ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. กุณฑกปูวชาดก
ชาดกที่ ๑๐๙ · เอกกนิบาตชาดก · ปโรสตวรรค

กุณฑกปูวชาดก

ว่าด้วยมีอย่างไรกินอย่างนั้น

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๐๙ · บรรทัด ๗๑๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากกุณฑกปูวชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระนครสาวัตถีทรงปรารภบุรุษผู้เข็ญใจอย่างหนัก ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า ยถนฺโน ปุริโส โหติ ดังนี้. ความพิสดารว่า ในพระนครสาวัตถี บางครั้งสกุลเพียงสกุลเดียวเท่านั้น ถวายทานแต่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข บางครั้งสาม - สี่ตระกูลรวมกัน บางครั้งด้วยความร่วมมือกันเป็นคณะ บางครั้งด้วยความร่วมใจกันของผู้ที่อยู่ร่วมถนน บางครั้งรวมคนที่มีฉันทะความพอใจหมดทั้งเมือง ถวายทานแต่พระสงฆ์มีพระพุทธองค์เป็นประมุข ก็ในครั้งนั้น มีภัตรที่ชื่อว่า วิถีภัตร (คือการถวายภัตตาหารของผู้ที่อยู่ร่วมถนนกัน) ได้มีขึ้น. ครั้งนั้นพวกมนุษย์ กล่าวเชิญชวนกันว่า เชิญท่านทั้งหลายถวายข้าวยาคู นำของขบเคี้ยวมาถวายแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธองค์เป็นประมุขกันเถิด. ในกาลนั้น ยังมีลูกจ้างของคนเหล่าอื่นผู้หนึ่ง เป็นคนยากจนอยู่ในถนนนั้น คิดว่า เราไม่อาจถวายข้าวยาคูได้ ของขบเคี้ยวพอจัดถวายได้ แล้วนวดรำชนิดละเอียด ให้ชุ่มด้วยน้ำ ห่อด้วยใบรัก เผาในกองเถ้า คิดว่า เราจักถวายขนมนี้แด่พระพุทธเจ้า ถือขนมนั้นไปยืนอยู่ในสำนักพระศาสดา พอพระศาสดาตรัสครั้งเดียวว่า พวกท่านจงนำของขบเคี้ยวมาเถิด ก็ไปก่อนคนทั้งปวง ใส่ขนมนั้นในบาตรของพระศาสดาแล้วยืนอยู่ พระศาสดาไม่ทรงรับของขบเคี้ยวที่คนอื่น ๆ ถวายทรงเสวยของขบเคี้ยว คือขนมนั้นเท่านั้น. ในขณะนั้นเองทั่วทั้งพระนคร ก็ได้มีเสียงลือตลอดไปว่าได้ยินว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ทรงรังเกียจของขบเคี้ยวทำด้วยรำ ของมหาทุคคตบุรุษ ทรงเสวยเหมือนเสวยอมฤต ฉะนั้นอิสสรชนมีพระราชา และมหาอำมาตย์แห่งพระราชาเป็นต้นโดยที่สุดตลอดถึงคนเฝ้าประตู ประชุมกันทั้งหมดทีเดียว ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว เข้าไปหามหาทุคคตบุรุษ พากันกล่าวว่าพ่อมหาจำเริญ เชิญพ่อรับเอาทรัพย์ร้อยหนึ่ง สองร้อย ห้าร้อยแล้วให้ส่วนบุญแก่พวกเราเถิด. เขาตอบว่า ต้องกราบทูลสอบถามแล้วถึงจะรู้ แล้วไปสู่สำนักของพระศาสดา กราบทูลเนื้อความนั้น พระศาสดาตรัสว่า ท่านจงรับทรัพย์แล้วให้ส่วนบุญ แก่สรรพสัตว์เถิด เขาเริ่มรับทรัพย์ พวกมนุษย์พากันให้ด้วยการประมูล เป็นทวีคูณ จตุรคูณ และอัฏฐคูณเป็นต้น ได้ให้ทรัพย์กันถึงเก้าโกฏิ. พระศาสดาทรงกระทำอนุโมทนาแล้วเสด็จไปวิหาร เมื่อพวกภิกษุแสดงวัตตปฏิบัตติถวายแล้ว ประทานพระสุคโตวาท เสด็จเข้าพระคันธกุฎี เวลาเย็นวันนั้น พระราชารับสั่งให้มหาทุคคตบุรุษเข้าเฝ้า ทรงบูชาด้วยตำแหน่งเศรษฐี. พวกภิกษุตั้งเรื่องสนทนากันในโรงธรรมว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลายพระศาสดามิได้ทรงรังเกียจขนมรำ ที่มหาทุคคตบุรุษถวายเลยทรงเสวยเหมือนอมฤต ฝ่ายมหาทุคคตบุรุษเล่า ได้ทั้งทรัพย์จำนวนมาก ได้ทั้งตำแหน่งเศรษฐี ถึงสมบัติอันยิ่งใหญ่แล้ว. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่เราไม่รังเกียจ บริโภคขนมรำของเขา ถึงครั้งที่เป็นรุกขเทวดาในกาลก่อน ก็เคยบริโภคเหมือนกัน แม้ในครั้งนั้นเล่า เขาก็อาศัยเราได้ตำแหน่งเศรษฐีเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเทวดา สถิตณ ต้นละหุ่งต้นหนึ่ง ครั้งนั้น พวกมนุษย์ในหมู่บ้านนั้น พากันยึดเอารุกขเทวดาเป็นมงคล เมื่อถึงงานมหรสพคราวหนึ่ง พวกมนุษย์ต่างพากันกระทำพลีกรรมแก่รุกขเทวดาของตน ๆ ครั้งนั้นมีทุคคตมนุษย์ผู้หนึ่ง เห็นคนเหล่านั้น พากันปรนนิบัติรุกขเทวดาก็ปฏิบัติต้นละหุ่งต้นหนึ่ง ผู้คนทั้งหลายพากันถือเอาดอกไม้ของหอม เครื่องลูบไล้และของขบเคี่ยวของบริโภคเป็นต้นนานัปการไป เพื่อเทวดาทั้งหลายของตน ฝ่ายเขามีแต่ขนมรำก็ถือไปพร้อมกระบวยใส่น้ำ หยุดยืนไม่ไกลต้นละหุ่ง คิดว่าธรรมดาย่อมเสวยแต่ของขบเคี้ยวอันเป็นทิพย์ เทวดาคงจักไม่เสวยขนมรำนี้ของเรา เราจะยอมให้ขนมเสียหายไปด้วยเหตุนี้ทำไมเรานั่นแหละจักกินขนมนั้นเสียเอง แล้วก็หวลกลับไปจากที่นั้น. พระโพธิสัตว์ สถิตเหนือค่าคบกล่าวว่า บุรุษผู้เจริญ หากท่านเป็นใหญ่เป็นโต ก็ต้องให้ของขบเคี้ยวที่อร่อยแก่เรา แต่ท่านเป็นทุคคตะ เราไม่กินขนมของท่านแล้ว จักกินขนมอื่นได้อย่างไรอย่าให้ส่วนของเราต้องเสียหายไปเลย แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า :"บุรุษกินอย่างไร คนของบุรุษก็กินอย่างนั้น ท่านจงเอาขนมรำนั้นมา อย่าให้ส่วนของเราเสียไปเลย" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถนฺโน ความว่า คนบริโภคอย่างใด. บทว่า ตถนฺนา ความว่า แม้เทวดาของคนผู้นั้นก็บริโภคอย่างนั้นเหมือนกัน. บทว่า อาหเรตํ กุณฺฑปูวํ ความว่า ท่านจงนำเอาขนมที่ทำด้วยรำนั้นมาเถิด อย่าทำลายส่วนได้ของเราเสียเลย. เขาหันกลับมามองพระโพธิสัตว์แล้วกระทำพลีกรรม พระ โพธิสัตว์ ก็บริโภคโอชา จากขนมนั้น แล้วกล่าวว่า ดูก่อนบุรุษท่านปฏิบัติเราเพื่อต้องการอะไร ? เขากล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นใหญ่ ข้าพเจ้าเป็นคนเข็ญใจ มาปรนนิบัติ ก็ด้วยหมายใจว่าจะอาศัยท่าน แล้วพ้นจากความเป็นทุคคตะ. พระโพธิสัตว์กล่าวว่าดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ท่านอย่าคิดเสียใจไปเลย ท่านทำการบูชาเราผู้มีกตัญญูกตเวที รอบต้นละหุ่งนี้ มีหม้อใส่ขุมทรัพย์ตั้งไว้เรียงราย จวบจนจรดถึงคอ ท่านจงกราบทูลพระราชา เอาเกวียนมาขนทรัพย์ กองไว้ ณ ท้องพระลานหลวง พระราชาก็จักโปรดปรานประทานตำแหน่งเศรษฐีแก่ท่าน. ครั้นบอกแล้วพระโพธิสัตว์ก็อันตรธานไป เขาได้กระทำตามนั้น แม้พระราชาก็โปรดประทานตำแหน่งเศรษฐีแก่เขา. เขาอาศัยพระโพธิสัตว์ถึงสมบัติอันใหญ่หลวง แล้วไปตามยถากรรมด้วยประการฉะนี้. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ทุคคตบุรุษในครั้งนั้น มาเป็นทุคคตบุรุษในครั้งนี้ส่วนเทวดาผู้สิงอยู่ ณ ต้นละหุ่ง ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถากุณฑกปูวชาดกที่ ๙

