สิคาลชาดก
ว่าด้วยพราหมณ์เชื่อสุนัข
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๑๓ · บรรทัด ๗๕๐ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหารทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สทฺทหาสิ สิคาลสฺส ดังนี้ :ในสมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายประชุมกันในโรงธรรม นั่งสนทนากันถึงโทษของพระเทวทัตว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระเทวทัตชักชวนภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ไปสู่คยาสีสประเทศ ให้ภิกษุเหล่านั้น ยึดถือลัทธิของตนว่า พระสมณโคดมตรัสข้อใด ข้อนั้นมิใช่ธรรม เรากล่าวข้อใด ข้อนี้เท่านั้นเป็นธรรม ดังนี้แล้วกระทำมุสาวาท อันถึงฐานะวิบัติ ทำลายสงฆ์ ทำอุโบสถสองครั้งในสีมาเดียวกัน. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่เทวทัตมักกล่าวมุสาวาทแม้ในกาลก่อนก็เป็นผู้มีปกติกล่าวมุสาเหมือนกัน ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดาอยู่ข้างป่าช้า ในครั้งนั้น ในพระนครพาราณสี มีงานนักขัตฤกษ์ครึกครื้น พวกมนุษย์คิดกันว่า พวกเราจะกระทำพลีกรรมแก่ยักษ์ แล้วจัดปลาและเนื้อเป็นต้นเรียงราย รินสุราเป็นอันมากใส่กระบาล๑ทั้งหลายวางไว้ในที่นั้น ๆ มีตรอกและทางแพร่งเป็นต้นครั้งนั้น หมาจิ้งจอกตัวหนึ่ง เข้าไปสู่พระนครทางท่อระบายน้ำในเวลาเที่ยงคืน เคี้ยวกินปลาและเนื้อเป็นต้น ดื่มสุราแล้วเข้าไปสู่ระหว่างกอบุนนาค นอนหลับไปจนอรุณขึ้น มันตื่นขึ้น เห็นสว่างแล้ว คิดว่า เราไม่อาจออกไปในเวลานี้ได้ แล้วไปที่ใกล้ทางนอนซ่อนตัวอยู่ ถึงเห็นคนอื่น ๆ ก็ไม่พูดอะไร ๆ ต่อเห็นพราหมณ์ผู้หนึ่งกำลังเดินไปล้างหน้า ก็คิดว่า ขึ้นชื่อว่าพราหมณ์แล้ว ย่อมเป็นผู้มีความโลภอยากได้ทรัพย์ เราต้องเอาทรัพย์ล่อพราหมณ์นี้ ทำให้แกสะพายเราออกจากเมืองให้จงได้ มันกล่าวด้วยภาษามนุษย์ว่า ท่านพราหมณ์ พราหมณ์หันกลับไปพูดว่า ใครเรียกเรา ? มันตอบว่า ฉันเองท่านพราหมณ์ พราหมณ์ถามว่า เรียกเราทำไม ? มันตอบว่า ท่านพราหมณ์ ฉันมีทรัพย์๑. กระบาล = กระเบื้อง, ฮินดูเรียก ปูรว่า = ถ้วยดินเผาอยู่ ๒๐๐ กหาปณะ ถ้าท่านสามารถกระเดียดฉัน คลุมมิดชิดด้วยผ้าสะไบเฉียง ไม่ให้ใคร ๆ เห็น พาฉันออกจากเมืองได้ฉันจักให้เหรียญกษาปณ์เหล่านั้นแก่ท่าน ด้วยความโลภอยากได้ทรัพย์ พราหมณ์จึงรับคำ กระทำตามคำของมัน พาออกจากเมืองไปได้หน่อยหนึ่ง ลำดับนั้น หมาจิ้งจอกถามพราหมณ์ว่าท่านพราหมณ์ ถึงไหนแล้ว ? พราหมณ์ตอบว่า