ข้ามไปยังเนื้อหา
ธรรมคลัง
หน้าแรกหนังสือบทสวดพระไตรปิฎกชาดกหมวดธรรม
ENเข้าสู่ระบบสมัครสมาชิก
ธรรมคลัง

แหล่งรวมหนังสือ พระสูตร บทสวด และพระไตรปิฎก เพื่อการเรียนรู้ ฝึกฝน และการใช้ชีวิตอย่างมีสติในทุกวัน

เมนูหลัก

  • หน้าแรก
  • หนังสือ
  • บทสวด
  • พระไตรปิฎก
  • ชาดก
  • หมวดธรรม
  • ค้นหา

เกี่ยวกับเรา

  • เกี่ยวกับโครงการ
  • แหล่งที่มาของเนื้อหา
  • ร่วมสนับสนุน

บริการช่วยเหลือ

  • ที่เก็บไว้
  • สำรวจคลังธรรมะ
  • ฟังธรรม
  • API สำหรับนักพัฒนา
“
“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ”การให้ธรรมเป็นทานย่อมชำนะการให้ทั้งปวง
ธรรมบท ๓๕๔

© ๒๕๖๙ ธรรมคลัง สงวนลิขสิทธิ์

  1. หน้าแรก
  2. /
  3. สำรวจ
  4. /
  5. ชาดก
  6. /
  7. พันธนโมกขชาดก
ชาดกที่ ๑๒๐ · เอกกนิบาตชาดก · หังสิวรรค

พันธนโมกขชาดก

ว่าด้วยการหลุดพ้นจากเครื่องผูกมัด

เล่มที่ ๒๗ · ข้อ ๑๒๐ · บรรทัด ๗๘๗ · ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑

