโต โสตฺถึ ปสฺสาหิ ญาตเก ฯ
ธารยิมํ มณึ ทิพฺยํ ปสุํ ปุตฺเต จ วินฺทสิ อโรโค สุขิโต โหหิ ๓ คจฺเฉวาทาย พฺราหฺมณ ฯ
กุสลํ ปฏินนฺทามิ ภูริทตฺต วโจ ตว ปพฺพชิสฺสามิ ชิณฺโณสฺมิ น กาเม อภิปตฺถเย ฯ
พฺรหฺมจริยสฺส เจ ภงฺโค โหติ โภเคหิ การิยํ อวิกปฺปมาโน เอยฺยาสิ พหุํ ทสฺสามิ เต ธนํ ฯ
กุสลํ ปฏินนฺทามิ ภูริทตฺต วโจ ตว ปุนปิ อาคมิสฺสามิ สเจ อตฺโถ ภวิสฺสติ ฯ #๑ ม. สอินฺทานํ ฯ ๒ ม. ตํ ฯ ๓ ม. โหติ ฯ
อิทํ วตฺวา ภูริทตฺโต เปเสสิ จตุโร ชเน เอถ คจฺฉถ อุฏฺเฐถ ขิปฺปํ ปาเปถ พฺราหฺมณํ ฯ ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา อุฏฺฐาย จตุโร ชนา เปสิตา ภูริทตฺเตน ขิปฺปํ ปาเปสุํ พฺราหฺมณํ ฯ
มณึ ปคฺคยฺห มงฺคลฺยํ สาธุ วิตฺตํ ๑ มโนรมํ เสลํ พฺยญฺชนสมฺปนฺนํ โก อิมํ มณิมชฺฌคา ฯ
โลหิตกฺขิสหสฺสาหิ สมนฺตา ปริวาริตํ อชฺช กาลํ ปถํ ๒ คจฺฉํ อชฺฌคาหํ มณึ อิมํ ฯ
สุปจิณฺโณ อยํ เสโล อจฺจิโต มหิโต สทา สุธาริโต สุนิกฺขิตฺโต สพฺพตฺถมภิสาธเย ฯ อุปจารวิปนฺนสฺส นิกฺเขเป ธารณาย วา อยํ เสโล วินาสาย ปริจิณฺโณ อโยนิโส ฯ นยิมํ อกุสโล ทิพฺยํ มณึ ธาเรตุมารโห ปฏิปชฺช สตํ นิกฺขํ เทหิมํ รตนํ มม ฯ
เนว มายํ ๓ มณิ เกยฺโย โคหิ วา รตเนหิ วา เสโล พฺยญฺชนสมฺปนฺโน เนว เกยฺโย มณิ มม ฯ
โน เจ ตยา มณิ เกยฺโย โคหิ วา รตเนหิ วา อถ เกน มณิ เกยฺโย ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
โย เม สํเส มหานาคํ เตชสึ ทุรติกฺกมํ #๑ ยุ. สาธุจิตฺตํ ฯ ๒ สี. ยุ. ปทํ ฯ ๓ ม. น จ มยายํ ฯ ตสฺส ทชฺชํ อิมํ เสลํ ชลนฺตริว ๑ เตชสา ฯ
โก นุ พฺราหฺมณวณฺเณน สุปณฺโณ ปตตํ วโร นาคํ ชิคึสมเนฺวติ ๒ อเนฺวสํ ภกฺขมตฺตโน ฯ
นาหํ ทิชาธิโป โหมิ น ทิฏฺโฐ ครุโฬ มยา อาสีวิเสน วิตฺโตสฺมิ ๓ เวชฺโช พฺราหฺมณ มํ วิทู ฯ
กึ นุ ตุยฺหํ พลํ อตฺถิ กึ สิปฺปํ วิชฺชเต ตว กิสฺมึ วา ตฺวํ ปรตฺถทฺโธ อุรคํ นาปจายสิ ฯ
อารญฺญิกสฺส อิสิโน จิรํ รตฺตํ ตปสฺสิโน สุปณฺโณ โกสิยสฺสกฺขา วิสวิชฺชํ อนุตฺตรํ ฯ ตํ ภาวิตตฺตญฺญตรํ สมฺมนฺตํ ปพฺพตนฺตเร สกฺกจฺจนฺตํ อุปฏฺฐาสึ รตฺตินฺทิวมตนฺทิโต ฯ โส ตทา ปริจิณฺโณ เม วตฺตํ วา พฺรหฺมจาริยํ ๔ ทิพฺยํ ปาตุกริ มนฺตํ กามสา ภควา มมํ ฯ ตฺยาหํ มนฺเต ปรตฺถทฺโธ นาหํ ภายามิ โภคินํ อาจริโย วิสฆาตานํ อาลมฺพายโนติ ๕ มํ วิทู ฯ
คณฺหามเส มณึ ตาต โสมทตฺต วิชานาหิ มา ทณฺเฑน สิรึ ปตฺตํ กามสา ปชหามเส ๖ ฯ
สกํ นิเวสนํ ปตฺตํ โย ตํ พฺราหฺมณ ปูชยิ เอวํ กลฺยาณการิสฺส กึ โมหา ทุพฺภิมิจฺฉสิ ฯ #๑ ม. ชลนฺตมิว ฯ ๒ ม. ชิคี - ฯ ๓ จิตฺโตสฺมีติปิ ปาโฐ ฯ ม. วิตฺโตติ ฯ #๔ ม. วตฺตวา พฺรหฺมจริยวา ฯ ๕ ม. อลมฺปาโนติ ฯ สี. ยุ. อาลมฺพาโนติ ฯ #๖ ม. ปชหิมฺเส ฯ สเจ ตฺวํ ๑ ธนกาโมสิ ภูริทตฺโต ปทิสฺสติ ๒ ตเมว คนฺตฺวา ยาจสฺสุ พหุํ ทสฺสติ เต ธนํ ฯ