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๔๑๘–๔๒๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๑ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๙ กุณฺฑกปูวชาตกํ

ยถนฺโน ปุริโส โหตีติ อิทํ สตฺถา สาวตฺถิยํ วิหรนฺโต มหาทุคฺคตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ

สาวตฺถิยํ หิ กทาจิ เอกเมว กุลํ พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส ทานํ เทติ กทาจิ ตีณิ จตฺตาริ เอกโต หุตฺวา กทาจิ คณพนฺเธน กทาจิ วีถิสภาเคน กทาจิ สกลนครํ ฉนฺทกํ สํหริตฺวา ฯ ตทา ปน วีถิภตฺตํ นาม อโหสิ ฯ อถ มนุสฺสา พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส ยาคุํ ทตฺวา ขชฺชกํ อาหรถาติ อาหํสุ ฯ ตทา ปเนโก ปเรสํ ภติการโก ทุคฺคตมนุสฺโส ตตฺถ วีถิยํ วสมาโน จินฺเตสิ อหํ ยาคุํ ทาตุํ น สกฺขิสฺสามิ ขชฺชกมฺปิ ทสฺสามีติ สณฺหํ กุณฺฑกํ มทฺทาเปตฺวา อุทเกน เตเมตฺวา อกฺกปณฺเณน เวเฐตฺวา กุกฺกุเฬ ปจิตฺวา อิทํ พุทฺธสฺส ทสฺสามีติ ตํ อาทาย คนฺตฺวา สตฺถุ สนฺติเก ฐิโต ขชฺชกํ อาหรถาติ เอกสฺมึ วจเน วุตฺตมตฺเต สพฺพปฺปฐมํ คนฺตฺวา ตํ ปูวํ สตฺถุ ปตฺเต ปติฏฺฐาเปตฺวา อฏฺฐาสิ ฯ สตฺถา อญฺเญหิ ทียมานํ ขชฺชกํ อคเหตฺวา ตเมว ปูวขชฺชกํ ปริภุญฺชิ ฯ

ตสฺมึเยว ขเณ สมฺมาสมฺพุทฺเธน กิร มหาทุคฺคตสฺส กุณฺฑกขชฺชกํ อชิคุจฺฉิตฺวา อมตํ วิย ปริภุตฺตนฺติ สกลนครํ เอกโกลาหลมโหสิ ฯ ราชราชมหามตฺตาทโย อนฺตมโส โทวาริเก อุปาทาย สพฺเพว สนฺนิปติตฺวา สตฺถารํ วนฺทิตฺวา มหาทุคฺคตํ อุปสงฺกมิตฺวา หนฺท โภ สตํ คเหตฺวา เทฺว สตานิ คเหตฺวา ปญฺจ สตานิ คเหตฺวา อมฺหากํ ปตฺตึ เทหีติ วทึสุ ฯ โส สตฺถารํ ปฏิปุจฺฉิตฺวา ชานิสฺสามีติ สตฺถุ สนฺติกํ คนฺตฺวา ตมตฺถํ อาโรเจสิ ฯ สตฺถา ธนํ คเหตฺวา สพฺพสตฺตานํ ปตฺตึ เทหีติ อาห ฯ โส ธนํ คเหตุํ อารภิ ฯ มนุสฺสา ทิคุณจตุคฺคุณอฏฺฐคุณาทิวเสน ททนฺตา นว หิรญฺญโกฏิโย อทํสุ ฯ สตฺถา อนุโมทนํ กตฺวา วิหารํ คนฺตฺวา ภิกฺขูหิ วตฺเต ทสฺสิเต สุคโตวาทํ ทตฺวา คนฺธกุฏึ ปาวิสิ ฯ ราชา สายณฺหสมเย มหาทุคฺคตํ ปกฺโกสาเปตฺวา เสฏฺฐิฏฺฐาเนน ปูเชสิ ฯ ภิกฺขู ธมฺมสภายํ กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ อาวุโส สตฺถา มหาทุคฺคเตน ทินฺนํ กุณฺฑกปูวํ อชิคุจฺฉนฺโต อมตํ วิย ปริภุญฺชิ มหาทุคฺคโตปิ พหุธนญฺจ เสฏฺฐิฏฺฐานญฺจ ลภิตฺวา มหาสมฺปตฺตึ ปตฺโตติ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว มยา อชิคุจฺฉนฺเตน ตสฺส กุณฺฑกปูโว ปริภุตฺโต ปุพฺเพ รุกฺขเทวตายปิ หุตฺวา ปริภุตฺโตเยว ตทาปิ เจส มํ นิสฺสาย เสฏฺฐิฏฺฐานํ อลตฺเถวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต เอกสฺมึ เอรณฺฑรุกฺเข เทวตา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ ตทา ตสฺมึ คามเก มนุสฺสา รุกฺขเทวตามงฺคลิกา โหนฺติ ฯ อเถกสฺมึ ฉเณ สมฺปตฺเต มนุสฺสา อตฺตโน รุกฺขเทวตานํ พลิกมฺมํ อกํสุ ฯ อเถโก ทุคฺคตมนุสฺโส เต มนุสฺเส รุกฺขเทวตา ปฏิชคฺคนฺเต ทิสฺวา เอกํ เอรณฺฑรุกฺขํ ปฏิชคฺคติ ฯ มนุสฺสา อตฺตโน เทวตานํ นานปฺปการานิ มาลาคนฺธวิเลปนานิ เจว ขชฺชโภชฺชาทีนิ จ อาทาย คจฺฉึสุ ฯ โส ปน กุณฺฑกปูวญฺเจว อุฬุงฺเกน จ อุทกํ อาทาย คนฺตฺวา เอรณฺฑรุกฺขสฺส อวิทูเร ฐตฺวา จินฺเตสิ เทวตา นาม ทิพฺพขชฺชกานิ ขาทนฺติ มยฺหํ เทวตา อิมํ กุณฺฑกปูวํ น ขาทิสฺสติ กึ อิมินา การเณน นาเสมิ อหเมว นํ ขาทิสฺสามีติ ตโตว นิวตฺติ ฯ โพธิสตฺโต ขนฺธวิฏเป ฐตฺวา โภ ปุริส สเจ ตฺวํ อิสฺสโร ภเวยฺยาสิ มยฺหํ มธุรขชฺชกํ ทเทยฺยาสิ ตฺวํ ปน ทุคฺคโต อหํ ตว ปูวํ น ขาทิตฺวา อญฺญํ กึ ขาทิสฺสามิ มา เม โกฏฺฐาสํ นาเสหีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

