มิตตวินทชาดก
ว่าด้วยโทษผู้ลุอำนาจความปรารถนา
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๐๔ · บรรทัด ๖๘๘ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภภิกษุผู้ว่ายากรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า จพุพฺภิ อฏฺชฺฌคมา ดังนี้. เรื่องราวพึงให้พิสดารตามนัยที่กล่าวแล้วในมิตตวินทชาดกในหนหลัง ส่วนชาดกนี้ เป็นเรื่องราวที่เกิดในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ ก็ในกาลครั้งนั้น เนรยิกสัตว์ตนหนึ่งทูลจักรกรดไว้ไหม้อยู่ในนรก ถามพระโพธิสัตว์ว่า ท่านเจ้าข้าข้าพเจ้าได้กระทำบาปกรรมอะไรไว้เล่าหนอ ? พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เจ้าได้กระทำบาปกรรมนี้ ๆ แล้วกล่าวคาถา ความว่า :" ผู้ที่มีความปรารถนาเกินส่วน มีอยู่ ๔ก็ต้องการ ๘ มี ๘ ก็ต้องการ ๑๖ มี ๑๖ ก็ต้องการ๓๒ บัดนี้มาได้รับกงจักรกรด กรงจักกรดพัดอยู่เหนือศีรษะ ของคนผู้ลุอำนาจความปรารถนาดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุพฺภิ อฏฺชฺฌคมา ความว่าเจ้าได้เวมานิกเปรต ๔ นางในระหว่างสมุทร ยังไม่พอใจด้วยนางเหล่านั้น จึงเดินมุ่งต่อไปข้างหน้า ด้วยปรารถนาเกินส่วนได้ครอบครองนางทั้ง ๘ อีก แม้ในบททั้งสองที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า อตฺริจฺฉํ จกฺกมาสโท ความว่า เจ้าไม่พอใจด้วยลาภของตนอย่างนี้ ยังปรารถนาเกินส่วน คือต้องการต่อไปไม่รู้หยุด มุ่งลาภข้างหน้าต่อไป คราวนี้จึงมาโดนจักรกรด คือถึงจักรกรดนี้ เจ้านั้นอันความปรารถนากำจัดเสียแล้ว คือ ถูกตัณหาความทะยานอยาก กำจัด คือเข้าไปตัดรอนเสียแล้ว จักรกรดจึงพัดผันบนหัวเจ้า ในจักรทั้งสอง คือจักรหินเละจักรเหล็กพระโพธิสัตว์เห็นจักรเหล็กคมปานมีดโกน พัดผันอยู่บนหัวของเขาด้วยสามารถแห่งการพัดหมุนเวียนต่อเนื่องกันไป จึงกล่าวอย่างนี้. ก็และครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็กลับไปสู่เทวโลกของตน. แม้เนรยิกสัตว์นั้น เมื่อบาปของตนสิ้นแล้ว ก็ไปตามยถากรรม. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า มิตตวินทกะในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุผู้ว่ายาก ส่วนเทวบุตรได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถามิตตวินทชาดกที่ ๔
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๓๙๙–๔๐๑ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
4 Mittavindajātakaṃ
catubbhi aṭṭhajjhagamāti idaṃ satthā jetavane viharanto eka dubbacabhikkhuṃ ārabbha kathesi.
Vatthuṃ heṭṭhā mittavindajātake vuttanayeneva vitthāretabbaṃ idaṃ pana jātakaṃ kassapabuddhakālikaṃ. Tasmiṃ hi kāle uracak ukkhipitvā niraye paccamāno eko nerayikasatto bhante kiṃ nu kho pāpakaṃ akāsinti bodhisattaṃ pucchi. Bodhisatto tayā idañcidañ Pāpakammaṃ katanti vatvā imaṃ gāthamāha
catubbhi aṭṭhajjhagamā aṭṭhābhipi ca soḷasa
soḷasābhi ca battiṃsa atricchaṃ cakkamāsado
icchāhatassa posassa cakkaṃ bhamati matthaketi.
Tattha catubbhi aṭṭhajjhagamāti samuddantare catasso vimānapetiyo labhitvā tāhi asantuṭṭho atricchatāya purato gantvā aparā aṭṭhapi adhigatosīti attho. Sesapadadvayepi eseva nayo. Atricchaṃ cakkamāsadoti evaṃ sakalābhena asantuṭṭho atricchaṃ atra atra icchanto purato lābhaṃ paṭṭhento idāni cakkamāsado idaṃ uracakkaṃ pattosi tassa te evaṃ icchāhatassa posassa taṇhāya hatassa upahatassa tava cakkaṃ bhamati matthake pāsāṇacakkaṃ ayacakkanti imesu dvīsu khuradhāraṃ ayacakkaṃ tassa matthake punappunaṃ pavattanavasena bhamantaṃ disvā evamāha.
Vatvā ca pana attano devalokameva gato. Sopi nerayikasatto attano pāpe khīṇe yathākammaṃ gato.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā mittavindako dubbacabhikkhu ahosi devaputto pana ahamevāti.
Mittavindajātakaṃ catutthaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