ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. ลักขณชาดก
ชาดกที่ ๑๑ · เอกกนิบาตชาดก · สีลวรรค

ลักขณชาดก

ว่าด้วยผู้มีศีล

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๑ · บรรทัด ๗๑ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากลักขณชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อเสด็จเข้าไปอาศัยพระนครราชคฤห์ ประทับอยู่ในพระเวฬวันมหาวิหาร ทรงปรารภ พระเทวทัต จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า โหติ สีลวตํ อตฺโถ ดังนี้ เรื่องพระเทวทัตจนถึงการประกอบกรรมคือ การฆ่าอย่างหนัก จักมีแจ้งในกัณฑหาลชาดก เรื่องการปล่อยช้างธนปาลกะ. จักมีแจ้งในจุลลหังสชาดก และการถูกแผ่นดินสูบ จักมีแจ้งในสมุททพาณิชชาดก ในทวาทสนิบาต.

สมัยหนึ่ง พระเทวทัตทูลขอวัตถุ ๕ ประการ เมื่อไม่ได้จึงทำลายสงฆ์พาภิกษุ ๕๐๐ ไปอยู่ที่คยาสีสประเทศ ครั้งนั้นญาณของภิกษุเหล่านั้น ได้ถึงความแก่กล้าแล้ว พระศาสดาทรงทราบดังนั้น จึงตรัสเรียกพระอัครสาวกทั้งสองมาว่า ดูก่อนสารีบุตรและโมคคัลลานะ ภิกษุ ๕๐๐ ผู้เป็นนิสิตของพวกเธอ ชอบใจลัทธิของเทวทัตไปกับพระเทวทัตแล้ว ก็บัดนี้ญาณของภิกษุเหล่านั้นถึงความแก่กล้าแล้ว พวกเธอจงไปที่นั้นพร้อมกับภิกษุจำนวนมาก แสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้น ให้ภิกษุเหล่านั้นตรัสรู้มรรคผลแล้วจงพามา พระอัครสาวกทั้งสองนั้นจึงไปที่คยาสีสประเทศนั้นนั่นแหละ แสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้น ให้ตรัสรู้ธรรมด้วยมรรคผลแล้ว วันรุ่งขึ้นเวลาอรุณขึ้น จึงพาภิกษุเหล่านั้นมายังพระเวฬุวันวิหารนั้นเทียว ก็แลในเวลาที่พระสารีบุตรเถระมาถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วยืนอยู่ ภิกษุทั้งหลายพากันสรรเสริญพระเถระแล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระธรรมเสนาบดีพี่ชายใหญ่ของข้าพระองค์ทั้งหลาย อันภิกษุ ๕๐๐ แวดล้อมมาอยู่ งดงามเหลือเกิน ส่วนพระเทวทัตเป็นผู้มีบริวารเสื่อมแล้ว พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรอันหมู่ญาติแวดล้อมมาย่อมงดงาม แต่ในบัดนี้ เท่านั้นก็หามิได้แม้ในกาลก่อนก็งดงามเหมือนกัน ฝ่ายพระเทวทัตเสื่อมจากหมู่ญาติในบัดนี้เท่านั้น หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็เสื่อมมาแล้วเหมือนกัน ภิกษุทั้งหลายทูลอ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อให้ทรงประกาศเรื่องนั้นให้แจ่มแจ้ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำเหตุอันระหว่างภพปกปิดไว้ ให้ปรากฏดังต่อไปนี้

