มิตจินติชาดก
ว่าด้วยปลาช่วยปลาให้พ้นข่าย
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๑๔ · บรรทัด ๗๕๕ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภพระเถระผู้เฒ่า ๒ องค์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า พหุจินฺตี อปฺปจินฺตี จ ดังนี้ :ได้ยินว่า พระเถระผู้เฒ่า ๒ องค์นั้น อยู่จำพรรษาในอรัญญาวาสแห่งหนึ่งในชนบท คิดกันว่า เราทั้งสองจักไปเฝ้าพระศาสดา แล้วเตรียมเสบียงไว้ มัวผลัดอยู่ว่า ไปวันนี้เถิดไปพรุ่งนี้เถิด จนล่วงไปเดือนหนึ่ง แล้วก็อีกเดือนหนึ่ง ทั้งนี้เพราะตนเป็นคนเกียจคร้าน และเพราะความเป็นห่วงที่อยู่ต่อ ๓ เดือนล่วงไปแล้ว จึงได้ออกจากที่นั้นไปสู่พระเชตวันเก็บบาตรจีวรไว้ในที่อยู่ของภิกษุผู้ชอบพอกัน แล้วพากันไปเฝ้าพระศาสดา. ครั้งนั้นพวกภิกษุพากันถามพระเถระผู้เฒ่าทั้งสองว่าดูก่อนท่านผู้มีอายุ นานจริงหนอที่ท่านทั้งสองมิได้เฝ้าพระพุทธเจ้าเหตุไรท่านทั้งสองจึงได้ชักช้าอย่างนี้ ? พระเถระผู้เฒ่าทั้งสองก็พากันเล่าเรื่องนั้น ครั้งนั้นความเกียจคร้าน โอ้เอ้ ของท่านทั้งสองก็ระบือไปในหมู่สงฆ์ แม้ในธรรมสภา พวกภิกษุก็อาศัยความเป็นผู้เกียจคร้านของท่านทั้งสองนั้นแหละ ตั้งเป็นเรื่องขึ้น. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว มีรับสั่งให้เรียกท่านทั้งสองมาเฝ้า ตรัสถามว่าได้ยินว่าพวกเธอเกียจคร้าน โอ้เอ้ จริงหรือ ? ครั้นท่านทั้งสองทูลรับว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่เธอทั้งสองเป็นผู้เกียจคร้าน แม้ในกาลก่อนก็เป็นผู้เกียจคร้านและยังเป็นผู้มีความอาลัย ห่วงใยในที่อยู่ดังนี้แล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี มีปลา ๓ ตัวอยู่ในพระนครพาราณสี ปลาทั้ง ๓ นั้น มีชื่อดังนี้ คือ พหุจินตี อัปปจินตี และมิตจินตี. ปลาทั้ง ๓ พากันออกจากป่ามาสู่ถิ่นมนุษย์ ในปลาทั้ง ๓ นั้น มิตจินตีบอกกับปลาทั้งสองอย่างนี้ว่า ขึ้นชื่อว่าถิ่นมนุษย์นี้ เต็มไปด้วยความรังเกียจ มีภัยตั้งอยู่เฉพาะหน้า พวกชาวประมงพากันวางข่ายและไซเป็นต้น มีประการต่าง ๆ แล้วจับเอาปลา พวกเราพากันเข้าป่าตามเดิมเถอะ ปลาทั้งสองนอกนี้ ต่างพูดผลัดว่า พวกเราจะไปกันวันนี้ หรือพรุ่งนี้ค่อยไปเถิด เพราะความเป็นผู้เกียจคร้านและเพราะความติดใจในเหยื่อ จนเวลาล่วงไปถึง ๓ เดือนครั้งนั้น พวกชาวประมงพากันวางข่ายในแม่น้ำ ปลาพหุจินตี และปลาอัปปจินตี เมื่อออกหาอาหาร พากันว่ายไปข้างหน้า ไม่กำหนดกลิ่นข่าย เพราะความเป็นสัตว์โง่ ตกเข้าไปในท้องข่ายทันที ปลามิตจินตีตามมาข้างหลัง กำหนดกลิ่นข่ายได้ และรู้ว่าปลาทั้งคู่นั้นเข้าไปในท้องข่ายเสียแล้ว คิดว่า