ภาพวาดฉากหนึ่งจากพันธนโมกขชาดก

อรรถกถาชาดก

เรื่องเล่า

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหารทรงปรารภนางจิญจมาณวิกา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อพทฺธา ตถฺถ พชฺฌนฺติ ดังนี้. เรื่องของนางจักแจ่มแจ้งใน มหาปทุมชาดก ทวาทสนิบาต. ก็ในครั้งนั้น พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่นางจิญจมาณวิกา กล่าวตู่เราด้วยเรื่องไม่จริง แม้ในกาลก่อน ก็เคยกล่าวตู่แล้วเหมือนกัน ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในเรือนของท่านปุโรหิตเจริญวัยแล้วได้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัต สืบแทนบิดาผู้ล่วงลับ พระเจ้าพรหมทัตได้พระราชทานพรแก่พระอัครมเหสีไว้ว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เธอต้องการสิ่งใด พึงบอกสิ่งนั้น พระนางกราบทูลว่า ขึ้นชื่อว่าพระพรอื่น มิได้เป็นสิ่งที่เกล้ากระหม่อมฉันได้ด้วยยากเลย ขอพระราชทานแต่ว่า ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปทูลกระหม่อมไม่พึงทอดพระเนตรหญิงอื่น ด้วยอำนาจกิเลส. แม้ท้าวเธอจะทรงห้ามไว้ ก็ถูกพระนางเซ้าซี้บ่อย ๆ จึงไม่อาจปฏิเสธคำของพระนางได้ ก็ทรงรับตั้งแต่บัดนั้น ก็มิได้ทรงเหลียวแล บรรดานางระบำหมื่นหกพันนาง แม้แต่นางเดียวด้วยอำนาจกิเลส. อยู่มาปัจจันตชนบทของท้าวเธอเกิดกบฎขึ้น พวกโยธาที่ตั้งกองอยู่ในปัจจันตชนบท ทำสงครามกับพวกโจร ๒-๓ ครั้งก็ส่งใบบอกกราบทูลพระราชาว่า ถ้าศึกหนักยิ่งกว่านี้ พวกข้าพระองค์ไม่อาจฉลองพระเดชพระคุณได้ พระราชามีพระประสงค์จะเสด็จไปในที่นั้น ทรงระดมพลนิกายแล้วรับสั่งหาพระนางมา ตรัสว่า นางผู้เจริญ ฉันต้องไปสู่ปัจจันตชนบทที่นั้น การยุทธมีมากมายหลายแบบ จะชนะหรือแพ้ก็ไม่แน่นอนในสถานที่เช่นนั้น มาตุคามคุ้มครองได้ยาก เธอจงอยู่ในพระราชวังนี้แหละ ดังนี้ ฝ่ายพระนางก็กราบทูลว่า ทูลกระหม่อมเพคะเกล้ากระหม่อมฉันไม่สามารถจะอยู่ข้างหลัง ดังพระดำรัสได้อันพระราชาตรัสทัดทานห้ามอยู่บ่อย ๆ ก็กราบทูลว่า ถ้าเช่นนั้นทูลกระหม่อมเสด็จไปทุกระยะโยชน์ โปรดสั่งให้คนมาโยชน์ละคน ๆ เพื่อทรงทราบสุขทุกข์ของกระหม่อมฉันนะเพคะพระราชาทรงรับคำแล้ว ทรงตั้งพระโพธิสัตว์เป็นผู้รักษาพระนคร ทรงยกกองทัพใหญ่ออกไป เมื่อเสด็จไปได้แต่ละโยชน์ก็ส่งบุรุษคนหนึ่ง ๆ ไปด้วยพระดำรัสว่า เจ้าจงบอกความไม่มีโรคของข้า แล้วรู้สุขทุกข์ของพระเทวีมาเถิด พระนางรับสั่งถามบุรุษที่มาแล้ว ๆ ว่า พระราชาส่งเจ้ามาเพื่ออะไร ? เมื่อราชบุรุษกราบทูลว่า เพื่อต้องการทราบสุขทุกข์ของฝ่าพระบาท ก็รับสั่งว่า ถ้าเช่นนั้นจงมานี้ แล้วทรงสร้องเสพอสัทธรรมกับบุรุษนั้น พระราชาเสด็จไปสิ้นหนทาง ๓๒โยชน์ ทรงส่งคนไป ๓๒ คน พระนางได้กระทำกับคนเหล่านั้นทุกคน ทำนองเดียวกันทั้งนั้น. พระราชาทรงปราบปรามปัจจันตชนบทราบคาบแล้วเกลี้ยกล่อมชาวชนบทเป็นอันดีแล้ว เมื่อเสด็จกลับ ก็ทรงส่งคนไป ๓๒ คน โดยทำนองเดียวกันนั่นแหละ พระนางก็ปฏิบัติผิดกับคนแม้เหล่านั้น อย่างนั้นเหมือนกัน พระราชาเสด็จมาถึงที่พักเพื่อฉลองชัย ทรงส่งหนังสือถึงพระโพธิสัตว์ว่า จงเกณฑ์กันตกแต่งบ้านเมืองเถิด พระโพธิสัตว์ก็เกณฑ์คนให้ตกแต่งบ้านเมืองทั่วไป เมื่อจะให้คนตกแต่งพระราชนิเวศน์ ได้ไปถึงที่ประทับของพระนางเทวี พระนางทอดพระเนตรเห็นร่างกายของพระโพธิสัตว์ ถึงความงามเลิศด้วยรูปสมบัติ ก็มิทรงสามารถดำรงพระทัยอยู่ได้ รับสั่งว่า มานี่เถิดท่านพราหมณ์ เชิญขึ้นสู่ที่นอนเถิด พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า อย่าได้ตรัสอย่างนี้เลย พระราชาเล่า ก็เป็นที่คารวะของข้าพระบาท ข้าพระบาทเล่า ก็กลัวต่ออกุศล ข้าพระบาทไม่อาจทำอย่างนั้นได้ รับสั่งว่า พระราชาไม่เป็นที่เคารพของข้าบาทมูลทั้ง ๖๔ คน และคนเหล่านั้นก็ไม่กลัวอกุศล เจ้าคนเดียวเคารพพระราชา เจ้าคนเดียวกลัวอกุศลกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ถ้าแม้คนเหล่านั้น พึงเป็นอย่างนั้นไซร้ข้าพระบาทไม่พึงเป็นอย่างนั้น ก็ข้าพระบาทรู้อยู่ จักไม่กระทำกรรมอันเลวร้ายอย่างนั้นเลย. รับสั่งว่า เจ้าจะพูดพร่ำให้มากความไปใย ถ้าไม่ทำตามคำของเรา เราจักตัดหัวเจ้าเสีย กราบทูลว่า ถูกตัดหัวในอัตภาพเดียว ก็พอทำเนา ยังไม่เท่ากับถูกตัดหัวไปถึงพันอัตภาพ ข้าพระบาทไม่อาจทำอย่างนี้ พระนางตรัสว่าเอาละ จะได้รู้ดีรู้ชั่วกัน แล้วเสด็จเข้าของพระองค์ แสดงรอยเล็บไว้ที่ร่างกาย ชะโลมตั่วด้วยน้ำมัน นุ่งผ้าเก่าทำท่วงทีเป็นไข้สั่งนางทาสีทั้งหลายว่า เมื่อพระราชารับสั่งว่า พระเทวีไปไหน ? พึงทูลว่า ประชวรนะ. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ก็ได้ไปรับเสด็จพระราชา พระราชาทรงกระทำประทักษิณพระนครแล้ว เสด็จขึ้นสู่ปราสาท รับสั่งถามว่า พระเทวีไปไหน ? พวกทาสีกราบทูลว่า พระเทวีทรงพระประชวร พระเจ้าข้า. ท้าวเธอเสด็จเข้าสู่ห้องอันทรงสิริทรงลูบหลังพระนาง พลางตรัสถามว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เธอไม่สบายเป็นอะไรไป ? พระนางนิ่งเฉยเสีย ในวาระที่ ๓ จึงชำเลืองมองพระราชา พลางกราบทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อมแม้ว่าพระองค์ยังดำรงพระชนม์อยู่ หญิงทั้งหลายแม้เช่นกับหม่อมฉัน ก็ยังเป็นหญิงมีสามีเดียวอยู่โดยแท้จริง รับสั่งถามว่าก็ข้อนั้นมันเรื่องอะไรเล่า นางผู้เจริญ ? กราบทูลว่า ปุโรหิตที่ทูลกระหม่อมทรงแต่งตั้งไว้รักษาพระนคร มาในที่นี้บอกว่าจักตกแต่งพระนิเวศน์ แล้วข่มขืนกระหม่อมฉันผู้ไม่กระทำตามคำของตน ทำเอาสมใจแล้วจึงไปเพคะ พระราชาทรงแผดพระสุรเสียงอยู่ฉาดฉานด้วยทรงกริ้ว ประหนึ่งโยนก้อนเกลือเข้ากองไฟฉะนั้น เสด็จออกจากห้องอันทรงสิริ รับสั่งให้หานายประตูและข้าบาทมูลเป็นต้น ตรัสว่า เหวยพนักงาน พวกเจ้าจงพากันไปจับไอ้ปุโรหิต มัดแขน ไพล่หลัง ทำมันให้สาสมกับความเป็นคนที่ต้องฆ่า พาออกไปจากพระนคร นำตัวไปไปสู่ตะแลงแกง ตัดหัวมันเสีย พวกราชบุรุษพากันรีบรุดไป จับพระโพธิสัตว์มัดไพล่หลัง แล้วเที่ยวตระเวนตีกลองร้องประกาศไป พระโพธิสัตว์ดำริว่า พระราชาคงถูกพระเทวีตัวร้ายนั้นกราบทูลยุยงเอาก่อนเป็นแน่ คราวนี้เราต้องแก้ต่างเปลื้องตนด้วยปรีชาญาณของตนเอง ในวันนี้ให้จงได้ พระโพธิสัตว์จึงกล่าวกะราชบุรุษเหล่านั้นว่า พ่อคุณทั้งหลาย พวกเธออย่าเพิ่งฆ่าเราเลย พาเราเข้าเฝ้าพระราชาแล้วค่อยฆ่าเถิด พวกราชบุรุษถามว่า เพราะเหตุไร ? จึงบอกว่า เราเป็นข้าราชการ การงานที่เราทำไว้มีมาก เราย่อมรู้ที่ตั้งแห่งขุมทรัพย์มากแห่ง ท้องพระคลังหลวงเล่า เราก็ตรวจตรา ถ้าไม่นำเราเข้าเฝ้าพระราชาแล้ว ทรัพย์เป็นอันมากจักสาบสูญ ขอโอกาสพอเราได้บอกสมบัติแด่พระราชาแล้ว พวกท่านค่อยกระทำโทษที่ต้องกระทำภายหลังเถิด พวกราชบุรุษจึงพาพระโพธิสัตว์เข้าเฝ้าพระราชา. พระราชาพอทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์เข้าเท่านั้นก็ตรัสว่า เฮ้ย เจ้าพราหมณ์ เหตุไรเล่าจึงมิได้ยำเกรงเราเลยเหตุไรเล่า เจ้าจึงทำกรรมชั่วช้าสามาลย์ได้ถึงขนาดนี้ ? พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์นั้นเกิดในสกุลโสตถิยพราหมณ์ การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตแม้เพียงมดดำ มดแดงข้าพระองค์ก็ไม่เคยกระทำ สิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้แม้เพียงเส้นหญ้า ข้าพระองค์ก็ไม่เคยถือเอาเลย สตรีของผู้อื่น