The site is being translated. Its menus are in English; most of what they lead to is still in Thai.
คัมภีร์ที่รักษาคำสอนของพระพุทธเจ้า คือพระธรรมและพระวินัย สืบมากว่าสองพันห้าร้อยปี ตั้งแต่การสังคายนาครั้งแรกจนถึงฉบับพิมพ์ที่อ่านได้ในห้องสมุดนี้
คำว่า ติปิฏก ในภาษาบาลีแปลว่า “ตะกร้าสามใบ” หมายถึงที่รวบรวมคำสอนสามหมวดใหญ่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าพระธรรมวินัยจะเป็นศาสดาแทนพระองค์เมื่อเสด็จล่วงลับไปแล้ว พระไตรปิฎกจึงเป็นที่ที่ชาวพุทธยังศึกษาคำสอนของพระศาสดาได้โดยตรง
พระไตรปิฎกไม่ใช่คัมภีร์เล่มเดียว พระอรรถกถาจารย์กล่าวว่ามีเนื้อความ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ เป็นพระวินัย ๒๑,๐๐๐ พระสูตร ๒๑,๐๐๐ และพระอภิธรรม ๔๒,๐๐๐ ฉบับพิมพ์ด้วยอักษรไทยนิยมแบ่งเป็น ๔๕ เล่ม ให้หมายถึงสี่สิบห้าพรรษาที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศศาสนา
ตัวบทในพระไตรปิฎกเรียกอีกอย่างว่า บาลี หรือพระบาลี คำนี้มาจากรากศัพท์ที่แปลว่า “รักษา” คือถ้อยคำที่รักษาพุทธพจน์ไว้ ส่วนภาษาที่ใช้ทรงจำและจารึกพระไตรปิฎกคือภาษาบาลีมคธ
พระวินัยปิฎกเล่มที่ ๑–๘
ระเบียบและข้อปฏิบัติของภิกษุและภิกษุณี พร้อมเหตุการณ์ที่เป็นที่มาของแต่ละสิกขาบท
มหาวิภังค์ เล่ม ๑–๒ภิกขุนีวิภังค์ เล่ม ๓มหาวรรค เล่ม ๔–๕จุลวรรค เล่ม ๖–๗ปริวาร เล่ม ๘
พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ ๙–๓๓
พระธรรมเทศนาและบทสนทนา เรียงตามความยาวและตามหมวดหมู่ ห้านิกายรวมยี่สิบห้าเล่ม
ทีฆนิกาย เล่ม ๙–๑๑มัชฌิมนิกาย เล่ม ๑๒–๑๔สังยุตตนิกาย เล่ม ๑๕–๑๙อังคุตตรนิกาย เล่ม ๒๐–๒๔ขุททกนิกาย เล่ม ๒๕–๓๓
พระอภิธรรมปิฎกเล่มที่ ๓๔–๔๕
การจำแนกสภาวธรรมอย่างละเอียด ไม่มีตัวบุคคลและเหตุการณ์ เหลือแต่ตัวธรรมล้วน ๆ
ธัมมสังคณี เล่ม ๓๔วิภังค์ เล่ม ๓๕ธาตุกถา-ปุคคลบัญญัติ เล่ม ๓๖กถาวัตถุ เล่ม ๓๗ยมก เล่ม ๓๘–๓๙ปัฏฐาน เล่ม ๔๐–๔๕
สามเดือนหลังพุทธปรินิพพาน พระอรหันตเถระ ๕๐๐ รูป ประชุมกันที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา ภูเขาเวภาระ นอกเมืองราชคฤห์ โดยมีพระเจ้าอชาตศัตรูทรงอุปถัมภ์ พระมหากัสสปะเป็นประธาน พระอานนท์วิสัชนาเรื่องพระธรรม และพระอุบาลีวิสัชนาเรื่องพระวินัย เนื้อความใดที่ประชุมรับรองแล้ว ที่ประชุมก็สวดพร้อมกัน ให้เป็นแบบที่ทรงจำต่อกันคำต่อคำ การประชุมครั้งนี้ใช้เวลาเจ็ดเดือน เรียกว่า การสังคายนาครั้งแรก และเป็นที่มาของชื่อ “เถรวาท” คือคำสอนที่พระเถระวางไว้เป็นหลัก เรื่องนี้บันทึกไว้ในพระวินัยปิฎก จุลวรรค
ราว ๔๖๐ ปีแรก พระสงฆ์รักษาพุทธพจน์ด้วยการท่องจำและสาธยายสืบกันมา เรียกว่า มุขปาฐะ จนราว พ.ศ. ๔๖๐ จึงประชุมกันที่อาโลกเลณสถานในลังกาทวีป แล้วจารึกพระไตรปิฎกลงใบลานเป็นครั้งแรก ด้วยเห็นว่าคนรุ่นหลังอาจรักษาด้วยการท่องจำได้ไม่ครบถ้วน การประชุมครั้งนี้นับเป็นการสังคายนาครั้งที่ ๔
ประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาต่างรักษาพระไตรปิฎกฉบับหลักของตนไว้ และตรวจชำระเป็นครั้งคราว ในไทยมีการสังคายนาสมัยพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนา และในรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
พระไตรปิฎกพิมพ์เป็นเล่มหนังสือด้วยอักษรไทยครั้งแรกในรัชกาลที่ ๕ เริ่ม พ.ศ. ๒๔๓๑ และฉลองเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๖ ชุดละ ๓๙ เล่ม ต่อมา พ.ศ. ๒๔๖๘ ในรัชกาลที่ ๗ โปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์ใหม่ให้ครบถ้วน เรียกว่า ฉบับสยามรัฐ ชุดละ ๔๕ เล่ม การแบ่งเล่มของฉบับนี้ใช้เป็นหลักในประเทศไทยมาจนทุกวันนี้ และเป็นเลขเล่มที่ห้องสมุดนี้ใช้
ฉบับอื่นที่อาจพบ เช่น ฉบับมหาจุฬาฯ หรือฉบับมหามกุฏฯ มาจากพระไตรปิฎกสายเดียวกัน ต่างกันที่การชำระ สำนวนแปล และเลขข้อ ดูได้ที่ ฉบับต่าง ๆ ของพระไตรปิฎก
คำอธิบายพุทธพจน์ที่พระสาวกรุ่นก่อนถ่ายทอดให้รุ่นหลัง เรียกว่า อรรถกถา อรรถกถาอธิบายพระไตรปิฎกทีละสูตรทีละตอนตามลำดับ ทั้งความหมายของศัพท์ หลักธรรม และเรื่องประกอบ
อรรถกถาสืบมาในลังกาเป็นภาษาสิงหล จนราว พ.ศ. ๙๕๐–๑๐๐๐ พระอาจารย์อย่างพระพุทธโฆสะและพระธรรมปาละ แปลเรียบเรียงกลับเป็นภาษาบาลี อย่างที่ศึกษากันในปัจจุบัน พระไตรปิฎกเป็นตัวบทหลักที่ต้องรักษาไว้ตามเดิม ส่วนอรรถกถาเป็นคำอธิบายช่วยผู้เรียน จึงไม่ได้นับเป็นพระไตรปิฎก
เรียบเรียงจาก สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต), พระไตรปิฎก: สิ่งที่ชาวพุทธต้องรู้ (วัดญาณเวศกวัน) ส่วนรายชื่อปิฎกและเล่มมาจากสารบัญของห้องสมุดนี้