หตฺถคตํ ปตฺตคตํ นิกฺกิณฺณํ ขาทิตุํ วรํ มา โน สนฺทิฏฺฐิโก อตฺโถ โสมทตฺต อุปจฺจคา ฯ
ปจฺจติ นิรเย โฆเร มหิมสฺส วินฺทฺรียติ ๓ มิตฺตทุพฺภี หิตจฺจาคี ชีวเร วาปิ สุสฺสติ ๔ ฯ สเจ ตฺวํ ๑ ธนกาโมสิ ภูริทตฺโต ปทิสฺสติ มญฺเญ อตฺตกตํ เวรํ น จิรํ เวทยิสฺสสิ ฯ
มหายญฺญํ ยชิตฺวาน เอวํ สุชฺฌนฺติ พฺราหฺมณา มหายญฺญํ ยชิสฺสาม เอวํ โมกฺขาม ปาปกา ฯ
หนฺททานิ อปายามิ นาหํ อชฺช ตยา สห ปทเมกํ ๕ น คจฺเฉยฺยํ เอวํ กิพฺพิสการินา ฯ
อิทํ วตฺวาน ปิตรํ โสมทตฺโต พหุสฺสุโต อุชฺฌาเปตฺวาน ภูตานิ ตมฺหา ฐานา อปกฺกมิ ฯ
คณฺหาเหตํ มหานาคํ อาหเรตํ มณึ มม อินฺทโคปกวณฺณาภา ๖ ยสฺส โรหิตโก สิโร ฯ กปฺปาสปิจุราสีว เอโส กาโย ปทิสฺสติ ๗ วมฺมิกคฺคคโต เสติ ตํ ตฺวํ คณฺหาหิ พฺราหฺมณ ฯ
อโถสเธหิ ทิพฺเพหิ ชปฺปํ มนฺตปทานิ จ เอวนฺตํ อสกฺขิ ผุฏฺฐุํ ๘ กตฺวา ปริตฺตมตฺตโน ฯ #๑ สี. ยุ. สเจ หิ ฯ ๒ ม. ปทสฺสติ ฯ ๓ ม. มหิสฺสมปิ วิวรติ ฯ สี. ยุ. #มหิสฺสมว ทียติ ฯ ๔ สี. ยุ. ชีวเร จาปิ สุสฺสเร ฯ ๕ ม. ปทมฺเปกํ ฯ #๖ ม. ...วณฺณาโภ ฯ ๗ สี. ยุ. กายสฺส ทิสฺสติ ฯ ๘ ม. สตฺถุํ ฯ สี. ยุ. สฏฺฐุํ ฯ
มมํ ทิสฺวาน อายนฺตํ สพฺพกามสมิทฺธินํ อินฺทฺริยานิ อหฏฺฐานิ สาวํ ชาตํ มุขํ ตว ฯ ปทุมํ ยถา หตฺถคตํ ปาณินา ปริมทฺทิตํ สาวํ ชาตํ มุขํ ตุยฺหํ มมํ ทิสฺวาน เอทิสํ ฯ
กจฺจิ นุ เต นาภิสฺสสิ กจฺจิ เต อตฺถิ เวทนา เยน สาวํ มุขํ ตุยฺหํ มมํ ทิสฺวาน อาคตํ ฯ
สุปินํ ตาต อทฺทกฺขึ อิโต มาสํ อโธคตํ ทกฺขิณํ วิย เม พาหุํ เฉตฺวา รุหิรมกฺขิตํ ปุริโส อาทาย ปกฺกามิ มม โรทนฺติยา สติ ฯ ยโตหํ สุปินมทฺทกฺขึ สุทสฺสน วิชานาหิ ตโต ทิวา วา รตฺตึ วา สุขํ เม โนปลพฺภติ ฯ
ยํ ปุพฺเพ ปริวารึสุ ๑ กญฺญา รุจิรวิคฺคหา เหมชาลปฏิจฺฉนฺนา ภูริทตฺโต น ทิสฺสติ ฯ ยํ ปุพฺเพ ปริวารึสุ ๑ เนตฺตึสวรธาริโน กณิการาว สมฺผุลฺลา ภูริทตฺโต น ทิสฺสติ ฯ หนฺททานิ คมิสฺสาม ภูริทตฺตนิเวสนํ ธมฺมฏฺฐํ สีลสมฺปนฺนํ ปสฺสาม ตว ภาตรํ ฯ
ตญฺจ ทิสฺวาน อายนฺตํ ภูริทตฺตสฺส มาตรํ พาหา ปคฺคยฺห ปกฺกนฺทุํ ภูริทตฺตสฺส ภริยาโย ฯ ปุตฺตนฺเตยฺเย น ชานาม อิโต มาสํ อโธคตํ #๑ สี. ยุ. ปริจารึสุ ฯ มตํ วา ยทิ วา ชีวํ ภูริทตฺตํ ยสสฺสินํ ฯ
สกุณี หตปุตฺตาว สุญฺญํ ทิสฺวา กุลาวกํ จิรํ ทุกฺเขน ฌายิสฺสํ ภูริทตฺตํ อปสฺสตี ฯ กุรุรี หตจฺฉาปาว ๑ สุญฺญํ ทิสฺวา กุลาวกํ จิรํ ทุกฺเขน ฌายิสฺสํ ภูริทตฺตํ อปสฺสตี ฯ สา นูน จกฺกวกฺกีว ปลฺลลสฺมึ อนูทเก จิรํ ทุกฺเขน ฌายิสฺสํ ภูริทตฺตํ อปสฺสตี ฯ กมฺมารานํ ยถา อุกฺกา อนฺโต ฌายติ โน พหิ เอวํ ฌายามิ โสเกน ภูริทตฺตํ อปสฺสตี ฯ
สาลาว สมฺปมทฺทิตา ๒ มาลุเตน ปมทฺทิตา เสนฺติ ปุตฺตา จ ทารา จ ภูริทตฺตนิเวสเน ฯ