ข้าพระองค์ก็ไม่เคยแม้จะเพียงลืมตาดูด้วยอำนาจความโลภ คำเท็จ แม้ด้วยอำนาจแห่งความร่าเริง ข้าพระองค์ก็ไม่เคยกล่าว น้ำเมาเพียงหยดด้วยอดหญ้า ข้าพระองค์ก็ไม่เคยดื่ม ข้าพระองค์ปราศจากความผิดในพระองค์ แต่นางเป็นพาล จับมือข้าพระองค์ด้วยอำนาจแห่งความโลภ ทั้ง ๆ ที่ข้าพระองค์ห้าม กับตวาดข้าพระองค์เปิดเผยความชั่วที่ตนกระทำไว้ บอกแก่ข้าพระองค์ แล้วเข้าไปภายในห้อง ข้าพระองค์ปราศจากความผิด แต่คนทั้ง ๖๔ ที่ถือหนังสือมามีความผิด ข้าแต่สมมติเทพ โปรดตรัสเรียกคนเหล่านั้นมาตรัสถามว่า พวกเหล่านั้นกระทำตามคำของพระนางหรือไม่ได้กระทำเถิดพระเจ้าข้า พระราชารับสั่งให้จองจำคนทั้ง ๖๔แล้วรับสั่งให้หาพระเทวีมาเฝ้า มีพระดำรัสถามว่า เจ้าทำกรรมชั่วกับคนเหล่านี้หรือไม่ได้กระทำ ? ครั้นนางกราบทูลรับว่าทำเพคะ รับสั่งให้มัดนางไพล่หลังไว้ แล้วทรงสั่งว่า พวกเจ้าจงตัดหัวของคน ๖๔ คน เหล่านี้เสีย. ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์กราบทูลท้าวเธอว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า คนเหล่านี้ก็ไม่มีโทษพระเจ้าข้า เทวีบังคับให้กระทำตามใจชอบของตน คนเหล่านี้ไร้ความผิด เหตุนั้นพระองค์โปรดทรงพระกรุณาอดโทษแก่คนเหล่านี้เถิดพระเจ้าข้า แม้พระเทวีก็ไม่มีโทษพระเจ้าข้าธรรมดาหญิงทั้งหลาย เป็นผู้ไม่อิ่มด้วยเมถุนธรรม แท้จริงความไม่อิ่มด้วยเมถุนธรรมนี้ เป็นสภาวธรรมประจำกำเนิดสิ่งที่ควรจะต้องมี ก็ย่อมมีแก่พวกนางเท่านั้น เพราะเหตุนั้นจงทรงพระกรุณางดโทษพระนางด้วยเถิดพระเจ้าข้า กราบทูลให้พระราชาตกลงพระทัยด้วยประการต่าง ๆ จนทรงปล่อยคน๖๔ นั้น และเทวีผู้เป็นพาล ให้พระราชทานฐานะตามตำแหน่งเดิมของตนก็คนทั้งปวง พระโพธิสัตว์ ครั้นให้พระราชาโปรดปล่อยคนทั้งหมดแล้ว ทรงแต่งตั้งในตำแหน่งเดิมของตนอย่างนี้แล้วเข้าไปเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า หมู่บัณฑิตผู้ไม่น่าจะถูกจองจำ ถูกมัดไพล่หลังได้ เพราะถ้อยคำอันไม่มีหลักของคนที่เรียกกันว่า อันธพาล หมู่บัณฑิตรอดพ้นได้แม้จากการถูกมัดไพล่หลัง ด้วยถ้อยคำที่ชอบด้วยเหตุ ขึ้นชื่อว่าพวกพาล แม้คนที่ไม่น่าจะจองจำ ก็ทำให้ต้องจองจำได้ บัณฑิตย่อมแก้ไขให้รอดจากการจองจำทั้งหลายได้อย่างนี้ พระเจ้าข้าแล้วกล่าวคาถานี้ ใจความว่า :" คนพาลแย้มพรายออกมา ณ ที่ใดณ ที่นั้น คนไม่น่าถูกจองจำ ย่อมถูกจองจำได้หมู่บัณฑิตแย้มพรายออกมา ณ ที่ใด ณ ที่นั้นแม้คนที่ถูกจองจำแล้ว ก็รอดพ้นได้ " ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อพทฺธา แปลว่า คนที่น่าจะถูกจองจำ. บทว่า ปภาสเร แปลว่า ย่อมแย้มพราย คือย่อมบอกย่อมกล่าว. พระโพธิสัตว์ แสดงธรรมแก่พระราชาด้วยคาถานี้ ด้วยประการฉะนี้แล้ว กราบทูลขออนุญาตการบรรพชาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ทุกข์ทั้งนี้ข้าพระองค์ได้เพราะการอยู่ครองเรือน บัดนี้ข้าพระองค์ไม่มีกิจด้วยการครองเรือน โปรดทรงอนุญาตการบรรพชาเเก่ข้าพระองค์ด้วยเถิดพระเจ้าข้า แล้วสละตนที่เป็นญาติ มีน้ำตานองหน้า และสมบัติอันมากมายบวชเป็นฤๅษีอยู่ในป่าหิมพานต์ ยังฌานและสมาบัติให้เกิดแล้วได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า เทวีตัวร้ายในครั้งนั้น ได้มาเป็นนางจิญจมาณวิกาในครั้งนี้ พระราชาได้มาเป็นอานนท์ ส่วนปุโรหิต ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ พันธนโมกขชาดกที่ ๑๐รวมชาดกที่มาในวรรคนี้คือ :๑. คัทรภปัญหา ๒. อมราเทวีปัญหา ๓. สิลาคชาดก๔. มิตจินติชาดก ๕. อนุสาสิกชาดก ๖. ทุพพจชาดก ๗. ติตติรชาดก ๘. วัฏฏกชาดก ๙. อกาลราวิชาดก ๑๐. พันธนโมกชาดก. จบ หังสิวรรคที่ ๑๒๑๓. กุสนาฬิวรรค

ที่มา: อรรถกถาชาดก ฉบับมหามกุฏราชวิทยาลัย ผ่าน E-Tipitaka เล่ม ๕๖ หน้า ๔๕๔–๔๖๓ · เนื้อความเป็นของเจ้าของต้นฉบับ แสดงภายใต้ เงื่อนไขนี้ หากประสงค์ให้นำออก แจ้งที่ saddhammadana@gmail.com จะนำออกทันที

เอกกนิบาตชาดก · ๑๗ ข้อ

คาถา

ตัวบทพระไตรปิฎกของชาดกเรื่องนี้ คือคาถา ๑๗ ข้อข้างล่าง เรื่องเล่าข้างบนคืออรรถกถาที่อธิบายคาถาเหล่านี้

หลวงฉบับหลวงมจร.ฉบับมหาจุฬาฯบาลีบาลีอักษรไทยโรมันPALI ROMANอรรถกถาอรรถกถาอรรถกถาบาลีอรรถกถาบาลีอักษรไทยAṭṭhakathāAtthakatha PaliRoman
โหมดอ่านต่อเนื่อง

อรรถกถาบาลี อักษรไทย

๑๐ พนฺธนโมกฺขชาตกํ

อพทฺธา ตตฺถ พชฺฌนฺตีติ อิทํ สตฺถา เชตวเน วิหรนฺโต จิญฺจมาณวิกํ อารพฺภ กเถสิ ฯ ตสฺสา วตฺถุ ทฺวาทสนิปาเต มหาปทุมชาตเก อาวิภวิสฺสติ ฯ

ตทา ปน สตฺถา น ภิกฺขเว จิญฺจมาณวิกา อิทาเนว มํ อภูเตน อพฺภาจิกฺขติ ปุพฺเพปิ อพฺภาจิกฺขิเยวาติ วตฺวา อตีตํ อาหริ ฯ

อตีเต พาราณสิยํ พฺรหฺมทตฺเต รชฺชํ กาเรนฺเต โพธิสตฺโต ปุโรหิตสฺส เคเห นิพฺพตฺโต วยปฺปตฺโต ปิตุ อจฺจเยน ตสฺส ปุโรหิโต อโหสิ ฯ เตน อคฺคมเหสิยา วโร ทินฺโน โหติ ภทฺเท ยํ อิจฺฉสิ ตํ วเทยฺยาสีติ ฯ สา เอวมาห มยฺหํ อญฺโญ วโร นาม น ทุลฺลโภ อิโต ปฏฺฐาย อญฺญา อิตฺถี กิเลสวเสน น โอโลเกตพฺพาติ ฯ โส ปฏิกฺขิปิตฺวาปิ ปุนปฺปุนํ ปีฬิยมาโน ตสฺสา วจนํ อติกฺกมิตุํ อสกฺโกนฺโต สมฺปฏิจฺฉิตฺวา ตโต ปฏฺฐาย โสฬสสุ นาฏกิตฺถีสหสฺเสสุ กิเลสวเสน เอกํ อิตฺถิมฺปิ น โอโลเกสิ ฯ

