ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. พาหิยชาดก
ชาดกที่ ๑๐๘ · เอกกนิบาตชาดก · ปโรสตวรรค

พาหิยชาดก

ว่าด้วยเป็นคนควรศึกษาศิลปะ

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๐๘ · บรรทัด ๗๑๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากพาหิยชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อทรงอาศัยพระนครเวสาลี ประทับอยู่ ณกูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ทรงปรารภเจ้าลิจฉวีองค์หนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สิกฺเขยฺย สิกฺขิตพฺพานิ ดังนี้. ได้ยินว่า เจ้าลิจฉวีองค์นั้น ทรงมีศรัทธาเลื่อมใส นิมนต์พระภิกษุมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ทรงยังมหาทานให้เป็นไปในวังของพระองค์ แต่เทวีของพระองค์มีอวัยวะทุกส่วนอ้วนพีดูคล้ายนิมิตแห่งซากศพที่ขึ้นพอง ไม่สมบูรณ์ด้วยมารยาทพระศาสดาทรงทำอนุโมทนาในเวลาเสร็จภัตรกิจแล้วเสด็จไปพระวิหาร ประทานโอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย เสด็จเข้าพระคันธกุฎีภิกษุทั้งหลายพากันตั้งเรื่องสนทนากันในธรรมสภาว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เจ้าลิจฉวีพระองค์นั้น มีพระรูปงามปานนั้น มีเทวีลักษณะตรงกันข้าม มีอวัยวะน้อยใหญ่อ้วนพี ไม่มีกิริยามารยาทท้าวเธอจะทรงอภิรมย์กับเทวีได้อย่างไรกันนะ ? พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ก่อนภิกษุทั้งหลาย เจ้าลิจฉวีองค์นี้ มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อน ก็ทรงอภิรมย์กับหญิงที่มีร่างกายอ้วนเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอำมาตย์ของพระองค์ ครั้งนั้น หญิงชนบทคนหนึ่งมีอวัยวะอ้วนพี ไม่มีกิริยามารยาท ทำการรับจ้าง เดินผ่านไปไม่ไกลท้องพระลานหลวงเกิดปวดอุจจาระ ก็เอาผ้านุ่งคลุมหัว นั่งถ่ายอุจจาระแล้วรีบลุกขึ้น ขณะนั้นพระเจ้าพาราณสี ทอดพระเนตรท้องพระลานหลวงทางช่องพระแกล ทรงเห็นนางแล้ว ทรงดำริว่า หญิงผู้นี้ ถ่ายอุจจาระไว้ที่พระลานอย่างนี้ มิได้ละหิริโอตตัปปะ เอาผ้านุ่งนั่นแหละปิด ถ่ายอุจจาระแล้วก็รีบลุกขึ้น ชะรอยนางจักเป็นหญิงไม่มีโรค วัตถุของนางจักต้องบริสุทธิ์ ลูกคนหนึ่งที่ได้ในวัตถุบริสุทธิ์ จักเป็นผู้บริสุทธิ์ มีบุญ เราควรตั้งนางไว้เป็นอัครมเหสีท้าวเธอทรงทราบความที่นางยังไม่มีคู่ครอง ก็ตรัสสั่งพระราชทานตำแหน่งอัครมเหสี นางได้เป็นที่โปรดปราน ต้องพระทัยของท้าวเธอ ไม่นานนักก็ประสูติพระโอรสองค์หนึ่ง และโอรสของพระนางก็ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระโพธิสัตว์เห็นความถึงพร้อมด้วยยศของพระนาง ได้โอกาสที่จะกราบทูลเช่นนั้นได้จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ศิลปะชื่อว่าควรศึกษาเหตุไรจะไม่น่าศึกษาเล่า แต่พระมเหสีผู้มีบุญหนักพระองค์นี้ไม่ทรงละหิริโอตตัปปะ ทรงกระทำสรีรวลัญชะ ด้วยอาการมิดเม้น ยังทำให้พระองค์โปรดปราน ทรงบรรลุสมบัติเห็นปานนี้ได้นะ พระเจ้าข้า เมื่อจะกราบทูลคุณแห่งศิลปะที่ควรศึกษาทั้งหลาย จึงกล่าวคาถานี้ ความว่า :"บุคคลควรศึกษาศิลปะทั้งหลาย ชนทั้งหลายที่พอใจในศิลปะนั้นก็มีอยู่ แม้แต่หญิงที่เกิดในจังหวัดชั้นนอก ก็ยังทำให้พระราชา

