ปัณณิกชาดก
ว่าด้วยที่พึ่งให้โทษ
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๐๒ · บรรทัด ๖๗๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภอุบาสกพ่อค้าผักผู้หนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า โย ทุกฺขผุฏฺฐาย ภเวยฺย ตาณํ ดังนี้. ได้ยินว่า อุบาสกชาวเมืองสาวัตถีนั้น ขายผักต่าง ๆ มีฝักข้าวเป็นต้น และผักผลมีน้ำเต้า และผักเป็นต้นเลี้ยงชีวิตเขามีธิดาคนหนึ่ง รูปร่างงดงาม แจ่มใส สมบูรณ์ด้วยมารยาทและความประพฤติ ประกอบด้วยหิริโอตตัปปะ เสียอย่างเดียวที่ชอบหัวเราะหน้ารื่นอยู่เสมอ เมื่อสกุลที่คู่ควรพากันมาสู่ขอนางเขาคิดว่า การสู่ขอรายนี้กำลังดำเนินไป ส่วนลูกสาวเราคนนี้หัวเราะหน้ารื่นอยู่เป็นประจำ ก็เมื่อนางกุมารียังไม่มีสมบัติลูกผู้หญิง ไปสู่ตระกูลผัว ย่อมเป็นที่ครหาถึงมารดาบิดาได้เราต้องทดลองลูกเราดูว่า มีกุมาริกาธรรมหรือยังไม่มี วันหนึ่งเขาให้ธิดาถือกระเช้า ไปป่าเพื่อเก็บผักในป่า แล้วทำเป็นถูกกิเลสรัดรึงด้วยมุ่งจะทดลอง พลางกล่าวถ้อยคำเล้าโลม แล้วจับมือนางไว้ พอนางถูกจับมือเท่านั้น ก็ร้องไห้คร่ำครวญกล่าวว่าพ่อจ๋าเรื่องนี้ไม่มีควรเลย เป็นเช่นกับความปรากฏขึ้นแห่งไฟจากน้ำ พ่ออย่าทำอย่างนี้เลย เขากล่าวว่า ลูกรัก พ่อจับมือเจ้าเพื่อจะลองดู จงบอกพ่อซิลูกว่า เดี๋ยวนี้เจ้ามีกุมาริกาธรรมแล้วนางตอบว่า มีจ้ะพ่อ เพราะฉันไม่เคยมองผู้ชายคนไหน ด้วยคิดอยากจะได้เลย เขาปลอบธิดาแล้วทำการมงคล ส่งตัวไปสู่ตระกูลผัว คิดว่า เราจักถวายบังคมพระศาสดา ถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ไปพระเชตวันมหาวิหาร ถวายบังคมพระศาสดา บูชาแล้ว นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง เมื่อมีพระพุทธดำรัสว่านานอยู่นะที่ท่านมา จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระศาสดาตรัสว่า อุบาสก กุมาริกาถึงพร้อมด้วยมารยาทและศีลมานานแล้วเทียว อนึ่งท่านมิใช่เพิ่งจะทดลองนางอย่างนี้ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อนก็เคยทดลองมาแล้วเหมือนกัน เขากราบทูลอาราธนา ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดาในป่า เรื่องราวมีว่า ครั้งนั้นในพระนครพาราณสี มีพ่อค้าผักคนหนึ่ง ดังนี้ต่อนี้ไป เช่นเดียวกันกับเรื่องปัจจุบันนั่นแหละ ผิดกันแต่ตอนที่นางพอถูกเขาจับมือ เพื่อลองใจ ก็ร่ำไห้กล่าวคาถานี้ว่า "ยามเมื่อฉันมีทุกข์ ท่านผู้ใดเล่าเป็นที่พึ่งท่านผู้นั้นคือบิดาของฉัน กำลังประทุษร้ายฉันในป่า ฉันจะร่ำร้องหาใครในกลางป่า ท่านผู้จะช่วยได้กลับทำกรรมอันสาหัสเสียเอง" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า. โย ทุกฺขผุฏฺาย ภเวยฺย ตาณํ ความว่า ในยามเมื่อทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจมาพ้องพาน ท่านผู้ใดพึงเป็นผู้ต้านทาน คือเป็นที่พำนัก. บทว่า โส เม ปิตา ทุพฺภิ วเน กโรติ ความว่า ท่านผู้นั้นคือบิดาของฉัน คอยช่วยป้องกันต้านทุกข์ให้ กำลังกระทำกรรมอันตัดเยื่อใยไมตรี อันน่าบัดสีเช่นนี้ในป่านี้เสียเอง คือกำลังคิดเพื่อจะกระทำการล่วงเกินธิดาที่ตนให้กำเนิดเกิดมา. ด้วยบทว่า กสฺส กนฺทามิ นี้ นางแสดงความว่า ฉันจะร้องไห้หาใคร คือใครจักมาเป็นที่พึ่งให้ฉัน. บทว่า โย ตายิตา โส สหสา กโรติ ความว่า ท่านผู้ใดเล่าที่จะปกป้องคุ้มครองฉัน ควรจะเป็นที่พึ่งพำนักได้ ท่านผู้นั้นคือบิดาคนเดียว กำลังการทำกรรมอันน่าบัดสี. ครั้งนั้นผู้เป็นบิดา จึงปลอบนาง แล้วถามว่า แม่คุณ เจ้ารักษาตนได้แล้วหรือ ? นางตอบว่า จ้ะพ่อ ฉันรักษาตนเองได้เขาก็พานางมาเรือน ประดับตกแต่ง ทำการมงคลแล้วส่งไปสู่สกุลผัว. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะ เวลาจบสัจจะ อุบาสกดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า บิดาในครั้งนั้นได้มาเป็นบิดาในครั้งนี้ ธิดาก็คงมาเป็นธิดา ส่วนรุกขเทวดาผู้เห็นเหตุการณ์นั้นโดยประจักษ์ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาปัณณิกชาดกที่ ๒