อถสฺส ปจฺจนฺโต กุปิโต ฯ ปจฺจนฺเต ฐิตา โยธา โจเรหิ สทฺธึ เทฺว ตโย สงฺคาเม กตฺวา อิโต อุตฺตรึ มยํ น สกฺโกมาติ รญฺโญ ปณฺณํ เปเสสุํ ฯ ราชา ตตฺถ คนฺตุกาโม พลกายํ สํหริตฺวา ตํ ปกฺโกสิตฺวา ภทฺเท อหํ ปจฺจนฺตํ คจฺฉามิ ตตฺถ นานปฺปการานิ ยุทฺธานิ โหนฺติ ชยปราชโยปิ อนิพทฺโธ ตาทิเสสุ ฐาเนสุ มาตุคาโม ทุปฺปริหาโร ตฺวํ อิเธว นิวตฺตาหีติ อาห ฯ สาปิ น สกฺกา เทว มยา นิวตฺติตุนฺติ ปุนปฺปุนํ รญฺญา ปฏิกฺขิตฺตา อาห เตนหิ เอเกกํ โยชนํ คนฺตฺวา มยฺหํ สุขทุกฺขํ ชานนตฺถํ เอเกกํ มนุสฺสํ เปเสยฺยาถาติ ฯ ราชา สาธูติ สมฺปฏิจฺฉิตฺวา โพธิสตฺตํ นคเร ฐเปตฺวา มหนฺเตน พลกาเยน นิกฺขมิตฺวา คจฺฉนฺโต โยชเน โยชเน เอเกกํ ปุริสํ อมฺหากํ อาโรคฺยํ อาโรเจตฺวา เทวิยา สุขทุกฺขํ ชานิตฺวา อาคจฺฉาติ เปเสสิ ฯ สา อาคตาคตปุริสํ ราชา ตํ กิมตฺถํ เปเสสีติ ปุจฺฉิตฺวา ตุมฺหากํ สุขทุกฺขํ ชานนตฺถายาติ วุตฺเต เตนหิ เอหีติ เตน สทฺธึ อสทฺธมฺมํ ปฏิเสวติ ฯ ราชา ทฺวตฺตึสโยชนมคฺคํ คจฺฉนฺโต ทฺวตฺตึส ชเน เปเสสิ ฯ สา สพฺเพหิ เตหิ สทฺธึ ตเถว อกาสิ ฯ

ราชา ปจฺจนฺตํ วูปสเมตฺวา ชนปทํ สมสฺสาเสตฺวา ปุน อาคจฺฉนฺโต ตเถว ทฺวตฺตึส ชเน เปเสสิ ฯ สา เตหิปิ สทฺธึ วิปฺปฏิปชฺชิเยว ฯ ราชา อาคนฺตฺวา ชยขนฺธาวารฏฺฐาเน ฐตฺวา นครํ ปฏิชคฺคาเปตูติ โพธิสตฺตสฺส ปณฺณํ เปเสสิ ฯ โพธิสตฺโต สกลนครํ ปฏิชคฺคาเปตฺวา ราชนิเวสนํ ปฏิชคฺคาเปนฺโต เทวิยา วสนฏฺฐานํ อคมาสิ ฯ สา โพธิสตฺตสฺส รูปโสภคฺคปฺปตฺตํ กายํ ทิสฺวา สณฺฐาตุํ อสกฺโกนฺตี เอหิ พฺราหฺมณ สยนํ อภิรุหาติ อาห ฯ โพธิสตฺโต มา เอวํ อวจ ราชาปิ เม ครุ อกุสลาปิ ภายามิ น สกฺกา มยา เอวํ กาตุนฺติ อาห ฯ จตุสฺสฏฺฐิยา ปาทมูลิกานํ เนว ราชา ครุ น อกุสลา ภายนฺติ ตเวว ราชา ครุ ตฺวํเยว จ อกุสลา ภายสีติ ฯ อาม สเจ เตสมฺปิ เอวํ ภเวยฺย น เอวรูปํ กเรยฺยํ อหมฺปน ชานมาโน เอวรูปํ สาหสิกกมฺมํ น กริสฺสามีติ ฯ กึ พหุํ วิปฺปลปสิ สเจ เม วจนํ น กโรสิ สีสนฺเต ฉินฺทาเปสฺสามีติ ฯ ติฏฺฐตุ เอกสฺมึ อตฺตภาเว สีสํ อตฺตภาวสหสฺเสปิ สีเส ฉินฺทนฺเตน น สกฺกา มยา เอวรูปํ กาตุนฺติ ฯ สา โหตุ ชานิสฺสามีติ โพธิสตฺตํ ตชฺเชตฺวา อตฺตโน คพฺภํ ปวิสิตฺวา สรีเร นขวลญฺชํ ทสฺเสตฺวา เตเลน คตฺตานิ อพฺภญฺชิตฺวา กิลิฏฺฐวตฺถํ นิวาเสตฺวา คิลานาลยํ กตฺวา ทาสิโย อาณาเปสิ รญฺญา กหํ เทวีติ วุตฺเต คิลานาติ กเถยฺยาถาติ ฯ