ในอดีตกาล พระเจ้ามคธพระองค์หนึ่ง ครองราชสมบัติในนครราชคฤห์ ในแคว้นมคธ ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์ทรงถือปฏิสนธิในกำเนิดมฤคชาติ พอเติบโต มีเนื้อหนึ่งพันเป็นบริวารอยู่ในป่า พระโพธิสัตว์นั้นมีลูก ๒ ตัว คือ ลักขณะ และ กาฬะ. ในเวลาที่ตนแก่ พระโพธิสัตว์นั้นกล่าวว่า ลูกพ่อทั้งสอง บัดนี้ พ่อแก่แล้ว เจ้าทั้งสองจงปกครองหมู่เนื้อนี้ แล้วให้บุตรและคนรับมอบเนื้อคนละ ๕๐๐ ตั้งแต่นั้น เนื้อแม้ทั่งสองก็ปกครองหมู่เนื้อ. ก็ในแคว้นมคธ ในสมัยข้าวกล้าอันเต็มไปด้วยข้าวกล้า อันตรายย่อมเกิดแก่เนื้อทั้งหลายในป่า เนื่องจากพวกมนุษย์ต้องการฆ่าพวกเนื้อที่มากินข้าวกล้า จึงขุดหลุมพรางปักขวาก ห้อยหินยนต์ [ฟ้าทับเหว] ดักบ่วงมีบ่วงลวงเป็นต้น เนื้อเป็นอันมากพากันถึงความพินาศ พระโพธิสัตว์รู้คราวที่เต็มไปด้วยข้าวกล้า จึงให้เรียกลูกทั้งสองมากล่าวว่า พ่อทั้งสอง สมัยนี้เป็นสมัยที่เต็มแน่นไปด้วยข้าวกล้า เนื้อเป็นอันมากพากันถึงความพินาศ เราแก่แล้วจักยับยั้งอยู่ในที่แห่งหนึ่ง ด้วยอุบายอย่างหนึ่ง พวกเจ้าจงพาหมู่เนื้อของพวกเจ้า เข้าไปยังเชิงเขาในป่าในเวลาเขาถอนข้าวกล้าแล้วจึงค่อยมา บุตรทั้งสองนั้นรับคำของบิดาแล้ว พร้อมด้วยบริวารพากันออกไป ก็พวกมนุษย์ทั้งหลายย่อมรู้หนทางที่พวกเนื้อเหล่านั้นไปและมาว่า ในเวลานี้ พวกเนื้อกำลังลงจากภูเขา ในเวลานี้กำลังขึ้นภูเขา มนุษย์เหล่านั้นพากันนั่งในที่กำลัง ณ ที่นั้นแทงเนื้อเป็นอันมากให้ตาย ฝ่ายเนื้อกาฬะ เพราะความที่ตัวโง่ จึงไม่รู้ว่า เวลาชื่อนี้ควรไป จึงพาหมู่เนื้อไปทางประตูบ้าน ทั้งในเวลาเช้าและเวลาเย็น ทั้งเวลาพลบค่ำ และเวลาใกล้รุ่ง พวกมนุษย์ยืนและนั่งตามปรกตินั่นแล อยู่ในที่นั้น ๆ ยังเนื้อเป็นอันมากให้ถึงความพินาศ เนื้อกาฬะนั้นให้เนื้อเป็นอันมากถึงความพินาศ เพราะความที่ตนเป็นผู้โง่เขลาอย่างนี้ จึงเข้าป่าด้วยเนื้อมีประมาณน้อยเท่านั้น.

ส่วนเนื้อลักขณะเป็นบัณทิตมีปัญญา ฉลาดในอุบายรู้ว่า เวลานี้ควรไป เนื้อลักขณะนั้นไม่ไปทางประตูบ้าน ไม่ไปเวลากลางวันบ้าง ไม่ไปเวลาพลบค่ำบ้าง เวลาใกล้รุ่งบ้าง พาหมู่เนื้อไปเวลาเที่ยงคืนเท่านั้น เพราะฉะนั้นเนื้อลักขณะจึงไม่ทำเนื้อแม้ตัวหนึ่งให้พินาศเข้าป่าไปแล้ว เนื้อเหล่านั้นอยู่ในป่านั้น ๕ เดือน เมื่อพวกมนุษย์ถอนข้าวกล้าแล้ว จึงพากันลงจากภูเขา เนื้อกาฬะแม้ไปภายหลัง ก็ทำแม้เนื้อทั้งหมดให้ถึงความพินาศ โดยนัยก่อนนั่นแหละผู้เดียวเท่านั้นมาแล้ว ส่วนเนื้อลักขณะแม้เนื้อตัวเดียวก็ไม่ให้พินาศ อันเนื้อ๕๐๐ ตัวแวดล้อมมายิ่งสำนักของบิดามารดา ฝ่ายพระโพธิสัตว์เห็นบุตรทั้งสองมา เมื่อปรึกษาหารือกับนางเนื้อ จึงกล่าวคาถาว่า

