ทุพพลกัฏฐชาดก
ว่าด้วยช้างกลัวไม้แห้ง
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๐๕ · บรรทัด ๖๙๔ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภภิกษุขลาดรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า พหุมฺเปตํ วเน กฏฺํ ดังนี้. ได้ยินว่า ภิกษุนั้นเป็นกุลบุตรชาวพระนครสาวัตถีผู้หนึ่งฟังธรรมของพระศาสดาแล้วบรรพชา ได้เป็นผู้กลัวตายยิ่งนักเธอได้ยินเสียงลมพัด เสียงไม้แห้งตก หรือเสียงนก เสียงจตุบทก็สะดุ้งกลัวจะตาย ร้องเสียงลั่นวิ่งหนีไป เพราะด้วยเหตุเพียงความระลึกว่า เราต้องตาย ดังนี้ ก็ไม่มีแก่เธอเสียเลย ก็ถ้าเธอพอจะรู้ว่า เราต้องตายดังนี้ ก็จะไม่กลัวตาย แต่เพราะเธอไม่เคยเจริญมรหณัสสติกัมมัฏฐานเลย จึงกลัว ความกลัวตายของเธอแพร่หลายไปในหมู่ภิกษุ ภายหลังวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายยกเอาเรื่องนี้ขึ้นพูดกันในธรรมสภาว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุโน้นขลาดต่อความตาย กลัวตาย ธรรมดาภิกษุควรจะเจริญมรณัสสติกัมมัฏฐานว่า เราต้องตายแน่นอน ดังนี้. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไรเล่า ครั้นภิกษุทั้งหลาย กราบทูลให้ทรงทราบแล้ว มีรับสั่งให้หาภิกษุนั้นมาเฝ้า ตรัสถามว่า จริงหรือ ที่เขาว่าเธอเป็นคนกลัวตาย เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าเสียใจต่อภิกษุนี้เลยมิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ภิกษุนี้เป็นผู้กลัวตาย แม้ในกาลก่อนเธอก็เป็นผู้กลัวตายเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดาในป่าหิมพานต์ ในครั้งนั้น พระเจ้าพาราณสีทรงมอบมงคลหัตถีของพระองค์ให้แก่พวกนายหัตถาจารย์ เพื่อให้ฝึกหัตถึงเหตุแห่งความไม่พรั่นพรึง พวกนายหัตถาจารย์จึงมัดช้างนั้นที่เสาตะลุง อย่างกระดุกกระดิกไม่ได้ พวกมนุษย์พากันถือหอกซัดพากันเข้าล้อม กระทำให้เกิดความพรั่นพรึง ช้างถูกเขาบังคับดังนั้น ไม่อาจอดกลั้นเวทนาความหวั่นไหวได้ ทำลายเสาตะลุงเสีย ไล่กวดมนุษย์ให้หนีไป แล้วเข้าป่าหิมพานต์ พวกมนุษย์ไม่อาจจะจับช้างนั้นได้ก็พากันกลับ ช้างนั้นได้เป็นสัตว์กลัวตายเพราะเรื่องนั้น ได้ยินเสียงลมเป็นต้น ก็ตัวสั่น กลัวตาย ทิ้งงวงวิ่งหนีไปโดยเร็ว เป็นเหมือนเวลาที่ถูกมัดติดเสาตะลุง ถูกบังคับไม่ให้พรั่นพรึงฉะนั้น ไม่ได้ความสบายกาย หรือความสบายใจมีแต่ความหวั่นระแวงเที่ยวไป รุกขเทวดาเห็นช้างนั้นแล้ว ยืนบนค่าคบไม้ กล่าวคาถานี้ความว่า :" ลมย่อมพัดไม้แห้ง ที่ทุรพลในป่านี้แม้มีจำนวนมากมาย ให้หักลง แน่ะ ช้างตัวประเสริฐ ถ้าท่านยังกลัวต่อไม้แห้งนั้น ท่านจักซูบผอมเป็นแน่" ดังนี้. ในคาถานั้น ประมวลอรรถาธิบายได้ดังนี้ :- ลมต่างด้วยลมที่มาแต่ทิศบูรพาเป็นต้น ย่อมระรานต้นไม้ที่ทุรพลใดเล่าต้นไม้นั้นมีมากมายในป่านี้ คือหาได้ง่าย มีอยู่ในป่านั้น ๆ ถ้าเจ้ากลัวลมนั้น ก็จำต้องกลัวอยู่เป็นนิจ จักต้องถึงความสิ้นเนื้อและเลือด เหตุนั้น ตั้งแต่นี้ต่อไป อย่ากลัวเลย. เทวดาให้โอวาทแก่ช้างนั้น ด้วยประการฉะนี้ ตั้งแต่นั้นมาแม้ช้างนั้น ก็หายกลัว. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม แล้วทรงประชุมชาดกนี้ว่า ช้างในครั้งนั้นได้มาเป็นภิกษุนี้ ส่วนรุกขเทวดา ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาทุพพลกัฏฐชาดกที่ ๕