เตสํ สุตฺวาน นิคฺโฆสํ ภูริทตฺตนิเวสเน อริฏฺโฐ จ สุโภโค ๓ จ ปธาวึสุ ๔ อนนฺตรา อมฺม อสฺสาส มา โสจิ เอวํธมฺมา หิ ปาณิโน จวนฺติ อุปปชฺชนฺติ เอสาสฺส ปริณามตา ฯ
อหํปิ ตาต ชานามิ เอวํธมฺมา หิ ปาณิโน โสเกน จ ปเรตสฺมึ ภูริทตฺตํ อปสฺสตี อชฺช เจ เม อิมํ รตฺตึ สุทสฺสน วิชานาหิ ภูริทตฺตํ อปสฺสนฺตี มญฺเญ หิสฺสามิ ชีวิตํ ฯ
อมฺม อสฺสาส มา โสจิ อานยิสฺสาม ภาตรํ #๑ ม. กุรรี หตฉาปาว ฯ ๒ ม. สมฺปมถิตา ฯ ๓ สี. ยุ. สุภโค ฯ ๔ สี. ยุ. #อุปธาวึสุ ฯ ทิโสทิสํ คมิสฺสาม ภาตุปริเยสนํ จรํ ปพฺพเต คิริทุคฺเคสุ คาเมสุ นิคเมสุ จ โอเรน สตฺตรตฺตสฺส ๑ ภาตรํ ปสฺส อาคตํ ฯ
หตฺถา ปมุตฺโต อุรโค ปาเท เต นิปติ ภุสํ กจฺจิ นุ ฑํสิโต ๒ ตาต มา ภายิ สุขิโต ภว ฯ
เนว มยฺหํ อยํ นาโค อลํ ทุกฺขาย กายจิ ยาวตตฺถิ อหิคฺคาโห มยา ภิยฺโย น วิชฺชติ ฯ
โก นุ พฺราหฺมณวณฺเณน ทตฺโต ๓ ปริสมาคโต อวฺหายตุ ๔ สุยุทฺเธน สุณาตุ ๕ ปริสา มม ฯ
ตฺวํ มํ นาเคน อาลมฺพ อหํ มณฺฑูกฉาปิยา โหตุ โน อพฺภุตํ ตตฺถ อา สหสฺเสหิ ปญฺจหิ ฯ
อหญฺหิ วสุมา อฑฺโฒ ตฺวํ ทลิทฺโทสิ มาณว โก นุ เต ปาฏิโภคตฺถิ อุปชูตญฺจ กึ สิยา ฯ อุปชูตญฺจ เม อสฺส ปาฏิโภโค จ ตาทิโส โหตุ โน อพฺภุตํ ตตฺถ อา สหสฺเสหิ ปญฺจหิ ฯ
สุโณหิ เม มหาราช วจนํ ภทฺทมตฺถุ เต ปญฺจนฺนํ เม สหสฺสานํ ปาฏิโภโค หิ กิตฺติม ฯ
เปตฺติกํ วา อิณํ โหติ ยํ วา โหติ สยํ กตํ กึ ตฺวํ เอวํ พหุํ มยฺหํ ธนํ ยาจสิ พฺราหฺมณ ฯ
อาลมฺพายโน ๖ หิ นาเคน มมํ อภิชิคึสติ #๑ สี. ยุ. ทสรตฺตสฺส ฯ ๒ สี. กจฺจิ ตํ นุ ฑํสี ฯ ม. กจฺจิ นุ ตํ ฑํสี ฯ #ยุ. กจฺจิตานุฑสี ฯ ๓ ม. ทิตฺโต ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๔ ม. อวฺหายนฺตุ ฯ #๕ ม. สุณนฺตุ ฯ ๖ ม. อลมฺพาโน ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ อหํ มณฺฑูกฉาปิยา ฑํสยิสฺสามิ พฺราหฺมณํ ฯ ตํ ตฺวํ ทฏฺฐุํ มหาราช อชฺช รฏฺฐาภิวฑฺฒน ขคฺค ๑ สงฺฆปริพฺยูโฬฺห นียาหิ อหิทสฺสนํ ๒ ฯ
เนว ตํ อติมญฺญามิ สิปฺปวาเทน มาณว อติมตฺโตสิ สิปฺเปน อุรคํ นาปจายสิ ฯ
อหมฺปิ นาติมญฺญามิ สิปฺปวาเทน พฺราหฺมณ อวิเสน จ นาเคน ภุสํ วญฺจยเส ชนํ ฯ เอวญฺเจตํ ชโน ชญฺญา ยถา ชานามิ ตํ อหํ น ตฺวํ ลภสิ อาลมฺพ ถุสมุฏฺฐึ ๓ กุโต ธนํ ฯ
ขราชิโน ชฏี รุมฺมี ๔ ทตฺโต ปริสมาคโต โย ตฺวํ เอวํ คตํ นาคํ อวิโส อติมญฺญสิ อาปชฺช โข นํ ชญฺญาสิ ปุณฺณํ อุคฺคสฺส เตชสา ๕ มญฺเญ ตํ ภสฺมราสึว ขิปฺปเมโส กริสฺสติ ฯ
สิยา วิสํ สิลุตฺตสฺส ทุฑฺฑุภสฺส ๖ สิลาภุโน เนว โลหิตสีสสฺส วิสํ นาคสฺส วิชฺชติ ฯ
สุตเมตํ อรหตํ สญฺญตานํ ตปสฺสินํ อิธ ทานานิ ทตฺวาน สคฺคํ คจฺฉนฺติ ทายกา ชีวนฺโต เทหิ ทานานิ ยทิ เต อตฺถิ ทาตเว ฯ อยํ นาโค มหิทฺธิโก เตชสี ทุรติกฺกโม เตน ตํ ฑํสยิสฺสามิ โส ตํ ภสฺมํ กริสฺสติ ฯ #๑ ม. ขตฺต- ฯ ๒ สี. ยุ. อภิทสฺสนํ ฯ ๓ ม. ภุสมุฏฺฐึ ฯ สี. ยุ. สตฺตุมุฏฺฐึ ฯ #๔ ม. ทุมฺมี ฯ ๕ ม. เตชโส ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๖ ม. เทฑฺฑุภสฺส ฯ