ถึงที่โน้นแล้วมันบอกว่า ไปต่อไปอีกหน่อยเถิด สุนัขจิ้งจอกพูดไปเรื่อย ๆอย่างนั้น จนลุถึงป่าช้าใหญ่ จึงบอกว่า วางเราลงที่นี่เถิด ครั้นพราหมณ์ปล่อยมันลงแล้ว หมาจิ้งจอกบอกต่อไปว่า ท่านพราหมณ์ถ้ากระนั้น ท่านจงปูผ้าสะไบเฉียงลงเถิด พราหมณ์ก็ปูผ้าสะไบเฉียงของตนลงด้วยความละโมภในทรัพย์ ครั้งนั้นมันก็บอกแกว่าจงขุดโคนต้นไม้นี้เถิด ให้พราหมณ์ขุดดินลงไป พลางก็ขึ้นไปสู่ผ้าสะไบเฉียงของพราหมณ์ ถ่ายมูตร คูถลงไว้ ๕ แห่ง คือที่มุมทั้ง ๔ และตรงกลาง เช็ดเสียด้วย ทำให้เปียกด้วย แล้วโดดเข้าป่าช้าไป พระโพธิสัตว์สถิตเหนือค่าคบไม้ กล่าวคาถานี้ความว่า :ดูก่อนพราหมณ์ ท่านเธอสุนัขผู้ดื่มสุราหรือ เพียงร้อยเบี้ยก็ไม่มี อย่าว่าถึง ๒๐๐ กหาปณะเลย ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สทฺทหาสิ แปลว่า หลงเชื่อ. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะอย่างนี้แหละ แต่มีความว่า เชื่อถือ. บทว่า สิปฺปิกานํ สตํ นตฺถิ ความว่า เพราะว่า เงินร้อยเบี้ยของมันก็ยังไม่มี. บทว่า กุโต กํสสตา ทุเว ความว่า แล้วมันจะมีเงินสองร้อยกษาปณ์มาแต่ไหนเล่า ? พระโพธิสัตว์กล่าวคาถานี้แล้วบอกว่า ไปเถิดพราหมณ์จงไปซักผ้าของท่านเสีย อาบน้ำทำกิจของตนไปเถิด ดังนี้ แล้วก็อันตรธานไป พราหมณ์ทำตามอย่างนั้น ถึงความโทมนัสว่า โธ่เอ๋ยเราถูกหมาจิ้งจอกตัวนี้ลวงเสียแล้วเดินหลีกไป. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า หมาจิ้งจอกในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเทวทัตส่วนรุกขเทวดาได้มาเป็นตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาสิคาลชาดกที่ ๓
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๔๒๗–๔๓๐ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๓ สิคาลชาตกํ
สทฺทหาสิ สิคาลสฺสาติ อิมํ สตฺถา เวฬุวเน วิหรนฺโต เทวทตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
ตสฺมึ สมเย ภิกฺขู ธมฺมสภายํ สนฺนิปติตฺวา อาวุโส เทวทตฺเตน ปญฺจ ภิกฺขุสตานิ อาทาย คยาสีสํ คนฺตฺวา ยํ สมโณ โคตโม กโรติ น โส ธมฺโม ยมหํ กโรมิ อยเมว ธมฺโมติ เต ภิกฺขู อตฺตโน ลทฺธึ คาหาเปตฺวา ฐานปฺปตฺตํ มุสาวาทํ กตฺวา สงฺฆํ ภินฺทิตฺวา เอกสีมายํ เทฺว อุโปสถา กตาติ เทวทตฺตสฺส อคุณํ กเถนฺตา นิสีทึสุ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว เทวทตฺโต อิทาเนว มุสาวาที ปุพฺเพปิ มุสาวาทีเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต สุสานปสฺเส รุกฺขเทวตา หุตฺวา นิพฺพตฺติ ฯ ตทา พาราณสิยํ นกฺขตฺตํ สงฺฆุฏฺฐํ ฯ มนุสฺสา ยกฺขพลิกมฺมํ กโรมาติ เตสุ เตสุ จจฺจรรจฺฉาทิฏฺฐาเนสุ มจฺฉมํสาทีนิ วิปฺปกิริตฺวา กปาลเกสุ พหุํ สุรํ ฐปยึสุ ฯ อเถโก สิคาโล อฑฺฒรตฺติสมเย นิทฺธมเนน นครํ ปวิสิตฺวา มจฺฉมํสาทีนิ ขาทิตฺวา สุรํ ปิวิตฺวา ปุนฺนาคคจฺฉนฺตรํ ปวิสิตฺวา ยาว อรุณุคฺคมนา นิทฺทํ โอกฺกมิ ฯ โส ปพุชฺฌิตฺวา อาโลกํ ทิสฺวา อิทานิ นิกฺขมิตุํ น สกฺกาติ มคฺคสมีปํ คนฺตฺวา อทิสฺสมาโน นิปชฺชิตฺวา อญฺเญ มนุสฺเส ทิสฺวาปิ กิญฺจิ อวตฺวา เอกํ พฺราหฺมณํ มุขโธวนตฺถาย คจฺฉนฺตํ ทิสฺวา จินฺเตสิ พฺราหฺมณา นาม ธนโลภา โหนฺติ อิมํ ธเนน ปโลเภตฺวา ยถา มํ อุปกจฺฉนฺตเร กตฺวา นครา นีหรติ ตถา กริสฺสามีติ ฯ โส มนุสฺสภาสาย พฺราหฺมณาติ อาห ฯ โส นิวตฺติตฺวา โก มํ ปกฺโกสตีติ อาห ฯ อหํ พฺราหฺมณาติ ฯ กึการณาติ ฯ พฺราหฺมณ มยฺหํ เทฺว กหาปณสตานิ อตฺถิ สเจ มํ อุปกจฺฉนฺตเร กตฺวา อุตฺตราสงฺเคน ปฏิจฺฉาเทตฺวา ยถา น โกจิ ปสฺสติ ตถา นครา นิกฺขมาเปตุํ สกฺโกสิ ตุยฺหํ เต กหาปเณ ทสฺสามีติ ฯ พฺราหฺมโณ ธนโลเภน สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตถา กตฺวา อาทาย นครา นิกฺขมิตฺวา โถกํ อคมาสิ ฯ อถ นํ สิคาโล ปุจฺฉิ กตรํ ฐานํ พฺราหฺมณาติ ฯ อสุกํ นามาติ ฯ อญฺญํ โถกํ ฐานํ คจฺฉาติ ฯ เอวํ ปุนปฺปุนํ วทนฺโต มหาสุสานํ ปตฺวา อิธ มํ โอตาเรหีติ อาห ฯ อถ นํ โอตาเรสิ ฯ สิคาโล เตนหิ พฺราหฺมณ อุตฺตริสาฏกํ ปฏฺฐราติ อาห ฯ โส ธนโลเภน อตฺตโน อุตฺตราสงฺคํ ปฏฺฐริ ฯ อถ นํ อิมํ รุกฺขมูลํ ขณาหีติ ปฐวีขณเน โยเชตฺวา พฺราหฺมณสฺส อุตฺตริสาฏกํ อภิรุยฺห จตูสุ กณฺเณสุ มชฺเฌ จาติ ปญฺจสุ ฐาเนสุ สรีรนิสฺสนฺทํ ปาเตตฺวา มกฺเขตฺวา เจว เตเมตฺวา จ สุสานวนํ ปาวิสิ ฯ โพธิสตฺโต รุกฺขวิฏเป ฐตฺวา อิมํ คาถมาห
สทฺทหาสิ สิคาลสฺส สุราปีตสฺส พฺราหฺมณ
สิปฺปิกานํ สตํ นตฺถิ กุโต กํสสตา ทุเวติ ฯ
ตตฺถ สทฺทหาสีติ สทฺทหสิ ฯ อยเมว วา ปาโฐ ฯ ปตฺติยายสีติ อตฺโถ ฯ สิปฺปิกานํ สตํ นตฺถีติ เอตสฺส หิ สิปฺปิกานํ สตมฺปิ นตฺถิ ฯ กุโต กํสสตา ทุเวติ เทฺว กหาปณสตานิ ปนสฺส กุโตเยวาติ ฯ
โพธิสตฺโต อิมํ คาถํ วตฺวา คจฺฉ พฺราหฺมณ ตว สาฏกํ โธวิตฺวา นฺหายิตฺวา อตฺตโน กมฺมํ กโรหีติ วตฺวา อนฺตรธายิ ฯ พฺราหฺมโณ ตถา กตฺวา วญฺจิโต วตมฺหิ อิมินาติ โทมนสฺสปฺปตฺโต ปกฺกามิ ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา สิคาโล เทวทตฺโต อโหสิ รุกฺขเทวตา ปน อหเมวาติ ฯ
สิคาลชาตกํ ตติยํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