ความจริงย่อมมีแก่คนทั้งหลายผู้มีศีล ผู้ประพฤติ ในการปฏิสันถาร ท่านจงดูเนื้อชื้อลักขณะ ผู้อันใหม่ ญาติแวดล้อมกลับมาอยู่ อนึ่ง ท่านจงดู เนื้อชื่อกาฬะ นี้ ผู้เสื่อมจากหมู่ญาติ ลับมาแต่ผู้เดียว.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลวตํ ความว่า ชื่อว่าผู้มีศีล คือสมบูรณ์ด้วยอาจาระ เพราะมีความสุขเป็นปกติ. บทว่า อตฺโถ ได้แก่ความเจริญ. ปฏิสนฺถารวุตฺตินํ ชื่อว่า ผู้มีปกติประพฤติโนปฏิสันถาร เพราะมีปกติประพฤติในธรรมปฏิสันถาร และอามิสปฏิสันถารนั้น แก่ชนเหล่านั้นผู้มีปกติประพฤติในปฏิสันถาร ก็ในที่นี้ พึงทราบธรรมปฏิสันถารเช่นห้ามทำบาป การโอวาท และอนุศาสน์ เป็นต้น พึงทราบอามิสปฏิสันถารเช่นการให้ได้ที่หากิน การบำรุงเฝ้าไข้ และการรักษาอันประกอบด้วยธรรม ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า ชื่อว่าความเจริญย่อมมีแก่ชนผู้เป็นบัณฑิต ผู้เพียบพร้อมด้วยอาจาระผู้ตั้งอยู่ในปฏิสันถาร ๒ เหล่านั้น บัดนี้ พระโพธิสัตว์เมื่อจะเรียกมารดาของเนื้อเพื่อจะแสดงความเจริญนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ท่านจงดูเนื้อชื่อลักขณะ ดังนี้ ในคำที่กล่าวนั้นมีความสังเขปดังนี้.

เธอจงดูบุตรของตนผู้สมบูรณ์ด้วยอาจาระและปฏิสันถาร ไม่ทำแม้เนื้อตัวหนึ่งให้พินาศอันหมู่ญาติกระทำไว้ข้างหน้า คือห้อมล้อมมาอยู่ แต่เออ ก็เธอจงดูเนื้อชื่อกาฬะนี้ ผู้มีปัญญาเขลา ผู้ละเว้นจากสัมปทา คือ อาจาระและปฏิสันถาร ผู้เสื่อมจากญาติทั้งหลาย ไม่เหลือญาติแม้สักตัวมาแต่ผู้เดียว.

ก็พระโพธิสัตว์ชื่นชมบุตรอย่างนี้แล้ว ดำรงอยู่ชั่วอายุ ได้ไปตามยถากรรมแล้ว.

พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรอันหมู่ญาติห้อมล้อม ย่อมงดงามในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็งดงามเหมือนกันพระเทวทัตเสื่อมจากหมู่คณะในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนก็เสื่อมแล้วเหมือนกัน ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสเรื่อง ๒เรื่อง สืบอนุสนธิต่อกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า เนื้อกาฬะในครั้งนั้นได้เป็นเทวทัต แม้บริษัทของเนื้อกาฬะนั้น ในกาลนั้น ได้เป็นบริษัทของพระเทวทัต เนื้อชื่อลักขณะในกาลนั้น ได้เป็นพระสารีบุตร แม้บริษัทของเนื้อลักขณะในกาลนั้น ได้เป็นพุทธบริษัท. มารดาในครั้งนั้น ได้เป็นพระมารดาของพระราหุล ส่วนบิดาในครั้งนั้น ได้เป็นเราแล.