มยาเปตํ สุตํ สมฺม สญฺญตานํ ตปสฺสินํ อิธ ทานานิ ทตฺวาน สคฺคํ คจฺฉนฺติ ทายกา ตฺวเมว เทหิ ชีวนฺโต ยทิ เต อตฺถิ ทาตเว ฯ อยํ อจฺจิมุขี ๑ นาม ปุณฺณา อุคฺคสฺส เตชสา ตาย ตํ ฑํสยิสฺสามิ สา ตํ ภสฺมํ กริสฺสติ ฯ ยา ธีตา ธตรฏฺฐสฺส เวมาตา ภคินี มม สา ฑํสตุ อจฺจิมุขี ๒ ปุณฺณา อุคฺคสฺส เตชสา ฯ
ฉมายญฺเจ นิสิญฺจิสฺสํ พฺรหฺมทตฺต วิชานาหิ ติณลตานิ โอสโธฺย อุสฺสุสฺเสยฺยุํ อสํสยํ ฯ
อุทฺธญฺเจ ปาตยิสฺสามิ พฺรหฺมทตฺต วิชานาหิ สตฺต วสฺสานิ ยํ เทโว น วสฺเส น หิมํ ปเต ฯ
อุทเก เจ นิสิญฺจิสฺสํ พฺรหฺมทตฺต วิชานาหิ ยาวนฺโตทกชา ปาณา มเรยฺยุํ มจฺฉกจฺฉปา ฯ
โลกฺยํ สชนฺตํ อุทกํ ปยาคสฺมึ ปติฏฺฐิตํ โก มํ อชฺโฌหรี ภูโต โอคาฬฺหํ ยมุนํ นทึ ฯ
ยเทส โลกาธิปตี ยสสฺสี พาราณสึ ปกีรหรี ๓ สมนฺตโต ตสฺสาห ปุตฺโต อุรคูสภสฺส สุโภโคติ มํ พฺราหฺมณ เวทยนฺติ ฯ
สเจสิ ปุตฺโต อุรคูสภสฺส #๑ ม. อชมุขี ฯ ๒ ม. สา ตํ ฑํสตฺอชมุขี ฯ สี. ยุ. สา ทิสฺสตุ อจฺจิมุขี ฯ #๓ ม. ปกฺริย ฯ สี. ยุ. ปกิรปรี ฯ กาสิสฺส ๑ รญฺโญ อมราธิปสฺส มเหสกฺโข อญฺญตโร ปิตา เต มจฺเจสุ มาตา ปน เต อตุลฺยา น ตาทิโส อรหติ พฺราหฺมณสฺส ทาสํปิ โอหาริตุํ ๒ มหานุภาโว ฯ
รุกฺขํ นิสฺสาย วิชฺฌิตฺโถ เอเณยฺยํ ปาตุมาคตํ โส วิทฺโธ ทูรมาจริ ๓ สรเวเคน เปกฺขวา ๔ ฯ ตํ ตฺวํ ปติตมทฺทกฺขิ อรญฺญสฺมึ พฺรหาวเน ส มํสกาชมาทาย สายํ นิโคฺรธุปาคมิ ฯ สุวสาลิยสงฺฆุฏฺฐํ ปิงฺคิยํ ๕ สณฺฐตายุตํ โกกิลาภิรุทํ รมฺมํ ธุวํ หริตสทฺทลํ ฯ ตตฺถ เต โส ปาตุรหุ อิทฺธิยา ยสสา ชลํ มหานุภาโว ภาตา เม กญฺญาหิ ปริวาริโต ฯ โส เตน ปริจิณฺโณ ตฺวํ สพฺพกาเมหิ ตปฺปิโต อทุฏฺฐสฺส ตุวํ ทุพฺภิ ตนฺเต เวรํ อิธาคตํ ฯ ขิปฺปํ คีวํ ปสาเรหิ น เต ทสฺสามิ ชีวิตํ ภาตุ ปริสรํ เวรํ เฉทยิสฺสามิ เต สิรํ ฯ
อชฺฌายโก ยาจโยคี อาหุตคฺคิ จ พฺราหฺมโณ เอเตหิ ตีหิ ฐาเนหิ อวชฺโฌ ภวติ ๖ พฺราหฺมโณ ฯ
ยํ ปุรํ ธตรฏฺฐสฺส โอคาฬฺหํ ยมุนํ นทึ #๑ สี. ยุ. กํสสฺส ฯ ๒ สี. ยุ. โอหาตุํ ฯ ๓ ม. ทูรมจริ ฯ สี. ยุ. ทูรมสรา ฯ #๔ ม. สีฆวา ฯ สี. ยุ. เสขวา ฯ ๕ ม. ปิงฺคลํ ฯ ๖ ม. โหติ ฯ โชตเต สพฺพโสวณฺณํ คิริมาหจฺจ ยามุนํ ฯ ตตฺถ เต ปุริสพฺยคฺฆา โสทริยา มม ภาตโร ยถา เต ตตฺถ วกฺขนฺติ ตถา เหสฺสสิ พฺราหฺมณ ฯ
อนิตฺตรา อิตฺตรสมฺปยุตฺตา ยญฺญา จ เวทา จ สุโภค โลเก ตทคฺครยฺหํ หิ วินินฺทมาโน ชหาติ วิตฺตญฺจ สตญฺจ ธมฺมํ ฯ
อชฺเฌนมริยา ปฐวึ ชนินฺทา เวสฺสา กสึ ปาริจริยญฺจ สุทฺทา อุปาคู ปจฺเจกํ ยถาปเทสํ กตาหุ เอเต วสินาติ อาหุ ฯ