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๓๙๒–๓๙๕ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๒ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๒ ปณฺณิกชาตกํ
โย ทุกฺขผุฏฺฐาย ภเวยฺย ตาณนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ ปณฺณิกํ อุปาสกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส กิร สาวตฺถีวาสี อุปาสโก นานปฺปการานิ มูลปณฺณาทีนิ จ ลาวุกุมฺภณฺฑาทีนิ จ วิกฺกิณิตฺวา ชีวิกํ กปฺเปติ ฯ ตสฺเสกา ธีตา อภิรูปา ปาสาทิกา อาจารสีลสมฺปนฺนา หิโรตฺตปฺปสมนฺนาคตา เกวลํ นิจฺจปฺปหํสิตมุขา ฯ ตสฺสา สมานกุเลสุ วาเรยฺยตฺถาย อาคเตสุ โส จินฺเตสิ อิมิสฺสา วาเรยฺยํ วตฺตติ อยญฺจ นิจฺจปฺปหํสิตมุขา กุมาริกาธมฺเม ปน อสติ กุมาริกาย ปรกุลํ คตาย มาตาปิตูนํ ครหา โหติ อตฺถิ นุ โข อิมิสฺสา กุมาริกาย ธมฺโม นตฺถีติ วีมํสิสฺสามิ นนฺติ ฯ โส เอกทิวสํ ธีตรํ ปจฺฉึ คาหาเปตฺวา อรญฺเญ ปณฺณตฺถาย อรญฺญํ คนฺตฺวา วีมํสนวเสน กิเลสสนฺนิสฺสิโต วิย หุตฺวา รหสฺสํ กถํ กเถตฺวา ตํ หตฺเถ คณฺหิ ฯ สา คหิตมตฺตาว ปโรทนฺตี กนฺทนฺตี อยุตฺตํ เอตํ ตาต อุทกโต อคฺคิปาตุภาวสทิสํ มา เอวรูปํ กโรหีติ อาห ฯ อมฺม มยา วีมํสนตฺถาย ตฺวํ หตฺเถ คหิตา วเทหิ อตฺถิทานิ เต กุมาริกาธมฺโมติ ฯ อาม ตาต อตฺถิ มยา หิ โลภวเสน โกจิ ปุริโส น โอโลกิตปุพฺโพติ ฯ โส ธีตรํ อสฺสาเสตฺวา มงฺคลํ กตฺวา ปรกุลํ เปเสตฺวา สตฺถารํ วนฺทิสฺสามีติ คนฺธมาลาทิหตฺโถ เชตวนํ คนฺตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา ปูเชตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ จิรสฺสํ อาคโตสีติ วุตฺเต ตมตฺถํ ภควโต อาโรเจสิ ฯ สตฺถา อุปาสก กุมาริกา จิรํ ปฏฺฐาย อาจารสีลสมฺปนฺนาว ตฺวํ ปน น อิมํ อิทาเนว เอวํ วีมํสสิ ปุพฺเพปิ วีมํสิเยวาติ วตฺวา เตน ยาจิโต อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต อรญฺเญ รุกฺขเทวตา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ อเถโก พาราณสิยํ ปณฺณิกอุปาสโกติ วตฺถุํ ปจฺจุปฺปนฺนสทิสเมว ฯ เตน ปน สา วีมํสนตฺถาย หตฺเถ คหิตมตฺตา ปริเทวมานา อิมํ คาถมาห
โย ทุกฺขผุฏฺฐาย ภเวยฺย ตาณํ
โส เม ปิตา ทุพฺภิ วเน กโรติ
สา กสฺส กนฺทามิ วนสฺส มชฺเฌ
โย ตายิตา โส สหสา กโรตีติ ฯ
ตตฺถ โย ทุกฺขผุฏฺฐาย ภเวยฺย ตาณนฺติ กายิกเจตสิเกหิ ทุกฺเขหิ ผุฏฺฐาย ตายิตา ปติฏฺฐา ภเวยฺย ฯ โส เม ปิตา ทุพฺภิ วเน กโรตีติ โส มยฺหํ ทุกฺขปริตฺตายโก ปิตา อิมสฺมึ วเน เอวรูปํ มิตฺตทุพฺภิกมฺมํ กโรติ อตฺตโน ชาตาย ธีตริ วีติกฺกมํ กาตุํ มญฺญตีติ อตฺโถ ฯ กสฺส กนฺทามีติ กสฺส โรทามิ โก เม ปติฏฺฐา ภวิสฺสตีติ ทีเปติ ฯ โย ตายิตา โส สหสา กโรตีติ โย มยฺหํ ตายิตา รกฺขิตา อวสฺสโย ภวิตุํ อรหติ โส ปิตาเยว สาหสิกกมฺมํ กโรตีติ อตฺโถ ฯ
อถ นํ ปิตา อสฺสาเสตฺวา อมฺม รกฺขิตตฺตาสีติ ปุจฺฉิตฺวา อาม ตาต รกฺขิโต เม อตฺตาติ ฯ โส ตํ ฆรํ เนตฺวา มณฺเฑตฺวา มงฺคลํ กตฺวา ปรกุลํ เปเสสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน อุปาสโก โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา ปิตา เอตรหิ ปิตาว ธีตา ธีตาว ตํ การณํ ปจฺจกฺขโต ทิฏฺฐรุกฺขเทวตา ปน อหเมวาติ ฯ
ปณฺณิกชาตกํ ทุติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