จบลักขณชาดกที่ ๑

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๕ หน้า ๒๒๘–๒๓๒ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๒ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๒ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๒ สีลวคฺควณฺณนา

๑ ลกฺขณชาตกํ

โหติ สีลวตํ อตฺโถติ อิทํ สตฺถา ราชคหํ อุปนิสฺสาย เวฬุวเน วิหรนฺโต เทวทตฺตํ อารพฺภ กเถสิ ฯ เทวทตฺตสฺส วตฺถุ ยาว อภิมารปโยชนา กณฺฑหาลชาตเก อาวิภวิสฺสติ ยาว ธนปาลก- วิสฺสชฺชนา ปน จุลฺลหํสชาตเก อาวิภวิสฺสติ ยาว ปฐวิปฺปเวสนา พารสนิปาเต สมุทฺทพาณิชชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ

เอกสฺมึ สมเย เทวทตฺโต ปญฺจ วตฺถูนิ ยาจิตฺวา อลภนฺโต สงฺฆํ ภินฺทิตฺวา ปญฺจ ภิกฺขุสตานิ อาทาย คยาสีเส วิหรติ ฯ อถ เตสํ ภิกฺขูนํ ญาณํ ปริปากํ อคมาสิ ฯ ตํ ญตฺวา สตฺถา เทฺว อคฺคสาวเก อามนฺเตสิ สารีปุตฺตา ตุมฺหากํ นิสฺสิตกา ปญฺจสตา ภิกฺขู เทวทตฺตสฺส ลทฺธึ โรเจตฺวา เตน สทฺธึ คตา อิทานิ ปน เตสํ ญาณํ ปริปากํ คตํ ตุมฺเห พหูหิ ภิกฺขูหิ สทฺธึ ตตฺถ คนฺตฺวา เตสํ ธมฺมํ เทเสตฺวา เต ภิกฺขู มคฺคผเลหิ ปโพเธตฺวา คเหตฺวา อาคจฺฉถาติ ฯ เต ตตฺเถว คนฺตฺวา เตสํ ธมฺมํ เทเสตฺวา มคฺคผเลหิ ปโพเธตฺวา ปุนทิวเส อรุณุคฺคมนเวลาย เต ภิกฺขู อาทาย เวฬุวนเมว อาคมึสุ ฯ อาคนฺตฺวา จ ปน สารีปุตฺตตฺเถรสฺส ภควนฺตํ วนฺทิตฺวา ฐิตกาเล ภิกฺขู เถรํ ปสํสิตฺวา ภควนฺตํ อาหํสุ ภนฺเต อมฺหากํ เชฏฺฐกภาติโก ธมฺมเสนาปติ ปญฺจหิ ภิกฺขุสเตหิ ปริวุโต อาคจฺฉนฺโต อติวิย โสภติ เทวทตฺโต ปน ปริหีนปริวาโร ชาโตติ ฯ น ภิกฺขเว สารีปุตฺโต อิทาเนว ญาติสงฺฆปริวุโต อาคจฺฉนฺโต โสภติ ปุพฺเพปิ โสภติเยว เทวทตฺโตปิ น อิทาเนว คณโต ปริหีโน ปุพฺเพปิ ปริหีโนเยวาติ ฯ ภิกฺขู ตสฺสตฺถสฺสาวิภาวตฺถาย ภควนฺตํ ยาจึสุ ฯ ภควา ภวนฺตเรน ปฏิจฺฉนฺนํ การณํ ปากฏํ อกาสิ ฯ