ธาตา วิธาตา วรุโณ กุเวโร โสโม ยโม จนฺทิมา วายุ สุริโย เอเตปิ ยญฺญํ ปุถุโส ยชิตฺวา อชฺฌายกานํ อถ ๑ สพฺพกาเม ฯ วิกาสิตา จาปสตานิ ปญฺจ โย อชฺชุโน พลวา ภีมเสโน สหสฺสพาหุ อสโม ปฐพฺยา โสปิ ตทา อาทหิ ๒ ชาตเวทํ ฯ
โย พฺราหฺมเณ โภชยิ ทีฆรตฺตํ #๑ ม. อโถ ฯ ๒ ม. มาทหิ ฯ อนฺเนน ปาเนน ยถานุภาวํ ปสนฺนจิตฺโต อนุโมทมาโน สุโภค เทวญฺญตโร อโหสิ ฯ
มหาสนํ เทวมโนมวณฺณํ โย สปฺปินา อสกฺขิ โภเชตุมคฺคึ โส ยญฺญตนฺตํ วรโต ยชิตฺวา ทิพฺพํ คตึ มุจลินฺทชฺฌคจฺฉิ ฯ
มหานุภาโว วสฺสสหสฺสขีวี โย ปพฺพชิ ทสฺสเนยฺโย อุฬาโร หิตฺวา อปริยนฺตํ รฏฺฐํ ๑ สเสนํ ราชา ทุทีโปปชฺฌคามิ ๒ สคฺคํ ฯ
โย สาคโร สาครนฺตํ วิชิตฺวา ยูปํ สุภํ โสวณฺณมยํ ๓ อุฬารํ อุสฺเสสิ เวสฺสานรมาทหาโน สุโภค เทวญฺญตโร อโหสิ ฯ ยสฺสานุภาเวน สุโภค คงฺคา ปวตฺตติ ๔ ทธิสนฺนินฺนํ สมุทฺทํ โส โลมปาโท ปริจริยมคฺคึ องฺโค สหสฺสกฺขปุรมชฺฌคจฺฉิ ฯ
มหิทฺธิโก เทววโร ยสสฺสี #๑ สี. ยุ. รถํ ฯ ๒ ม. ทุทีโปปิ ชคาม ฯ ๓ ม. โสณฺณมยํ ฯ ๔ ม. ปวตฺตถ ฯ เสนาปติ ติทิเว วาสวสฺส โส โสมยาเคน มลํ วิหนฺตฺวา สุโภค เทวญฺญตโร อโหสิ ฯ
อการยิ โลกมิมํ ปรญฺจ ภาคีรถึ หิมวนฺตญฺจ วิชฺฌํ ๑ โย อิทฺธิมา เทววโร ยสสฺสี โสปิ ตทา อาทหิ ชาตเวทํ ฯ มาลาคิริ หิมวา โย จ วิชฺฌา ๒ สุทสฺสโน นิสโภ กากเวรุ ๓ เอเต จ อญฺเญ จ นคา มหนฺตา จิตฺยา กตา ยญฺญกเรภิ มาหุ ฯ
อชฺฌายกํ มนฺตคุณูปปนฺนํ ตปสฺสินํ ยาจโยคีติธาหุ ๔ ตีเร สมุทฺทสฺสุทกํ สชนฺตํ ตํ สาครชฺโฌหริ เตนเปยฺโย ฯ
อายาควตฺถูนิ ปุถู ปฐพฺยา สํวิชฺชนฺติ พฺราหฺมณา วาสวสฺส ปุริมํ ทิสํ ปจฺฉิมํ ทกฺขิณุตฺตรํ สํวิชฺชมานา ชนยนฺติ เวทํ ฯ
กลีหิ ธีราน กตํ มคานํ #๑ ม. คิชฺฌํ ฯ ๒ ม. คิชฺโฌ ฯ ๓ ม. กุเวรุ ฯ สี. ยุ. กากเนรุ ฯ ๔ ม. ... #โยโคติธาหุ ฯ สี. ยุ. ...ติจาห ฯ ภวนฺติ เวทชฺฌคตา อริฏฺฐ มรีจิธมฺมํ อสเมกฺขิตตฺตา มายาคุณา นาติวหนฺติ ปญฺญํ ฯ เวทา น ตาณาย ภวนฺติรสฺส ๑ มิตฺตทฺทุโน ภูนหุโน นรสฺส น ตายเต ปริจิณฺโณว ๒ อคฺคิ โทสนฺตรํ มจฺจมนริยกมฺมํ ฯ สพฺพญฺจ มจฺจา สธนา สโภคา ๓ อาทีปิตํ ทารุ ติเณน มิสฺสํ ทหํ น ตปฺเป อสมตฺถเตโช โก ตํ สุภิกฺขํ ทิรสญฺญุ กยิรา ฯ ยถาปิ ขีรํ วิปริณามธมฺมํ ทธิ ภวิตฺวา นวนีตํปิ โหติ เอวํปิ อคฺคิ วิปริณามธมฺโม เตโช สมารูหติ โยคยุตฺโต ฯ น ทิสฺสติ อคฺคิมนุปฺปวิฏฺโฐ สุกฺเขสุ กฏฺเฐสุ นเวสุ จาปิ นามตฺถมาโน ๔ อรณีนเรน นากมฺมุนา ชายติ ชาตเวโท ฯ สเจ หิ อคฺคิ อนฺตรโต วเสยฺย #๑ ม. ภวนฺติ ทสฺส ฯ ๒ ม. ...จ ฯ ๓ ม. สธนํ สโภคํ ฯ ๔ สี.