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๔๐๒–๔๐๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๕ ทุพฺพลกฏฺฐชาตกํ
พหุมฺเปตํ วเน กฏฺฐนฺติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ อุตฺตสตภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส กิร สาวตฺถีวาสี เอโก กุลปุตฺโต สตฺถุ ธมฺมเทสนํ สุตฺวา ปพฺพชิตฺวา มรณภีรุโก อโหสิ ฯ รตฺติฏฺฐานทิวาฏฺฐาเนสุ วาตสฺส วา วีชนฺตสฺส สุกฺขทณฺฑกสฺส วา ปตนฺตสฺส ปกฺขิจตุปฺปาทานํ วา สทฺทํ สุตฺวา มรณภยสนฺตชฺชิโต มหาวิรวํ วิรวนฺโต ปลายติ ฯ ตสฺส หิ มริตพฺพํ มยาติ สติมตฺตมฺปิ นตฺถิ ฯ สเจ หิ โส อหํ มริสฺสามีติ ชาเนยฺย น มรณํ ภาเยยฺย มรณสฺสติกมฺมฏฺฐานสฺส ปนสฺส อภาวิตตฺตาว ภายติ ฯ ตสฺส โส มรณภีรุกภาโว ภิกฺขุสงฺเฆ ปากโฏ ชาโต ฯ อเถกทิวสํ ธมฺมสภายํ ภิกฺขู กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส อสุโก นาม ภิกฺขุ มรณภีรุโก มรณํ ภายติ ภิกฺขุนา นาม อวสฺสํ มยา มริตพฺพนฺติ มรณสฺสติกมฺมฏฺฐานํ ภาเวตุํ วฏฺฏตีติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต ตํ ภิกฺขุํ ปกฺโกสาเปตฺวา สจฺจํ กิร ตฺวํ ภิกฺขุ มรณภีรุโกติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจํ ภนฺเตติ วุตฺเต ภิกฺขเว มา เอตสฺส ภิกฺขุโน อนตฺตมนา โหถ นายํ อิทาเนว มรณภีรุโก ปุพฺเพปิ มรณภีรุโกเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต หิมวนฺเต รุกฺขเทวตา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ ตสฺมึ กาเล พาราณสีราชา อตฺตโน มงฺคลหตฺถึ อานญฺชการณํ สิกฺขาเปตุํ หตฺถาจริยานํ อทาสิ ฯ ตํ อาลาเน นิจฺจลํ พนฺธิตฺวา โตมรหตฺถา มนุสฺสา ปริวาเรตฺวา อานญฺชการณํ กโรนฺติ ฯ โส ตํ การณํ การิยมาโน เวทนํ อธิวาเสตุํ อสกฺโกนฺโต อาลานํ ภินฺทิตฺวา มนุสฺเส ปลาเปตฺวา หิมวนฺตํ ปาวิสิ ฯ มนุสฺสา ตํ คเหตุํ อสกฺโกนฺตา นิวตฺตึสุ ฯ โส ตตฺถ มรณภีรุโก อโหสิ วาตสทฺทาทีนิ สุตฺวา กมฺปมาโน มรณภยตชฺชิโต โสณฺฑํ วิธูนิตฺวา เวเคน ปลายติ ฯ อาลาเน พนฺธิตฺวา อานญฺชการณํ กรณกาโล วิยสฺส โหติ ฯ กายสฺสาทํ วา จิตฺตสฺสาทํ วา อลภนฺโต กมฺปมาโน วิจรติ ฯ รุกฺขเทวตา นํ ทิสฺวา ขนฺธวิฏเป ฐตฺวา อิมํ คาถมาห
พหุมฺเปตํ วเน กฏฺฐํ วาโต ภญฺชติ ทุพฺพลํ
ตสฺส เจ ภายสิ นาค กีโส นูน ภวิสฺสสีติ ฯ
ตตฺถ อยํ ปิณฺฑตฺโถ ยํ เอตํ ทุพฺพลํ กฏฺฐํ ปุรตฺถิมาทิเภโท วาโต ภญฺชติ ตํ อิมสฺมึ วเน พหุํ สุลภํ ตตฺถ ตตฺถ วิชฺชติ สเจ ตฺวํ ตสฺส ภายสิ เอวํ สนฺเต นิจฺจํ ภีโต มํสโลหิตกฺขยํ ปตฺวา กีโส นูน ภวิสฺสสิ อิมสฺมึ ปน วเน ตว ภยํ นาม นตฺถิ ตสฺมา อิโต ปฏฺฐาย มา ภายีติ ฯ
เอวํ เทวตา ตสฺส โอวาทํ อทาสิ ฯ โสปิ ตโต ปฏฺฐาย นิพฺภโย อโหสิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน โส ภิกฺขุ โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหิ ฯ ตทา นาโค อยํ ภิกฺขุ อโหสิ รุกฺขเทวตา ปน อหเมวาติ ฯ
ทุพฺพลกฏฺฐชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
-------
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