อตีเต มคธรฏฺเฐ ราชคหนคเร เอโก มคธราชา รชฺชํ กาเรสิ ฯ ตทา โพธิสตฺโต มิคโยนิยํ ปฏิสนฺธึ คเหตฺวา วุฑฺฒึ ปตฺโต มิคสหสฺสปริวาโร อรญฺเญ วสติ ฯ ตสฺส ลกฺขโณ จ กาโฬ จาติ เทฺว ปุตฺตา อเหสุํ ฯ โส อตฺตโน มหลฺลกกาเล ตาตา อหํ อิทานิ มหลฺลโก ตุมฺเห อิทํ คณํ ปริหรถาติ ปญฺจ ปญฺจ มิคสตานิ เอเกกํ ปุตฺตํ ปฏิจฺฉาเปสิ ฯ ตโต ปฏฺฐาย เทฺวปิ ชนา มิคคณํ ปริหรนฺติ ฯ มคธรฏฺฐสฺมิญฺจ สสฺสสมเย กิฏฺฐสมฺพาเธ อรญฺเญ มิคานํ ปริปนฺโถ โหติ ฯ มนุสฺสา สสฺสขาทกานํ มิคานํ มารณตฺถาย ตตฺถ โอปาตํ ขณนฺติ สูลานิ โรเปนฺติ ปาสาณยนฺตานิ สชฺชนฺติ กูฏปาสาทโย ปาเส โอเฑนฺติ ฯ พหู มิคา วินาสํ อาปชฺชนฺติ ฯ โพธิสตฺโต กิฏฺฐสมฺพาธสมยํ ญตฺวา ปุตฺเต ปกฺโกสาเปตฺวา อาห ตาตา อยํ กิฏฺฐสมฺพาธสมโย พหู มิคา วินาสํ ปาปุณนฺติ มยํ มหลฺลกา เยน เตนุปาเยน เอกสฺมึ ฐาเน วีตินาเมสฺสาม ตุมฺเห ตุมฺหากํ มิคคเณ คเหตฺวา อรญฺเญ ปพฺพตปาทํ ปวิสิตฺวา สสฺสานํ อุทฺธฏกาเล อาคจฺเฉยฺยาถาติ ฯ เต สาธูติ ปิตุ วจนํ ปฏิสฺสุณิตฺวา สปริวารา นิกฺขมึสุ ฯ เตสํ ปน คมนาคมนมคฺเค มนุสฺสา ชานนฺติ อิมสฺมึ กาเล มิคา ปพฺพตํ อาโรหนฺติ อิมสฺมึ กาเล โอโรหนฺตีติ ฯ เต ตตฺถ ตตฺถ ปฏิจฺฉนฺนฏฺฐาเน นิสินฺนา พหู มิเค วิชฺฌิตฺวา มาเรนฺติ ฯ กาฬมิโคปิ อตฺตโน ทนฺธตาย อิมาย นาม เวลาย คนฺตพฺพนฺติ อชานนฺโต มิคคณํ อาทาย ปุพฺพณฺเหปิ สายณฺเหปิ ปโทเสปิ ปจฺจูเสปิ คามทฺวาเรน คจฺฉติ ฯ มนุสฺสา ตตฺถ ตตฺถ ปกติยาว ฐิตา จ นิสินฺนา จ พหู มิเค วินาสํ คเมนฺติ ฯ เอวํ โส อตฺตโน ทนฺธตาย พหู มิเค วินาสํ ปาเปตฺวา อปฺปเกเหว มิเคหิ อรญฺเญ ปาวิสิ ฯ ลกฺขณมิโค ปน ปณฺฑิโต พฺยตฺโต อุปายกุสโล อิมาย เวลาย คนฺตพฺพํ อิมาย เวลาย น คนฺตพฺพนฺติ ชานาติ ฯ โส คามทฺวาเรน น คจฺฉติ ทิวาปิ น คจฺฉติ ปโทเสปิ ปจฺจูเสปิ น คจฺฉติ มิคคณํ อาทาย อฑฺฒรตฺติกสมเยเนว คจฺฉติ ตสฺมา เอกํปิ มิคํ อวินาเสตฺวา อรญฺญํ ปาวิสิ ฯ เต ตตฺถ จตฺตาโร มาเส วสิตฺวา สสฺเสสุ อุทฺธเฏสุ ปพฺพตา โอตรึสุ ฯ กาโฬ ปจฺฉา คจฺฉนฺโตปิ ปุริมนเยเนว อวเสสมิเคปิ วินาสํ ปาเปนฺโต เอกโกว อาคมิ ฯ ลกฺขโณ ปน เอกํ มิคมฺปิ อวินาเสตฺวา ปญฺจหิ มิคสเตหิ ปริวุโต มาตาปิตูนํ สนฺติกํ อาคมิ ฯ โพธิสตฺโตปิ เทฺว ปุตฺเต อาคจฺฉนฺเต ทิสฺวา มิคิยา สทฺธึ มนฺเตนฺโต อิทํ คาถํ สมุฏฺฐาเปสิ ฯ