ยถนฺโน ปุริโส โหติ ตถนฺนา ตสฺส เทวตา

อาหเรตํ กุณฺฑปูวํ มา เม ภาคํ วินาสยาติ ฯ

ตตฺถ ยถนฺโนติ ยถานุรูปโภชโน ฯ ตถนฺนาติ ตสฺส ปุริสสฺส เทวตาปิ ตถารูปโภชนาว โหติ ฯ อาหเรตํ กุณฺฑปูวนฺติ เอตํ กุณฺฑเกน กตปูวํ อาเนหิ มยฺหํ ภาคํ มา วินาเสหีติ ฯ

โส นิวตฺติตฺวา โพธิสตฺตํ โอโลเกตฺวา พลิกมฺมมกาสิ ฯ โพธิสตฺโต ตโต โอชํ ปริภุญฺชิตฺวา ปุริส ตฺวํ กิมตฺถํ มํ ปฏิชคฺคสีติ อาห ฯ ทุคฺคโตมฺหิ สามิ ตํ นิสฺสาย ทุคฺคตภาวโต มุจฺจิตุกามตาย ปฏิชคฺคามีติ ฯ อมฺโภ ปุริส มา จินฺตยิ ตยา กตญฺญุสฺส กตเวทิโน ปูชา กตา อิมํ เอรณฺฑรุกฺขํ ปริกฺขิปิตฺวา นิธิกุมฺภิโย คีวาย คีวํ อาหจฺจ ฐิตา ตฺวํ รญฺโญ อาจิกฺขิตฺวา สกเฏหิ ธนํ อาหริตฺวา ราชงฺคเณ ราสึ กโรหิ ราชา เต ตุสฺสิตฺวา เสฏฺฐิฏฺฐานํ ทสฺสตีติ วตฺวา โพธิสตฺโต อนฺตรธายิ ฯ โส ตถา อกาสิ ฯ ราชาปิสฺส เสฏฺฐิฏฺฐานํ อทาสิ ฯ อิติ โส โพธิสตฺตํ นิสฺสาย มหาสมฺปตฺตึ ปตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ทุคฺคโต เอตรหิ ทุคฺคโต อโหสิ เอรณฺฑรุกฺขเทวตา ปน อหเมวาติ ฯ

กุณฺฑกปูวชาตกํ นวมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๐๘. พาหิยชาดกชาดกถัดไป๑๑๐. สัพพสังหารกปัญหา