อกาลราวิชาดก
ว่าด้วยไก่ขันไม่ถูกเวลา
เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๑๙ · บรรทัด ๗๘๒ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

อรรถกถาชาดก
เรื่องเล่า
พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภภิกษุผู้ท่องบ่นไม่เป็นเวลารูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อมาตาปิตุสํวฑฺโฒ ดังนี้. ได้ยินว่า ภิกษุนั้น เป็นกุลบุตรชาวพระนครสาวัตถีบรรพชาในพระศาสนาแล้ว ไม่เรียนวัตรหรือสิกขา เธอไม่รู้ว่าเวลานี้ควรทำวัตร เวลานี้ควรปรนนิบัติ เวลานี้ควรเล่าเรียนเวลานี้ควรท่องบ่น ส่งเสียงดังในขณะที่ตนตื่นขึ้นทีเดียว ทั้งในปฐมยาม ทั้งในมัชฌิมยาม ทั้งในปัจฉิมยาม ภิกษุทั้งหลายไม่เป็นอันได้หลับนอน ต่างพากันกล่าวโทษของเธอในธรรมสภาว่าผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุโน้น บรรพชาในพระศาสนาคือ รัตน เห็นปานนี้ ยังไม่รู้วัตรหรือสิกขา กาลหรือมิใช่กาล พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลาย กราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่ภิกษุนี้ ส่งเสียงไม่เป็นเวลา แม้ในกาลก่อน ก็ส่งเสียงไม่เป็นเวลาเหมือนกัน และเพราะความที่ไม่รู้กาลหรือมิใช่กาล ถูกบิดคอถึงสิ้นชีวิต แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลอุทิจจพราหมณ์เจริญวัยแล้ว สำเร็จการศึกษาในศิลปวิทยาทุกอย่าง เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ในพระนครพาราณสี บอกศิลปะแก่มาณพประมาณ๕๐๐. พวกมาณพเหล่านั้น มีไก่ขันยามอยู่ตัวหนึ่ง พวกเขาพากันลุกตามเสียงขันของมัน ศึกษาศิลปะอยู่ มันได้ตายเสียพวกเขาจึงเที่ยวแสวงหาไก่อื่น ครั้งนั้นมาณพผู้หนึ่ง หักฟืนอยู่ในป่าช้า เห็นไก่ตัวหนึ่ง ก็จับมาใส่กรงเลี้ยงไว้ ไก่ตัวนั้น มิได้รู้ว่าควรขันในเวลาโน้น เพราะมันเติบโตในป่าช้า บางคราวก็ขันดึกเกินไป บางคราวก็ขันเอาเวลาอรุณขึ้น พวกมาณพพากันศึกษาศิลปะในเวลาที่มันขันดึกเกินไป ไม่อาจศึกษาได้จนอรุณขึ้น พากันนอนหลับไป แม้ข้อที่ท่องจำได้แล้ว ก็เลือนลืม ในเวลาที่มันขันสว่างเกินไปเล่า ต่างก็ไม่ได้ท่องบ่นเลย มาณพกล่าวกันว่า เดี๋ยวมันขันดึกไป เดี๋ยวก็ขันสายไป อาศัยไก่ตัวนี้ พวกเราคงเรียนศิลปะวิทยาไม่สำเร็จแล้ว ช่วยกันจับมันบิดคอถึงสิ้นชีวิต แล้วบอกอาจารย์ว่า ไก่ที่ขันไม่เป็นเวลา พวกผมฆ่ามันเสียแล้ว อาจารย์กล่าวว่า มันถึงความตาย เพราะมันเจริญเติบโตโดยมิได้รับการสั่งสอนเลย ดังนี้แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า "ไก่ตัวนี้ไม่ได้เติบโตอยู่กับพ่อแม่ ไม่ได้อยู่ในสำนักอาจารย์ ย่อมไม่รู้จักกาลที่ควรขันและไม่ควรขัน" ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมาตาปิตุสํวฑฺโฒ ความว่าไก่ตัวนี้เติบโตโดยมิได้อาศัยมารดาบิดา แล้วรับโอวาทไว้. บทว่า อนาจริยกุเล วสํ ความว่า แม้ในสกุลอาจารย์เล่าก็มิได้อยู่ เพราะมิได้อาศัยใคร ๆ เป็นอาจารย์ผู้ฝึกสอนอยู่เลย. บทว่า กาลมกาลํ วา ความว่า ไก่นี้ไม่รู้กาลหรือมิใช่กาลอันควรที่ตนพึงขันอย่างนี้ว่า ควรขันในเวลานี้ ไม่ควรขันในเวลานี้ เพราะเหตุที่ไม่รู้นั่นเอง จึงต้องถึงความสิ้นชีวิต. พระโพธิสัตว์แสดงเหตุนี้แล้ว ดำรงชีพอยู่จนตลอดอายุขัยแล้วไปตามยถากรรม. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ไก่ที่ขันไม่เป็นเวลาในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุณีอันเตวาสิก ได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนอาจารย์ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาอกาลราวิชาดกที่ ๙
ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๔๕๑–๔๕๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที
เอกกนิบาตชาดก ๑๐ ข้อ
คาถา
ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๐ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้
อรรถกถาบาลี อักษรไทย
๙ อกาลราวิชาตกํ
อมาตาปิตุสํวฑฺโฒติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต เอกํ อกาลราวึ ภิกฺขุํ อารพฺภ กเถสิ ฯ
โส กิร สาวตฺถีวาสิกุลปุตฺโต สาสเน ปพฺพชิตฺวา วตฺตํ วา สิกฺขํ วา น อุคฺคณฺหิ ฯ โส อิมสฺมึ กาเล มยา วตฺตํ กาตพฺพํ อิมสฺมึ กาเล อุปฏฺฐาตพฺพํ อิมสฺมึ กาเล อุคฺคเหตพฺพํ อิมสฺมึ กาเล สชฺฌายิตพฺพนฺติ น ชานาติ ปฐมยาเมปิ มชฺฌิมยาเมปิ ปจฺฉิมยาเมปิ ปพุทฺธกฺขเณเยว มหาสทฺทํ กโรติ ฯ ภิกฺขู นิทฺทํ น ลภนฺติ ฯ ธมฺมสภายํ ภิกฺขู อาวุโส อสุกภิกฺขุ เอวรูเป รตนสาสเน ปพฺพชิตฺวา วตฺตํ วา สิกฺขํ วา กาลํ วา อกาลํ น ชานาตีติ ตสฺส อคุณํ กเถสุํ ฯ สตฺถา อาคนฺตฺวา กาย นุตฺถ ภิกฺขเว เอตรหิ กถาย สนฺนิสินฺนาติ ปุจฺฉิตฺวา อิมาย นามาติ วุตฺเต น ภิกฺขเว อิทาเนเวส อกาลราวี ปุพฺเพปิ อกาลราวีเยว กาลากาลํ อชานนภาเวน จ คีวาย วลิตาย ชีวิตกฺขยํ ปตฺโตติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ
อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต อุทิจฺจพฺราหฺมณกุเล นิพฺพตฺติตฺวา วยปฺปตฺโต สพฺพสิปฺเป ปารํ คนฺตฺวา พาราณสิยํ ทิสาปาโมกฺโข อาจริโย หุตฺวา ปญฺจสเต มาณเว สิปฺปํ วาเจสิ ฯ เตสํ มาณวานํ เอโก กาลราวี กุกฺกุโฏ อตฺถิ ฯ เต ตสฺส วสฺสิตสทฺเทน อุฏฺฐาย สิปฺปํ สิกฺขนฺติ ฯ โส กาลมกาสิ ฯ เต อญฺญํ กุกฺกุฏํ ปริเยสนฺตา จรนฺติ ฯ อเถโก มาณวโก สุสานวเน ทารูนิ อุทฺธรนฺโต เอกํ กุกฺกุฏํ ทิสฺวา อาเนตฺวา ปญฺชเร ฐเปตฺวา ปฏิชคฺคติ ฯ โส สุสาเน วฑฺฒิตตฺตา อสุกเวลาย วสฺสิตพฺพนฺติ อชานนฺโต กทาจิ อติรตฺตึ วสฺสติ กทาจิ อรุณุคฺคมเน ฯ มาณวา ตสฺส อติรตฺตึ วสฺสิตกาเล สิปฺปํ สิกฺขนฺตา ยาว อรุณุคฺคมนา สิกฺขิตุํ อสกฺโกนฺตา นิทฺทายมานา คหิตฏฺฐานํปิ น ปสฺสนฺติ อติปฺปภาเต วสฺสิตกาเล สชฺฌายสฺส โอกาสเมว น ลภนฺติ ฯ มาณวา อติรตฺตึ วา วสฺสติ อติปฺปภาเต วา อิมํ นิสฺสาย อมฺหากํ สิปฺปํ น นิฏฺฐายิสฺสตีติ ตํ คเหตฺวา คีวํ วฏฺเฏตฺวา ชีวิตกฺขยํ ปาเปตฺวา อกาลราวี กุกฺกุโฏ อมฺเหหิ ฆาติโตติ อาจริยสฺส กเถสุํ ฯ อาจริโย โอวาทํ อคเหตฺวา สํวฑฺฒิตภาเวน มรณํ ปตฺโตติ วตฺวา อิมํ คาถมาห
อมาตาปิตุสํวฑฺโฒ อนาจริยกุเล วสํ
นายํ กาลมกาลํ วา อภิชานาติ กุกฺกุโฏติ ฯ
ตตฺถ อมาตาปิตุสํวฑฺโฒติ มาตาปิตโร นิสฺสาย เตสํ โอวาทํ อคเหตฺวา สํวฑฺโฒ ฯ อนาจริยกุเล วสนฺติ อาจริยกุเลปิ อวสมาโน อาจริยสิกฺขาปกํ กญฺจิ นิสฺสาย วสิตตฺตาติ อตฺโถ ฯ กาลมกาลํ วาติ อิมสฺมึ กาเล วสฺสิตพฺพํ อิมสฺมึ กาเล น วสฺสิตพฺพนฺติ เอวํ วสฺสิตพฺพยุตฺตกํ กาลํ อกาลํ วา เอส กุกฺกุโฏ น ชานาติ อชานนภาเวเนว ชีวิตกฺขยํ ปตฺโตติ ฯ
อิทํ การณํ ทสฺเสตฺวา โพธิสตฺโต ยาวตายุกํ ฐตฺวา ยถากมฺมํ คโต ฯ
สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา อกาลราวี กุกฺกุโฏ อยํ ภิกฺขุ อโหสิ อนฺเตวาสิกา พุทฺธปริสา อาจริโย ปน อหเมวาติ ฯ
อกาลราวิชาตกํ นวมํ ฯ
ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖
ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