โหติ สีลวตํ อตฺโถ ปฏิสนฺถารวุตฺตินํ

ลกฺขณํ ปสฺส อายนฺตํ ญาติสงฺฆปุรกฺขิตํ

อถ ปสฺสสิมํ กาฬํ สุวิหีนํว ญาติภีติ ฯ

ตตฺถ สีลวตนฺติ สุขสีลตาย สีลวนฺตานํ อาจารสมฺปนฺนานํ ฯ อตฺโถติ วุฑฺฒิ ฯ ปฏิสนฺถารวุตฺตินนฺติ ธมฺมปฏิสนฺถาโร จ อามิสปฏิสนฺถาโร จ เอเตสุ วุตฺติโนติ ปฏิสนฺถารวุตฺติโน ฯ เตสํ ปฏิสนฺถารวุตฺตีนํ ฯ เอตฺถ จ ปาปนิวารณ โอวาทานุสาสนาทิวเสน ธมฺมปฏิสนฺถาโร โคจรลาภาปนคิลานุปฏฺฐานธมฺมิกรกฺขาวเสน อามิสปฏิสนฺถาโร เวทิตพฺโพ ฯ อิทํ วุตฺตํ โหติ อิเมสุ ทฺวีสุ ปฏิสนฺถาเรสุ ฐิตานํ อาจารสมฺปนฺนานํ ปณฺฑิตานํ วุฑฺฒิ นาม โหติ ฯ อิทานิ ตํ วุฑฺฒึ ทสฺเสตุํ มิคมาตรํ อาลปนฺโต ลกฺขณํ ปสฺสาติ อาทิมาห ฯ ตตฺรายํ สงฺเขปตฺโถ อาจารปฏิสนฺถารสมฺปนฺนํ อตฺตโน ปุตฺตํ เอกํ มิคมฺปิ อวินาเสตฺวา ญาติสงฺเฆน ปุรกฺขิตํ ปริวาริตํ อาคจฺฉนฺตํ ปสฺส ตาย ปน อาจารปฏิสนฺถารสมฺปทาย วิหีนํ ทนฺธปญฺญํ อถ ปสฺสสิมํ กาฬํ เอกมฺปิ ญาตึ อวเสเสตฺวา สุวิหีนเมว ญาตีหิ เอกกํ อาคจฺฉนฺตนฺติ ฯ

เอวํ ปุตฺตํ อภินนฺทิตฺวา ปน โพธิสตฺโต ยาวตายุกํ ฐตฺวา ยถากมฺมงฺคโต ฯ

สตฺถา น ภิกฺขเว สารีปุตฺโต อิทาเนว ญาติสงฺฆปริวุโต โสภติ ปุพฺเพปิ โสภติเยว น เทวทตฺโต เอตรหิเยว คณมฺหา ปริหีโน ปุพฺเพปิ ปริหีโนเยวาติ อิทํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ทสฺเสตฺวา เทฺว วตฺถูนิ กเถตฺวา อนุสนฺธึ ฆเฏตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา กาโฬ เทวทตฺโต อโหสิ ปริสาปิสฺส เทวทตฺตปริสา ลกฺขโณ สารีปุตฺโต ปริสาปิสฺส พุทฺธปริสา มาตา ราหุลมาตา อโหสิ ปิตา ปน อหเมว อโหสีติ ฯ

ลกฺขณชาตกํ ปฐมํ ฯ

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๕

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๐. สุขวิหาริชาดกชาดกถัดไป๑๒. นิโครธมิคชาดก