ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. สุขวิหาริชาดก
ชาดกที่ ๑๐ · เอกกนิบาตชาดก · อปัณณกวรรค

สุขวิหาริชาดก

ว่าด้วยการอยู่เป็นสุข

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๐ · บรรทัด ๕๖ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากสุขวิหาริชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อทรงอาศัย อนุปิยนคร ประทับ อยู่ในอนุปิยอัมพวันทรงปรารภพระภัตทิยเถระผู้มีปกติอยู่เป็นสุขจึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยญฺจ อญฺเ น รกฺขนฺติ ดังนี้. พระภัททิยเถระผู้มีปกติอยู่เป็นสุข มีพระอุบาลีเป็นที่ ๗ บวชในสมาคมกษัตริย์ ๖ พระองค์ บรรดาพระเถระเหล่านั้น พระภัททิยเถระ พระกิมพิลเถระ พระภคุเถระ พระอุบาลีเถระบรรลุพระอรหัต พระอานนทเถระเป็นพระโสดาบัน พระอนุรุทธเถระเป็นผู้มีทิพยจักษุ พระเทวทัตเป็นผู้ได้ฌาน ก็เรื่องของกษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์ จักมีแจ้งในกัณฑหาลชาดกเพียงแต่อนุปิยนคร. ก็ท่านพระภัตทิยเถระรักษาคุ้มครองพระองค์ในคราวเป็นพระราชา ก็ยังทรงเห็นภัยที่จะเกิดขึ้นแก่พระองค์ผู้อันเขารักษาอยู่ด้วยการรักษามากมายดุจเทวดาจัดการรักษา และภัยที่จะเกิดแก่พระองค์ผู้ทรงพลิกกลับไปมาอยู่บนพระที่บรรทมใหญ่ในปราสาทชั้นบน บัดนี้บรรลุพระอรหัตแล้ว แม้จะอยู่ในที่ใดที่หนึ่งมีป่าเป็นต้น ก็พิจารณาเห็นความที่พระองค์เป็นผู้ปราศจากภัย จึงเปล่งอุทานว่า สุขหนอ สุขหนอ ภิกษุทั้งหลายได้ฟังดังนั้นจึงกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านพระภัตทิยเถระพยากรณ์พระอรหัตผล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภัตทิยะมีปกติอยู่เป็นสุขในบัดนี้เท่านั้นหามิได้ แม้ในกาลก่อนก็มีปกติอยู่เป็นสุขเหมือนกัน. ภิกษุทั้งหลายจึงทูลอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อต้องการให้ทรงประกาศเรื่องนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทรงกระทำเหตุอันระหว่างภพปกปิดไว้ ให้ปรากฏ ดังต่อไปนี้.

ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นพราหมณ์มหาศาลผู้เกิดในตระกูลสูง เห็นโทษในกามทั้งหลายและอานิสงส์ในการออกบวช จึงละทิ้งการทั้งหลายเข้าป่าหิมพานต์บวชเป็นฤาษี ทำสมาบัติ ๘ ให้บังเกิดขึ้น แม้บริวารของพระโพธิสัตว์นั้น ได้เป็นบริวารใหญ่ มีดาบสอยู่ ๕๐๐ รูป. ในฤดูฝน พระโพธิสัตว์นั้นออกจากป่าหิมพานต์ แวดล้อมด้วยหมู่ดาบสเที่ยวจาริกไปในตามและนิคมเป็นต้นบรรลุถึงเมื่องพาราณสี ทรงอาศัยพระราชาสำเร็จการอยู่ในพระราชอุทยาน ทรงอยู่ในพระราชอุทยานนั้น ตลอด ๔ เดือนฤดูฝน แล้วทูลลาพระราชา. ลำดับนั้น พระราชาทรงอ้อนวอนพระโพธิสัตว์นั้นว่า ท่านผู้เจริญ ท่านก็แก่แล้วท่านจะประโยชน์อะไรด้วยป่าหิมพานต์ ท่านจงส่งอันเตวาสิกทั้งหลายไปป่าหิมพานต์แล้วอยู่เสียในที่นี้เถิด. พระโพธิสัตว์ทรงหอบดาบส ๕๐๐ รูป กับอันเตวาสิกผู้ใหญ่ แล้วส่งดาบสเหล่านั้นไปด้วยคำว่า ท่านจงไปอยู่ในป่าหิมพานต์กับดาบสเหล่านี้ ส่วนเราจักอยู่ในที่นี้แหละ แล้วตนเองก็สำเร็จการอยู่ในพระราชอุทยานนั้นนั่นเอง ก็หัวหน้าอันเตวาสิกนั้นของพระโพธิสัตว์นั้น เป็นราชบรรพชิต ละราชสมบัติใหญ่ออกบวช กระทำกสิณบริกรรมได้สมาบัติ ๘. หัวหน้าอันเตวาสิกนั้นอยู่ในป่าหิมพานต์กับดาบสทั้งหลาย มีความประสงค์จะเห็นอาจารย์ จึงเรียกดาบสเหล่านั้นมาแล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายอย่าได้รำคาญ จงอยู่ในที่นี้แหละ เราเห็นอาจารย์แล้วจักกลับมา แล้วไปยังสำนักของอาจารย์ ไหว้แล้วกระทำปฏิสันถาร ปูลาดเสื่อลำแพนผืนหนึ่งนอนอยู่ในสำนักของอาจารย์นั่นเอง. ก็สมัยนั้น พระราชาทรงพระดำริว่าจักเยี่ยมพระดาบส จึงเสด็จไปยังพระราชอุทยาน ไหว้แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ดาบสผู้เป็นอันเตวาสิกแม้เห็นพระราชาก็ไม่ลุกขึ้น แต่นอนอยู่อย่างนั้นแลเปล่งอุทานว่า สุขหนอ สุขหนอ. พระราชาทรงน้อยพระทัยว่า ดาบสนี้ แม้เห็นเราก็ไม่ลุกขึ้น จึงตรัสกะพระโพธิสัตว์ว่า ท่านผู้เจริญ ดาบสนี้คงจักฉันตามต้องการ จึงสำเร็จการนอนอย่างสบายทีเดียวเปล่งอุทานอยู่. พระโพธิสัตว์ตรัสว่ามหาบพิตร ดาบสนี้ เมื่อก่อนได้เป็นพระราชาองค์หนึ่งเช่นกับพระองค์ ดาบสนี้นั้นคิดว่า เมื่อก่อนในคราวเป็นคฤหัสถ์ เราเสวยสิริราชสมบัติ แม้อันคนเป็นอันมาก มีมือถืออาวุธคุ้มครองอยู่ ก็ยังไม่ได้ชื่อว่าความสุขเห็นปานนี้ จึงปรารภสุขในการบวช และสุขในฌานของตนแล้วเปล่งอุทานนี้ ก็แหละครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว เพื่อจะตรัสธรรมกถาแก่พระราชาจึงตรัสคาถานี้ว่า

ชนเหล่าอื่นไม่ต้องรักษาผู้ใดด้วย และผู้ใดก็ไม่ ต้องรักษาชนเหล่าอื่นด้วย ดูก่อนมหาบพิตร ผู้นั้นแล ไม่เยื่อใยในกามทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นสุข.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อยฺจ อญฺเ น รกฺขนฺติ ความว่าบุคคลเหล่าอื่นเป็นอันมาก ย่อมไม่รักษาบุคคลใด. บทว่า โย จ อญฺเ น รกฺขติ ความว่า แม้บุคคลใดก็ไม่รักษาคนอื่นเป็นอันมาก ด้วยคิดว่าเราผู้เดียวครองราชสมบัติ. บทว่า ส เว ราชสุขํ เสติ ความว่า ดูก่อนมหาบพิตร บุคคลนั้นผู้เดียวไม่มีเพื่อน สงัดเงียบแล้ว เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยความสุขทางกายและทางจิต ย่อมนอนเป็นสุข. ก็คำว่า นอนเป็นสุขนี้ เป็นหัวข้อเทศนาเท่านั้น ย่อมนอนเป็นสุขอย่างเดียวเท่านั้นก็หามิได้ ก็บุคคลเห็นปานนี้ย่อยมเดิน ยืน นั่ง นอน เป็นสุข คือได้รับความสุขในทุกอิริยาบถที่เดียวบทว่า กาเมสุ อนเปกฺขวา ความว่า ดูก่อนมหาบพิตร บุคคลเห็นปานนี้เว้นจากความเพ่งเล็งในวัตถุกามและกิเลสกาม คือประกาศจากฉันทราคะไม่มีตัณหาย่อมอยู่เป็นสุขทุกอิริยาบถ.

พระราชาได้ทรงสดับพระธรรมเทศนาแล้วมีพระทัยยินดี บังคมแล้วเสด็จไปยังพระราชนิเวศน์นั่นเอง ฝ่ายอันเตวาสิกก็ไหว้พระอาจารย์แล้วไปยังป่าหิมพานต์เหมือนกัน ฝ่ายพระโพธิสัตว์อยู่ในที่นั้นนั่นแหละ มีฌานไม่เสื่อม กระทำกาละแล้วบังเกิดในพรหมโลก.

พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัส ๒ เรื่องสืบต่ออนุสนธิกันแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า อันเตวาสิกในครั้งนั้นได้เป็นพระภัททิยเถระ ส่วนครูของคณะคือเราเองแล.