เราจักให้ทานชีวิตแก่ปลาอันธพาล ผู้เกียจคร้านคู่นี้ไว้ แล้วก็ว่ายไปสู่ที่ท้องข่ายข้างนอก ทำให้น้ำป่วนปั่น ทำเป็นทีว่าท้องข่ายขาดแล้วโดดออกไปได้ แล้วก็โดดไปข้างหน้าข่าย ว่ายเข้าไปสู่ท้องข่ายอีกทำให้น้ำป่วนปั่น เป็นทีว่าทำให้ข่ายส่วนหลังขาด โดดออกไปได้แล้วก็โดดออกไปทางเบื้องหลังข่าย พวกประมงสำคัญว่า ปลาพากันชำแรกข่ายไปได้ ก็ช่วยกันจับปลายข่ายยกขึ้น ปลาทั้งสองนั้นก็รอดจากข่ายตกลงไปในน้ำ เป็นอันว่าปลาทั้งสองนั้น อาศัยปลามิตจินตี จึงได้มีชีวิต พระศาสดาครั้นทรงนำเอาเรื่องในอดีตนี้มาสาธกแล้ว ได้ตรัสรู้ยิ่งแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถานี้ ความว่า :" ปลาสองตัว คือปลาพหุจินตี และปลาอัปปจินตี ติดอยู่ในข่าย ปลาชื่อมิตจินตีได้ช่วยให้พ้นจากข่าย ปลาทั้งสองตัวจึงได้มาพร้อมกันกับปลามิตจินตี ในแม่น้ำนั้น" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุจินฺตี ความว่า ปลาที่ได้นามอย่างนี้ว่า พหุจินตี เพราะมีความคิดมาก มีความตรึกตรองมาก แม้ในชื่อทั้งสองนอกนี้ ก็มีนัยนี้แหละ. บทว่า อุโภ ตตฺถ สมาคตา ความว่า ปลาทั้งคู่เข้าไปติดข่าย อาศัยปลามิตจินตี จึงรอดชีวิตกลับมา ร่วมกับปลามิตจินตี ในน่านน้ำนั้นอีก. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาด้วยประการฉะนี้แล้วทรงประกาศสัจจะแล้วทรงประชุมชาดก ในเวลาจบสัจจะภิกษุผู้เฒ่า (ทั้งสององค์) ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว ปลาพหุจินตีและปลาอัปปจินตี ในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุคู่นี้ ส่วนปลามิตจินตี ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถามิตจินติชาดกที่ ๔
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๔๓๑–๔๓๔ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๑ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๑ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๔ มิตจินฺติชาตกํ
พหุจินฺตี อปฺปจินฺตี จาติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เทฺว มหลฺลกตฺเถเร อารพฺภ กเถสิ ฯ
เต กิร ชนปเท เอกสฺมึ อรญฺญวาเส วสฺสํ วสิตฺวา สตฺถุ ทสฺสนตฺถาย คจฺฉิสฺสามาติ ปาเถยฺยํ สชฺเชตฺวา อชฺช คจฺฉาม เสฺว คจฺฉามาติ มาสํ อติกฺกมิตฺวา ปุน ปาเถยฺยํ สชฺเชตฺวา ตเถว มาสํ ปุน มาสนฺติ เอวํ อตฺตโน กุสีตภาเวน เจว นิวาสนฏฺฐาเน จ สาเปกฺขาย ตโย มาเส อติกฺกมิตฺวา ตโต นิกฺขมฺม เชตวนํ คนฺตฺวา สภาคฏฺฐาเน ปตฺตจีวรํ ปฏิสาเมตฺวา สตฺถารํ ปสฺสึสุ ฯ อถ นํ ภิกฺขู ปุจฺฉึสุ สุจิรํ โว อาวุโส พุทฺธุปฏฺฐานํ อกโรนฺตานํ กสฺมา เอวํ จิรายิตฺถาติ ฯ เต เอตมตฺถํ อาโรเจสุํ ฯ อถ เนสํ โส อาลสิยกุสีตภาโว สงฺเฆ ปากโฏ ชาโต ฯ ธมฺมสภายมฺปิ เนสํ ภิกฺขู ตเมว อาลสิยภาวํ นิสฺสาย กถํ สมุฏฺฐาเปสุํ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต เต ปกฺโกสาเปตฺวา สจฺจํ กิร ตุมฺเห ภิกฺขเว อลสา กุสีตาติ ปุจฺฉิตฺวา สจฺจํ ภนฺเตติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนว เต อลสา ปุพฺเพปิ อลสา เจว นิวาสนฏฺฐาเน จ สาลยา สาเปกฺขาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต พาราณสิยํ ตโย มจฺฉา อเหสุํ ฯ พหุจินฺตี อปฺปจินฺตี มิตจินฺตีติ เตสํ นามานิ ฯ เต อรญฺญโต มนุสฺสปถํ อาคมึสุ ฯ ตตฺถ มิตจนฺตี อิตเร เทฺว เอวมาห อยํ มนุสฺสปโถ นาม สาสงฺโก สปฺปฏิภโย เกวฏฺฏา นานปฺปการานิ ชาลกุมินาทีนิ ขิปิตฺวา มจฺเฉ คณฺหนฺติ มยํ อรญฺญเมว คจฺฉามาติ ฯ อิตเร เทฺว ชนา อลสตาย เจว อามิสคิทฺธตาย จ อชฺช คจฺฉาม เสฺว คจฺฉามาติ ตโย มาเส อติกฺกาเมสุํ ฯ อถ เกวฏฺฏา นทิยํ ชาเล ขิปึสุ ฯ พหุจินฺตี อปฺปจินฺตี จ โคจรํ คณฺหนฺตา ปุรโต คจฺฉนฺติ เต อตฺตโน พาลตาย ชาลคนฺธํ อสลฺลกฺเขตฺวา ชาลกุจฺฉิเมว ปวิสึสุ ฯ มิตจินฺตี ปจฺฉโต อาคจฺฉนฺโต ชาลคนฺธํ สลฺลกฺเขตฺวา เตสญฺจ ชาลกุจฺฉิสฺมึ ปวิฏฺฐภาวํ ญตฺวา อิเมสํ กุสีตานํ อนฺธพาลานํ ชีวิตทานํ ทสฺสามีติ จินฺเตตฺวา พหิปสฺเสน ชาลกุจฺฉิฏฺฐานํ คนฺตฺวา ชาลกุจฺฉึ ผาเลตฺวา นิกฺขนฺตสทิโส หุตฺวา อุทกํ อาโลเฬนฺโต ชาลสฺส ปุรโต ปติตฺวา ปุน ชาลกุจฺฉึ ปวิสิตฺวา ปจฺฉิมภาเคน ผาเลตฺวา นิกฺขนฺตสทิโส อุทกํ อาโลเฬนฺโต ปจฺฉิมภาเค ปติ ฯ เกวฏฺฏา มจฺฉา ชาลํ ผาเลตฺวา คตาติ มญฺญมานา ชาลโกฏิยํ คเหตฺวา อุกฺขิปึสุ ฯ เต เทฺวปิ มจฺฉา ชาลโต มุจฺจิตฺวา อุทเก ปตึสุ ฯ อิติ เตหิ มิตจินฺตึ นิสฺสาย ชีวิตํ ลทฺธํ ฯ
สตฺถา อิมํ อตีตํ อาหริตฺวา อภิสมฺพุทฺโธ หุตฺวา อิมํ คาถมาห
พหุจินฺตี อปฺปจินฺตี จ อุโภ ชาเล อพชฺฌเร
มิตจินฺตี อโมเจสิ อุโภ ตตฺถ สมาคตาติ ฯ
ตตฺถ พหุจินฺตีติ พหุจินฺตนาย วิตกฺกพหุลตาย เอวํลทฺธนาโม ฯ อิตเรสุปิ ทฺวีสุ อยเมว นโย ฯ อุโภ ตตฺถ สมาคตาติ มิตจินฺตึ นิสฺสาย ลทฺธชีวิตา ตตฺถ อุทเกสุ ปุน อุโภปิ ชนา มิตจินฺตินา สทฺธึ สมาคตาติ อตฺโถ ฯ
เอวํ สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา สจฺจานิ ปกาเสตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ฯ สจฺจปริโยสาเน มหลฺลกภิกฺขู โสตาปตฺติผเล ปติฏฺฐหึสุ ฯ ตทา พหุจินฺตี อปฺปจินฺตี จ อิเม เทฺว ภิกฺขู อเหสุํ มิตจินฺตี ปน อหเมวาติ ฯ
มิตจินฺติชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
-------
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