อุทัญจนีชาดก
ว่าด้วยหญิงโจร
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๐๖ · บรรทัด ๖๙๙ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภการเล้าโลมของถุลกุมาริกา (หญิงสาวเจ้าเนื้อ) ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สุขํ วต มํ ชีวนฺตํ ดังนี้. เนื้อเรื่องจักแจ่มแจ้งในจูฬนารทกัสสปชาดก เตรสนิบาตนั่นแล ก็พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอกระสันจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้าข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า, ตรัสถามต่อไปว่า จิตของเธอปฏิพัทธ์ในอะไรเล่า ? เธอกราบทูลว่า ในหญิงสาวเจ้าเนื้อนางหนึ่ง พระเจ้าข้า. ลำดับนั้น พระบรมศาสดาจึงตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุนางนี้ เคยทำความฉิบหายให้เธอ แม้ในกาลก่อนเธออาศัยนางนี่ถึงความเสื่อมจากศีล เที่ยวซบเซาไป ต่ออาศัยบัณฑิตจึงได้ความสุข แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :เมื่อเรื่องในอดีต ตั้งแต่คำว่า ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน พระนครพาราณสี เป็นต้นก็จักแจ่มแจ้ง ในจูพนารทกัสสปชาดกเหมือนกัน ก็ในครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ ถือผลาผลมาในเวลาเย็น เปิดประตูบรรณศาลาเข้าไป ได้พูดคำนี้กะดาบสน้อยผู้บุตรว่า พ่อเอ๋ย ในวันอื่น ๆเจ้าหักฟืน ตักน้ำดื่มไว้ ก่อไฟไว้ แต่วันนี้ไม่ทำแม้สักอย่างเดียวเหตุไรเล่าเจ้าจึงมีหน้าเศร้า นั่งซบเซาอยู่ ดาบสน้อย ตอบว่าข้าแต่พ่อ เมื่อท่านพ่อไปหาผลาผล หญิงคนหนึ่ง มาเล้าโล้มกระผมชวนให้ไปด้วย แต่กระผมผัดไว้ว่า ต่อท่านพ่ออนุญาตแล้วจึงจักไป จึงยังไม่ได้ไป กระผมให้นางนั่งรออยู่ที่ตรงโน้นแล้วกลับมา คราวนี้กระผมจักไปละครับ ท่านพ่อ พระโพธิสัตว์ทราบว่า เราไม่อาจเหนี่ยวรั้งเขาไว้ได้ จึงอนุญาต โดยสั่งว่าถ้าเช่นนั้นจงไปเถิดพ่อ แต่เขาพาเจ้าไปแล้ว เมื่อใด นางอยากกินปลา กินเนื้อ หรือมีความต้องการเนย เกลือ และข้าวสารเป็นต้น เมื่อนั้น นางจักเคี่ยวเข็ญเจ้าว่า จงไปหาสิ่งนี้ ๆ มาให้ตอนนั้น เจ้าจงนึกถึงคุณของพ่อ แล้วพึงหนีมาที่นี่เถิด. ดาบสได้ไปถิ่นมนุษย์กับนาง ครั้งนั้นนางก็ให้เขาตกอยู่ในอำนาจของตนต้องการสิ่งใด ๆ ก็ใช้ให้ไปหาสิ่งนั้น ๆ มา เช่นสั่งว่า จงไปหาเนื้อมา จงไปหาปลามา คราวนั้น เขาก็ได้คิดว่า นางนี่เคี่ยวเข็ญให้เราทำอย่างกับเป็นทาสกรรมกรของตน แล้วหนีมาสู่สำนักของบิดา ไหว้บิดาแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยืนอยู่นั่นแหละ กล่าวคาถานี้ความว่า :"หญิงโฉดผู้นำของไปด้วยหม้อนำ เบียดเบียนฉัน ผู้มีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุข จะขอน้ำมันหรือเกลือ ก็ด้วยการกล่าวคำอ่อนหวาน ฐานภรรยา" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขํ วต มํ ชีวนฺตํ ความว่าท่านพ่อขอรับ หญิงนั้น ทำผมผู้เคยเป็นอยู่สบายในสำนักของท่านพ่อ ให้เดือดร้อน. บทว่า ปจมานา ความว่า ถูกมันทำให้เดือดร้อน บังคับเคี่ยวเข็ญ ต้องการจะกินสิ่งใด ๆ ก็เคี่ยวเข็ญเอาสิ่งนั้น. หญิงชื่อว่า อุทัญจนี เพราะนำไปด้วยหม้อ. บทว่า อุทญฺจนี นี้ เป็นชื่อของหญิงผู้ตักตวงน้ำจากตุ่ม หรือจากบ่อ ก็หญิงประเภทอุทัญจนีนั้น ต้องการสิ่งใด ๆ ก็จะใช้ให้หาสิ่งนั้น ๆ มาให้จงได้ ดุจตักตวงเอาน้ำด้วยหม้อ. บทว่า โจรึ ชายปฺปวาเทน ความว่า หญิงโฉดนางหนึ่งอ้างตนเป็นภรรยา โอ้โลมกระผมด้วยคำอันอ่อนหวาน พาไปในถิ่นมนุษย์ มันต้องการน้ำมัน หรือเกลืออย่างหนึ่งอย่างใด จะเคี่ยวเข็ญขอสิ่งนั้น ๆ ทุกอย่าง ให้นำมาให้ เหมือนเป็นทาสเป็นกรรมกร เหตุนั้น กระผมจึงบอกเล่ากล่าวโทษของมันไว้. ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ก็ปลอบดาบสน้อยนั้นว่า ช่างมันเถิดพ่อ มาเถิด เจ้าจงเจริญ เมตตากรุณาไว้เถิด แล้วบอกพรหมวิหาร๔ ให้ บอกกสิณบริกรรมให้ ไม่นานนักดาบสน้อยนั้น ก็ยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิดได้ เจริญพรหมวิหาร แล้วไปบังเกิดในพรหมโลก พร้อมด้วยบิดา. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะ ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้นดำรงในโสดาปัตติผล ทรงประชุมชาดกว่า ถุลกุมาริกาในครั้งนั้น ได้มาเป็นถุลกุมาริกาในบัดนี้ ดาบสน้อยได้มาเป็นภิกษุผู้กระสัน ส่วนดาบสผู้บิดา ได้เราเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอุทัญจนีชาดกที่ ๖
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๔๐๕–๔๐๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๙ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๙ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน
6 Udañcanijātakaṃ
sukhaṃ vata maṃ jīvantanti idaṃ satthā jetavane viharanto thullakumārikappalobhanaṃ ārabbha kathesi. Vatthu terasanipāte cūḷanāradakassapajātakeyeva āvibhavissati. Taṃ pana bhikkhuṃ satthā saccaṃ kira bhikkhu ukkaṇṭhitosīti pucchitvā saccaṃ bhagavāti vutte kattha te cittaṃ paṭibaddhanti pucchi. So ekissā thullakumārikāyāti āha. Atha naṃ satthā ayante bhikkhu anatthakārikā pubbepi tvaṃ etaṃ nissāya sīlabyasanaṃ patvā pajjhāyanto vicaramāno paṇḍite nissāya sukhaṃ labhīti vatvā atītaṃ āhari.
Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārenteti atītavatthumpi cūḷanāradakassapajātakeyeva āvibhavissati. Tadā pana bodhisatto sāyaṃ phalāphale ādāya āgantvā paṇṇasālādvāraṃ vivaritvā pavisitvā puttaṃ cūḷatāpasaṃ etadavoca tāta tvaṃ aññesu divasesu dārūni āharasi pānīyaṃ paribhojanīyaṃ āharasi aggiṃ karosi ajja pana ekampi akatvā kasmā dummukho pajjhāyanto nisīdasīti. Tāta tumhesu phalāphalatthāya gatesu ekā itthī āgantvā maṃ Palobhetvā ādāya gantuṃ āraddhā ahampana tumhehi vissajjito gamissāmīti na gacchiṃ asukaṭṭhāneva taṃ nisīdāpetvā āgatomhi idāni gacchāmahaṃ tātāti. Bodhisatto na sakkā etaṃ nivattetunti ñatvā tenahi tāta gaccha esā pana taṃ netvā yadā macchamaṃsādīni vā khāditukāmā bhavissati sappiloṇataṇḍulādīhi vā panassā attho bhavissati tadā idañcidañcāharāti taṃ kilamessati tadā mayhaṃ guṇaṃ saritvā palāyitvā idheva āgaccheyyāsīti vissajjesi. So tāya saddhiṃ manussapathaṃ agamāsi. Atha naṃ attano vasaṃ gametvā maṃsaṃ āhara macchaṃ āharāti yena yena atthikā hoti taṃ taṃ āharāpeti. Tadā so ayaṃ maṃ attano dāsaṃ viya kammakaraṃ viya katvā pīḷetīti palāyitvā pitu santikaṃ āgantvā pitaraṃ vanditvā ṭhitakova imaṃ gāthamāha
sukhaṃ vata maṃ jīvantaṃ pacamānā udañcanī
cori jāyappavādena telaṃ loṇañca yācatīti.
Tattha sukhaṃ vata maṃ jīvantanti tāta tumhākaṃ santike maṃ sukhaṃ jīvantaṃ. Pacamānāti tāpayamānā pīḷayamānā yaṃ yaṃ khāditukāmā hoti taṃ taṃ pacamānā. Udakaṃ añcanti etāyāti udañcanī. Cāṭito vā kūpato vā udakaṃ osiñcanaghaṭikāyetaṃ nāmaṃ. Sā pana udañcanī udakaṃ viya ghaṭikāya yena yenatthikā taṃ taṃ ākaḍḍhatiyevāti attho. Cori jāyappavādenāti bhariyāti nāmena ekā corī maṃ madhuravacanena upalāpetvā tattha netvā telaṃ Loṇañca yañca aññaṃ icchati taṃ sabbaṃ yācati dāsaṃ viya kammakaraṃ viya katvā āharāpetīti tasmā aguṇaṃ kathesi.
Atha naṃ bodhisatto assāsetvā hotu tāta ehi tvaṃ mettaṃ bhāvehi karuṇaṃ bhāvehīti cattāro brahmavihāre ācikkhi kasiṇaparikammaṃ ācikkhi. So nacirasseva abhiññā ca samāpattiyo ca uppādetvā brahmavihāre bhāvetvā saddhiṃ pitarā brahmaloke nibbatti.
Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā saccāni pakāsetvā jātakaṃ samodhānesi. Saccapariyosāne so bhikkhu sotāpattiphale patiṭṭhahi. Tadā thullakumārikā etarahi thullakumārikā cūḷakumāratāpaso ukkaṇṭhitabhikkhu ahosi pitā pana ahamevāti.
Udañcanijātakaṃ chaṭṭhaṃ.
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