ทรงโปรดปรานได้ ด้วยความกระมิดกระเมี้ยน

ของเธอ " ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺติ ตจฺฉนฺทิโน ความว่า หมู่ชนที่มีความพอใจในศิลปะเหล่านั้น คงมีแน่นอน. บทว่า พาหิยา ได้แก่หญิงที่เกิดเจริญเติบโต ในชนบทที่มีในภายนอก. บทว่า สุหนฺเนน ความว่า ไม่ละหิริโอตตัปปะ ขับถ่ายด้วยอาการอันปกปิด ชื่อว่า อาการอันกระมิดกระเมี้ยน ถ่ายด้วยอาการอันกระมิดกระเมี้ยนนั้น. บทว่า ราชานํ อภิราธยิ ความว่า ยังทำให้สมมติเทพทรงโปรดปราน ลุถึงสมบัตินี้ได้. พระโพธิสัตว์กล่าวคุณของศิลปะทั้งหลาย อันสมควรแก่คุณค่าของการศึกษา ด้วยประการฉะนี้. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า คู่สามีภรรยาในครั้งนั้น ได้มาเป็นคู่สามีภรรยาในบัดนี้ส่วนอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิตได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาพาหิยชาดกที่ ๘

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๔๑๔–๔๑๗ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน

8 Bāhiyajātakaṃ

sikkheyya sikkhitabbānīti idaṃ satthā vesāliṃ upanissāya mahāvane kūṭāgārasālāyaṃ viharanto ekaṃ licchaviṃ ārabbha kathesi.

So kira licchavirājā saddho pasanno buddhappamukhaṃ bhikkhusaṅghaṃ nimantetvā attano nivesane mahādānaṃ pavattesi. Bhariyā panassa thūlaṅgappaccaṅgā uddhumātakanimittasadisā anākappasampannā ahosi. Satthā bhattakiccāvasāne anumodanaṃ katvā vihāraṃ gantvā bhikkhūnaṃ ovādaṃ datvā gandhakuṭiṃ pāvisi. Bhikkhū dhammasabhāyaṃ kathaṃ samuṭṭhāpesuṃ āvuso tassa nāma licchavirañño tāvaabhirūpassa tādisā bhariyā thūlaṅgappaccaṅgā anākappasampannā kathaṃ so tāya saddhiṃ abhiramatīti. Satthā āgantvā kāya nuttha bhikkhave etarahi kathāya sannisinnāti pucchitvā imāya nāmāti vutte na bhikkhave esa idāneva pubbepi thūlasarīrāyaeva itthiyā saddhiṃ abhiramīti vatvā atītaṃ āhari.

Atīte bārāṇasiyaṃ brahmadatte rajjaṃ kārente bodhisatto tassa amacco ahosi. Athekā janapaditthī thūlasarīrā Anākappasampannā bhatiṃ kurumānā rājaṅgaṇassa avidūre gacchamānā sarīravalañjapīḷitā hutvā nivatthasāṭakena sarīraṃ paṭicchādetvā nisīditvā sarīravalañjaṃ muñcitvā khippameva uṭṭhāsi. Tasmiṃ khaṇe bārāṇasīrājā vātapānena rājaṅgaṇaṃ olokento taṃ disvā cintesi ayaṃ evarūpe aṅgaṇaṭṭhāne sarīravalañjaṃ muñcamānā hirottappaṃ appahāya nivāsaneneva paṭicchannā hutvā sarīravalañjaṃ mocetvā khippaṃ uṭṭhitā imāya nīrogāya bhavitabbaṃ etissā vatthu visuddhaṃ bhavissati visuddhe vatthusmiṃ eko putto labbhamāno visuddho puññavā bhavissati imaṃ mayā aggamahesiṃ kātuṃ vaṭṭatīti. So tassā apariggahitabhāvaṃ ñatvā āṇāpetvā aggamahesiṭṭhānaṃ adāsi. Sā tassa piyā ahosi manāpā nacirasseva ekaṃ puttaṃ vijāyi. So panassā putto cakkavattirājā ahosi. Bodhisatto tassā yasasampattiṃ disvā tathārūpaṃ vacanokāsaṃ labhitvā deva sikkhitabbayuttaṃ nāma sippaṃ kasmā na sikkhitabbaṃ yatra hi nāmāyaṃ mahāpuññā hirottappaṃ appahāya paṭicchannenākārena sarīravalañjaṃ kurumānā tumhe ārādhetvā evarūpaṃ sampattiṃ pattāti vatvā sikkhitabbayuttakānaṃ vaṇṇaṃ kathento imaṃ gāthamāha

sikkheyya sikkhitabbāni santi sacchandino janā

bāhiyāpi suhannena rājānaṃ abhirādhayīti.

Tattha santi sacchandinoti tesu sippesu sacchandā janā atthiyeva. Bāhiyāti bāhiyajanapade jātā saṃvaḍḍhā itthī. Suhannenāti hirottappaṃ appahāya paṭicchannākārena hannaṃ suhannannāma. Tena suhannena. Rājānaṃ abhirādhayīti devaṃ abhirādhayitvā imaṃ sampattiṃ pattāti.

Evaṃ mahāsatto sikkhitabbayuttakānaṃ sippānaṃ guṇaṃ kathesi.

Satthā imaṃ dhammadesanaṃ āharitvā jātakaṃ samodhānesi tadā jāyapatikā etarahi jāyapatikāva paṇḍitāmacco pana ahamevāti.

Bāhiyajātakaṃ aṭṭhamaṃ.

-------

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรโรมัน เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๐๗. สาลิตตกชาดกชาดกถัดไป๑๐๙. กุณฑกปูวชาดก