โพธิสตฺโตปิ รญฺโญ ปฏิปถํ อคมาสิ ฯ ราชา นครํ ปทกฺขิณํ กตฺวา ปาสาทํ อภิรุยฺห กหํ เทวีติ ปุจฺฉิ ฯ คิลานา เทวาติ ฯ โส สิริคพฺภํ ปวิสิตฺวา ตสฺสา ปิฏฺฐึ ปริมชฺชนฺโต กินฺเต ภทฺเท อผาสุกนฺติ ปุจฺฉิ ฯ สา ตุณฺหี อโหสิ ฯ ตติยวาเร ราชานํ โอโลเกตฺวา ตฺวํปิ มหาราช ชีวสิ นาม มาทิสาปิ อิตฺถิโย สสฺสามิกาเยวาติ อาห ฯ กึ ปน เอตํ ภทฺเทติ ฯ ตุมฺเหหิ นครํ รกฺขนตฺถาย ฐปิตปุโรหิโต นิเวสนํ ปฏิชคฺคามีติ อิธาคนฺตฺวา อตฺตโน วจนํ อกโรนฺตํ มํ ปหริตฺวา อตฺตโน มนํ ปูเรตฺวา คโตติ ฯ ราชา อคฺคิมฺหิ ปกฺขิตฺตโลณสกฺขรา วิย โกเธน ตฏตฏายนฺโต สิริคพฺภา นิกฺขมิตฺวา โทวาริกปาทมูลิกาทโย ปกฺโกสาเปตฺวา คจฺฉถ ภเณ ปุโรหิตํ ปจฺฉาพาหุํ พนฺธิตฺวา วชฺเภาวปฺปตฺตํ กตฺวา นครา นีหริตฺวา อาฆาตนํ เนตฺวา สีสมสฺส ฉินฺทถาติ อาห ฯ เต เวเคน คนฺตฺวา ตํ ปจฺฉาพาหุํ พนฺธิตฺวา วชฺฌเภรึ จาราเปสุํ ฯ โพธิสตฺโต จินฺเตสิ อทฺธา ตาย ทุฏฺฐเทวิยา ราชา ปุเรตรํ ปริภินฺโน อชฺชทานาหํ อตฺตโน พเลเนว อตฺตานํ โมเจสฺสามีติ ฯ โส เต ปุริเส อาห โภ ตุมฺเห มํ อมาเรนฺตา รญฺโญ ทสฺเสตฺวาว มาเรถาติ ฯ กึการณาติ ฯ อหํ ราชกมฺมิโก พหุํ เม กมฺมํ กตํ พหูนิ นิธิฏฺฐานานิ ชานามิ ราชกุฏุมฺพํ มยา วิจาริตํ สเจ มํ รญฺโญ น ทสฺเสสฺสถ พหุํ ธนํ นสฺสิสฺสติ มยา รญฺโญ สาปเตยฺเย อาจิกฺขิเต ปจฺฉา กาตพฺพํ กโรถาติ ฯ เต ตํ รญฺโญ ทสฺสยึสุ ฯ