จบสุขวิหาริชาดกที่ ๑๐ จบอปัณณกวรรคที่ ๑

รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. อปัณณกชาดก ๒. วัณณุปถชาดก ๓. เสรีววาณิชชาดก ๔. จุลลกเศรษฐีชาดก ๕. ตัณฑุลนาฬิชาดก ๖. เทวธรรมชาดก ๗. กัฏฐหาริชาดก ๘. คามนิชาดก ๙. มฆเทวชาดก ๑๐. สุขวิหาริชาดก.

๒. สีลวรรค

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๒๒๔–๒๒๘ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๐ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๑๐ สุขวิหาริชาตกํ

ยญฺจ อญฺเญ น รกฺขนฺตีติ อิทํ สตฺถา อนุปิยนครํ นิสฺสาย อนุปิยอมฺพวเน วิหรนฺโต สุขวิหารึ ภทฺทิยตฺเถรํ อารพฺภ กเถสิ ฯ สุขวิหารี ภทฺทิยตฺเถโร ฉขตฺติยสมาคเม อุปาลิสตฺตโม ปพฺพชิโต ฯ เตสุ ภทฺทิยตฺเถโร จ กิมฺพิลตฺเถโร จ ภคุตฺเถโร จ อุปาลิตฺเถโร จ อรหตฺตํ ปตฺตา อานนฺทตฺเถโร โสตาปนฺโน ชาโต อนุรุทฺธตฺเถโร ทิพฺพจกฺขุโก เทวทตฺโต ฌานลาภี ชาโต ฯ ฉนฺนํ ปน ขตฺติยานํ วตฺถุ ยาว อนุปิยนครา กณฺฑหาลชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ อายสฺมา ปน ภทฺทิโย ราชกาเล อตฺตานํ รกฺขนฺโต รกฺขาสํวิธานเทวตาว พหูหิ รกฺขาหิ รกฺขิยมานสฺส อุปริ ปาสาทตเล มหาสยเน ปริวตฺตมานสฺสาปิ อตฺตโน ภยุปฺปตฺติญฺจ ทิสฺวา อิทานิ อรหตฺตํ ปตฺวา อรญฺญาทีสุ ยตฺถกตฺถจิ วิหรนฺโตปิ อตฺตโน วิคตภยตฺตญฺจ สมนุปสฺสนฺโต อโห สุขํ อโห สุขนฺติ อุทานํ อุทาเนสิ ฯ ตํ สุตฺวา ภิกฺขู อายสฺมา ภทฺทิโย อญฺญํ พฺยากโรตีติ ภควโต อาโรเจสุํ ฯ ภควา น ภิกฺขเว ภทฺทิโย อิทาเนว สุขวิหารีเยว ปุพฺเพปิ สุขวิหารีเยวาติ อาห ฯ ภิกฺขู ตสฺสตฺถสฺสาวิภาวตฺถาย ภควนฺตํ ยาจึสุ ฯ ภควา ภวนฺตเรน ปฏิจฺฉนฺนํ การณํ ปากฏํ อกาสิ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ การยมาเน โพธิสตฺโต อุทิจฺจพฺราหฺมณมหาสาโล หุตฺวา กาเมสุ อาทีนวํ เนกฺขมฺเม จานิสํสํ ทิสฺวา กาเม ปหาย หิมวนฺตํ ปวิสิตฺวา อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา อฏฺฐ สมาปตฺติโย นิพฺพตฺเตสิ ฯ ปริวาโรปิสฺส มหา อโหสิ ปญฺจ ตาปสสตานิ ฯ โส วสฺสกาเล หิมวนฺตโต นิกฺขมิตฺวา ตาปสคณปริวุโต คามนิคมาทีสุ จาริกญฺจรนฺโต พาราณสึ ปตฺวา ราชานํ นิสฺสาย ราชุยฺยาเน วาสํ กปฺเปสิ ฯ ตตฺถ วสฺสิเก จตฺตาโร มาเส วสิตฺวา ราชานํ อาปุจฺฉิ ฯ อถ นํ ราชา ภนฺเต ตุมฺเห มหลฺลกา กึ โว หิมวนฺเตน อนฺเตวาสิเก หิมวนฺตํ เปเสตฺวา อิเธว วสถาติ ยาจิ ฯ โพธิสตฺโต เชฏฺฐนฺเตวาสิกํ ปญฺจ ตาปสสตานิ สมฺปฏิจฺฉาเปตฺวา คจฺฉ ตฺวํ อิเมหิ สทฺธึ หิมวนฺเต วส อหมฺปน อิเธว วสิสฺสามีติ เต อุยฺโยเชตฺวา สยํ ตตฺเถว วาสํ กปฺเปสิ ฯ โส ปนสฺส เชฏฺฐนฺเตวาสิโก ราชปพฺพชิโต มหนฺตํ รชฺชํ ปหาย ปพฺพชิตฺวา กสิณปริกมฺมํ กตฺวา อฏฺฐสมาปตฺติลาภี อโหสิ ฯ โส ตาปเสหิ สทฺธึ หิมวนฺเต วสมาโน เอกทิวสํ อาจริยํ ทฏฺฐุกาโม หุตฺวา เต ตาปเส อามนฺเตตฺวา ตุมฺเห อนุกฺกณฺฐมานา อิเธว วสถ อหํ อาจริยํ ทิสฺวา อาคจฺฉิสฺสามีติ อาจริยสฺส สนฺติกํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา ปฏิสนฺถารํ กตฺวา เอกํ ตฏฺฏิกํ อตฺถริตฺวา อาจริยสฺส สนฺติเกเยว นิปชฺชิ ฯ ตสฺมึ จ สมเย ราชา ตาปสํ ปสฺสิสฺสามีติ อุยฺยานํ คนฺตฺวา วนฺทิตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ อนฺเตวาสิกตาปโส ราชานํ ทิสฺวาปิ เนว อุฏฺฐาสิ นิปนฺนโกเยว ปน อโห สุขํ อโห สุขนฺติ อุทานํ อุทาเนสิ ฯ ราชา อยํ ตาปโส มํ ทิสฺวาปิ น อุฏฺฐิโตติ อนตฺตมโน โพธิสตฺตํ อาห ภนฺเต อยํ ตาปโส ยถิจฺฉกํ ภุตฺโต ภวิสฺสติ อุทานํ อุทาเนนฺโต สุขเสยฺยเมว กปฺเปตีติ ฯ มหาราช อยํ ตาปโส ปุพฺเพ ตุมฺหาทิโสว เอโก ราชา อโหสิ สฺวายํ อหํ ปุพฺเพ คิหิกาเล รชฺชสิรึ อนุภวนฺโต อาวุธหตฺเถหิ พหูหิ รกฺขิยมาโนปิ เอวรูปํ สุขํ นาม นาลตฺถนฺติ อตฺตโน ปพฺพชฺชาสุขํ ฌานสุขํ อารพฺภ อิทํ อุทานํ อุทาเนสีติ เอวญฺจ ปน วตฺวา โพธิสตฺโต รญฺโญ ธมฺมกถํ กเถตุํ อิทํ คาถมาห