ยุ. นามนฺถมาโน ฯ สุกฺเขสุ กฏฺเฐสุ นเวสุ จาปิ สพฺพานิ สุสฺเสยฺยุํ วนานิ โลเก สุกฺขานิ กฏฺฐานิ จ ปชฺชเลยฺยุํ ฯ กโรติ เจ ทารุติเณน ปุญฺญํ โภชํ นโร ธูมสิขึ ปตาปวํ องฺคาริกา โลณกรา จ สูทา สรีรทาหาปิ กเรยฺยุ ปุญฺญํ ฯ อถ เจ หิ เอเตปิ กโรนฺติ ปุญฺญํ อชฺเฌนมคฺคึ อิธ ตปฺปยิตฺวา น โกจิ โลกสฺมึ กโรติ ปุญฺญํ โภชํ นโร ธูมสิขึ ปตาปวํ ฯ กถํ หิ โลกาปจิโต สมาโน อมนุญฺญคนฺธํ พหูนํ อกนฺตํ ยเทว มจฺจา ปริวชฺชยนฺติ ตทปฺปสฏฺฐํ ทิรสญฺญุ ภุญฺเช ฯ สิขิญฺหิ ๑ เทเวสุ วทนฺติ เอเก อาปํ มิลกฺขู ๒ ปน เทวมาหุ สพฺเพว เอเต วิตถํ ภณนฺติ อคฺคิ น เทวญฺญตโร น อาโป ฯ อนินฺทฺริยํ สนฺตมสญฺญกายํ #๑ ม. สิขิมฺหิ ฯ ๒ สี. ยุ. มิลกฺขา ฯ เวสฺสานรํ กมฺมกรํ ปชานํ ปริจริยมคฺคึ สุคตึ กถํ วชฺเช ปาปานิ กมฺมานิ ปกฺรุพฺพมาโน ๑ ฯ สพฺพาภิภูตาหุธ ชีวิกตฺถา อคฺคิสฺส พฺรหฺมา ปริจาริโกติ สพฺพานุภาวี จ วสี กิมตฺถํ อนิมฺมิโต นิมฺมิตํ วนฺทิตสฺส ฯ หาสํ ๒ อนิชฺฌานกฺขมํ อตจฺฉํ สกฺการเหตุ ปริกรึสุ ปุพฺเพ เต ลาภสกฺกาเร อปาตุภูเต ๓ สนฺธาภิตา ๔ ชนฺตุภิ สนฺติธมฺมํ ฯ อชฺเฌนมริยา ปฐวึ ชนินฺทา เวสฺสา กสึ ปาริจริยญฺจ สุทฺทา อุปาคู ปจฺเจกํ ยถาปเทสํ กตาหุ เอเต วสินาติ อาหุ ฯ เอตญฺจ สจฺจํ วจนํ ภเวยฺย ยถา อิทํ ภาสิตํ พฺราหฺมเณหิ นาขตฺติโย ชาตุ ลเภถ รชฺชํ นาพฺราหฺมโณ มนฺตปทานิ สิกฺเข นาญฺญตฺร เวสฺสา หิ กสึ กเรยฺย #๑ ม. ปกุพฺพมาโน ฯ ๒ ม. หสฺสํ ฯ ๓ ม. อปาตุโภนฺเต ฯ ๔ ม. สนฺธาปิตา ฯ #สี. ยุ. สนฺถมฺภิตา ฯ สุทฺโท น มุญฺเจ ปรเปสนาย ๑ ฯ ยสฺมา จ เอตํ วจนํ อภูตํ มุสาวิเม โอทริยา ภณนฺติ ตทปฺปปญฺญา อภิสทฺทหนฺติ ปสฺสนฺติ ตํ ปณฺฑิตา อตฺตนาว ฯ ขตฺยา หิ เวสฺสานํ ๒ พลึ หรนฺติ อาทาย สตฺถานิ จรนฺติ พฺราหฺมณา ตํ ตาทิสํ สงฺขุภิตํ ปภินฺนํ กสฺมา พฺรหฺมา น อุชุํ กโรติ โลกํ ฯ สเจ หิ โส อิสฺสโร สพฺพโลเก พฺรหฺมาปหู ภูตปตี ๓ ปชานํ กึ สพฺพโลกํ วิทหิ อลกฺขึ กึ สพฺพโลกํ น สุขึ อกาสิ ฯ สเจ หิ โส อิสฺสโร สพฺพโลเก พฺรหฺมาปหู ภูตปตี ปชานํ มายา มุสาวชฺชมเทน จาปิ โลกํ อธมฺเมน กิมตฺถการิ ๔ ฯ สเจ หิ โส อิสฺสโร สพฺพโลเก พฺรหฺมาปหู ภูตปตี ปชานํh #๑ สี. ยุ. ปรเปสฺสิตาย ฯ ๒ สี. ยุ. ขตฺตา น เวสฺสาน ฯ ๓ ม. พฺราหฺมา็ #พหฺภูตปตี ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๔ ม. กิมตฺถมการิ ฯ สี. ยุ. กิมตฺถกาสิ ฯ อธมฺมิโก ภูตปตี อริฏฺฐ ธมฺเม สตี โส วิทหี อธมฺมํ ฯ กีฏา ปฏงฺคา อุรคา จ เภงฺคา ๑ หนฺตฺวา กิมึ สุชฺฌติ มกฺขิกา จ เอเต หิ ธมฺมา อนรียรูปา กมฺโพชกานํ วิตถา พหูนํ ฯ
สเจ หิ โส สุชฺฌติ โย หนาติ หโตปิ โส สคฺคมุเปติ ฐานํ โภวาทิ โภวาทินมารเยยฺยุํ เย วาปิ เตสํ อภิสทฺทเหยฺยุํ ฯ เนว มิคา น ปสุโนปิ คาโว อายาจนฺติ อตฺตวธาย เกจิ วิปฺผนฺทมานา อิธ ชีวิกตฺถา ยญฺเญสุ ปาเณ ปสุมารภนฺติ ๒ ฯ ยูปสฺส เน ๓ ปสุพนฺเธ จ พาลา จิตฺเรหิ วณฺเณหิ มุขํ นยนฺติ อยนฺเต ยูโป กามทุโห ปรตฺถ ภวิสฺสติ สสฺสโต สมฺปราเย ฯ สเจ จ ยูเป มณิสงฺขมุตฺตํ #๑ ม. เภกา ฯ ๒ ปสุมาหรนฺตีติปิ ปาโฐ ฯ ๓ สี. ยูปสฺส เต ฯ ธญฺญํ ธนํ รชตํ ชาตรูปํ สุกฺเขสุ กฏฺเฐสุ นเวสุ จาปิ สเจ ทุเห ติทิเว สพฺพกาเม เตวิชฺชสงฺฆาว ปุถู ยเชยฺยุํ น พฺราหฺมณา ๑ กิญฺจิ น ยาชเยยฺยุํ ฯ กุโต จ ยูเป มณิสงฺขมุตฺตํ ธญฺญํ ธนํ รชตํ ชาตรูปํ สุกฺเขสุ กฏฺเฐสุ นเวสุ จาปิ กุโต ทุเห ติทิเว สพฺพกาเม ฯ สฐา จ ลุทฺทา จ ปลุทฺธพาลา ๒ จิเตฺรหิ ๓ วณฺเณหิ มุขํ นยนฺติ อาทาย อคฺคึ มม เทหิ วิตฺตํ ตโต สุขี โหหิสิ สพฺพกาเม ฯ ตมคฺคิหุตฺตํ สรณํ ปวิสฺส จิเตฺรหิ ๓ วณฺเณหิ มุขํ นยนฺติ โอโรปยิตฺวา เกสมสฺสุํ นขญฺจ เวเทหิ วิตฺตํ อติคาฬฺหยนฺติ ฯ กากา อุลูกํว รโห ลภิตฺวา เอกํ สมานํ พหุกา สเมจฺจ อนฺนานิ ภุตฺวา กุหกา กุหิตฺวา #๑ ม. อพฺราหฺมณํ ฯ ๒ สี. ยุ. อุปลทธพาลา ฯ ๓ ม. จิตเตหิ ฯ มุณฺฑํ กริตฺวา ยญฺญปโถสชนฺติ ๑ ฯ เอวํ หิ โส วญฺจิโต พฺราหฺมเณหิ เอโก สมาโน พหุกา สเมจฺจ เต โยคโยเคน วิลุมฺปมานา ทิฏฺฐํ อทิฏฺเฐน ธนํ หรนฺติ ฯ อกาสิยา ราชูหิ วานุสิฏฺฐา ตทสฺส อาทาย ธนํ หรนฺติ เต ตาทิสา โจรสมา อสนฺตา วชฺฌา น หญฺญนฺติ อริฏฺฐ โลเก ฯ อินฺทสฺส พาหารสิ ทกฺขิณาติ ยญฺเญสุ ฉินฺทนฺติ ปลาสยฏฺฐึ ตญฺเจปิ สจฺจํ มฆวา ฉินฺนพาหุ เกนสฺส อินฺโท อสุเร ชินาติ ฯ ตญฺเจว ตุจฺฉํ มฆวา สมงฺคี หนฺตฺวา อวชฺโฌ ปรโม สุเทโว ๒ มนฺตา อิเม พฺราหฺมณา ตุจฺฉรูปา สนฺทิฏฺฐิกา วญฺจนา เอส โลเก ฯ มาลาคิริ หิมวา โย จ วิชฺฌา สุทสฺสโน นิสโภ กากเวรุ ๓ เอเต จ อญฺเญ จ นคา มหนฺตา #๑ ม. ...ปโถสฺสชนฺติ ฯ ๒ ม. ส เทโว ฯ ๓ ม. กุเวรุ ฯ จิตฺยา กตา ยญฺญกเรภิมาหุ ฯ ยถาปการานิ หิ อิฏฺฐกานิ จิตฺยา กตา ยญฺญกเรภิมาหุ น ปพฺพตา โหนฺติ ตถาปการา อญฺญาทิสา อจลา ทิฏฺฐเสลา ฯ น อิฏฺฐกา โหนฺติ สิลา จิเรน น ตตฺถ สญฺชายติ อโย น โลหํ ยญฺญญฺจ เอตํ ปริวณฺณยนฺตา จิตฺยา กตา ยญฺญกเรภิมาหุ ฯ อชฺฌายกํ มนฺตคุณูปปนฺนํ ตปสฺสินํ ยาจโยคีติธาหุ ๑ ตีเร สมุทฺทสฺสุทกํ สชนฺตํ ตํ สาครชฺโฌหริ ๒ เตนเปยฺโย ฯ ปโรสหสฺสํปิ สมนฺตเวเท มนฺตูปปนฺเน นทิโย วหนฺติ น เตน พฺยาปนฺนรสูทกานิ กสฺมา สมุทฺโท อตุโล อเปยฺโย ฯฮ เยเกจิ กูปา อิธ ชีวโลเก โลณูทกา กูปขเณหิ ขาตา น พฺราหฺมณชฺโฌหรเณน เตสุ #๑ ม. ...โยโคติ... ฯ ๒ ม. สาคโรชฺโฌหริ ฯ อาโป อเปยฺโย ทิรสญฺญุราหุ ๑ ฯ ปุเร ปุรตฺถา กา กสฺส ภริยา มโน มนุสฺสํ อชเนสิ ปุพฺเพ เตนาปิ ธมฺเมน น โกจิ หีโน เอวมฺปิ โวสฺสคฺควิภงฺคมาหุ ฯ จณฺฑาลปุตฺโตปิ อธิจฺจ เวเท ภาเสยฺย มนฺเต กุสโล มตีมา ๒ น ตสฺส มุทฺธา วิผเลยฺย สตฺตธา มนฺตา อิเม อตฺตวธาย กตา ๓ ฯ วาจา กตา คิทฺธิ กตา คหิตา ทุมฺโมจยา กาพฺยาปถานุปนฺนา พาลาน จิตฺตํ วิสเม นิวิฏฺฐํ ตทปฺปปญฺญา อภิสทฺทหนฺติ ฯ สีหสฺส พฺยคฺฆสฺส จ ทีปิโน จ น วิชฺชตี โปริสิยํพเลน มนุสฺสภาโว จ ควํว เปกฺโข ชาตี หิ เตสํ อสมา สมานํ ๔ ฯ สเจ จ ราชา ปฐวึ วิชิตฺวา สชีววา อสฺสวา ปาริสชฺโช สยเมว โส สตฺตุสงฺฆํ วิเชยฺย #๑ ม. ทฺวรสญฺญุมาหุ ฯ ๒ สี.