ราชา ตํ ทิสฺวาว กสฺมา โภ พฺราหฺมณ มยิ ลชฺชํ นากาสิ กสฺมา เต เอวรูปํ ปาปกมฺมํ กตนฺติ อาห ฯ มหาราช โส อหํ โสตฺถิยกุเล ชาโต มยา กุนฺถกิปิลฺลกมตฺโตปิ ปาณาติปาโต น กตปุพฺโพ ติณสลากมตฺตมฺปิ อทินฺนํ นาทินฺนปุพฺพํ โลภวเสน ปเรสํ อิตฺถี อกฺขีนิ อุมฺมิเลตฺวาปิ น โอโลกิตปุพฺพา หสนวเสนาปิ มุสา น ภาสิตปุพฺพา กุสคฺเคนาปิ มชฺชํ น ปีวิตปุพฺพํ อหํ ตุมฺเหสุ นิรปราโธ สา ปน พาลา โลภวเสน มํ หตฺเถ คเหตฺวา มยา ปฏิกฺขิตฺตา มํ ตชฺเชตฺวา อตฺตนา กตปาปํ อุตฺตานํ กตฺวา มม อาจิกฺขิตฺวา อนฺโตคพฺภํ ปวิฏฺฐา อหํ นิรปราโธ ปณฺณํ คเหตฺวา ปน อาคตา จตุสฺสฏฺฐิชนา สาปราธา เต ปกฺโกสิตฺวา ตสฺสา เตสํ วจนํ กตํ น กตนฺติ ปุจฺฉ เทวาติ ฯ ราชา เต จตุสฺสฏฺฐิชเน พนฺธาเปตฺวา เทวึ ปกฺโกสาเปตฺวา ตยา เอเตหิ สทฺธึ ปาปกมฺมํ กตํ น กตนฺติ ปุจฺฉิ กตํ เทวาติ วุตฺเต ตํ ปจฺฉาพาหุํ พนฺธาเปตฺวา อิเมสํ จตุสฺสฏฺฐิชนานํ สีสานิ ฉินฺทถาติ อาณาเปสิ ฯ อถ นํ โพธิสตฺโต อาห นตฺถิ มหาราช เอเตสํ โทโส เทวี อตฺตโน รุจึ การาเปสิ นิรปราธา เอเต ตสฺมา เนสํ ขมถ ตสฺสาปิ โทโส นตฺถิ อิตฺถิโย นาม เมถุนธมฺเมน อติตฺตา ชาติสภาโว หิ เอส เอตาสํ ภวิตพฺพยุตฺตกเมว โหติ ตสฺมา เอตสฺสาปิ ขมถาติ นานปฺปกาเรน ราชานํ สญฺญาเปตฺวา เต จตุสฺสฏฺฐิชเน ตญฺจ พาลํ โมเจตฺวา สพฺเพสํ ยถาสกานิ ฐานานิ ทาเปสิ ฯ เอวํ เต สพฺเพ โมจาเปตฺวา สกฏฺฐาเน ปติฏฺฐาเปตฺวา โพธิสตฺโต ราชานํ อุปสงฺกมิตฺวา มหาราช อนฺธพาลานํ นาม อวตฺถุเกน วจเนน อพนฺธิตพฺพยุตฺตกา ปณฺฑิตา ปจฺฉาพาหุํ พนฺธา ปณฺฑิตา การณยุตฺเตน วจเนน ปจฺฉาพาหุํ พนฺธาปิ มุตฺตา เอวํ พาลา นาม อพนฺธิตพฺพยุตฺตเกปิ พนฺธาเปนฺติ ปณฺฑิตา พนฺเธหิ โมเจนฺตีติ วตฺวา อิมํ คาถมาห

อพทฺธา ตตฺถ พชฺฌนฺติ ยตฺถ พาลา ปภาสเร

พทฺธาปิ ตตฺถ มุจฺจนฺติ ยตฺถ ธีรา ปภาสเรติ ฯ

ตตฺถ อพทฺธาติ อพนฺธิตพฺพยุตฺตกา ฯ ปภาสเรติ ปภาสนฺติ วทนฺติ กเถนฺติ ฯ

เอวํ โพธิสตฺโต อิมาย คาถาย รญฺโญ ธมฺมํ เทเสตฺวา มยา อิทํ ทุกฺขํ อคาเร วสนภาเวน ลทฺธํ อิทานิ เม อคาเรน กิจฺจํ นตฺถิ ปพฺพชฺชํ เม อนุชานาถ เทวาติ ปพฺพชฺชํ อนุชานาเปตฺวา อสฺสุมุขํ ญาติชนํ มหนฺตญฺจ วิภวํ ปหาย อิสิปพฺพชฺชํ ปพฺพชิตฺวา หิมวนฺเต วสนฺโต อภิญฺญา จ สมาปตฺติโย จ นิพฺพตฺเตตฺวา พฺรหฺมโลกปรายโน อโหสิ ฯ

สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตฺวา ชาตกํ สโมธาเนสิ ตทา ทุฏฺฐเทวี จิญฺจมาณวิกา อโหสิ ราชา อานนฺโท อโหสิ ปุโรหิโต ปน อหเมวาติ ฯ

พนฺธนโมกฺขชาตกํ ทสมํ ฯ

หํสิวคฺโค ทฺวาทสโม ฯ

@เชิงอรรถ:

@*** หน้านี้ไม่มีข้อมูล ***

ที่มา: อรรถกถาบาลี อักษรไทย เล่มที่ ๓๖

ดูหัวข้อนี้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๗

ดูเล่มที่ ๒๗ ขุททกนิกาย ชาดก ภาค ๑ บนชั้นหนังสือ

ชาดกก่อนหน้า๑๑๙. อกาลราวิชาดกชาดกถัดไป๑๒๑. กุสนาฬิชาดก