ยญฺจ อญฺเญ น รกฺขนฺติ โย จ อญฺเญ น รกฺขติ

ส เว ราช สุขํ เสติ กาเมสุ อนเปกฺขวาติ ฯ

ตตฺถ ยญฺจ อญฺเญ น รกฺขนฺตีติ ยํ ปุคฺคลํ อญฺเญ พหู ปุคฺคลา น รกฺขนฺติ ฯ โย จ อญฺเญ น รกฺขตีติ โยปิ เอกโก อหํ รชฺชํ กาเรมีติ อญฺเญ พหู น รกฺขนฺติ ฯ ส เว ราช สุขํ เสตีติ มหาราช โส ปุคฺคโล เอโก อทุติโย ปวิวิตฺโต กายิกเจตสิก- สุขสมงฺคี หุตฺวา สุขํ เสติ ฯ อิทญฺจ เทสนาสีสเมว น เกวลเมว สุขํ เสติเยว เอวรูโป ปน ปุคฺคโล สุขํ คจฺฉติ ติฏฺฐติ นิสีทติ สยติ สพฺพิริยาปเถสุ สุขปฺปตฺโตว โหติ ฯ กาเมสุ อนเปกฺขวาติ วตฺถุกามกิเลสกาเมสุ อเปกฺขาวิรหิโต วิคตจฺฉนฺทราโค นิตฺตณฺโห เอวรูโป ปุคฺคโล สพฺพิริยาปเถสุ สุขํ วิหรติ มหาราชาติ ฯ

ราชา ธมฺมเทสนํ สุตฺวา ตุฏฺฐมานโส วนฺทิตฺวา นิเวสนเมว คโต ฯ อนฺเตวาสิโกปิ อาจริยํ วนฺทิตฺวา หิมวนฺตเมว คโต ฯ โพธิสตฺโต ปน ตตฺเถว วิหรนฺโต อปริหีนชฺฌาโน กาลํ กตฺวา พฺรหฺมโลเก นิพฺพตฺติ ฯ

สตฺถา อิทํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ทสฺเสตฺวา เทฺว วตฺถูนิ กเถตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา อนฺเตวาสิโก ภทฺทิยตฺเถโร อโหสิ คณสตฺถา ปน อหเมวาติ ฯ

สุขวิหาริชาตกํ ทสมํ ฯ

อปณฺณกวคฺโค ปฐโม ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๙. มฆเทวชาดกชาดกถัดไป๑๑. ลักขณชาดก