ยุ. มุตีมา ฯ ๓ สี.ยุ. กตฺตา ฯ ๔ ม. สมานา ฯ ตสฺสปฺปชา นิจฺจ สุขี ภเวยฺย ฯ ขตฺติยมนฺตา จ ตโย จ เวทา อตฺเถน เอเต สมกา ภวนฺติ เตสญฺจ อตฺถํ อวินิจฺฉินิตฺวา น พุชฺฌติ โอฆปถํว ฉนฺนํ ฯ ขตฺติยมนฺตา จ ตโย จ เวทา อตฺเถน เอเต สมกา ภวนฺติ ลาโภ อลาโภ ยโส อยโส จ สพฺเพว เตสํ จตุนฺนญฺจ ๑ ธมฺมา ฯ ยถาปิ อิพฺภา ธนธญฺญเหตุ กมฺมานิ กาเรนฺติ ๒ ปุถู ปฐพฺยา เตวิชฺชสงฺฆาปิ ตเถว อชฺช กมฺมานิ กาเรนฺติ ๒ ปุถู ปฐพฺยา ฯ อิพฺเภหิ เอเต สมกา ภวนฺติ นิจฺจุสฺสุกา กามคุเณสุ ยุตฺตา กมฺมานิ กาเรนฺติ ๒ ปุถู ปฐพฺยา ตทปฺปปญฺญา ทิรสญฺญุรา เต ฯ
กสฺส เภรี มุทิงฺคา จ สงฺขา ปณวทินฺทิมา ปุรโต ปฏิปนฺนานิ หาสยนฺตา รเถสภํ ฯ๕ กสฺส กญฺจนปฏฺเฏน ปุถุนา วิชฺชุวณฺณินา #๑ สี. ยุ. สพฺเพ เต สพฺเพสํ จตุนฺน ฯ ๒ ม. กโรนฺติ ฯ ยุวา กลาปสนฺนทฺโธ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ อุกฺกามุเข ปหฏฺฐํว ขทิรงฺคารสนฺนิภํ มุขํ จารุริวาภาติ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ กสฺส ชมฺโพนทํ ฉตฺตํ สสลากํ มโนรมํ อาทิจฺจรํสาวรณํ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ กสฺส องฺคปริคฺคยฺห ๑ วาลวีชนิมุตฺตมํ อุภโต วรปญฺญสฺส ๒ มุทฺธนิ อุปรูปริ ฯ กสฺส เปกฺขุณหตฺถานิ จิตฺรานิ จ มุทูนิ จ สุวณฺณมณิทณฺฑานิ ๓ จรนฺติ อุภโตมุขํ ฯ ขทิรงฺคารวณฺณาภา อุกฺกามุขปหํสิตา กสฺเสเต กุณฺฑลา วคฺคู โสภนฺติ อุภโตมุขํ ฯ กสฺส วาเตน ฉุปิตา สินิทฺธคฺคา ทุมุ กาฬิกา ๔ โสภยนฺติ นลาตนฺตํ นภา วิชฺชุริวุคฺคตา ฯ กสฺส เอตานิ อกฺขีนิ อายตานิ ปุถูนิ จ โก โสภติ วิสาลกฺโข กสฺเสตํ อุณฺณชํ มุขํ ฯ กสฺเสเต ลปนชาตา สุทฺธา สงฺขวรูปมา ภาสมานสฺส โสภนฺติ ทนฺตา กุปฺปิลสาทิสา ฯ กสฺส ลาขารสสมา หตฺถปาทา สุเข ฐิตา โก โส พิมฺโพฏฺฐสมฺปนฺโน ทิวา สุริโยว โสภติ ฯ หิมจฺจเย หิมวโต ๕ พฺรหาสาโลว ๖ ปุปฺผิโต #๑ ม. องฺคํ ปริคฺคยฺห ฯ สี. ยุ. องฺกํ ... ฯ ๒ สี. ยุ. จรเต วรปญฺญสฺส ฯ ๓ ม. #กาญฺจนมณิทณฺฑานิ ฯ สี. ยุ. ตปญฺญมณิทณฺฑานิ ฯ ๔ ม. นิทฺธนฺตา มุทุกาฬกา ฯ #๕ ม. หิมวติ ฯ ๖ ม. มหาสาโล ว ฯ โก โส โอทาตปาวาโร ชยํ อินฺโทว โสภติ ฯ สุวณฺณปีฬกากิณฺณํ มณิทณฺฑวิจิตฺตกํ โก โส ปริสโมคฺคยฺห อํเส ๑ ขคฺคํ ปมุญฺจติ ฯ สุวณฺณวิกตา จิตฺรา สุกตา จิตฺรสิพฺพินี ๒ โก โส โอมุญฺจเต ปาทา นโม กตฺวา มเหสิโน ฯ
ธตรฏฺฐสฺส เต นาคา ๓ อิทฺธิมนฺโต ยสสฺสิโน สมุทฺทชาย อุปฺปนฺนา เอเต นาคา มหิทฺธิกาติ ฯ ภูริทตฺตชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ
ที่มา: พระไตรปิฎกบาลีอักษรไทย ฉบับสยามรัฐ เล่มที่ ๒๘ ข้อ ๖๘๗
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